กำเนิดใหม่ กับครอบครัว ที่แสน [จะ] ธรรมดา [มั้ง]

    SS3_No.1 จุดเริ่มต้น

    วาร์เวลหอคอยแห่งความสิ้นหวังของตัวตนระดับอนันต์ สถานที่ที่ถูกปกคลุมไปด้วยกลิ่นคาวเลือด บรรยากาศเต็มไปด้วยความเหน็บหนาว เย็นยะเยือกไปถึงขั้วกระดูก ซากของสิ่งมีชีวิตที่รูปร่างแปลกประหลาด กลายเป็นเพียงโครงกระดูก ในสภาพที่แตกหักออกเป็นหลายส่วน จนมิอาจแยกได้ว่าเป็นส่วนไหนของร่างกาย
    ถัดมาอีกหน่อยเป็นทุ่งดอกไม้ที่มีสีสันสวยสดงดงาม ทว่ากลับมีร่างของเด็กหนุ่มเพียงลำพังที่เต็มไปด้วยบาดแผล แต่ในทุกๆ บาดแผลกลับไร้ซึ่งโลหิต มีเพียงเสื้อผ้าที่มีรอยฉีกขาดกับรอยแดงๆ ทั่วทั้งร่างกาย รอบๆ ปรากฏเถาวัลย์หลายสิบเส้นพุ่งเข้าโจมตีใส่เด็กหนุ่มอย่างต่อเนื่อง
    แต่ในทางกลับกันใบหน้าของเด็กหนุ่มกลับไร้ซึ่งความหวาดกลัว ทว่ามันเต็มไปด้วยรอยยิ้มราวกับกำลังพบเจอกับเรื่องน่าสนุก การเคลื่อนไหวของเด็กหนุ่มกับเถาวัลย์จำนวนมาก ล้วนแล้วแต่รวดเร็วเหนือคำบรรยาย
    "แกร๊ก"
    ในจังหวะที่เด็กหนุ่มฟาดฟันกระบี่หมายตัดเถาวัลย์ให้ขาด กลับกลายเป็นว่ากระบี่ในมือถึงกับหักขึ้นอีกครั้ง ถ้ามองดูไปรอบๆ จะพบว่ามีเศษซากกระบี่นับไม่ถ้วน มีแตกหักอยู่บางเล่มกลายเป็นเศษเล็กเศษน้อย ไม่ต้องบอกก็พอจะเดาได้ว่าเถาวัลย์พวกนี้ มีความแข็งแกร่งมากขนาดไหน เด็กหนุ่มได้แต่สบถอย่างไม่พอใจ
    "ชิ!! ไอ้เศษรากไม้เน่าๆ พวกนี้มันจะแข็งไปไหนวะ"
    ขณะที่เด็กหนุ่มเรียกกระบี่ขึ้นมาอีกครั้ง และเป็นเล่มสุดท้ายของเขา ก่อนจะพุ่งตัวเข้าไปด้วยความรวดเร็ว
    "วิชาลับตัดบุพผาต่อหยก กระบวนท่าที่ 1"
    "ฉัวะ!! ฉัวะ!!"
    พริบตานั้นเองเถาวัลย์พวกนี้ก็ถูกตัดขาดได้อย่างง่ายดาย ส่วนเด็กหนุ่มก็เดินไปเก็บเศษซากของเถาวัลย์ ก่อนนำเศษชิ้นส่วนมาเขี้ยวเล่น ราวกับมันเป็นเพียงแค่ขนมขบเคี้ยวและรีบดีดตัวจากไปในทันที ไม่นานนักเขาก็มาถึงสถานที่แห่งหนึ่ง ที่ถูกปกคลุมไปด้วยออร่าพลังที่แข็งแกร่งมหาศาล
    เด็กหนุ่มพลางประทับมือไปบนออร่าพลัง มันก็เปิดออกมามีขนาดพอดีกับประตู ก่อนที่เขาจะก้าวเข้าไปอย่างรวดเร็ว ผ่านไปเพียงไม่กี่อึดใจเขาก็ต้องหยุดชะงักเล็กน้อย เพราะเสียงเรียกที่คุ้นเคยดังออกมา
    "นี่!! หลิงเทียนเจ้าแอบหนีออกไปเที่ยวเล่นคนเดียวอีกแล้วนะ รีบกลับบ้านเดี๋ยวนี้เลยทุกคนเป็นห่วงอยู่นะ!!"
    "อืม!! ไปสิว่าแต่เซียงเซียงข้ามีของมาฝากเจ้าด้วยล่ะ" หลิงเทียนโยนเศษซากของเถาวัลย์ให้กับเซียงเซียงไป ก่อนจะเดินกลับเข้าบ้าน ส่วนเซียงเซียงที่รับซากเถาวัลย์มาก็นำมากินเล่นทันที ราวกับนี่เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของพวกเขาไปเสียแล้ว
    เมื่อทั้งสองกลับมาถึงบ้านพักไป๋หยุนเฟยกับหนิงเอ๋อร์ ก็รีบออกมาตรวจดูอาการของหลิงเทียในทันที โดยมีสายตามองมาอย่างห่วงๆ เชิงตำหนิของทุกคนในครอบครัว แม้ว่าหลิงเทียนจะแข็งแกร่งขึ้นมากแล้วก็ตาม แต่จะยังไงซะพวกเขาทุกคนก็อดห่วงไม่ได้อยู่ดียิ่งก่อนหน้านี้ เมื่อไม่กี่อาทิตย์ก่อนที่หลิงเทียนออกไปล่าตามลำพังก็เกือบเอาตัวไม่รอด หากไม่ใช่เพราะสองนามธรรมอย่างเฮเมรากับนิกซ์ออกไปช่วย คงไม่รอดกลับมาถึงบ้านแน่นอน
    หลังจากที่หลิงเทียนและครอบครัวรวมไปถึงทุกเผ่าพันธุ์ มาอยู่ภายในวาร์เวลนี่ก็ผ่านไปห้าเดือนกว่าๆ แล้ว อีกไม่ถึงเดือนพวกเขาทั้งหมด จะต้องถูกเคลื่อนย้ายไปยังชั้นที่สี่ของวาร์เวลตามเงื่อนไข สำหรับคำอธิบายของเหล่านามธรรมก็คือ สามชั้นแรกของหอคอยวาร์เวลจะมีเพียงสิ่งมีชีวิตจำพวกสายพันธุ์พืชเท่านั้น
    นั่นถือเป็นข้อดีในการเก็บระดับเพื่อเอาชีวิตรอดของเหล่าตัวตนระดับอนันต์ เพราะตระกูลพืชพวกนี้โจมตีสิ่งมีชีวิตเพื่อสังหารเท่านั้น และพวกมันไม่มีสติปัญญาการจัดการจึงถือว่าจัดการไม่ยากนัก ที่สำคัญเศษซากของพวกมันสามารถเพิ่มระดับพลังได้ ส่วนจะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับระดับชั้นของพวกมัน
    แต่ในช่วงแรกๆ ที่มาถึงวาร์เวล กลับมีเพียงแค่หลิงเทียนและเหล่านามธรรมเท่านั้น แต่ทุกครั้งหลิงเทียนก็มักบาดเจ็บกลับมาเสมอๆ ทว่าหลังจากนั้นเพียงแค่ไม่กี่วันภายในเกาะยูโทเปียก็เต็มไปด้วยชนชั้นระดับอนันต์ กับกฏเหล็กที่เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งข้อนั่นก็คือ ตัวตนที่ก้าวเข้าสู่ระดับอนันต์แล้ว จะต้องออกไปหาทรัพยากรเอาเองด้านนอก จะไม่มีการแจกเหมือนกับช่วงแรกๆ
    ทำให้ในช่วงห้าเดือนที่ผ่านมา มีหลายชีวิตที่ต้องดับสูญไปก็เพราะความอ่อนแอ กับความโลภในการก้าวออกไปยังที่ไกลๆ ซึ่งความสูญเสียเช่นนี้ไม่อาจโทษใครได้ และที่ผ่านมาก็ยังไม่เคยเจอเผ่าพันธุ์ไหนที่รอดชีวิตนอกจากพวกเขาอีก แต่ก็ยังหวังว่าจะมีเหลือรอดกันบ้าง เพราะพวกเขาเองก็ไม่สามารถออกไปสำรวจที่ไกลๆ ได้
    แม้ว่าในช่วงห้าเดือนที่ผ่านมานี้หลิงเทียนกับกลุ่มของเขา เป็นเพียงกลุ่มเดียวที่ก้าวเข้าสู่ระดับอนันต์ชั้นปกครองได้ ส่วนนอกเหนือจากนั้นภายในเกาะยูโทเปีย มีเพียงแค่ระดับอนันต์ชั้นฝึกหัดเท่านั้น สิ่งที่พวกเขาตระหนักได้ดีที่สุดก็คือ เมื่อก้าวเข้าสู่ชั้นที่สี่แล้วพวกเขาจะต้องเข้าร่วมกับขุมกำลังแห่งใดแห่งหนึ่ง
    เพื่อพัฒนาศักยภาพให้สูงยิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ ซึ่งก็ไม่ต่างไปจากตำหนักทั้ง 9 ในโลกที่พวกเขาจากมา เพียงแต่เงื่อนไขการรับย่อมต้องสูงกว่าอย่างแน่นอน ฉะนั้นสิ่งที่พวกเขาในตอนนี้เร่งทำก็คือการเลื่อนระดับให้สูงที่สุด แต่ในคราวนี้นั้นกลุ่มของหลิงเทียนต่างออกไป
    เพราะจะมีเพียงแค่หลิงเทียน เซียงเซียง กับมู่เยี่ยสามคนเท่านั้นที่ไปหาเข้าร่วมกับขุมกำลังอื่นๆ ในวาร์เวล ส่วนหนิงเอ๋อร์กับไป๋หยุนเฟยตัดสินใจจะอยู่ภายในเกาะแห่งนี้แทนเพื่อสร้างครอบครัว และทำหน้าที่รักษามุกสยบฟ้าที่เปรียบเสมือนม่านพลังที่ปกคลุมสถานที่แห่งนี้ ซึ่งหลิงเทียนก็ไม่ได้ติดขัดอะไร
    กลับมาที่หลิงเทียนเมื่อหนิงเอ๋อร์ตรวจดูอาการเสร็จสิ้น เขาก็ถามขึ้นทันที
    "มู่เยี่ยไปไหน!?"
    "รู้สึกว่าจะได้รับคำขอร้องมาจากเสวี่ยเยวี่ยนให้ช่วยพาเด็กๆ ไปเก็บระดับกันน่ะ" เซียงเซียงตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่เฉยชา [สำหรับเสวี่ยเยวี่ยนก็คืออดีตเจ้าตำหนักเหมันต์จันทรา แต่เมื่อเข้ามาอยู่ภายในวาร์เวลแล้ว ทุกคนถือว่าเริ่มต้นจากศูนย์ ฐานะต่างๆ ที่เคยมือถือว่าสิ้นสุด เพราะในวาร์เวลนั้นถือความแข็งแกร่งเป็นหลัก]
    "อ่า!! งั้นเถาไม้พวกนี้พวกเรามากินเล่นกันสองคนก็ได้" หลิงเทียนหันไปพูดกับเซียงเซียง แต่ทว่ามู่เยี่ยก็พลันปรากฏตัวขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
    "นี่แล้วส่วนของข้าละ!?" มู่เยี่ยรีบเอ่ยทักท้วงทันที
    "อ้าว!! กลับมาแล้วหรอ" หลิงเทียนทำเป็นไม่สนใจ จนเซียงเซียงที่เห็นทั้งสองเริ่มจะทะเลาะกันต้องเอ่ยขัดขึ้น
    "พอแล้วทั้งคู่เลยเล่นกันเป็นเด็กๆ ไปได้"
    หลิงเทียนกับมู่เยี่ยพลันหน้าสลดลงทันที จะยังไงเสียเซียงเซียงก็ถือว่าใหญ่ที่สุดในบ้าน หลิงเทียนเลยไม่ค่อยได้เหย้าแหย่นางสักเท่าไหร่ ผิดกับมู่เยี่ยที่เขาเองก็ไม่รู้ว่าเริ่มสนิทสนมถึงขั้นไหนแล้ว แต่ก็กลายเป็นหนึ่งในคนที่เขาห่วงไม่แพ้เซียงเซียงเลยก็ว่าได้ เพราะวาร์เวลไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยว หากพลาดพลั้งตกตายจะถูกลบตัวตนไปตลอดกาล หลิงเทียนจึงไม่ต้องการให้มู่เยี่ยออกไปช่วยเหลือใครพร่ำเพรื่อ
    ไม่นานหลิงเทียนและครอบครัวรวมไปถึงกลุ่มเพื่อนๆ ของเขาก็ร่วมวงรับประทานอาหาร และเริ่มพูดคุยถึงเรื่องสำคัญต่างๆ เพราะเหลือเวลาอีกยี่สิบกว่าวัน ก่อนที่พวกเขาก็จะถูกเคลื่อนย้ายไปยังชั้นที่สี่แล้ว ทว่าความสามารถของพวกเขาในเวลานี้แทบจะไม่เพิ่มขึ้นเลย
    ตั้งแต่ที่พวกเขาก้าวเข้าสู่ระดับอนันต์ชั้นปกครอง แม้แต่การออกล่าทั้งวันทั้งคืนเพื่อสังหาร และกลืนกินสิ่งมีชีวิตจำพวกสายพันธุ์พืชไปจำนวนมาก ทว่าระดับพลังกลับขึ้นมาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ราวกับว่าวาร์เวลในชั้นที่สามนี้ไม่มีสิ่งมีชีวิตที่จะเพิ่มพลังให้พวกเขาได้อีกแล้ว สิ่งมีชีวิตสายพันธุ์พืชจึงกลายเพียงขนมขบเคี้ยวของพวกเขาไป
    เมื่อมื้อค่ำผ่านล่วงเลยไป ครอบครัวและกลุ่มของหลิงเทียนต่างก็แยกย้ายกันไปพักผ่อน ส่วนเซียงเซียงกับมู่เยี่ยก็พักอยู่ห้องเดียวกับหลิงเทียน ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ มีหลายครั้งที่หลิงเทียนแสดงความเป็นชายออกมา ต้องการสานสัมพันธ์เหมือนคู่ของไป๋หยุนเฟยกับหนิงเอ๋อร์
    แต่สุดท้ายก็ต้องถูกปฏิเสธกลับไปทุกที เพราะพวกนางทั้งสองคนอ้างว่ายังไม่พร้อม และหากพลาดพลั้งตั้งครรภ์ขึ้นมา ก็อดที่จะติดตามหลิงเทียนออกไปภายนอกไม่ได้ ถึงแม้ว่าหลิงเทียนจะแอบหวังเอาไว้เช่นนั้น เพราะไม่อยากให้พวกนางต้องเสี่ยงอันตราย แต่พวกนางกลับกลัวว่าเขาจะพาสาวๆ กลับมาเพิ่ม เลยต้องออกไปควบคุมด้วยตนเอง ทำให้เขาอดหดหู่ใจไม่น้อยเลยทีเดียว ในขณะที่สองสาวกำลังจะพักผ่อนหลิงเทียนก็เอ่ยขึ้นในทันที
    "พรุ่งนี้ข้าว่าจะลองไปที่หุบเขาไร้เหวที่พวกเราเคยไปสำรวจมาน่ะ พวกเจ้าจะไปด้วยกันกับข้าไหม!?"
    "ข้าว่ามันอันตรายเกินไปนะ คราวที่แล้วพวกเราเกือบจะเอาชีวิตไม่รอด" มู่เยี่ยทักท้วงขึ้นมาทันที
    "ครั้งก่อนพวกเราอยู่เพียงระดับอนันต์ชั้นฝึกหัดก็ถือว่าตึงมือมาก แต่ถ้าเป็นในตอนนี้น่าจะพอไหวอยู่บ้างนะ ว่าแต่เจ้าสนใจอะไรที่นั่นงั้นหรอ" เซียงเซียงครุ่นคิดเพียงชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยตอบและถามกลับอย่างแปลกใจ
    "อืม!! ข้าคิดว่าที่นั่นอาจจะช่วยให้พวกเรามีระดับเพิ่มก็เป็นได้" หลิงเทียนกล่าวตอบความความคิดของต ----------------------------------------------------------
    "แจ้งข่าว" ในส่วนของภาค 3 จะใช้ชื่อทุกคนเป็นแบบนี้ไปจนจบ เพื่อไม่ให้นักอ่านต้องสับสนกับการสลับชื่อไปมา หากนักอ่านท่านไหนไม่ชอบก็ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ

    คล้ายกับเรื่องกำเนิดใหม่ กับครอบครัว ที่แสน [จะ] ธรรมดา [มั้ง] ที่คุณอ่าน