16 2-2
ตอนที่ 31 ทฤษฎีความต้องการของมนุษย์
ตำรวจนายนั้นยังอธิบายต่อว่า
“ครอบครัวของศาสตราจารย์หวังเองก็นับเป็นเหยื่อในคดีนี้เช่นกัน สิ่งที่เขาต้องการคือค่าชดใช้และคำขอโทษจากครอบครัวของคุณ”
เพียงเท่านี้หลินชิงอี้ก็รู้สึกอับอายขายขี้หน้าเกินบรรยายแล้ว หากจะต้องไปที่บ้านศาสตราจารย์หวังเพื่อขอโทษขอขมากันจริงจัง มีหวังเขาคงต้องอกแตกตายก่อนอย่างแน่นอน
หลินชิงอี้หันไปพูดกับหลินจิงซูและติงเสวี่ยเหม่ยว่า
“สำหรับเรื่องนี้ ผมจะส่งจดหมายไปขอโทษศาสตราจารย์หวังเอง ส่วนเรื่องค่าเสียหายทั้งหมด คงต้องวานให้พวกเธอชดใช้คืนให้ก่อน”
ทันทีที่ได้ยินหลินชิงอี้พูดออกมาแบบนั้น หลินจิงซูแทบอยากหัวเราะท้องคัดท้องแข็งออกมา เธอรู้ดีว่าอีกฝ่ายกำลังวางแผนอะไรอยู่ และในเมื่ออีกฝ่ายรู้สึกละอายใจเกินกว่าจะกล้าเผชิญหน้ากับศาสตราจารย์หวังโดยตรง เช่นนั้นเธอก็จะยิ่งต้องสนองให้!
จะเอาให้หน้าแตกยับเลยคอยดู!
“พ่อคะ เรื่องเงินค่าชดเชยหนูสามารถจ่ายให้ได้ แต่ขอแนะนำว่า พ่อควรต้องไปขอโทษศาสตราจารย์หวังต่อหน้าดีกว่า ได้ยินว่าทันทีที่ศาสตราจารย์หวังรู้เรื่องเข้าก็โกรธมากเลย ถึงกับขู่ว่าจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุดถ้าไม่ได้รับการขอโทษที่เหมาะสม เรื่องที่คุณย่าป้ารองแล้วก็พี่เสวี่ยไปขโมยของบ้านเขากินก็น่าอับอายมากพอแล้ว พ่อยังจะแค่ส่งจดหมายไปขอโทษอีก นี่ไม่ยิ่งน่าอับอายกว่าเหรอคะ?”
ใบหน้าหลินชิงอี้ยับย่นจนน่าเกลียดกว่าเดิม ทว่าต่อหน้าเจ้าหน้าที่ตำรวจแบบนี้ เขาจำต้องรักษาหน้าตา คงไว้ซึ่งทีท่าที่ดีต่อลูกสาวและภรรยาต่อไป
“นี่ไม่ใช่หน้าที่ของลูกที่จะตัดสินว่าเรื่องนี้น่าอับอายแค่ไหน อย่าลืมว่าลูกเองก็แซ่หลิน ถ้าอย่างนั้นก็ไปขอโทษแทนพ่อได้มั้ยล่ะ?”
จังหวะนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจสวนขึ้นในทันที กล่าวตำหนิหลินชิงอี้ว่า
“ถ้าทางผู้เสียหายไม่ได้รับคำขอโทษที่เหมาะสม พวกเขามีสิทธิ์จะฟ้องร้องคนในครอบครัวของคุณให้ติดคุกได้เลยนะครับ แล้วไม่ใช่ว่าในครอบครัวของคุณ คุณเป็นคนเดียวที่มีรายได้ไม่ใช่เหรอครับ? ทำไมถึงจะโยนภาระนี้ให้ลูกสาวกับภรรยาตัวเองล่ะ?”
ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจข่มขู่เช่นนี้ หลินชิงอี้ถึงกับอ้ำอึ้งไปพักใหญ่ เขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากก้มหน้ายอมรับชะตากรรม
“ได้ครับ ผมควรไปที่บ้านศาสตราจารย์หวังด้วยตัวเองจะดีกว่า”
เห็นเขาเดินคอตกจากไปอย่างนั้น ติงเสวี่ยเหม่ยก็รีบแอบกระซิบถามหลินจิงซูเสียงเบาว่า
“ซูซู ศาสตราจารย์หวังไม่รู้เรื่อง…”
“สบายใจเถอะค่ะแม่ หนูได้ตกลงกับศาสตราจารย์หวังไว้เรียบร้อยหมดแล้ว”
ย้อนกลับครั้งนั้น ก่อนที่อู๋ซิ่วเหลียน ย่าอู๋และหลินเสวี่ยจะบุกบ้านเข้ามาขโมยของครั้งหลังสุด หลินจิงซูได้คิดแผนตอบโต้ไว้เรียบร้อยแล้ว ก่อนอื่น เธอต้องไปขอความร่วมมือจากศาสตราจารย์หวังก่อน และไม่คาดคิดเช่นกันว่า ศาสตราจารย์หวังจะยอมช่วยเหลือจนแผนการราบรื่นแบบนี้
…….
ที่บ้านศาสตราจารย์หวัง
หลินชิงอี้นำสมุดบันทึกเล่มน้อยติดตัวมาด้วย เพื่อเข้าเจรจาหารือเกี่ยวกับค่าเสียหายที่ต้องชดใช้ให้กับศาสตราจารย์หวัง ในหน้าบันทึกค่าอาหารทั้งหมดไว้ ซึ่งประเมินมูลค่าโดยคร่าวๆก็ราวสามร้อยกว่าหยวน หลินชิงอี้แทบเป็นลมร่วงตกเก้าอี้ในทันทีที่เห็นตัวเลขชุดนี้
ภายในใจอดสบถด่าสาปแช่งผู้หญิงสามคนนั้นไม่ได้ จะกินล้างกินผลาญอะไรมากมายขนาดนี้นะ!
หลินชิงอี้รีบค้านขึ้นทันที
“นี่แทบเป็นไปไม่ได้เลยครับ เงินตั้งสามร้อยกว่าหยวน นี่เท่ากับเงินเดือนทั้งเดือนของผมเลยนะครับ เอ่อ…พวกเธอสามคนจะกินของมากมายแบบนี้ได้ยังไงกันครับ?”
ศาสตราจารย์หวังตอบกลับด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“ลองดูรายละเอียดแต่ละรายการให้ดีสิ เนื้อหมูน่ะเป็นเรื่องเล็กน้อยไปเลย แต่ที่แพงเห็นจะเป็นเนื้อวัวกับเนื้อแกะ นี่ยังไม่รวมถึงผลไม้ตัดแต่งจากต่างประเทศ ทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นของหายากทั้งนั้น ถ้าไม่เชื่อก็ลองกลับไปถามแม่ของคุณ พี่สะใภ้แล้วก็หลานสาวดูสิว่า ที่กินไปน่ะอร่อยสมราคามั้ย?”
“ผมลดราคาให้เหลือแค่300หยวนก็พอ เพราะเห็นแก่ที่เป็นเพื่อนบ้านกัน ถ้ายังรู้สึกว่ามากเกินไปก็ช่างเถอะครับ ผมไม่ต้องการเงินจากคุณแล้ว เดี๋ยวผมไปตามเก็บจากหัวหน้าของคุณที่โรงงานเอง!”
ฟังจากระดับน้ำเสียงของศาสตราจารย์หวังแล้ว ย่อมรับรู้ได้ถึงระดับความโมโหที่เพิ่มขึ้นของเขา หลินชิงอี้จึงรีบเอ่ยขอโทษขอโพยทันที
“ไม่ใช่แบบนั้นครับ! ไม่ใช่แบบนั้น! แค่ช่วงนี้ผมต้องใช้จ่ายค่อนข้างจำกัด เอาแบบนี้ได้มั้ยครับ ทันทีที่เงินเดือนออก ผมจะรีบเก็บรวบรวมนำมาจ่ายให้ทันที!”
ใบหน้าเคร่งขรึมน่าเกรงขามของศาสตราจารย์หวังแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มอีกครั้ง ทว่ารอยยิ้มนี้กลับเปี่ยมไปด้วยวี่แววของการประชดประชัน
“คุณชิงอี้ มีแนวคิดของศาสตราจารย์ท่านหนึ่งในต่างประเทศ ได้พูดถึงเรื่องทฤษฎีความต้องการของมนุษย์ ไว้ว่า คนเรามีพฤติกรรมการใช้เงินสูงขึ้นตามรายได้ แต่การลดคุณภาพชีวิตที่คุ้นชินให้ต้องประหยัดมากขึ้น สำหรับมนุษย์แล้ว สิ่งนี้เป็นเรื่องยากเกินกว่าจะยอมรับและทรมานซะยิ่งกว่าตาย หวังว่าตั้งแต่นี้ไป คุณจะรู้จักใช้ชีวิตให้มีคุณภาพมากกว่านี้นะ อย่างน้อยๆก็รู้จักอบรมสั่งสอนคนในครอบครัวตัวเองบ้าง”
หลินชิงอี้ไม่กล้าโต้แย้งใดๆ ทำได้เพียงแค่ก้มศีรษะพยักหน้าขอโทษขอโพยศาสตราจารย์หวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า แล้วเสร็จจึงจากออกมาด้วยใบหน้าที่ยังรู้สึกชาเพราะความอับอายขายหน้าไม่หาย
ยืนมองหลินชิงอี้เดินจากไปจนลับสายตา ศาสตราจารย์หวังก็เดินขึ้นไปที่ห้องใต้หลังคาด้านบน เขาจ้องมองจู้หยานที่กำลังนั่งเล่นอยู่บนเก้าอี้หวายโยกเยก พร้อมกับกับหนังสือเล่มหนึ่งในมือ ขณะเดียวกันเจ้าสาหร่ายน้อยก็นอนขดตัวเป็นก้อนกลมงีบหลับอยู่บนตักของเขาอย่างสงบนิ่ง
ศาสตราจารย์หวังยิ้มและพูดขึ้นว่า
“พอใจกับผลงานของตามั้ย?”
จู้หยานเสียบที่คั่นหนังสือเข้าระหว่างหน้าแล้วปิดลง หันไปสบมองศาสตราจารย์หวัง ดวงตาสีอำพันสวยงามสาดประกาย แต่ไร้ซึ่งคำตอบใดๆจากปากของเขา
“จริงสิ โทษที โทษที” ศาสตราจารย์หวังยิ้ม
“นี่เป็นครั้งแรกที่ตาเห็นหลานเอ่ยปากขอร้องให้ช่วยคนอื่น หลานอยากจะเป็นเพื่อนกับสาวน้อยแซ่หลินคนนั้นมั้ย?”
จู้หยานสวนตอบทันควัน
“ผมไม่ต้องการ”
ศาสตราจารย์หวังพยักหน้ากับตัวเองเบาๆ
“หึหึ พวกเด็กๆนี่ปากไม่ตรงกับใจเอาซะเลย”
ปลายหูจู้หยานกลายเป็นสีก่ำทันที เขาสะบัดศีรษะหันไปมองทางอื่นราวกับไม่ได้ยินอะไรทั้งสิ้น
บอกว่าไม่ต้องก็การแสดงว่าต้องการ ถ้าพูดว่าไม่ชอบก็แสดงว่าชอบ เด็กหนุ่มสาวมักชอบพูดอะไรที่ไม่ตรงกับใจต้องการเสียจริงๆ
ศาสตราจารย์หวังยังบอกกับหลานชายของเขาอีกว่า
“หลานมาขอร้องตาให้ช่วย ตาก็ตกลง แล้วเมื่อไหร่จะถึงคราวที่หลานต้องตอบแทนตาบ้างล่ะ?”
จู้หยานนั่งกอดเจ้าสาหร่ายขนปุยนุ่มไม่ปล่อย ครู่หนึ่ง จึงยอมพยักหน้าตอบตกลง
ศาสตราจารย์หวังเห็นปฏิกิริยาเช่นนั้นก็มีความสุขอย่างมาก
“หลานรัก ไปเที่ยวตลาดกับตาสักครั้งเถอะนะ ไม่สิ ไม่สิ สักหลายๆครั้ง!”
จู้หยานส่ายหน้า “ไม่ นั่นมากเกินไป!”
ศาสตราจารย์หวังยิ้มตอบอีกครั้ง “งั้นสองครั้งนะ?”
จู้หยานจมอยู่ใต้ภวังค์ความคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้ายินยอมอย่างเงียบๆ
เห็นว่าหลานชายเปลี่ยนแปลงไปมากเพียงใด ศาสตราจารย์หวังก็เกิดความปีติยินดีและมีความสุขเต็มล้นหัวใจ
ดูท่าสาวน้อยแซ่หลินคนนั้นจะเป็นดาวนำโชคของเจ้าหลานชายคนนี้จริงๆ!