The Age of Apocalypse (ศักราชสิ้นสูญ)

    บทที่ ๔๓ รวบรวมแผนที่

            วิฬาร์กระดกไม้กายสิทธิ์เพียงนิดเดียวก็เสกกำแพงเวทมืดขึ้นกั้นระหว่างพวกเขาและฝ่ายศัตรูได้ไม่ยากป้องกันการถูกลอบโจมตีด้วยทักษะประเภทรบกวนสายตาที่เขาประเมินไว้ว่าผู้เล่นส่วนใหญ่มักจะคิดถึงวิธีการนี้เป็นอย่างแรกๆในการใช้ลอบโจมตีฝ่ายตรงข้าม ไม่ต่างจากที่เขากำลังทำอยู่ในตอนนี้

            กำแพงเวทสามารถประยุกต์ใช้ได้หลากหลายตามแต่ละสถานการณ์โดยส่วนมากมักจะถูกใช้ในการป้องกันมากกว่าการโจมตี แต่ก็ใช้ว่ามันจะกันได้ทุกอย่างยกตัวอย่างเช่นกำแพงเวทมืดที่เขาเพิ่งร่ายไปนี้หากฝ่ายตรงข้ามใช้การโจมตีทางกายภาพใส่มาแล้วละก็ กำแพงเวทมืดย่อมจะกันเอาไว้ไม่อยู่ต่างจากกำแพงเวทดินที่จะใช้ได้ผลกว่า หรือไม่ก็กำแพงเวทน้ำที่จะช่วยชะลอความเร็วในการโจมตีลง แต่เมื่อเป็นกำแพงเวทมืดก็จะมีผลให้ฝ่ายตรงข้ามมองเห็นผู้ที่อยู่หลังกำแพงได้ยากขึ้นแทน และนอกจากนี้มันยังมีผลข่มเวทมนตร์ธาตุแสงที่ด้อยกว่าหรือเท่าเทียมกันได้เป็นอย่างดี

            วิฬาร์ประเมินว่าหากฝ่ายตรงข้ามต้องการจะใช้ทักษะรบกวนสายตาก็สามารถเลือกใช้บอลเวท หรือระเบิดเวท ตามแต่ละทักษะที่ถนัดซึ่งทักษะทั้งหมดที่กล่าวมานี้ หากระเบิดใส่กำแพงเวทมืดแล้วละก็ จะมีแค่ระเบิดเวทขนาดใหญ่เท่านั้นที่หักล้างจนกำแพงเวทจะสลายไปนอกนั้นจะไม่สามารถทำให้กำแพงเวทสลายไปได้

            ยกเว้นแต่ไอเทมประเภทระเบิดแฟลชที่มีความรุนแรงสูงที่ถ้าเกิดมีใครอุตริเอามันมาใช้แล้วละก็ ต่อให้เป็นวิฬาร์ก็ต้องร่ายกำแพงเวทมืดขึ้นอีกสามชั้นถึงจะเอาอยู่แต่สำหรับเมืองเริ่มต้นอันห่างไกลความเจริญแห่งนี้แล้ว เขามั่นใจว่าคงไม่มีใครพกระเบิดแฟลชที่มีราคาสูงลูกละหลายเหรียญทองติดตัวมาแน่นอน

            และเมื่อระเบิดเวทแสงของฝ่ายตรงข้ามระเบิดขึ้นก็เป็นเวลาคล้อยหลังจากที่กำแพงเวทมืดของเขาก่อตัวเสร็จสิ้นและเป็นวินาทีเดียวกันกับระเบิดเวทแสงของฝั่งเขาที่ยิงโจมตีใส่ฝั่งตรงข้าม

            ฝั่งหนึ่งตาพร่าไปชั่วขณะในขณะที่อีกฝั่งได้รับการปกป้องจากกำแพงเวทของวิฬาร์ ทำให้ตาชั่งของการต่อสู้เอนเอียงมาทางเขาอย่างเห็นได้ชัด

            ลาวเดอร์นำผู้เล่นสายระยะประชิดอีกสามคนเข้ากลุ้มรุมทำร้ายผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามส่วนซานเชสที่ยืนถัดออกมาไม่ไกล ก็เล็งไปยังหัวหน้ากลุ่มที่ยังถือขวานคู่ใจไว้ในมือตามคำกระซิบบอกของวิฬาร์ดาราเวทก็กางขึ้นสนับสนุนอยู่ตรงกลาง ส่วนหลิวอี้ ราชีฟ และเพื่อนใหม่อีกคนเมื่อเห็นว่ารอบด้านไม่น่าจะมีอันตรายหรือใครลอบโจมตีก็ช่วยเข้าไปเสริมอยู่ในระยะที่ไม่ใกล้ไม่ไกลนักสามารถรุกหรือถอยได้อย่างรวเร็วในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน โดยมีวิฬาร์โยนเวทเสริมสถานะให้ทุกคนอยู่ข้างๆและคอยกระซิบเข้าหูคนนั้นที คนนี้ที ราวกับเป็นผีเกาะหลัง

            แม้จะมีผู้เล่นบางคนตั้งตัวได้ใช้ทักษะพิเศษที่เขามีสวนกลับมาจนทำเอาบางคนมือไม้ปั่นป่วนอยู่ครู่หนึ่งแต่สุดท้ายแล้วพวกเขาก็โจมตีจนทุกคนในกลุ่มมีพลังชีวิตเหลือศูนย์และดรอปชิ้นส่วนแผนที่ออกมาจนได้ผู้เล่นสายระยะประชิดหกคนในกลุ่มวิฬาร์ย่อมมีพลังทำลายล้างระดับสูงเมื่อเทียบกับผู้เล่นสายอื่นใช้เวลาเพียงไม่กี่อึดใจผู้เล่นสายพันธุเวทฝั่งเขาเพิ่งจะเรียกสัตว์เลี้ยงออกมาได้ไม่ถึงสองนาทีเบื้องหน้าก็กองเต็มไปด้วยผู้เล่นสิบคนในสภาพเลือดท่วมน้ำตาอาบ

            “รีบไปกัน”

            ราชีฟที่อยู่ใกล้แผนที่ที่สุดคว้ามันขึ้นมาทันทีจากนั้นทุกคนก็ถอนกำลังกลับมากึ่งวิ่งกึ่งย่องไปอีกทางเพื่อทิ้งระยะห่างจากกลุ่มนี้ เพราะรู้ตัวดีว่าอีกสิบนาทีพวกที่ตายจะฟื้นขึ้นมาและถ้าเกิดทิ้งระยะห่างไม่มากพอแล้วละก็ อาจจะถูกตามมาล้างแค้นก็ได้

             

            ………………..

             

            ผ่านไปแล้วเกือบชั่วโมงตั้งแต่เจอกลุ่มผู้เล่นกลุ่มแรกและแย่งชิงชิ้นส่วนแผนที่มาได้ ตอนนี้พวกเขาเดินวนไปวนมาจนแทบขาลากแต่กลับไม่เจอกลุ่มผู้เล่นอื่นแม้แต่กลุ่มเดียว

            วินาทีนี้แม้แต่วิฬาร์ก็อดจะถอนหายใจอย่างเหนื่อยล้าออกมาไม่ได้

            พวกเขาเดินทางอย่างระมัดระวังอยู่นานสองนานย่อมจะทำให้สมองล้าขึ้นมากเป็นธรรมดา ทำให้ตอนนี้ แต่ละคนเริ่มปล่อยเนื้อปล่อยตัวเดินลากขาอย่างเชื่องช้าเพื่อไม่ให้มีเสียงดังแทน

            “อ๊ะ!?”

            ไม่ทันไรลาวเดอร์ที่เดินนำอยู่ก็ร้องขึ้นมาอย่างตกใจ เพราะทันทีที่เดินมาถึงทางแยก ก็เจอกับลานกว้างขนาดประมาณครึ่งสนามบาสอยู่ตรงหน้าแม้จะอยู่ท่ามกลางหมอกหนา เขาก็ยังสัมผัสได้ว่างที่นี่กว้างขวางไม่น้อย

            พอมองสำรวจดูซ้ายขวาก็คล้ายกับว่าตรงนี้เป็นเหมือนจุดเชื่อมต่อของเขาวงกตหลายๆเส้น ที่พากันมาสิ้นสุดและเริ่มต้นตรงนี้ ไม่แน่ว่านี่อาจจะเป็นใจกลางเขาวงกตก็เป็นได้

            วิฬาร์เห็นพื้นที่โล่งเตียนแบบนี้ก็หรี่ตามองอย่างไม่ไว้วางใจสักเท่าไหร่แต่ก่อนที่จะเอ่ยปากเตือนทุกคนให้รีบหาทางใหม่สักเส้นแล้วเดินทางต่อ ซานเชสก็กระซิบเตือนว่าทางซ้ายมีผู้เล่นกำลังมุ่งหน้าตรงมาทางพวกเขา

            เปรี้ยง!

            หอกเวทไฟสามเล่มพร้อมระเบิดเวทแสงเจ้าเก่าระเบิดขึ้นตรงหน้าเงาตะคุ่มนั้นด้วยฝีมือของวิฬาร์ที่ลงมือก่อนใครจะรู้ตัวฝั่งนั้นทั้งหมดร้องโอดโอยเหมือนกับกลุ่มก่อนๆ ที่โดนมันเข้าไป และเปิดเผยร่องรอยตัวเองออกมา

            แต่จังหวะนั้นที่ฝั่งตรงข้ามและฝั่งตัวเองต่างก็กำลังงงงวยกับสิ่งที่เกิดขึ้นจนไม่ทันตอบสนองอะไรวิฬาร์จึงต้องตะโกนเรียกสติทุกคนขึ้นมา

            “ตีเร็ว!”

            เอ้า! ได้

            ฝั่งเขาทั้งหมดกรูเข้าไปหาศัตรูแทบจะในทันทีโดยไม่ได้สนเรื่องการจัดขบวนส่วนวิฬาร์ที่ยืนอยู่เยื้องมาทางด้านหลังก็ไม่ไปใส่ใจอะไรมากเพราะทุกคนต่างก็เหน็ดเหนื่อยกับการเดินทางมาตลอดชั่วโมงที่ผ่านมา ทำได้แค่นี้เขาก็ชื่นชมมากแล้ว

            “เวรเอ้ยกำแพงเวท!” ฝ่ายตรงข้ามสบถพร้อมเสกกำแพงเวทดินขึ้นมาเพื่อป้องกันตัวจากนั้นไม่กี่อึดใจ ก็มีเสียงตะโกนร่ายเวทคำสาปขึ้นมาอีกหลายระลอก ทำเอาฝ่ายวิฬาร์สามสี่คนถูกโจมตีจนเสียหลัก

            ดูเหมือนฝ่ายตรงข้ามจะมีฝีมือไม่ใช่น้อย

            วิฬาร์ที่ไม่ได้รับผลกระทบจากการโจมตียืนวิเคราะห์สถานการณ์อย่างใจเย็นแต่เมื่อมองเห็นภาพตรงหน้าชัดเจน เจ้าตัวก็ต้องแปลกใจเหตุเพราะดูเหมือนว่าโลกจะกลมเกินไปแล้ว

            ‘หมอนั่นมัน…’ หนึ่งในผู้เล่นเบื้องหน้าเขาคือหัวหน้ากลุ่มผู้เล่นที่เขาเจอในบททดสอบครั้งที่1 ที่เป็นคนสั่งการล้อมล่าไกรสรราชสีห์ตัวนั้นส่วนอีกคนที่กำลังเงื้อดาบฟันใส่โล่ของลาวเดอร์อยู่ไม่ห่างก็เป็นหนึ่งในสามคนที่โดนระเบิดแสงของวิฬาร์ลอบโจมตีใส่ตอนที่เขาไปแย่งฆ่าควายป่าในช่วงแรก

            แต่ที่พีคสุดคือคนที่อยู่ท้ายขบวน

            ‘…คมวายุ’

            จะว่าไปเส้นทางจากสุริยาวลัยมาไตรเหมันต์ก็ไม่ได้ห่างไกลกันมาก อีกทั้งกิลด์เขาก็เป็นกิลด์ชื่อดังที่ใครๆต่างก็อยากเข้า จึงไม่แปลกที่เขาจะมาเจอคมวายุที่นี่

            แต่น่าเสียดายที่หมอนั่นดันมาบังเอิญเจอกับเขา

            และวิฬาร์ไม่ได้คิดจะออมมือ

            พริบตาถัดมาฝนเวทเพลิงและความมืดก็ตกลงมาจากท้องฟ้า พร้อมกับมีหิ่งห้อยเวทแสงจากบอลเวทของเขาตัวแล้วตัวเล่าบินลอยเข้าไปขัดจังหวะการทำดาเมจของฝ่ายตรงข้าม

            หนึ่งในข้อดีของการจับกลุ่มกันก็คือไม่สามารถทำร้ายสมาชิกในปาร์ตี้เดียวกันได้ทำให้ฝนเวทที่วิฬาร์ร่ายขึ้นมีผลกับศัตรูเท่านั้น

            ฝนเวทมืดมีผลทำให้ผู้ที่โดนโจมตีติดสถานะการมองเห็นลดลง 15% รวมถึงถูกดีบัฟให้โดนดาเมจแรงขึ้นอีก10% ด้วย

            ส่วนฝนเวทเพลิงก็ทำให้คนที่โดนติดสถานะไฟไหม้ รวมทั้งทำดาเมจใส่อีกเล็กน้อย และเพิ่มอัตราการโดนตีแบบคริติคอลอีกส่วน

            แต่เมื่อทั้งสามอย่างรวมเข้ากับการโจมตีของผู้เล่นในปาร์ตี้เดียวกับวิฬาร์แล้วละก็นี่นับว่าเป็นความเสียหายหนักเลย

            แต่นี่เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น

            เพราะวิฬาร์ไม่ใช่คนที่ทำอะไรครึ่งๆกลางๆ และเหยื่อที่เขาหมายตาเอาไว้จะไม่มีทางปล่อยให้มันตายด้วยน้ำมือคนอื่นแน่นอน

            วิฬาร์เก็บไม้กายสิทธิ์ลงไปแล้วคว้าหอกไม้ระดับ Dที่ได้มาตอนฝึกหอกขึ้นมา เขาผนึกเวทมนตร์ธาตุไฟและสายฟ้าลงไปและบีบอัดจนเพรียวลงเติมด้วยสกิลเพิ่มประสิทธิภาพไอเทมของรสายนเวทอีกอันเพื่อให้มันรองรับพลังอันมหาศาลที่เขายัดลงไปบวกด้วยทักษะบิดทรรศน์ของมายาเวทเพื่อทำให้มันยากต่อการมองเห็น

            หอกไม้หน้าตาบ้านๆแผ่ไอร้อนจนอากาศคุกรุ่น มันหลอมกลืนไปกับสภาพแวดล้อมจนยากเกินสังเกตแม้ยังห่างชั้นจากความสมบูรณ์แบบอยู่มากแต่เมื่อเอามาใช้กับผู้เล่นในช่วงเลเวลไม่เกินสี่สิบก็เหลือเฟือเกินพอ

            ธาตุเวทระดับล่างระเบิดเวทลม

            ราวกับถูกยิงจากปืนขนาด120 มม. ของรถถัง เหลนอัคคีพุ่งออกจากมือขวาของวิฬาร์ตรงไปยังเป้าหมายโดยที่ไม่มีใครรู้ตัวมันทะลุเข้ากลางอกของคมวายุที่เงื้อดาบเล่มหนาเตรียมฟาดฟันใส่ราชีฟที่กำลังสู้ติดพันอยู่กับผู้เล่นคนอื่นจนเขาชะงักไป

            แต่เหลนอัคคีกลับยังไม่สิ้นพลังหลังจากพุ่งทะลุร่างของผู้โชคร้ายอย่างคมวายุแล้วมันก็ทะยานต่อไปในเงามืดเบื้องหลังแล้วลับหายไปกับสายตา ก่อนจะส่งเสียงกัมปนาทดังกึกก้องเมื่อพุ่งไปชนกับผนังคอนกรีตของเขาวงกตแห่งนี้

            เลือดสดๆพุ่งพรวดออกมาจากปากคมวายุพร้อมกับรูกลมสมบูรณ์แบบกว้างขนาดเท่าลูกโบว์ลิ่งที่หน้าอกทว่าแผ่นหลังทั้งผืนนั้นถูกระเบิดออกเป็นเศษเนื้อเลอะเลือน กระดูกครึ่งหนึ่งของร่างแตกป่นไม่มีชิ้นดีเพราะแรงกระแทก

            การใช้พลังที่เฉียบคมเกินไปนี้ทำให้แม้แต่คนที่โดนโจมตีอย่างคมวายุเองยังต้องใช้เวลาถึงสามวินาทีถึงจะเริ่มรู้สึกถึงบาดแผลที่เจาะทะลุเกราะโลหะระดับ E ที่ตนเองสวมใส่อยู่

            ขาทั้งสองข้างของเขาปฏิเสธคำสั่งจากสมองคล้ายกับหุ่นกระบอกที่ถูกตัดเชือก

            คมวายุทรุดกายลงอย่างควบคุมไม่ได้ล้มลงหน้าคว่ำลงกับพื้น ติดสถานะอัมพาตเป็นเวลาสิบนาทีตามกฎของเกมคัดเลือก ลงไปกองอยู่ในลักษณะนั้นโดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าถูกใครลอบโจมตี

            แต่กลับไม่มีใครให้ความสนใจกับเขาแม้แต่คนเดียว

            เพราะคนอื่นๆในกลุ่มต่างก็กำลังต่อสู้กับความเป็นความตายเช่นเดียวกัน

            คนแล้วคนเล่า

            ศพแล้วศพเล่าในที่สุดปาร์ตี้ของวิฬาร์ก็คว้าชัยชนะมาได้อีกครั้ง

            แม้จะเหนื่อยอ่อนจากการใช้พลังจนแทบหมดสิ้นเนื่องจากฝ่ายตรงข้ามก็ไม่ใช่หมูในอวย แต่เมื่อมีวิฬาร์คอยช่วยฟื้นพลังให้ทั้งหมดก็มีแรงพอจะรีบถอนตัวออกจากพื้นที่หาที่หลบพักเพื่อฟื้นตัวสำหรับการหนีออกจากเขาวงกต

            ทันทีที่รู้ตัวว่าหลบหนีออกมาได้ไกลพอทั้งหมดก็ล้อมวงเข้ามาจนหัวแทบจะชนกัน ทุกคนดูตื่นเต้นกับการรวมแผนที่เพราะนี่หมายความว่าพวกเขากำลังจะผ่านภารกิจและได้เป็นส่วนหนึ่งของอนันตนาคราชตามที่ตั้งใจเอาไว้แล้ว

            พวกเขายิ้มกว้างอย่างยินดีก่อนจะรีบคะยั้นคะยอให้วิฬาร์และราชีฟ รีบควักแผนที่ออกมารวมกันเป็นชิ้นเดียว

            ทั้งสองคนที่เป็นคนเก็บแผนที่มาก็ยินดีไม่ต่างกันพวกเขาหยิบเอาชิ้นส่วนทั้งสามออกมาจากนั้นวิฬาร์จึงกดปุ่มรวบรวมชิ้นส่วนที่ปรากฏขึ้นมาในหน้าต่างระบบในทันที

            แผนที่สามแผ่นส่องแสงจางๆก่อนจะหลอมกลืนกันเป็นแผ่นเดียว

            ทั้งหมดส่งเสียงฮือฮาอย่างตื่นเต้นพร้อมกับเบียดตัวเข้าไปใกล้แผนที่มากขึ้น

            แผนที่แสดงแผนภาพเขาวงกตในบริเวณที่เขาอยู่พร้อมมีจุดสีแดงกะพริบเป็นจังหวะ แสดงว่าตอนนี้พวกเขาอยู่ที่ไหนแถมยังลากเส้นนำทางไปยังทางออกให้ด้วย

            “รวมแผนที่เสร็จแล้วเราไปกันเลยมั้ย?” หลิวอี้ที่ตอนนี้ตื่นเต้นเป็นที่สุดพูดออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเล็กน้อย แต่ไม่มีใครใส่ใจใครบ้างจะไม่ตื่นเต้นเมื่อพบว่าความหวังที่ฝันกันมานานกำลังจะเป็นจริงตรงหน้านี้แล้วต่างคนต่างรีบลุกขึ้นแล้วออกเดินตามแผนที่ไปอย่างรวดเร็วโดยไม่ลืมที่จะตรวจสอบเส้นทางและระมัดระวังตัวว่าจะถูกลอบโจมตีไปด้วย

            เลี้ยวซ้ายบ้างขวาบ้างอยู่หลายตลบ จู่ๆ พวกเขาก็ได้ยินเสียงระเบิดตูมตามชุดใหญ่ดังมาจากด้านข้างคล้ายว่าการต่อสู้ที่เกิดขึ้นจะห่างแค่เพียงผนังคอนกรีตกั้นเท่านั้น

            แรงสั่นสะเทือนที่ส่งผ่านมารุนแรงซะจนทำเอากำแพงด้านซ้ายของพวกเขาลั่นกราวเศษหินสะเทือนจนร่วงลงมาฟุ้งไปทั่ว แถมยังดังขึ้นเรื่อยๆ ด้วย

            “ถอยก่อนเถอะครับ”ซานเชสวิ่งออกไปที่ทางแยกด้านหน้าแล้วแหย่หัวออกไปดูสถานการณ์ก็ต้องหดคอกลับมาแทบไม่ทันเมื่อลำแสงเส้นเท่าขาผู้ใหญ่สามสี่เส้นพุ่งถากหัวเขาไปจนหน้าร้อนผ่าว ผมบนหัวหยิกหย็องไปเพราะไอร้อนเขารีบวิ่งกลับมาด้วยสีหน้าเหยเกแล้วโบกไม้โบกมือบอกให้พวกเขาถอย ดูเหมือนกลุ่มคนที่ปะทะกันกำลังถอยร่นผ่านมาทางนี้

            “มีกันกี่คน?”ผู้เล่นคนหนึ่งในกลุ่มถามอย่างใคร่รู้

            “ไม่แน่ใจครับพี่แต่ผมคิดว่าไม่น่าน้อยกว่าสามปาร์ตี้”

            สามตี้?นับเป็นศึกใหญ่เลยทีเดียว มิน่ามันถึงระเบิดกันตูมตามขนาดนั้น

            ทั้งสิบคนถอยร่นลงมาตรงผนังด้านหนึ่งที่คิดว่าพอจะปลอดภัยเพราะในเมื่อพวกเขารวบรวมชิ้นส่วนได้ครบแล้วก็ไม่อยากจะออกไปเสี่ยงกับการแย่งชิงอีก ปล่อยให้พวกนั้นตะลุมบอนต่อไปกันดีกว่า

            แต่หลังจากรออยู่หลายนาทีเสียงการต่อสู้กลับยังอยู่ที่เดิมไม่เคลื่อนที่ไปไหนคราวนี้ลาวเดอร์ที่อยู่ใกล้ที่สุดก็ลองโผล่หน้าไปสำรวจความเคลื่อนไหวดูบ้าง

            เขาเห็นผู้เล่นกลุ่มนั้นกำลังสู้กันอย่างเอาเป็นเอาตายอย่างไม่มีใครยอมใครโดยแต่ละฝั่งดันมีผู้เล่นสายฟื้นพลังสนับสนุนอยู่ข้างหลังถึงตี้ละสองคนทำให้การต่อสู้ที่ควรจะจบในเวลาอันรวดเร็วเปลี่ยนเป็นยืดเยื้อขึ้นมา

    คล้ายกับเรื่องThe Age of Apocalypse (ศักราชสิ้นสูญ) ที่คุณอ่าน