การทรยศหักหลังของศิษย์ร่วมสำนักเปรียบดั่งหนามแหลมที่ฝังลึกอยู่ในอกของหลิงเหยามาเนิ่นนาน มิอาจถอนได้ทั้งยังจุกคาในลำคอ กัดกร่อนดวงจิตดุจเพลิงเย็นลามเลียกระดูก ยามใดหวนรำลึกถึงย่อมชวนให้สะท้านสะเทือนทั้งใจ หากมิได้ระบายออก เกรงว่าจะกลายเป็นตรวนพันธนาการจิตใจไปชั่วนิรันดร์
บัดนี้ในเมื่อท่านผู้นำตระกูลมู่เปี่ยมด้วยใจกล้า ถึงกับยินดีเสี่ยงชีวิตบุกหอวิญญาณโอสถเพื่อทวงคืนความยุติธรรมให้แก่เขา เช่นนี้แล้ว เจ้าของความแค้นที่ฝังแน่นผู้นี้ยังจะมีสิ่งใดให้หวาดกลัวอีกเล่า?
“ท่านผู้นำตระกูลมู่ข้าอยู่ในแคว้นตงฮวงมานานหลายปีแล้ว ยังมีสหายสนิทบางคนจะเรียกพวกเขาไปสมทบยังหอวิญญาณโอสถด้วยกันหรือไม่?” หลิงเหยาเอ่ยถามด้วยลมหายใจกระชั้นดวงตาฉายแวววาวดุจประกายเพลิง
“ไม่จำเป็น” มู่เสินฉวนส่ายหน้าอย่างสงบนิ่งพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว “ข้าครอบครองวิชาการต่อสู้ศักดิ์สิทธิ์จะไปเกรงกลัวการต่อสู้แบบกลุ่มหลายคนได้อย่างไร! ผู้อาวุโสหลิงเหยาท่านเพิ่งจะสร้างกายเนื้อใหม่ ยังคงปรับตัวได้ไม่คุ้นชินนักเราจะกำหนดออกเดินทางในอีกสามวันข้างหน้าเถิด!”
ถ้อยคำเพียงไม่กี่ประโยคของเขาแฝงไว้ด้วยความมั่นใจอันแข็งแกร่งอีกทั้งยังเริ่มก่อร่างปณิธานอันไร้เทียมทานดุจผู้กล้าหาญทำให้ผู้คนอดไม่ได้ที่จะอุทานออกมาด้วยความตื่นตะลึง
“ดี! ท่านผู้นำตระกูลมู่ช่างเป็นยอดคนแห่งยุคสมัยโดยแท้!” หลิงเหยาเอ่ยพลางยิ้มแย้ม“ข้าผู้นี้มีนามเดิมว่า หลิงเหยา หากท่านผู้นำตระกูลมู่ไม่รังเกียจหลังจากนี้โปรดเรียกข้าว่าหลิงเหยาตรงๆ เถิด”
หลิงเหยาค้อมกายคารวะด้วยท่าทีเคร่งขรึมแฝงไว้ด้วยความนอบน้อมเล็กน้อย นับแต่ขณะนั้นเขาก็ถือว่ามู่เสินฉวนคือผู้แข็งแกร่งไร้เทียมทานในภายภาคหน้าโดยแท้จริงหากเขาและหอวิญญาณโอสถสามารถก้าวตามรอยเท้าของผู้นำตระกูลมู่ได้วันหนึ่งข้างหน้าก็ย่อมมีหวังยืนหยัดบนจุดสูงสุดแห่งแคว้นตงฮวงและทะยานสู่จุดสูงสุดบทใหม่อย่างแน่นอน
“ดีมาก” มู่เสินฉวนกล่าวอย่างผ่อนคลาย“อีกสามวัน เราจะออกเดินทางตามกำหนด!”
กล่าวจบร่างของมู่เสินฉวนก็พลันหายวับไปจากยอดเขาเทียนเฉินทิ้งให้มู่เฉินที่ยืนอยู่ด้านข้างยังคงนิ่งงันอยู่กับที่ นานเนิ่นไร้ถ้อยคำเอาแต่รู้สึกว่าทุกสิ่งเบื้องหน้าช่างเหนือจริงเกินไปนัก
หนึ่งในเป้าหมายที่เขาเพียรไขว่คว้ามาตลอดชั่วชีวิตคือการบุกหอวิญญาณโอสถเพื่อทวงคืนความแค้นกลับถูกผู้นำตระกูลตัดสินใจอย่างง่ายดายด้วยถ้อยคำเพียงไม่กี่ประโยคราวกับเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย! ด้วยกายาศักดิ์สิทธิ์แห่งความโกลาหลกลับไม่หวั่นเกรงแม้ต้องเผชิญผู้ฝึกตนระดับไฟศักดิ์สิทธิ์นับสิบคน!ความอาจหาญเช่นนี้ ท่านผู้นำตระกูลแข็งแกร่งถึงเพียงใดกัน!เกรงว่าแม้เทียบกับผู้ฝึกตนระดับสูงสุดในอดีตบางคน ก็หาได้ด้อยไปกว่าไม่!
“เฉินเอ๋อร์…ตระกูลมู่ของเจ้ามีผู้นำเช่นนี้!” หลิงเหยาเอ่ยพลางตบไหล่มู่เฉินเบาๆ น้ำเสียงเต็มเปี่ยมด้วยความซาบซึ้ง “วันหนึ่งจะต้องผงาดเหนือแคว้นตงฮวงและเลื่องชื่อไปไกลทั่วหล้าเป็นแน่!” เขากล่าวพลางทอดถอนลมหายใจดวงตาเต็มไปด้วยความชื่นชม มู่เฉินพยักหน้าหนักแน่น นับแต่ยังเยาว์วัยท่านลุงสามมู่เสินฉวนก็เป็นดั่งเสาหลักในใจของเขาแล้วเขาคือผู้แข็งแกร่งที่มู่เฉินผู้นี้นับถือและเทิดทูนสูงสุด…และแม้กาลเวลาจะผ่านพ้นไปเพียงใด ความรู้สึกนั้นก็ยังไม่เคยเปลี่ยนแปลง!
จากนั้นเขาก็เอ่ยขึ้นด้วยแววตาแน่วแน่เปี่ยมด้วยมุ่งมั่น “ท่านอาจารย์อีกสามวัน... ข้าจะร่วมเดินทางไปกับท่านด้วย!”
“ดี! ใจกล้ายิ่งนัก!” หลิงเหยาเอ่ยเสียงหนักแน่น สีหน้าเปี่ยมด้วยความยินดี “สมแล้วที่เป็นสายเลือดของตระกูลมู่ สมแล้วที่เป็นศิษย์ของหลิงเหยาผู้นี้!อีกสามวัน... เราจะบุกหอวิญญาณโอสถไปพร้อมกัน!”
....
ตำหนักสูงตระหง่านและศาลาอันงดงามเรียงรายเป็นระเบียบทอดยาวสุดสายตากระเบื้องแดงชาดสลับหยกเขียวเรียงซ้อนดุจเกล็ดปลาบนหลังคาสีชาดที่วาววับต้องแสงทั่วทั้งสำนักล่องลอยด้วยหมอกควันสีครามเข้มข้นกลิ่นโอสถหอมบริสุทธิ์ฟุ้งกระจายทั่วบริเวณ ที่นั่นคือ“หอวิญญาณโอสถ” หนึ่งในนิกายปรุงโอสถอันยิ่งใหญ่แห่งแคว้นตงฮวง!
ณ ขณะนั้น ภายในตำหนักโอ่อ่าหรูหราฉวนหยางหรง เจ้าสำนักหอวิญญาณโอสถคนปัจจุบัน นั่งตัวตรงด้วยท่วงท่าเคร่งขรึมเปี่ยมด้วยอำนาจ เบื้องล่าง คือเหล่าผู้อาวุโสของสำนักที่เรียงรายอยู่แต่ละตำแหน่งล้วนแผ่รัศมีอำนาจอันเกรียงไกรออกมาโดยมิอาจปกปิด ทุกคนล้วนเป็นผู้ฝึกตนระดับไฟศักดิ์สิทธิ์โดยไร้ข้อยกเว้น!
ไม่นานนักชายชราในอาภรณ์เต๋าผู้หนึ่งก็ลุกขึ้นยืนรายงานปริมาณโอสถที่สำนักผลิตได้ล่าสุดอย่างละเอียดถี่ถ้วนเสียงเอ่ยรายงานแฝงความกระตือรือร้น ออกรสออกชาติในทุกถ้อยคำ ยิ่งฉวนหยางหรงรับฟังสีหน้าและแววตาก็ยิ่งเย็นเยียบขึ้นทุกขณะ ก่อนจะกล่าวด้วยเสียงทุ้มต่ำปานฟ้าคะนอง
“ผู้อาวุโสลำดับสาม ลำดับห้าและลำดับเจ็ด!” ฉวนหยางหรงเอ่ยด้วยน้ำเสียงกราดเกรี้ยว“เหตุใดปริมาณโอสถระดับสูงจากสาขาของพวกท่านจึงลดลงเรื่อย ๆ?มิหนำซ้ำ… ยังไม่ถึงครึ่งหนึ่งของแต่ก่อนเสียด้วยซ้ำ!”
ผู้อาวุโสทั้งหลายที่ถูกเอ่ยนามสีหน้าล้วนแปรเปลี่ยนไปในบัดดล ต่างพยายามข่มกลั้นเพลิงโทสะในใจทว่ากลับไร้ผู้ใดเอ่ยวาจาสักคำ
บุคคลเหล่านี้ล้วนเป็นผู้อาวุโสระดับผู้ก่อตั้งของหอวิญญาณโอสถเคยร่วมบุกเบิกสำนักอันยิ่งใหญ่นี้เคียงบ่าเคียงไหล่กับหลิงเหยาเจ้าสำนักรุ่นก่อนด้วยมือตนเอง จึงเคารพนับถือเขาอย่างสุดหัวใจ
แม้หลิงเหยาจะหายสาบสูญไปนานนับหลายสิบปีพวกเขาก็ไม่เคยละความพยายามในการตามหา และในทุก ๆปีก็ยังคงระดมทรัพยากรทั้งบุคลากรและวัตถุดิบต่างๆ อย่างมหาศาลเพื่อสืบเสาะร่องรอยกระทั่งบางคนถึงกับต้องเดินทางไปยังเขตแดนทางเหนือและดินแดนใจกลางของแคว้นตงฮวงเลยทีเดียว
ทว่าทุกสิ่งเหล่านี้กลับไม่อาจรอดพ้นสายตาของฉวนหยางหรงที่จับจ้องมาโดยตลอดเขากล่าวหาว่าพวกเขากำลังผลาญทรัพยากรของสำนัก และเริ่มบีบคั้นในทุกวิถีทางไม่เพียงแต่วัตถุดิบในการปรุงโอสถจะถูกหักแบ่งไปเป็นจำนวนมากหากแต่ยังถูกส่งสมุนไพรวิญญาณคุณภาพต่ำที่มีพลังวิญญาณต่ำต้อยปะปนเข้ามาอีกด้วยด้วยเหตุนี้ ปริมาณโอสถจากทั้งสามสาขาจึงลดลงอย่างฮวบฮาบจนยากจะปฏิเสธ
“โอสถระดับสูงที่ลดลงเยอะขนาดนี้ล้วนเป็นความบกพร่องของข้าเอง ศิษย์ภายใต้การดูแลไม่อาจฝึกฝนได้ดั่งใจ!” ผู้อาวุโสลำดับสามพลันลุกขึ้น กล่าวด้วยเสียงเยียบเย็นพลางค้อมกาย“โปรดท่านเจ้าสำนักลงโทษเถิด!”
“หึ... ไร้ความสามารถงั้นหรือ?” ฉวนหยางหรงแค่นเสียงเย้ยหยัน “ในเมื่อไร้ความสามารถก็จงหลีกทางให้ผู้มีความสามารถมาทำแทน!”
“ช่วงนี้สำนักของเราปรากฏศิษย์รุ่นเยาว์ผู้มีพรสวรรค์ด้านโอสถอยู่ไม่น้อยเช่นนั้น... จงเริ่มจากสาขาของพวกเจ้า! ลงจากตำแหน่งเสีย และมอบให้แก่ผู้เหมาะสมวันจัดการประลองปรุงโอสถจะถูกประกาศในอีกไม่นาน!”
ฉวนหยางหรงแย้มยิ้มอย่างเยียบเย็นก่อนสะบัดมือหนึ่งอย่างไม่ใยดีไม่หลงเหลือแม้เศษเสี้ยวของความไว้หน้าให้แก่เหล่าผู้อาวุโสผู้ร่วมก่อตั้งสำนัก
คำประกาศของเขายิ่งดังก้องในหูราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางใจ ผู้อาวุโสอีกสองคนพลันสีหน้าหม่นมืดไม่คาดคิดว่าเขาจะลงมือเด็ดขาดถึงเพียงนี้ ถึงขั้นริบตำแหน่งโดยไม่ลังเล!
เจตจำนงของฉวนหยางหรงในครั้งนี้…ชัดเจนยิ่งกว่าครั้งใด!
“เช่นนั้นก็เชิญท่านเจ้าสำนักกระทำตามที่ท่านเห็นสมควรเถิด!”เสียงกล่าวของผู้อาวุโสทั้งสามหนักแน่นแต่เปี่ยมด้วยความผิดหวังกับหอวิญญาณโอสถที่เย็นชาและไร้หัวใจเช่นนี้พวกเขาได้หมดสิ้นความศรัทธาไปเนิ่นนานแล้ว
ไม่มีผู้ใดปริปากโต้เถียงอีกแม้ครึ่งคำเพียงทอดทิ้งถ้อยคำประโยคเดียวไว้เป็นเชิงขาดสะบั้น
จากนั้น ต่างสะบัดแขนเสื้อลุกขึ้นยืนด้วยท่วงท่าหนักแน่น แล้วหมุนกายเดินออกจากตำหนักไปโดยไม่หันกลับ
ทว่า ณ ขณะนั้นเองเสียงฝีเท้าร้อนรนพลันดังขึ้นด้านนอกตำหนักก่อนร่างศิษย์หนุ่มผู้หนึ่งจะเร่งรุดเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก สองตาเบิกโพลงฉายแววตกตะลึงจนถึงขีดสุด
เขาเผลอลืมแม้กระทั่งธรรมเนียมค้อมกายคารวะอย่างสิ้นเชิงพลันเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักปานจะขาดใจ
“ท่าน...เจ้าสำนัก!ท่านเจ้าสำนักรุ่นก่อนกลับมาแล้ว! บัดนี้กำลังยืนอยู่หน้าประตูสำนักขอรับ!”
“ว่าอย่างไรนะ!”
“หลิงเหยากลับมาแล้วรึ!”
คำกล่าวนั้นประหนึ่งเสียงฟ้าผ่าลงกลางห้องโถงใหญ่!ทั่วทั้งสี่ทิศพลันตกอยู่ในความตะลึงงัน ผู้คนต่างเบิกตากว้างสีหน้าพลันแปรเปลี่ยนโดยมิทันตั้งตัว
เจ้าสำนักรุ่นก่อน...บุรุษซึ่งหายสาบสูญไปนานนับหลายสิบปี ถูกเข้าใจว่าได้สิ้นชีพไปแล้วใครเล่าจะคาดคิดว่าในวันนี้ เขาจะหวนคืนมาโดยไม่เคยมีข่าวคราวอันใดมาก่อน?
ช่างน่าตกตะลึงยิ่งนัก! เหตุการณ์ครั้งนี้…มิใช่สิ่งที่ผู้ใดจะมองข้ามได้เป็นอันขาด!
“ที่เจ้ากล่าวมานี้เป็นความจริงหรือไม่!”ท่ามกลางเหล่าผู้อาวุโสในท้องพระโรงมีเพียงสามท่านที่กำลังจะจากไปเท่านั้นที่แววตาฉายความตื่นตะลึงและปิติเหลือล้นหนึ่งในนั้นถึงกับคว้าคอเสื้อศิษย์หนุ่มขึ้นมาถามซ้ำดวงหน้าเต็มไปด้วยความไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน!
“จ...จริง...จริงขอรับ!” “ท่านเจ้าสำนักหลิงเหยาและพวกรวมทั้งหมดสามคน!”
“ตอนนี้...กำลังอยู่ที่หน้าประตูสำนักขอรับ!”
ศิษย์หนุ่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักแววตาเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น
“ฮ่าๆๆ!”
“สวรรค์มีตาโดยแท้!”
“ไม่คาดเลยว่าข้าผู้เฒ่าจะยังได้พบหน้าท่านเจ้าสำนักอีกครั้ง!”
เสียงหัวเราะก้องสะท้อนทั่วห้องโถงก่อนที่ผู้อาวุโสทั้งสาม ผู้ฝึกตนระดับไฟศักดิ์สิทธิ์จะทะยานออกไปดั่งสายฟ้าพุ่งตรงสู่ประตูหน้าสำนักหอวิญญาณโอสถอย่างไม่ลังเล
ทว่าอีกฟากฉวนหยางหรงที่นั่งอยู่กลางห้องโถง กำหมัดแน่นจนข้อนิ้วขาวซีดดวงตาเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง
“ไป... ออกไปดูกัน!”
กล่าวจบเขาก็ลุกขึ้นนำเหล่าผู้อาวุโสที่เหลือ ก้าวออกไปโดยไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใดอีก
ตอนนี้ที่หน้าประตูสำนักมีศิษย์หอวิญญาณโอสถไม่น้อยพากันมาหยุดยืนแน่นขนัดต่างจับจ้องไปยังเบื้องหน้าด้วยสีหน้าเปี่ยมความตื่นตะลึง
“นั่น... ท่านเจ้าสำนัก!”
“ใช่จริง ๆ ด้วย!”
“แม้ดูอ่อนเยาว์ลงแต่รูปโฉมนั้นหาได้เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย!”
“หลายสิบปีมานี้ท่านหายไปอยู่แห่งใดกันแน่? เหตุใดไร้ซึ่งข่าวคราว?”
เหล่าศิษย์ต่างแหงนหน้ามองร่างทั้งสามกลางท้องฟ้าแววตาแต่ละคนเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อสายตาตนเอง
“ข้าผู้นี้... กลับมาแล้ว”
หลิงเหยาจ้องมองประตูสำนักเบื้องหน้าที่คุ้นตาแววตากวาดผ่านพืชพรรณต้นไม้ที่เคยฝังใจแต่หนหลังภาพความทรงจำเก่าไหลบ่าเข้ามาดั่งสายน้ำ
ในดวงตาล้ำลึกคู่นั้นเผยความรู้สึกซับซ้อนเกินบรรยาย พลันเอ่ยพึมพำด้วยเสียงแผ่วเบาแทบกลืนไปกับสายลม
“ที่นี่...คือสำนักที่ท่านอาจารย์ก่อตั้งด้วยตนเองหรือ?”
มู่เฉินพึมพำเบา ๆสีหน้าพลันแปรเปลี่ยนเล็กน้อย “เป็นดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์แห่งการปรุงโอสถโดยแท้”
ด้วยจิตสัมผัสเขารับรู้ได้ถึงกลิ่นโอสถที่ลอยฟุ้ง ไอพลังจากเตาหลอมและสมุนไพรวิญญาณที่แฝงอยู่ทั่วบริเวณ ที่แห่งนี้... สำหรับนักปรุงโอสถแล้วหาได้ด้อยไปกว่าแดนศักดิ์สิทธิ์โบราณใดเลย!
มู่เสินฉวนที่ยืนอยู่เคียงข้างกลับสงบนิ่งดุจผืนน้ำดวงตาล้ำลึกไร้คลื่นไหว ประหนึ่งบ่อน้ำเก่าที่ไร้ก้นบึ้ง
เขากอดอกแน่นมองลงไปยังสำนักอันยิ่งใหญ่เบื้องล่าง ไอพลังที่แผ่พุ่งออกมานั้นเหนือธรรมชาติแตกต่างจากปุถุชนโดยสิ้นเชิง แฝงไว้ด้วยความน่าเกรงขามของผู้สูงศักดิ์อันเยียบเย็นจนสะท้านใจ
เพียงไม่กี่ลมหายใจ ผู้อาวุโสลำดับสาม ห้าและเจ็ดแห่งหอวิญญาณโอสถก็เร่งรุดมาถึงพร้อมกัน
ทันทีที่สายตาประสบต้องกับหลิงเหยาอารมณ์ที่อัดแน่นก็พลันปะทุ!
“ท่านเจ้าสำนัก!”
“ท่าน... ยังมีชีวิตอยู่จริง ๆ หรือขอรับ!”
ทั้งสามตะโกนลั่นเสียงเปี่ยมด้วยความตื่นเต้นอย่างถึงที่สุด และแรงศรัทธาที่ไม่เคยเสื่อมคลาย
ในเวลาเดียวกันยังไม่ทันที่ทั้งสามจะกล่าวจบ ร่างอีกกว่าสิบร่างก็เร่งรุดตามมาติด ๆนำโดยฉวนหยางหรงและเหล่าผู้อาวุโสแห่งหอวิญญาณโอสถ
ในกลุ่มนี้มีไม่น้อยที่เมื่อได้เห็นใบหน้าของหลิงเหยาอย่างชัดเจนสีหน้าก็พลันแปรเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดหางตาของหลายคนเหลือบมองไปยังเจ้าสำนักคนปัจจุบันที่ยืนเคียงอยู่เป็นระยะ...ความผิดปกติบางอย่างเริ่มก่อตัวขึ้นในความเงียบงัน
ฉวนหยางหรงจ้องมองร่างทั้งสามเบื้องหน้าด้วยแววตาอำมหิตไร้ซึ่งวาจาเอื้อนเอ่ย หากแต่กลับแผ่จิตสัมผัสออกตรวจสอบโดยรอบอย่างเงียบงัน
เมื่อแน่ใจว่าไม่มีผู้ฝึกตนระดับสูงอื่นใดแอบแฝงอยู่มุมปากของเขาก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้ยหยัน เย็นชาเยี่ยงน้ำแข็ง
ฮึ ๆ… ศิษย์น้องหลิงเหยาเอ๋ยเจ้าหายสาบสูญไปนานนับสิบปี ไยจึงไร้ซึ่งความก้าวหน้าแม้แต่น้อย!
เพียงพาผู้เยาว์คนหนึ่งกับอีกหนึ่งผู้ฝึกตนระดับธรรมกายที่ไร้ซึ่งกระแสพลังแห่งเมล็ดพันธ์แห่งชีวิตเช่นนี้ยังกล้าหาญกลับมาเยือนสำนักอีกหรือ?
เจ้าคิดหรือว่า... ความสัมพันธ์เก่าในอดีตจะเพียงพอใช้โค่นล้มข้าได้?
ช่างน่าขันยิ่งนัก!
เมื่อเห็นฉวนหยางหรงปรากฏกายแววตาของหลิงเหยาก็พลันวาบขึ้นด้วยเจตนาสังหารอันเยียบเย็นแค่นยิ้มบางอย่างเหยียดหยัน ก่อนเอ่ยขึ้นด้วยเสียงราบเรียบ
“ท่านผู้อาวุโสทั้งหลาย...มิได้พบกันเสียนานเลย”
“และเจ้าศิษย์พี่ฉวนหยาง... โอ้ ไม่สิบัดนี้ควรเรียกว่าท่านเจ้าสำนักฉวนหยางหรงแล้วกระมัง?”
ถ้อยคำเพียงไม่กี่ประโยคทว่าแฝงเจตนาร้ายแรงกล้าเกินหยั่งคาดจนแม้แต่อุณหภูมิรอบกายยังพลันลดต่ำลงอย่างชัดเจน
ณ ขณะนั้นมีทั้งผู้อาวุโสและศิษย์ไม่น้อยที่รู้สึกถึงบางสิ่งผิดแปลกไปต่างหันมองฉวนหยางหรงด้วยแววตาฉงน
“ศิษย์น้องจากไปนานนับสิบปียังสุภาพไม่เปลี่ยน”
ฉวนหยางหรงเอ่ยพลางยิ้มบางสีหน้าไร้ซึ่งความเปลี่ยนแปลง
“ไม่ต้องถึงกับเกรงใจกันถึงเพียงนั้นเราสองคน ยังคงเป็นศิษย์ร่วมสำนักอยู่มิใช่หรือ?”
“ศิษย์ร่วมสำนักอย่างนั้นรึ?”
“ฮ่า ๆ…เจ้านี่ไม่คู่ควรแม้แต่จะเอ่ยคำสองคำนี้ออกมาเสียด้วยซ้ำ!”
หลิงเหยาแค่นหัวเราะเย้ยหยันดวงหน้าแปรเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าว
“ข้าผู้นี้ช่างตาบอดนักที่เคยวางใจเจ้าอย่างถึงที่สุด!”
“ไม่คาดเลยว่าเพียงเพราะสมบัติล้ำค่าของสำนัก เจ้าจะกล้าร่วมมือกับผู้อื่นลอบทำร้ายข้า!ทำให้ต้องดำรงชีวิตด้วยเศษเสี้ยวจิตวิญญาณมาเนิ่นนานถึงสี่สิบปี… ความทรมานนั้นเจ้าย่อมไม่มีวันเข้าใจ!”
“แต่ในวันนี้เรื่องนี้จะต้องสะสางให้สิ้น!”
เส้นผมของหลิงเหยาพลันตั้งชี้ด้วยโทสะรังสีสังหารแผ่ซ่านจากวาจาทุกคำ กู่ก้องอย่างไม่หยุดยั้ง!
ทันทีที่ถ้อยคำนั้นหลุดออกมาเหล่าศิษย์หอวิญญาณโอสถนับไม่ถ้วน และผู้อาวุโสบางท่านที่ยังมิรู้ความจริงต่างใจสั่นสะท้านราวคลื่นกระทบผิวน้ำ
เดิมที…การที่ท่านเจ้าสำนักหลิงเหยาหายสาบสูญไปถึงสี่สิบปีกลับเป็นเพราะฉวนหยางหรงลอบทำร้ายอย่างนั้นหรือ? ใจคอช่างอำมหิตนัก!ถึงกับลงมือกับศิษย์ร่วมสำนักได้อย่างไม่ละอาย!
แม้ในใจจะพลุ่งพล่านด้วยความไม่อาจยอมรับแต่กลับไม่มีใครที่กล้าเอ่ยวาจาใดออกมา
ผู้ที่มองเห็นย่อมรู้ดีการต่อสู้กันในวันนี้ หลีกเลี่ยงมิได้อีกต่อไปแล้วและฝ่ายของท่านเจ้าสำนักรุ่นก่อนนั้น ทั้งกำลังคนและระดับพลังล้วนด้อยกว่าโดยสิ้นเชิง
มีเพียงผู้ฝึกตนระดับไฟศักดิ์สิทธิ์หนึ่งเดียวเท่านั้นเห็นชัดแจ้งว่าเป็นฝ่ายเสียเปรียบในพริบตา
บางคนถึงกับทอดถอนใจจากก้นบึ้งของจิตใจเหตุใดท่านเจ้าสำนักหลิงเหยาไม่เลือกซ่อนตัว รอจนกล้าแข็งก่อนจึงกลับมาแก้แค้นเล่า?ออกหน้าก่อนเวลาเช่นนี้ เกรงว่าจะมิใช่อะไรอื่นนอกจากเดินเข้าสู่หายนะโดยแท้จริง…
“ฉวนหยางหรง!ข้าระแคะระคายมานานแล้วว่าเจ้าต้องเกี่ยวข้องกับการหายตัวไปของท่านเจ้าสำนัก!”ผู้อาวุโสลำดับสามกู่ก้องด้วยโทสะท่วมท้น
“ไม่คิดเลยว่า...จะเป็นเจ้าหมาป่าคดในข้องอกตัญญูผู้นี้จริง ๆ!” ผู้อาวุโสลำดับห้าเสริมด้วยเสียงกราดเกรี้ยว
“เศษสวะเช่นเจ้ายังกล้าเรียกตัวเองว่าเจ้าสำนักแห่งหอวิญญาณโอสถได้ลงคอรึ?”ผู้อาวุโสลำดับเจ็ดเอ่ยอย่างขุ่นเคืองใจ
ทั้งสามผู้ภักดีต่อหลิงเหยาโกรธขึ้งจนมิอาจสะกดอารมณ์ไว้ได้ ต่างชี้หน้าต่อว่าฉวนหยางหรงไม่หยุดหย่อน
เหล่าศิษย์โดยรอบพากันสีหน้าแปรเปลี่ยนทันทีความปั่นป่วนเริ่มลุกลามไปทั่วพื้นที่ราวกับเพลิงลามทุ่ง
“หึ… ศิษย์น้องหลิงเหยาเจ้าเพิ่งกลับมาถึงหอวิญญาณโอสถก็มุ่งใช้กลอุบายเพื่อแย่งชิงตำแหน่งเจ้าสำนักเสียแล้ว!”
ฉวนหยางหรงแค่นเสียงเย้ย ดวงตาเย็นเยียบใบหน้าฉายแววมืดครึ้ม
“เจ้ามิได้เกรงใจเหล่าศิษย์ทั้งหลายเลยหรือ?การเป็นศิษย์ร่วมสำนัก เรื่องใดก็พึงปรึกษาหารือกันได้ไฉนจึงเลือกใช้วาจาใส่ร้ายเช่นนี้เล่า?”
คำกล่าวของเขาปฏิเสธความจริงที่เกิดขึ้นอย่างไร้เยื่อใยและโยนข้อกล่าวหาเรื่องแย่งชิงอำนาจกลับไปยังหลิงเหยาโดยไม่แม้แต่จะกะพริบตา
“ข้าผู้นี้ไม่คิดเสียเวลาเจรจากับเดรัจฉานเช่นเจ้าอีกต่อไป!”หลิงเหยาตวาดก้อง เสียงกึกก้องไปทั่วทั้งฟ้า
“วันนี้... ไม่เจ้าตาย ก็ข้าตาย!”
“ผู้อาวุโสทั้งหลาย!ผู้ใดเต็มใจร่วมมือกับข้า ปราบคนชั่วผู้นี้ จงยืนเคียงข้างข้า ณ ที่นี้!”
สิ้นวาจาสีหน้าของผู้อาวุโสทั้งหลายพลันแปรเปลี่ยนโดยพร้อมเพรียง
แม้ในยามนี้พวกเขาจะเข้าใจความจริงในอดีตได้กระจ่างชัดแล้วก็ตามแต่ฉวนหยางหรงคือผู้ฝึกตนระดับไฟศักดิ์สิทธิ์ขั้นเจ็ด พลังต่อสู้น่าสะพรึงเกินต้านผู้ฝึกตนทั่วไป มิอาจรับมือแม้เพียงหนึ่งกระบวนท่า!
หากเลือกอยู่ฝ่ายท่านเจ้าสำนักหลิงเหยาย่อมมีแต่ต้องสังเวยชีวิตไปโดยไร้ความหมาย
ชั่วขณะนั้นผู้คนกว่าสิบต่างมองหน้ากันเงียบงัน แต่กลับไม่มีผู้ใดกล้าก้าวเท้าแม้แต่ครึ่งก้าวความพลิกผันของชะตา และความเย็นชาของผู้คนถูกเผยให้เห็นอย่างแจ่มชัดในห้วงเวลาเดียวกัน
ท้ายที่สุด มีเพียงผู้อาวุโสลำดับสาม ห้าและเจ็ด เท่านั้นที่พุ่งทะยานออกไปข้างหน้าโดยไม่เหลียวหลังใบหน้าของทั้งสามแน่วแน่ เผยเจตนาตายชัดเจน ท่วงท่ากล้าหาญ ไร้ซึ่งความลังเล!
“ดีมาก!” หลิงเหยาหัวเราะเย้ยหยันตนเองจากนั้นหันไปมองมู่เสินฉวนที่ยืนอยู่ข้างกาย ประสานมือคารวะพลางเอ่ย “ท่านผู้นำตระกูลมู่…”
“หลิงเหยา ท่านไม่จำเป็นต้องลงมือเพียงดูแลมู่เฉินให้ดีก็พอแล้ว” มู่เสินฉวนโบกมือพลางส่งกระแสเสียงกล่าว
จากนั้นแววตาเยือกเย็นและเฉยเมยของมู่เสินฉวนก็ทอดลงมายังผู้อาวุโสทั้งสามก่อนจะส่งสัญญาณบางอย่างด้วยสายตาไปยังหลิงเหยา
หลิงเหยาเข้าใจทันที พยักหน้าเล็กน้อยทว่าดวงตายังแฝงความกังวลเร้นลึก
แม้ผู้อาวุโสทั้งสามจะเลือกเข้าข้างเขาแล้วหากแต่จิตใจมนุษย์หาใช่สิ่งหยั่งถึงได้ง่าย หากเกิดลุกฮือขึ้นในยามคับขันเหตุการณ์เมื่อสี่สิบปีก่อนก็อาจหวนซ้ำอีกครา
เขาไม่อาจแน่ใจได้ว่าท่านผู้นำตระกูลมู่จะรับมือกับผู้ฝึกตนระดับไฟศักดิ์สิทธิ์จำนวนมากเช่นนี้ไหวหรือไม่ยิ่งในยามที่ฉวนหยางหรงซึ่งอยู่ในระดับขั้นเจ็ด ยืนอยู่ในฝั่งของศัตรู!
“ซวบ!”
เพียงชั่วพริบตามู่เสินฉวนก็ก้าวเท้าออกหนึ่งก้าว ร่างพุ่งทะยานดั่งสายฟ้าฟาดมุ่งตรงไปยังฝั่งตรงข้ามอย่างไร้ความลังเล
“หืม?” ฉวนหยางหรงเลิกคิ้วเล็กน้อยดวงตาฉายแววเย้ยหยัน
“หลิงเหยานี่เสียสติไปแล้วกระมัง? ถึงกับส่งผู้ฝึกตนระดับธรรมกายมาตายเช่นนี้!”
วาจาเพิ่งจบเขาก็ตวาดก้องสั่งผู้อาวุโสระดับไฟศักดิ์สิทธิ์ขั้นสองที่ยืนอยู่ข้างกายทันที
“สังหารมัน!”
“ขอรับ!” ผู้อาวุโสผู้นั้นขานรับคำร่างพลันหายวับไป พุ่งเข้าปะทะกับมู่เสินฉวนอย่างไม่เกรงกลัว
พลันปรากฏว่าเขาแบฝ่ามือออกเส้นลายมือสลับซับซ้อนพลันเรืองขึ้นราวกับมีชีวิตในชั่วพริบตาแสงเจิดจรัสสาดส่องออกมา งดงามจนผู้คนต้องตะลึง
เพียงพริบตาลวดลายเหล่านั้นแปรเปลี่ยนเป็นตราประทับไม้เขียวขนาดมหึมา รูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสสูงตระหง่านหลายสิบจั้ง พุ่งกดทับลงมายังมู่เสินฉวนราวกับจะบดขยี้ทั้งสวรรค์และปฐพี!
พลังที่แผ่ออกมานั้นหนักหน่วงปานมีน้ำหนักหลายแสนจิน!
“ตราประทับไม้เขียว!”
นี่คือสมบัติล้ำค่าระดับเทพราคาสูงลิ่วเหนือจินตนาการ การที่เขาเลือกเผยไพ่ตายนี้แต่แรกเห็นได้ชัดว่าตั้งใจจะสังหารมู่เสินฉวนให้สิ้นซากด้วยพลังอันเฉียบขาดดุจสายฟ้าฟาด!
ฉี่ๆ!
เสียงลมกระโชกดังเสียดหูพัดซัดเข้ามาอย่างบ้าคลั่งแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวถาโถมลงมาจนผู้คนแทบหายใจไม่ออก!
“ฝีมืออ่อนหัดนัก!”
มู่เสินฉวนเอ่ยเย้ยดวงหน้าเผยแววดูแคลนอย่างเปิดเผย
เขากำหมัดแน่นแสงสีทองเจิดจ้าแผ่ขยายเป็นหมื่นจั้ง โลหิตปราณพลุ่งพล่านดุจคลื่นมหาสมุทรพุ่งขึ้นสู่ฟ้าอย่างเกรี้ยวกราด!
จากนั้นหมัดเดียวพุ่งเข้าใส่ตราประทับไม้เขียวที่ร่วงหล่นจากเบื้องบนอย่างดุดันไร้ความปรานี!
“โครม!” “โครม!”
เสียงปะทะสะท้านดังก้องราวฟ้าถล่มดินทลาย!
ท่ามกลางความว่างเปล่าคลื่นพลังอันมองไม่เห็นกลับปั่นป่วนรุนแรงดุจพายุวิญญาณกวาดล้างสวรรค์!
ตราประทับไม้เขียวขนาดมหึมา...กลับถูกมู่เสินฉวนซัดแตกกระจายในหมัดเดียว!แตกสลายเป็นเศษพลังนับไม่ถ้วนที่ปลิวว่อนตกลงมาราวฝนหินจากฟากฟ้า!
“อะ… อะไรกัน!!”
“ตราประทับไม้เขียวของข้า…แตกละเอียดงั้นรึ!”
ผู้อาวุโสผู้นั้นดวงตาหดแคบลงฉับพลันสีหน้าถึงกับซีดเผือด ราวกับถูกสายฟ้าฟาดกลางใจ!
ความตื่นตระหนกพุ่งทะยานขึ้นถึงขีดสุดไม่อยากเชื่อในสิ่งที่เห็นแม้แต่น้อย!
สมบัติล้ำค่าระดับเทพเช่นนั้นกลับถูกหมัดเดียวทำลายสิ้นด้วยมือเปล่า!?
พลังกายาเช่นนี้…น่าสะพรึงกลัวถึงขั้นทำให้ขนทั่วร่างลุกชัน!!
เพียงพริบตาต่อมา!กลางหน้าผากของมู่เสินฉวนพลันเปล่งแสงเจิดจ้าเสมือนดวงตะวันน้อยปรากฏขึ้นกลางรัตติกาลภาพเงาร่างเล็กผู้หนึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่เหนือทะเลสาบทองคำ เงยหน้าขึ้นลืมตาในฉับพลัน
มือทั้งสองร่ายอาคมอันลึกล้ำด้วยความเร็วเหนือสายตานั่นคือ“วิชาเทพคุนเผิง” อันเลื่องลือ!
ฉัวะ!
พริบตานั้นความเร็วของมู่เสินฉวนก็ทะยานขึ้นดุจพายุสวรรค์ร่างทั้งร่างแปรเปลี่ยนเป็นเส้นแสงคล้ายดาวตกพุ่งทะลุห้วงเวลาจนเกิดเสียงกึกก้องกัมปนาท เสียดแก้วหูเป็นระลอก!
พรึบ!
เพียงชั่วกะพริบตาร่างของเขาก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าศัตรูหมัดศักดิ์สิทธิ์สีทองห่อหุ้มด้วยประกายแสงนับหมื่นจั้งขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็วในนัยน์ตาอีกฝ่าย!
“ไม่นะ—!”
เสียงกรีดร้องสะท้านฟ้าก่อนจะถูกกลืนหายไปกับเสียงระเบิดของละอองโลหิต ร่างทั้งร่างแหลกสลายจิตวิญญาณถูกทำลายสิ้น สิ้นใจในหมัดเดียว!
ผู้ฝึกตนระดับไฟศักดิ์สิทธิ์ขั้นสองถูกสังหารในชั่วอึดใจ!!
ทั่วทั้งลานเงียบงันไร้แม้เสียงหายใจตกตะลึงจนจิตวิญญาณยังไม่กล้าขยับ!