บทที่ 54
ความลับของท่านแม่
“น้องหญิงส่งจดหมายไปบอกท่านลุงเลยก็แล้วกันว่าเราอยากจะให้รัตนาครไปเรียนฌานยุทธ์ที่เมืองอโยดาได้ข่าวว่าที่นั่นมีโรงเรียนฌานยุทธ์มีชื่อหลายแห่งเจ้ารัตนาครเพิ่งจะฝึกพลังจนได้ฌานระดับ 3ให้ท่านลุงช่วยหาสถานที่เรียนให้เจ้ารัตนาครด้วย”
“แหมท่านพี่...เรื่องวางแผนเนี่ยต้องยกให้ท่านจริงๆ ก็ดี...ในเมื่อเราฆ่ามันไม่ได้ เราก็ใช้ประโยชน์จากมันได้ก็เอาแบบนี้เลยดีกว่า”
**********
“จะเอาแบบนั้นจริงๆหรือลูก?” คหบดีวิรัตน์ได้ฟังที่ลูกเล่าพร้อมแผนการจากลูกเขยก็ปรากฏรอยยิ้มอย่างดีใจ
“เป็นความคิดที่ยอดเยี่ยมมากพ่อและท่านลุงของเจ้าจะได้ไม่ต้องลำบากใจถ้าเจ้ารัตนาครไปได้ดิบได้ดีในเมืองอโยดามันก็จะยิ่งดีกับสกุลของเราอย่างที่สุดล่ะถ้าเช่นนั้นอีกหนึ่งสัปดาห์เจ้าเตรียมให้รัตนากรออกเดินทางได้”คหบดีลูบหัวบุตรสาวด้วยความเอ็นดู
“พ่อรู้ว่าเจ้ากับแก่นนครบ่นอยู่เรื่องนั้น...พูดกันตามตรง...พ่อรู้นะว่าเขาหมายถึงอะไร?”
“แหม...ท่านพ่อก็...อย่าได้พูดเรื่องนี้ดังไปหน้าต่างมีหู ประตูมีตา”
“เจ้ารัตนาครไม่อยู่ทีนี้จะทำอะไรก็สบายพวกเจ้าล่ะสิ”
“ใช่ค่ะท่านพ่อเจ้ารัตนากรคอยห้ามคอยบอกอยู่นั่นแหละ ทั้งๆที่เมื่อก่อนไม่เคยสนใจการบ้านการเมืองกับเขาเดี๋ยวนี้กลับสนใจไม่ต่างอะไรกับพวกเพื่อนๆ วันๆลูกเห็นเอาแต่คุยกันเรื่องการปกครอง การพัฒนาพื้นที่ ช่วยเหลือชาวบ้านที่ยากจนเด็กตัวแค่นี้คิดอะไรกันแล้วเนี่ย???มันมาจากความคิดของเจ้าเด็กปราณนั่นแท้ๆ”
รัตนาภรณ์บ่นพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของลูกชายให้ท่านพ่อฟังซึ่งเด็กที่คิดแบบนี้ พ่อกับแม่ส่วนมากมักจะดีใจ แต่กับสกลุนี้ไม่ใช่เพราะพวกเขาหากินกับคนจนเสมอมา เรียกว่าหากินกับคนจนมาเพิ่มเงินให้คนรวย
“ถ้าเจ้ารัตนาครคิดแบบนั้นก็จะไม่เป็นผลดี ที่เมืองเชียงคลองเป็นแบบนี้ก็เพราะสกุลของเรานี่แหละเรามีเงินทองมากมาย ขอบคุณที่ราษฎรช่วยอุดหนุนสินค้าและกิจการของเรา”
“แหม...ท่านพ่อ...ก้เราได้สัมปทานถูกขาดกิจการขนส่งซ้ำยังมีกิจการค้าขายทั้งหมดในเมือง ที่เราเป็นเจ้าของเพียงรายเดียวจะไม่รวบได้อย่างไรกัน” รัตนาภรณ์ยิ้มให้กับความมั่งคั่งร่ำรวยของสกุลโชติชัชวาลที่ทำให้เธอได้ดีอยู่ทุกวันนี้
“หึหึหึ...ก็เป็นเรื่องดีไม่ใช่หรือ?ยิ่งเจ้ารัตนาครไปอยู่ในเมืองหลวง คอยดูลู่ทาง ส่วนเจ้าสองคนอยู่ที่นี่ไม่มีลูกคอยขัดคอ น่าจะทำอไรได้สบายขึ้นนี่...ไว้ถึงเวลาที่พวกเจ้าพร้อมก็บอกพ่อยินดีให้ความช่วยเหลือท่านหญิงรัตนาภรณ์เสมอ!!”
“จุ๊ๆๆๆท่านพ่อ!...ตอนนี้แค่แม่นายไปก่อน อย่าพูดดังไป รอให้ข้าเป็นจริงๆ ก่อนท่านจะเรียกข้า เช้าสายบ่ายเย็น ข้าก็ยินดี”
หึหึหึ...แต่ก็คงอีกไม่นานเกินรอนี่เห็นว่าแก่นนครวางแผนนี้ไว้นานหลายปี คนของเราคงเตรียมการไว้หมดแล้วสินะ”
รัตนาภรณ์ไม่ตอบอะไรจากนั้นก็เปลี่ยนเรื่องคุยเพราะเธอรู้ดีว่าที่บ้านของเธอไม่ได้ปลอดภัยมากพอที่จะพูดอะไรออกมาแบบนี้
**********
ทุกคนอยู่พร้อมหน้ากันในบ้านโอฬารปฐพีปรมาจารย์บุญนอนพักฟื้น ส่วนแฝดหนุ่มก็มีแฝดสาวคอยดูแลและทายาให้มิได้ขาด
“ทำไมน้องวรรณไม่ยอมบอกพวกเราว่าตอนนี้อยู่ขั้นปราชญ์ยุทธ์แล้ว?”
ท่านเสนาภาคย์ถามด้วยความอยากรู้แน่นอนว่าเป็นการถามแทนอีกหลายๆ คน
“รู้แล้วได้ประโยชน์อะไรล่ะคะท่านพี่?สู้เราทำให้เขาเห็นเมื่อถึงเวลาน่าจะดีกว่า บางทีการพูดโอ้อวดเกินไปบทสรุปอาจจะเป็นเหมือนอัครยุทธ์ดุสิตก็ได้” เธอตอบให้ทุกคนคลายสงสัย
“ที่จริงแล้วพวกเราก็ไม่อยากที่จะสร้างความเดือดร้อนให้ใครเราถึงไม่ให้ปราณอยู่ที่นี่ อยากให้เขาอยู่ที่บ้านเกิดของวรรณเขาก่อนจนเมื่อปราณพร้อม ถึงจะให้มาอยู่กับเรา” ปรมาจารย์บุญอธิบายเพิ่มเติมพยายามจะดันตัวเองให้นั่งสบายๆ บนที่นอน
“พวกท่านก็รู้ว่าตอนนี้อาณาจักรของเราใช่ว่าจะสงบแม้จะแบบนี้ เราสองคนก็ยังฝึกวิชากันอยู่ จึงสามารถพัฒนาระดับขั้นได้เพียงแต่วรรณมีพลังฌานที่แข็งแรงกว่าข้า นางจึงได้ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว”
“เออ...แล้วพลังฌานยุทธ์ครุฑพ่าห์ที่ท่านน้าใช้เหมือนกับของท่านเทพยุทธ์ครุฑพ่าห์เลยนี่ครับเพียงแต่บางกระบวนท่าเท่านั้นที่แตกต่างกัน” แสงที่สงสัยมานานได้จังหวะจึงเอ่ยถามบ้าง
วรรณจึงเล่าเรื่องราวบางส่วนของเธอให้กับท่านเสนาภาคย์แม่นายอัมพุชา สองแฝดหนุ่ม-สาว เธียรธวัชและลูกชายของเธอได้รับรู้
เธอเป็นน้องสาวของเทพยุทธ์ครุฑพ่าห์แต่เกิดเรื่องขึ้นมาเสียก่อน ทำให้ต้องจากกันไป แต่ระหว่างนั้นเธอก็ฝึกฝนอยู่เรื่อยมา โดยใช้วิชาการที่เรียนมาเป็นตัวช่วยปิดบังและควบคุมฌานยุทธ์จนสามารถบังคับได้อย่างใจ
เธอฝึกการควบคุมพลังฌานไว้ที่ระดับอาจารย์ยุทธ์เท่านั้นเพื่อไม่ให้เกิดความแตกตื่น เพราะนักฌานยุทธ์ทุกคนต่างรู้ว่าพลังฌานพญาครุฑพ่าห์คือพลังฌานอันดับหนึ่งหาผู้ใดเทียบเทียมไม่
หลังจากการหายสาบสูญของพี่ชายเธอในคราวนั้นเธอก็ปิดบังพลังฌานที่แท้จริงมาโดยตลอดจนทุกคนแทบจะลืมไปว่ามีพลังฌานแบบนี้อยู่ในมหาพิภพ
จนถึงคราวคับขันที่จวนตัวจริงๆเธอจึงจำเป็นต้องเปิดผนึกฌานยุทธ์เพื่อปกป้องคนที่เธอรัก
“ข้าเชื่อแน่ว่า ตอนนี้พลังฌานของข้าต้องมีคนพูดกันมากมายและสุดท้ายก็ต้องไปถึงสมาพันธ์ภูติฌานวิญญาณยุทธ์อย่างแน่นอน” วรรณส่ายหน้า“ข้าไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้เลย...ข้าต้องขอโทษท่านพี่และทุกๆ คนด้วย”
บุญใช้มือโอบร่างของภรรยาสุดที่รักเข้ามากอด“ไม่ต้องคิดมาก ที่เจ้าทำแบบนี้ก็เพื่อปกป้องข้าและพวกเราทุกคนไม่ใช่ความผิดของเจ้า...ความจริงก็ย่อมเป็นความจริง จะช้าหรือเร็วสุดท้ายแล้วพวกสมาพันธ์ก็ต้องรู้จนได้”
“แล้วเรื่องนี้เกี่ยวพันอะไรกับสมาพันธ์ภูติฌานฯหรือครับท่านแม่?” ปราณยังมีคำถามหลายข้อวนเวียนอยู่ในหัวแต่เขาเลือกที่จะถามเรื่องนี้ก่อน
“ก็เห็นว่านักฌานยุทธ์ทุกคนจะต้องขึ้นตรงกับสมาพันธ์ฯแล้วเกิดอะไรขึ้นหรือครับ?”
“มันเป็นเรื่องใหญ่เกินกว่าที่เจ้าจะเข้าใจได้เมื่อไหร่ที่เจ้าบรรลุขั้นครุยุทธ์พ่อกับแม่จะเล่าเรื่องราวความเป็นมาของเราให้เจ้าฟังอย่างละเอียดทุกเรื่อง”
ท่านพ่อหันมาบอกลูกชายแล้วก็ดึงร่างน้อยๆเข้ามากอด แม้เด็กน้อยจะอยากรู้มากว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้างแต่เมื่อท่านพ่อได้ยื่นข้อเสนอเช่นนี้มาเขาก็ต้องพัฒนาตัวเองให้ถึงขั้นครุยุทธ์ให้ไวเพื่อที่จะได้รับรู้เรื่องราวที่เขาอยากจะรู้
เด็กน้อยไม่ใช่เด็กที่คุยไม่รู้เรื่องเพราะถูกสอนให้มีเหตุผลมาตั้งแต่ 3 ขวบ เขาไม่เคยถูกใครๆ ลงโทษนอกจากโดนกลั่นแกล้งเท่านั้น
“ตอนแรกข้าสองคนคิดว่าจะไปเข้าเรียนที่สำนักนภาเวหาหาวแต่พอเจอเจ้าเด็กน้อยลูกสาวของท่านจักรพรรดิยุทธ์ทวิช พูดจาไม่ดีกับปราณข้าสองคนเลยเปลี่ยนใจ ไม่ไปเรียนแล้ว”
แสงเล่าความรู้สึกถึงกิริยาของเด็กสาวจอมแสบหงส์นราวายุภักดิ์ ที่สำแดงเดชเมื่อบ่ายอย่างไม่เกรงกลัวใครๆ ขรรค์ก็พยักหน้าเห็นด้วย
“ถ้าไม่อยากเรียน มันจะไปยากอะไรเจ้าก็มาเรียนและฝึกพลังฌานที่นี่เลยสิ!”
ครุยุทธ์แฝดตาโตที่ได้ยินคำเชิญชวนของปรมาจารย์บุญ
“จริงหรือครับท่านปรมาจารย์บุญ??”
“แล้วข้าจะหลอกเจ้าทำไมล่ะ?ที่ผ่านมาเจ้าก็ดูแลและปกป้องปราณด้วยชีวิตของเจ้ามันก็มากเกินกว่าที่ข้าจะตอบแทนอะไรพวกเจ้าได้สิ่งที่ข้าทำได้คือช่วยพัฒนาทักษะและฌานยุทธ์ให้พวกเจ้าข้าจำได้ว่าเจ้าสองคนเป็นนักเรียนดีเด่นของโรงเรียนมหรรณพาลัยแล้วยังเกือบได้เป็นนักเรียนดีเด่นของสำนักแก้วกู่อีก”
ท่านปรมาจารย์บุญส่ายหัวทำเอาครุยุทธ์แฝดนึ่งอึ้งไปสักพัก
“เรื่องมันก็ผ่านมานานแล้วครับ?ช่างมันเถอะครับ พวกเราก็ทำอะไรโดยไม่คิดกันเยอะมาก สิ่งที่ร้ายแรงที่สุดก็คงหนีไม่พ้นการลอบสังหารปราณนั่นแหละครับ?”ขรรค์ก้มหน้านึกย้อนอดีตถึงวันวานที่ประพฤติตัวไม่เหมาะสม
“ก็จริง...คิดถึงอดีตไปมันก็ช่วยอะไรดีขึ้นไม่ได้ อดีตสอนให้เราได้เรียนรู้ว่าสิ่งที่ผ่านมามันดีหรือไม่?เพราะมันเสียเวลา อดีตย้อนกลับไปแก้ไขไม่ได้ปัจจุบันและอนาคตอย่าทำให้เหมือนอดีตก็พอแล้ว...ไว้เจ้าหายดีข้าจะสอนพวกเจ้าเรื่องการเหาะและการพัฒนาฌานยุทธ์ด้วยเลยแล้วกัน ส่วนที่พักเจ้าก็พักอยู่ที่บ้านข้านี่แหละ มีที่กว้างมากพอที่จะให้เจ้าฝึกปรือฝีมือ”
“เออ...ข้าขอขอบคุณในความเมตตาครับ!!!”
ปรมาจารย์บุญมองหน้าชายหนุ่มทั้งคู่แล้วยิ้มให้ด้วยความดีใจ‘ถ้าไม่ได้เด็กสองคนนี้ช่วยเหลือปราณก็อาจจะดับสูญแล้วก็ได้’
**********
“วันนี้เจ้าทำเรื่องขายขี้หน้าอีกแล้วนะ!!! หงส์นรา?” จักรพรรดิยุทธ์ทวิชตำหนิการกระทำของลูกสาวตัวน้อยที่เร่งร้อนวิ่งเข้าไปเสนอความคิดของตัวเองกลางลานประลอง เธอนั่งก้มหน้าสลด
“ข้าคิดว่านั่นแค่ความคิดของเจ้าแต่ไม่คิดว่าจะกล้าทำแบบนี้ได้....ข้าบอกแล้วใช่ไหมว่าปราณนั่นเป็นลูกของปรมาจารย์บุญ?”
“ข้าก็รู้นี่...แต่ข้าก็บอกท่านพ่อแล้วว่ามันคนละเรื่องคนละคนกัน” เด็กน้อยพยายามหักล้างด้วยเหตุผลของเธอ
“ข้าถามเจ้าหน่อยสิ...การที่เจ้าพูดออกไปแบบนั้นเจ้าเห็นปราณกระทำตัวอันธพาลแบบที่เจ้ากล่าวหาจริงๆ หรือ?”
ภาพของปราณที่ตะโกนตำหนิเธอดังลั่นในหัว ‘ข้าขอถามเจ้า...เจ้าอยู่ข้างๆติดกับข้าตลอดเลยหรือ? ถึงได้รู้ดีว่าข้าทำอะไร ที่ไหนนิสัยเป็นยังไง เป็นอันธพาลหรือไปหาเรื่องคนอื่นแบบไหน?...ทำอย่างกับว่า...เจ้าเป็นคนของข้าอย่างนั้นแหละ!!!ถึงได้รู้เห็นทุกอย่าง นี่คงโชคดีที่ยังไม่เห็นข้าอาบน้ำ มิเช่นนั้นข้าคงขายขี้หน้าทุกคนแน่!!!’
คิดแล้วยังขายหน้าไม่หายแล้วนี่ท่านพ่อยังจะถามย้ำแบบเดียวกันกับปราณอีกยิ่งทำให้เด็กน้อยสุดสวยเริ่มหน้าแดงทำอะไรไม่ถูก...
“ว่าไงล่ะหงส์นรา?ทำไมไม่ตอบพ่อมา!!”
“เออ...ท่านพ่อเนี่ย...เออ...”เธออ้ำอึ้งพูดไม่ออก
“ฮ่าๆๆๆๆ ลูกสาวของพ่อเอ้ย!!! ที่เจ้าโดนปราณย้อนถามกลับรู้ไหมว่าคนเขาพูดกันให้ทั่วไปหมดจนพ่อเองได้ยินก็ยังอดขำไม่ได้...ลูกของท่านปรมาจารย์บุญช่างมีไหวพริบเป็นเลิศจริงๆไหนจะมีความเก่งกาจอัจฉริยะ จนไม่มีใครในอาณาจักรที่จะเทียบได้”
เมื่อได้ยินท่านพ่อชมปราณแบบนั้นความเขินงอนเมื่อครู่หายไปทันใด
‘ขนาดท่านพ่อยังชมเจ้าปราณนั่น...มันจะเก่งอะไรกันนักหนา...หึ’
“ข้าไม่คุยกันท่านพ่อแล้ว!!!ท่านก็รู้ว่าข้าไม่ชอบเจ้าเด็กนั่น แล้วยังมาชมให้ข้าได้ยินอีกแค่ข้าเสียหน้าที่ลานประลองก็พอแล้ว ท่านพ่อยังจะมาชมมันอีก...ข้าโกรธท่านพ่อแล้ว”
เด็กน้อยลุกขึ้นยืนนิ่ง มือกอดอก ใบหน้างอไม่สบอารมณ์ สะบัดหน้าหันหลังให้ท่านพ่อ จนผู้เป็นพ่อต้องลุกขึ้นมาโอบร่างน้อยๆอุ้มไว้ในวงแขน แทนการง้อ
“ก็ได้ๆเด็กดี...ทีหลังพ่อจะไม่ชมคนอื่นแล้ว ลูกของพ่อเก่งที่สุดในมหาพิภพเลย!!!”
พอเธอได้ยินแบบนั้นก็ปรากฏรอยยิ้มกอดคอท่านพ่อแล้วหอมแก้มฟอดใหญ่
“ข้ารักท่านพ่อที่สุดเลย!!!”
เด็กน้อยช่างปรับเปลี่ยนอารมณ์ได้รวดเร็วจนท่านพ่อยังงงๆแต่ทำยังไงได้ ก็เธอเป็นเด็กน้อยผู้น่ารัก สวยสง่าที่สุดแห่งสกุลวายุภักดิ์
แม้ท่านพ่อ-ท่านแม่ของเธอจะไม่ได้ไปดูเธอในการประลองแต่ก็ใช่ว่าจะไม่สนใจเพราะได้รู้ข่าวจากคนติดตามที่ท่านพ่อจัดเวรยามให้คอยปกป้องลูกสาวเสมอ
ด้วยงานทำจักรพรรดิยุทธ์ทวิชและจักรพรรดิยุทธ์นรารัตน์จึงจำเป็นต้องสนิทสนมกับบรรดาเสนามหาอำมาตย์ เพื่อให้สำนักนภาเวหาวหาว ไม่ต้องจ่ายค่าฤชาอากรที่มากเกินไป
ส่วนหนึ่งมาจากคนของทางการชอบใช้อำนาจบารมีมาข่มขู่เวลาจะเดินทางไปต่างบ้านต่างเมืองจะใช้บริการเครื่องเหาะของสำนักฯ โดยไม่ยอมจ่ายค่าธรรมเนียมแต่อย่างใดเพียงเพราะอ้างว่าคนของทางการควรจะไปไหนก็ได้โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม
ทำให้ค่าใช้จ่ายต่างๆ พอกพูนขึ้นตามลำดับจักรพรรดิยุทธ์ทวิช จึงจำเป็นต้องตีสนิทคนเหล่านี้ไว้ อย่างน้อยๆจากที่ไม่จ่ายค่าธรรมเนียมการเดินทาง เมื่อหักลบกับความสนิทสนมก็อาจจะมีเงินทองบางส่วนที่มอบเป็นสินน้ำใจซึ่งก็พอถูไถให้สำนักนภาเวหาหาวสามารถประคองตัวอยู่ได้และยังถือว่ามีคนใหญ่คนโตสนับสนุนกลายเป็นสิ่งที่ช่วยเพิ่มชื่อเสียงให้แก่สำนักการบินให้กลายเป็นอันดับหนึ่งของอาณาจักรได้ในที่สุด
**********
ณ สมาพันธ์ภูติฌานวิญญาณยุทธ์ชายร่างสูงเพรียว ผมยาวสีน้ำตาลอมแดง มีมัดกล้ามไม่ใหญ่นักแสดงให้เห็นความแข็งแกร่งอยู่ในชุดเกราะสีทองสง่างามทั้งตัวใบหน้าที่สวยงดงามราวสตรี แต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางบางๆ ริมฝีปากสวยอมชมพูอายุประมาณ 40 กว่าๆ นั่งอยู่บนบัลลังก์ทอง ที่ต้องแสงแดดยามโพล้เพล้ส่งให้แสงในห้องโถงที่สูงใหญ่ดูงดงามและน่าเกรงขาม
“ที่เจ้ารายงานมาเป็นเรื่องจริงหรือนี่?”
“ใช่ครับ! พลังฌานครุฑพ่าห์แน่นอนครับ”
“ดี...งั้นเจ้าก็พยายามติดตามดูอย่างใกล้ชิดถ้าพวกมันยังไม่ได้ทำอะไรที่อันตรายก็ดูอยู่ห่างๆ...ไม่น่าเชื่อว่ามันจะยังอยู่นานหลายปีแล้วสินะ...นานจนข้าคิดว่ามันตายไปเสียแล้ว”