ผู้เล่นทั้งห้าคนก้าวเท้าข้ามธรณีประตูบ้านที่เลื่อนเปิดออกเองอย่างเชื่องช้า เข้าสู่พื้นที่เล่นเกมอย่างเป็นทางการ
ตัวบ้านหรูทรงโมเดิร์นหลังนี้ถูกออกแบบมาเพื่อแสดงความรสนิยมร่ำรวยอย่างชัดเจน โถงทางเข้าซึ่งเป็นห้องนั่งเล่นขนาดกว้างขวางปูด้วยหินอ่อนสีขาวนวล เฟอร์นิเจอร์ประดับตกแต่งอย่างทันสมัย โซฟาเบาะหนังแท้ผิวมัน ชั้นวางไม้มะค่าราคาแพงที่อัดแน่นด้วยหนังสือมากมาย ไม่ก็ของประดับลายประณีตดูเป็นระเบียบ ด้านข้างเป็นบันไดวนขนาดใหญ่ที่ทอดขึ้นสู่ชั้นสอง ผนังประดับด้วยภาพวาดแอ็บสแตร็กต์ตระการตา บรรยากาศดูแพงโอ่อ่าแต่กลับไร้ชีวิตชีวาและเต็มไปด้วยกลิ่นอับชื้นจางๆ
ทันทีที่หนุ่มนักศึกษาซึ่งเป็นคนสุดท้ายก้าวขาพ้นประตูเข้าสู่โถงกลาง
กริ๊ง! กริ๊ง!
เสียงแจ้งเตือนดังขึ้นมาในมือถือของทุกคนอย่างพร้อมเพรียง ข้อความชุดใหม่ที่รอคอยมานานปรากฏขึ้นอย่างรวดเร็ว
[ เกมหนึ่งมาสเตอร์คีย์ ]
[ ระดับความยาก ☆☆☆ ]
[ ระยะเวลาการเล่น 30 นาที ]
[ กติกา ]
1. ภายในบ้านจะมีกุญแจซ่อนอยู่ทั้งหมด 3 ดอก จะมีเพียงดอกเดียวเท่านั้นที่สามารถไขประตูทางออกได้
2. ระหว่างเล่น ผู้เล่นจะไม่สามารถออกจากสถานที่เล่นเกมได้ จนกว่าจะหากุญแจมาเปิดประตู
3. หากยังไม่สามารถหากุญแจมาปลดล็อค หรือออกจากบ้านให้ทันเวลา = !!! เกมโอเวอร์ !!!
[ ข้อควรระวัง! ]
สิ่งของทุกอย่างในบ้านเป็นสิ่งอันตราย พยายามอย่าแตะต้องเป็นอันขาด
กริ๊ง! กริ๊ง!
ข้อความสุดท้ายปรากฏขึ้นแทนที่หน้าจอ
[ ขอให้ผู้เล่นทุกคนโชคดี และใช้ชีวิตเหมือนเป็นดั่งวันสุดท้าย ]
[ GAME START! ]
[ 00:30:00 ]
[ 00:29:59 ]
[ 00:29:58 ]
ทันทีที่ข้อความเปลี่ยนเป็นนาฬิกาจับเวลา เสียงกึงๆ ดังลั่นเหมือนกลไกขนาดใหญ่ถูกปลดปล่อยออกมาพร้อมกันทั่วทั้งบ้าน ประตูและหน้าต่างทุกบานค่อยๆ มีม่านเหล็กปิดลงจนสนิท แสงสว่างจากภายนอกถูกบดบังไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงแสงไฟสลัวๆ ภายในบ้านเท่านั้น
หนุ่มบาร์เทนเดอร์ที่ยืนใกล้ประตูทางเข้าที่สุด รีบหันหลังกลับไปที่ทางที่พวกเขาเพิ่งเข้ามา เมื่อทั้งห้าคนหันไปมอง ประตูบ้านสุดหรูบานนั้นก็พบว่าตอนนี้มันถูกซีลปิดสนิทด้วยประตูเหล็กสีเทาทมึนหนาหนัก ตรงกลางบานประตูมีรูกุญแจ ขนาดเดียวกับกุญแจบ้านทั่วไปให้เสียบ
“ให้ตายสิ...” ชายบาร์เทนเดอร์พึมพำด้วยความหวาดกลัว
ปอนด์มองไปที่ประตูเหล็กอย่างนิ่งเฉย ตอนนี้พวกเขาถูกขังแล้ว มีเวลาเพียงครึ่งชั่วโมงในการไขปริศนา และสิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะมองข้ามไม่ได้คือกฎที่ว่าสิ่งของทุกอย่างในบ้านเป็นสิ่งอันตราย บรรยากาศในโถงทางเข้าเปลี่ยนจากความหวาดระแวงเป็นการรวมศูนย์ความสนใจไปที่กฎของเกมและนาฬิกาจับเวลาที่เริ่มนับถอยหลังอย่างไม่ลดละ
[ 00:29:49 ]
[ 00:29:48 ]
[ 00:29:47 ]
ทุกคนต่างก้มมองมือถือเพื่อทบทวนกติกาที่เพิ่งได้รับ
“กุญแจสามดอก... แต่มีจริงแค่ดอกเดียว” หนุ่มแว่นเป็นคนแรกที่เปิดประเด็นด้วยน้ำเสียงที่พยายามควบคุมให้เป็นกลาง “มันคือการหลอกล่อให้เราเสี่ยงครับ ถ้าเราเจอดอกแรก เราก็ต้องเลือกว่าจะใช้มันเลย หรือจะหาอีกสองดอกที่เหลือเพื่อความมั่นใจ”
สาวย้อมผมบลอนด์ที่เพิ่งหายใจคล่องขึ้นมองไปรอบๆ บ้านด้วยความประหวั่นพรึง “สามสิบนาทีเองนะคะ! บ้านก็ตั้งสองชั้น! เราจะหาทันได้ยังไง!”
“และที่สำคัญที่สุดคือข้อสามครับ” ปอนด์กล่าวแทรกอย่างหนักแน่น สีหน้าของเขากลับมาเป็นนักวิเคราะห์เกมอีกครั้ง “หากเวลาหมด หรือหากุญแจไม่เจอ ก็เท่ากับเกมโอเวอร์ครับ…”
“แล้ว… ข้อควรระวังนั่นอีกครับ!” ชายบาร์เทนเดอร์พูดอย่างตื่นตระหนก “สิ่งของทุกอย่างในบ้านเป็นอันตราย... นี่มันหมายความว่าเราแตะอะไรไม่ได้เลยใช่ไหมครับ!?”
ในขณะที่ทุกคนกำลังถกเถียงกันถึงขอบเขตของอันตรายที่มองไม่เห็นนั้น หนุ่มนักศึกษาที่มีความอยากรู้อยากเห็นก็เริ่มทนไม่ไหวฃ เขาเดินเข้าไปใกล้หน้าต่างบานใหญ่ที่สุดในห้องโถง ซึ่งตอนนี้ถูกปิดด้วยม่านเหล็กสีเทาทึบที่ทอดยาวจากพื้นจรดเพดาน เขาตัดสินใจยื่นนิ้วชี้ของตัวเองเข้าไปใกล้กับพื้นผิวของม่านเหล็กนั้นอย่างระมัดระวัง
เปรี๊ยะ!
เสียงไฟฟ้าสถิตที่ดังลั่นอย่างรุนแรงพุ่งเข้าใส่ปลายนิ้วของเขาในทันที แม้จะเป็นเพียงการสัมผัสที่บางเบา แต่ก็ส่งผลให้เกิดความเจ็บปวดอย่างแหลมคมที่แผ่ซ่านทั่วนิ้วของหนุ่มนักศึกษา
“โอ๊ย!”
หนุ่มนักศึกษาดึงนิ้วกลับแทบไม่ทัน ปล่อยมือถือหลุดจากมือเล็กน้อยแล้วจับนิ้วที่ถูกช็อตไว้ด้วยใบหน้าซีดเผือด
“น...หน้าต่างเหล็กมีไฟฟ้าแรงสูงครับ!” เขาแจ้งกับทุกคนด้วยความตื่นตระหนก
“เอาจริงหรอเนี่ย!” สาวย้อมผมบลอนด์เสียงหลงออกมาเล็กน้อยแล้วรีบถอยห่างจากผนังทันที
ปอนด์ยืนมองเหตุการณ์นั้นด้วยความนิ่งเงียบ แต่ข้อมูลนี้ตอกย้ำสิ่งที่เขาคิด บ้านหลังนี้คือกลไกสังหารขนาดใหญ่ และพวกเขาไม่สามารถหนีออกจากที่นี่ได้ หากไม่ทำตามกฎเงื่อนไขการเคลียร์
หนุ่มแว่นเป็นคนแรกที่รวบรวมสติแล้วรับบทบาทผู้นำในการวางแผน เขาพับแขนเสื้อเชิ้ตขึ้นอย่างเป็นระบบ พยายามจัดการกับความตึงเครียดด้วยการใช้ตรรกะ ความตื่นตระหนกจากการถูกช็อตไฟฟ้าบรรเทาลงชั่วขณะ แต่ถูกแทนที่ด้วยความเร่งรีบในการวางแผน นาฬิกายังคงเดินหน้า และการหาทางออกคือภารกิจเร่งด่วนที่สุด
“เรามีเวลาจำกัดนะครับ” เขากล่าว “บ้านหลังนี้มีสองชั้นและมีห้องมากมาย ดังนั้นวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดคือการ แยกย้ายกันตามหาครับ สองคนอยู่ชั้นหนึ่ง สามคนไปชั้นสอง ใครหาเจอคนนั้นรีบนำมาไขประตูทางออกทันที โอเครไหมครับ”
“แต่... ถ้าใครคนใดคนหนึ่งเจอกุญแจที่ถูกต้องก่อน คนนั้นก็มีสิทธิ์ที่จะออกไปคนเดียวใช่ไหมครับ? เท่ากับว่าทิ้งคนที่เหลือให้ต้องหาต่อจนครบสามสิบนาที หรือจนกว่าจะเจอกุญแจสิครับ?!”
หนุ่มนักศึกษาที่เพิ่งถูกไฟฟ้าช็อตเริ่มแสดงความกังวลในเชิงไม่อยากให้ใครคนหนึ่งต้องเอาเปรียบ หรือพูดอีกนัยน์หนึ่งคือการที่ไม่อยากให้คนสักคนชนะเกมก่อนคนเดียว
ปอนด์ที่ยืนฟังมาตลอดเลือกที่จะแทรกกลางตอนนี้ เขาหันไปที่ประตูเหล็กที่ปิดอยู่
“ไม่น่าจะใช่แบบนั้นครับ” ปอนด์กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “กฎข้อหนึ่งบอกว่า ‘จะมีเพียงดอกเดียวเท่านั้นที่สามารถไขประตูทางออกได้’ และกฎข้อสองบอกว่า ‘ผู้เล่นจะไม่สามารถออกจากสถานที่เล่นเกมได้ จนกว่าจะหากุญแจมาเปิดประตู’”
ปอนด์มองทุกคนด้วยสายตาเชิงวิเคราะห์แต่ก็ก้มหน้าหน่อยๆ “ถ้ากุญแจที่ถูกต้องถูกใช้เพื่อ ‘เปิดประตูทางออก’ ครับ ประตูนั้นก็ควรจะเปิดค้างไว้เพื่อให้ผู้เล่นทุกคนออกไปได้ทันเวลาในสามสิบนาทีนั้น นั่นคือการ 'เคลียร์เกม' ครับ ไม่ใช่การทิ้งใครไว้ข้างหลัง”
“แล้วเราจะรู้ได้ไงคะว่าเกมมันจะให้ผลลัพธ์เป็นยังไง” สาวย้อมผมบลอนด์ถามแทรก
“ใช่ครับๆ ถ้าเกิดมีคนลักไก่ออกไปคนเดียวล่ะครับ พวกเราที่เหลือจะเอาตัวรอดกันยังไงครับ?!” หนุ่มบาร์เทนเดอร์ก็ร่วมวงค้านกับเขา
ความขัดแย้งระหว่างการแยกย้ายกับความไว้วางใจเริ่มตึงเครียดขึ้น หนุ่มแว่นยกมือขึ้นห้ามปราม ก่อนที่การถกเถียงจะบานปลายไปมากกว่านี้
“หยุดก่อนครับ!” เขากล่าวอย่างเฉียบขาด “เราเสียเวลาไม่ได้แล้ว การถกเถียงเรื่องความไว้ใจตอนนี้ไม่มีประโยชน์เลยครับ เราต้องหาจุดร่วมและลงมือทำ... ถ้ายังไงเราลองมาดูที่คำใบ้กันก่อนดีกว่า”
เขาหันไปที่ประตูเหล็ก “ถ้าเกมมาสเตอร์ต้องการให้เราหาของที่ซ่อนอยู่... โดยธรรมชาติของเกมแล้ว มันต้องซ่อนอยู่ในจุดที่โดดเด่นหรือเป็นจุดโฟกัสของสถานที่นี้ จุดที่ดึงดูดความสนใจของเราน่ะครับ”
หนุ่มนักศึกษาที่เงียบไปพักหนึ่งพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงครุ่นคิด “หรืออาจจะเป็นที่ที่ตรงกันข้ามกันครับ...” เขามองรอบห้องที่หรูหราแต่ไม่มีอะไรโดดเด่นเป็นพิเศษ “ที่ที่ปลอดภัยที่สุด... คือที่ที่อันตรายที่สุดครับ”
ปอนด์ที่ฟังมาตลอด รู้สึกเหมือนมีบางอย่างคลิกในหัว เขาพูดต่อในลำคอราวกับพูดกับตัวเอง แต่เสียงนั้นดังพอที่ทุกคนจะได้ยิน
“หรือ... ที่ที่อันตรายที่สุด... คือที่ที่ปลอดภัยที่สุด” เขากล่าวงึมงำกับตัวเอง
หนุ่มแว่นที่ได้ยินก็พยักหน้าอย่างเห็นด้วยกับหลักการพลิกแพลงนี้ “ถูกต้องครับ! มันคือหลักการหลอกล่อที่ใช้ในการออกแบบเกมหรือระบบความปลอดภัย...”
“ถ้าอย่างนั้น เราจะเริ่มจาก ‘จุดอันตราย’ ตรงไหนดีล่ะครับ?” หนุ่มนักศึกษาเกาหัวแกรกๆ
ในจังหวะนี้สาวย้อมผมบลอนด์ที่ยืนประเมินโครงสร้างของบ้านอยู่เงียบๆ ก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ให้ข้อมูลอย่างชัดเจน
“ถ้าดูจากโครงสร้างภายนอกและแปลนบ้านหรูสไตล์นี้...” เธอเริ่มอธิบายด้วยน้ำเสียงที่เป็นทางการขึ้นมาทันที “บ้านทรงโมเดิร์นสองชั้นแบบนี้ ไม่ได้เน้นความกว้างขวาง แต่เน้นความสะดวกสบายค่ะ”
เธอชี้ไปยังทิศทางต่างๆ ในห้อง “ชั้นล่างส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่เปิดโล่ง ห้องนั่งเล่นใหญ่จะเชื่อมกับโถงนี้ และด้านในสุดน่าจะเป็นห้องครัวที่ถูกแยกพื้นที่ด้วยเคาน์เตอร์บาร์ ส่วนชั้นสอง… จะมีอย่างน้อยสามห้องนอน และห้องน้ำอีกหนึ่งห้อง ซึ่งเป็นแปลนยอดนิยมของบ้านที่ขายตามโครงการยุคใหม่ค่ะ...”
คำอธิบายของเก๋ไก๋ทำให้ทุกคนเห็นภาพรวมของสนามประลองได้ทันที ปอนด์ประเมินเก๋ไก๋ใหม่ในใจ เธอมีข้อมูลเชิงสถาปัตยกรรมที่แม่นยำกว่าที่คิด
ปอนด์หันไปที่บันไดวนขนาดใหญ่ที่ทอดขึ้นสู่ความมืดบนชั้นสอง
“ถ้ากุญแจถูกซ่อนไว้เพื่อหลอกล่อ” ปอนด์กล่าวอย่างช้าๆ “โอกาสที่มันจะอยู่ชั้นล่างครับ ซึ่งเป็นพื้นที่เปิดและง่ายต่อการค้นหา... มีสูงมาก แต่ความเสี่ยงก็สูงเช่นกันครับ ถ้าเราต้องสัมผัสสิ่งของ”
“ถ้าอย่างนั้น...” หนุ่มแว่นสรุปด้วยความมุ่งมั่นแล้วใช้นิ้วดันขาแว่น “เราควรแบ่งทีมไปที่ห้องครัวและห้องนี้ก่อนดีไหมครับ? เป็นพื้นที่ใหญ่ที่สุดและมีของให้ซ่อนเยอะที่สุด”
“แต่เราก็ยังไม่มั่นใจนี่ครับว่าถ้ามีคนหากุญแจเจอแล้วจะไม่หนีออกไปคนเดียวน่ะครับ”
ความกังวลเดิมก็ยังทำให้ทุกคนกระอึกกระอักไม่อยากยอมรับแผนใดของใครสักคน
[ 00:27:59 ]
[ 00:27:58 ]
[ 00:27:57 ]
ปอนด์เงยหน้าขึ้นจากมือถือ เวลาได้หมดไปแล้วเกือบสามนาที แต่พวกเขายังคงยืนอยู่ที่เดิม มีเพียงความรู้เกี่ยวกับโครงสร้างบ้านและความอันตรายจากไฟฟ้าช็อตของม่านเหล็กที่ซีลปิดหน้าต่างเท่านั้นที่เพิ่มเข้ามา
สาวย้อมผมบลอนด์เริ่มตื่นตระหนกกับตัวเลขที่ลดลงบนหน้าจอ
“เอาแบบนี้ไหมคะ!?” เก๋ไก๋เสนออย่างร้อนรน “ถ้าทุกคนกลัวว่าใครจะแอบหนี... ก็รวมกลุ่มกันไปหาเลยตอนนี้! เรามีแค่สามสิบนาทีนะคุณ! กว่าจะหาเจอคงไม่ใช่เรื่องง่าย! ถ้าเราไปพร้อมกันก็ไม่มีใครทิ้งใครแน่นอนค่ะ!”
“การอยู่รวมกันทำให้เราช้าเกินไปครับ” ปอนด์ค้านทันที แต่เขาเข้าใจถึงปัญหาความไว้วางใจจึงไม่พูดถึงเรื่องนั้น แต่กลับเสนอทางออกที่ซับซ้อนกว่าเพื่อจัดการกับความเสี่ยง
“ผมมีไอเดียครับ” ปอนด์กล่าว
เขาชี้ไปที่ประตูเหล็ก “เราให้ใครสักคนยืนประจำที่ประตูทางออก คอยรับกุญแจที่อาจจะหาเจอ ส่วนอีกสี่คนแยกย้ายกันไปค้นหาชั้นบนและชั้นล่างครับ”
“เมื่อใครก็ตามที่หากุญแจเจอ ไม่ว่าจะเป็นดอกจริงหรือดอกปลอม ให้รีบนำมันมามอบให้กับคนที่ยืนเฝ้าประตู” ปอนด์อธิบายต่ออย่างใจเย็น “และคนที่หากุญแจเจอจะต้องรอจนกว่าคนอื่นจะหากุญแจครบทั้งสามดอกแล้วค่อยนำมาไขพร้อมกันครับ”
ทุกคนเริ่มพยักหน้าอย่างเห็นด้วย มันเป็นวิธีที่แก้ปัญหาความไว้วางใจได้ กุญแจอยู่ในการควบคุมของคนกลางและ ไม่มีใครออกไปได้ก่อน
แต่หนุ่มแว่นที่มีความคิดเป็นระบบได้คาดการณ์ถึงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นก็ได้แสดงความกังวลออกมา
“วิธีนี้ก็ดีครับ” เขากล่าว “แต่ถ้าหากุญแจเจอแค่สองดอก... แล้วเวลาเหลือไม่ถึงสิบนาที เราก็ต้องส่งใครคนหนึ่งกลับไปหาดอกที่สามอยู่ดี... คราวนี้เราจะต้องมาถกเถียงกันอีกว่าใครควรจะเสี่ยงไปหาดอกสุดท้ายล่ะครับ”
ทุกคนชะงักคำพูดของเขา จริงอยู่ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าพวกเขาจะวางแผนอย่างไร ทุกคนก็ต้องแยกย้ายกันเพื่อค้นหาให้ทันเวลาอยู่ดี การรวมกลุ่มกันรอให้ครบสามดอกอาจจะสายเกินไป
ปอนด์มองไปที่เพื่อนร่วมทีมแต่ละคน สีหน้าหวาดกลัวของสาวย้อมผมบลอนด์ ความหงุดหงิดของหนุ่มบาร์เทนเดอร์ ความกังวลของนักศึกษาหนุ่ม และความรอบคอบของหนุ่มแว่น เขาได้ตระหนักว่าตอนนี้ ต่างคนต่างไม่เชื่อใจกันและแน่นอนว่าต่างคนก็ต่างอยากรอด
“ถ้าอย่างนั้น...” ปอนด์เสนอตัวด้วยน้ำเสียงที่นิ่งเรียบจนน่าประหลาดใจ
“ให้คุณยืนเฝ้าประตูแล้วกันครับ” เขาออกคำสั่งกับหนุ่มแว่นโดยเร็ว “ถ้าเราหากุญแจเจอสองดอก และเวลาเหลือน้อยจริงๆ... ผมจะเป็นคนไปตามหาดอกสุดท้ายเองครับ”
“ส่วนคนที่เหลือ… พวกคุณสามคนแยกกันไปหาชั้นหนึ่งและชั้นสองครับ”