หอจวินไหล
แสงโคมไฟริบหรี่ แสงสว่างระยิบระยับ
ประชุมใหญ่ดาวชิงดวงดึงดูดผู้ชมให้มายลมากมาย ตำแหน่งข้างหน้าต่างของหอจวินไหลชั้นสองมีบุรุษวัยกลางคนสองคนนั่งอยู่
หนึ่งในนั้นรูปร่างแข็งแรง ใบหน้าอ่อนโยน
เขาคืออาจารย์อาวุโสแห่งสำนักดาราสวรรค์ ซ่งเฉิงเลี่ย มิใช่ใครอื่น
บุรุษชุดดำนั่งตรงข้ามกันกับซ่งเฉิงเลี่ย รายหลังจิบสุราชั้นดีในจอกอย่างรื่นรมย์เขาลิ้มชิมรสชาติอย่างละเอียดก่อนแล้วจึงดื่มจนหมดเกลี้ยง ใบหน้าฉายแววพอใจอ่อนๆ
“สุราดี ฮ่าๆ จะว่าไปนะเฉิงเลี่ย เจ้าไม่เคยดูประชุมใหญ่แสงดาวมาก่อนไฉนปีนี้ถึงลากข้ามาด้วยเล่า?”
บุรุษชุดดำช้อนตามองซ่งเฉิงเลี่ย เปิดเผยใบหน้าอันซีดขาวให้ได้เห็น
“อีกครู่เจ้าก็รู้แล้ว อู๋อิ่ง...” ซ่งเฉิงเลี่ยอ้าปากตอบ แต่ตายังหันความสนใจไปยังลานที่รวมเหล่าอัจฉริยะในหมู่ศิษย์ใหม่ของสำนักยุทธขั้นสูงด้านล่างดังเดิม
อู๋อิ่ง หนึ่งในอาจารย์ผู้เป็นศูนย์รวมใจของสำนักดาราสวรรค์
กระทั่งในหมู่บรรดาอาจารย์สำนักยุทธขั้นสูงในนครหลวงทั้งหมดเขาก็ยังเป็นบุคคลที่เลื่องชื่อลือชาไม่น้อย
ระดับความนิยมในสำนักดาราสวรรค์เป็นรองเพียงซีหลานเท่านั้น...
ครั้นเห็นซ่งเฉิงเลี่ยหน้าตาจริงจังไม่หยอกอู๋อิ่งก็ชำเลืองมองลานเบื้องล่างแวบหนึ่งแล้วส่ายหน้า “ไม่สนุกเลยศิษย์ใหม่ประลองวิชากันหามีสิ่งใดน่าดูไม่...หากมิใช่เพราะเจ้าเลี้ยงเหล้าข้าแล้วไซร้ ข้าไม่มีทางมาแน่”
ประชุมใหญ่ดาวชิงดวงเป็นสิ่งที่สำนักยุทธขั้นสูงในเมืองหลวงดำเนินการจัดงานกันเอง
อาจารย์ของสำนักทั้งหลายจะไม่เข้าร่วมด้วย
แม้จะเป็นเช่นนั้น ก็ยังมีอาจารย์ไม่น้อยที่ห่วงใยศิษย์สำนักตนเองนอกจากซ่งเฉิงเลี่ยกับอู๋อิ่งแล้ว ก็ยังมีอาจารย์จากสำนักอื่นรวมตัวกันอยู่ที่นี่เช่นเดียวกัน
เพียงแต่พวกเขาจะไม่เปิดเผยตัวในสถานการณ์เช่นนี้เท่านั้นปะไร
...
ห้องเงียบที่งดงามเป็นเอกลักษณ์ติดหน้าต่างชั้นสามของหอจวินไหล
บุรุษหนุ่มหล่อเหลาเอาการยกยิ้มสำราญไม่ไยดีโลก ตรงอกเสื้อหรูปักเป็นภาพสุริยันร้อนแรงล่องลอยและกำแหง
เหวยชิงฝาน!
หนึ่งในอัจฉริยะนามกระเดื่องเลื่องลือของสำนักวายุจักรพรรดิพลังลมปราณเข้าระดับสร้างเมล็ดพันธุ์เป็นที่เรียบร้อย
“นายน้อย ละครฉากสนุกใกล้เปิดฉากแล้ว” ชายวัยกลางคนนามเหวยหานด้านหลังเอื้อนเอ่ยเสียงเขาทั้งทุ่มต่ำและเย็นชาเด่นชัด
เหวยชิงฝานเหยียดยิ้มยั่วเย้า มือขวากอดอก มือซ้ายถือจอกสุรางามวิจิตรพึมพำผะแผ่ว “ลากยาวมาสองเดือน ถึงกาลอวสานเสียที”
“ฮ่าๆ เชื่อว่าคุณหนูเย่โยวต้องชอบที่นายน้อยทำให้นางเป็นแน่แท้”
“ข้าก็คิดเช่นนั้น ฮึ”
...
ที่นั่งอันเงียบงันไม่เตะตา ณ ชั้นสองของหอจวินไหล
ร่างอรชรเยือกเย็นดุจเกล็ดน้ำค้างยืนอยู่ข้างหน้าต่างดวงหน้างามลออไร้ที่ติ บุคลิกหมดจดเย็นชาเหนือโลกีย์ดูประดุจบัวหิมะบนเขาน้ำแข็งก็มิปาน
หลงเสวียนซวงแววตาวูบไหวเย็นยะเยือกจางๆ
“ข้าเตือนเจ้าตั้งแต่ยามอยู่เมืองหลินเหยียนก่อนหน้านี้แล้วให้รักษาระยะห่างกับผู้หญิงอย่างเย่โยวไว้...แต่บัดนี้ เจ้าจะเลือกทางใดเล่า?”
...
สังเวียนสัประยุทธ์!
สายตามากมายมองตรงไปยังจุดๆ เดียว
“นั่นผู้ใด เสนอหน้าขึ้นมาเดี๋ยวนี้”
เหรินชงราชาศิษย์ใหม่สำนักวายุจักรพรรดิชี้ฉู่เหินใต้สังเวียนเฉกเช่นผู้อยู่สูงกว่าท้าทายด้วยน้ำคำดูถูกถึงขีดสุด
หยามหลู่ หยามหลู่กันหน้าด้านๆ
เหรินชงฟาดฟันดาบศึกในมือไปปักลงตรงโต๊ะข้างกายฉู่เหินทันที
ท่ามกลางสายตาหลายพันจนเกือบถึงหมื่นคู่เป็นพยาน
ไม่มีการท้าทายครั้งใดหยามหลู่ดูหมิ่นได้เท่านี้อีกแล้ว
ผู้ชมทั้งหลายหน้าเปลี่ยนสีเป็นพัลวัน คนไม่น้อยเหงื่อตกแทนฉู่เหินแต่ส่วนมากกลับยิ้มสนุกที่เห็นเขาทุกข์ ไม่วายส่งสายตาไม่ไยดีมาให้
เพราะผู้อยู่บนสังเวียนนั้นคือเหรินชงอัจฉริยะที่แข็งแกร่งที่สุดในหมู่ศิษย์ใหม่ของสำนักวายุจักรพรรดิ
ส่วนผู้อยู่ด้านล่างนั้นคือฉู่เหิน บุคคลจากสำนักดาราสวรรค์ที่รั้งท้าย
ฉู่เหินใบหน้าเรียบนิ่ง แต่สองตากลับวาววามแสงยะเยือกจับขั้วใจ
วินาทีนี้ ฉู่เหินมั่นใจเต็มร้อยแล้วว่าเหลียงอี้หมิงพูดเรื่องจริงทั้งหมดจิตสังหารน่าขนลุกก่อตัวในใจฉู่เหินอย่างรวดเร็ว
ทุกสายตาจับจ้องมาที่เขา บ้างร้อนรน บ้างเมินเฉย บ้างดูถูก...
เย่เหยาที่อัฒจันทร์สำนักวายุจักรพรรดิเครียดยิ่งนัก ฟันขาวกัดริมฝีปากดวงหน้ามีแต่ความกังวล นางอดส่งสายตาอ้อนวอนให้เย่โยวข้างกันไม่ได้นางหวังว่าพี่สาวของตนจะช่วยฉู่เหินแก้ไขสถานการณ์อันน่าอับอายตรงหน้านี้ได้
แต่กระนั้น ยามนางเห็นมุมปากเย่โยวที่ยกเป็นยิ้มบางๆเย่เหยาก็แข็งค้างไปทั้งกาย
พี่สาวนางมีความสุขอย่างนั้นหรือ?
เห็นฉู่เหินถูกเหรินชงท้าทายและหยามหลู่แล้วยิ้มอย่างนั้นหรือ?
เย่เหยาบีบชายเสื้อตัวเองแน่นจนข้อนิ้วขึ้นเป็นสีขาว
พี่สาวผู้ใจดีที่นางเคยรู้จัก บัดนี้กลับกลายเป็นคนแปลกหน้ากันเสียแล้ว
...
“ทำไมกัน ฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องอย่างนั้นหรือ?” เหรินชงหัวเราะเยาะไม่หยุดเขาตวาดเสียงเย็นอย่างดูแคลน “ในเมื่อเจ้าไม่กล้าขึ้นสังเวียนก็จงไสหัวไปเสียเดี๋ยวนี้! หรือไม่ก็คุกเข่าลงแล้วโขกหัวให้ข้าสามครั้งสามหนอ้อนวอนขอให้ข้าปล่อยเจ้าไป แล้วข้าจะไม่ราวีเจ้าอีกเลย”
เหยียดหยาม ลบหลู่ เสียดสี...
ผู้ชมทั้งสนามราวกับกำลังดูละคร
“มันจะหยามหน้ากันเกินไปแล้ว!” มู่เฟิงสุดจะกลั้น เขาตะคอกเกรี้ยวกราด“ไอ้เวรตะไล พ่อจะรับคำท้าแทนเขาเอง”
“เฮ้ย เจ้ามันคนพรรค์ไหน? ควรค่าพอเป็นคู่ต่อสู้ข้าหรือ?”
“ฮึ แก...”
มู่เฟิงกำลังจะด่าอีกรอบ แต่ร่างอันเฉียบคมก็ลุกขึ้นจากที่นั่ง ใบหน้าและร่างเด็ดเดี่ยวนั้นแผ่รังสีสังหารเยือกแข็ง
“เรื่องของข้า ข้าสะสางเองได้”
ทุกคำดั่งเข็มเหล็ก แหลมคมดุจแสงศาสตราวุธ!
ทุกผู้ทุกนามหน้าเปลี่ยนสี ต่างคนต่างมองฉู่เหินอย่างเหลือเชื่อ
“ฉู่เหิน เจ้า?” มู่เฟิงขมวดคิ้ว
“ศิษย์พี่ฉู่เหิน ท่านจะทำตามอารมณ์ไม่ได้นะ” หลี่ฮุยเย่รีบทัดทาน
“หึ!” ฉู่เหินยกมุมปากเย็นยะเยือกเบนร่างหันมองทุกคนข้างกาย ดวงตาวาวแสงน่าครั่นคร้ามคมกริบ “ที่เมื่อครู่ข้าไม่เอ่ยปากสักคำเพราะคิดอยู่ว่าจะใช้วิธีไหน ฆ่า มัน เสีย”
ฆ่า มัน เสีย!
น้ำคำเยือกแข็งดุจลมหนาวในเหมันต์ซึมลึกถึงไขกระดูกโดยเฉพาะสามคำหลังที่ไม่ต่างจากมีดกรีดใจทุกชีวิต ศิษย์ทั้งหลายสีหน้าเปลี่ยนแล้วเปลี่ยนอีกสัมผัสได้ถึงไอเย็นที่แล่นริ้วไปทั่วกระดูกสันหลัง
นอกเหนือจากความตื่นตะลึงแล้วก็ยังไม่แคล้วดูแคลนยิ่งกว่า
“เจ้านี่มันบ้าไปแล้วกระมัง? กล้าลั่นวาจาหน้าไม่อาย”
“กระทั่งหลิงชางแห่งสำนักแรดวิญญาณยังรับท่าของเหรินชงได้ไม่เกินสามหนแต่เขากลับกล้าบอกจะฆ่าเหรินชงอย่างนั้นหรือ?”
“สมองคงกลัวจนเลอะเลือนไปแล้ว”
“หากเขากล้าขึ้นสังเวียนมีหวังได้ตายจนไม่รู้จะตายอย่างไรแน่”
...
เสียงถากถางเหน็บแหนมดังมืดฟ้ามัวดิน
นอกจากเย่เหยา อวี๋เฉินอวี้ และคนส่วนน้อยที่เป็นห่วงฉู่เหินแล้วคนอื่นล้วนแล้วแต่เยาะเย้ยเขาทั้งนั้น
“เฮอะๆ น่าสนใจดีจริง” หยางอวี่ไท่แห่งสำนักยุทธจักรพรรดิหัวเราะนิ่งๆด้วยชอบใจ “สำนักดาราสวรรค์นี่ย่ำแย่ลงทุกปีอย่างน้อยศิษย์ใหม่ปีก่อนก็ยังปกติมนุษย์บ้าง”
ซูเสวี่ยโหรวข้างกันไม่พูดไม่จาดวงตางดงามอ่อนหวานเพียงจ้องมองสังเวียนตรงหน้าอย่างสงบเท่านั้น
...
ฉู่เหินย่างก้าวขึ้นสังเวียนประลองอย่างมั่นคงท่ามกลางสายตานับหมื่น
ร่างบุรุษหนุ่มประหนึ่งหอกยาวแหลมคมหว่างคิ้วทรหดเรืองประกายอำมหิตเด็ดขาด
เหรินชงยิ้มกว้างขึ้นทุกที เบนสายตาไปยังชั้นสามของหอจวินไหล
เหวยชิงฝานในห้องเงียบชั้นสามเผยยิ้มสนุกสนานอย่างผู้มีชัย
...
หลิงชางผู้ถูกเหรินชงจู่โจมสามครั้งปางตายจนศิษย์สำนักแรดวิญญาณต้องหามลงจากเวทีเห็นสภาพหลิงชางที่อเนจอนาถแล้ว นั่นคือชะตากรรมของฉู่เหินนั่นเอง
ตึกๆ
ฝีเท้าหนักแน่นมั่นคง ไร้ซึ่งความหวั่นเกรง ฉู่เหินเหยียบย่างขึ้นสังเวียนด้วยหน้าตาเรียบนิ่งใบหน้าดุจคลื่นลมสงบนั้นซ่อนโทสะแรงกล้าเทียบเท่าลาวาในภูเขาไฟ
“ยังจะกล้าขึ้นสังเวียนอีก”
“เจ้านั่นตายแน่”
...
บรรยากาศใต้สังเวียนค่อยๆ กลับคืนสู่ความสงบ เหมือนรอคอยฉู่เหินให้กลายเป็นหลิงชางคนที่สอง
“ช้าก่อน!”
ทันใดนั้นเอง เสียงเย็นชาก็ทำลายบรรยากาศทั้งงาน ดวงตาทุกคู่หันไปมองยังตำแหน่งสำนักจันทร์สกาวอย่างไม่อาจควบคุม
เห็นร่างสูงยาวองอาจมาดมั่นเดินมาจากทางนั้น
“เฮ่อเฉานี่”
“เขาคิดจะทำอะไร?”
“ไม่รู้หรอก”
...
เฮ่อเฉาเดินไปยังสังเวียนด้วยรอยยิ้มรื่นรมย์ ประสานมือให้เหรินชงเล็กน้อยหัวเราะผะแผ่ว “ศิษย์พี่เหรินชง ผู้น้อยมีความแค้นอยู่กับศิษย์น้องฉู่เหินผู้นี้การประลองครานี้จะให้ข้าเป็นผู้สะสางได้หรือไม่?”
เพียงประโยคนั้นเอ่ยออกมา ทั้งลานก็อึงคะนึง
เห็นทีฉู่เหินคงไม่ได้ผิดใจกับคนเพียงคนเดียว
“โอ๊ะ?” เหรินชงเลิกคิ้วแล้วถามอย่างนึกครึ้ม“เจ้าอยากสู้กับมันหรือ?”
“ขอรับ”
“เช่นนั้น เรื่องที่เจ้าจะทำต่อจากนี้จะทำให้ข้าพอใจได้หรือไม่?”
“ต้องทำให้ศิษย์พี่เหรินชงพอใจได้อย่างแน่แท้”
วาจาแฝงความนัย ไม่ว่าใครก็ฟังออกว่าต่างก็ไม่หวังให้ฉู่เหินได้ลอยนวล
เห็นแววตาอำมหิตมุ่งร้ายของเฮ่อเฉาแล้ว เหรินชงก็ยิ้มนิ่งยกมือขึ้นเล็กน้อยพลางกล่าว “ได้ เช่นนั้นการสัประยุทธ์นี้ข้ายกให้เจ้าก่อนแล้วกัน...”
“เฮอะๆ ขอบพระคุณศิษย์พี่เหรินชง”
ฉับพลัน เหรินชงก็กระโจนลงจากเวทีเตรียมจะกลับอัฒจันทร์สำนักวายุจักรพรรดิ
แต่ทันใดนั้นเอง เสียงเยียบเย็นก็ขวางเขาไว้ก่อน “อย่าได้รีบร้อนกลับไปยืนอยู่ข้างสนามนั่นแหละ อีกไม่นานเจ้าก็จะได้ขึ้นมาแล้ว”
อะไรนะ?
ทุกคนพากันตกใจ
ใบหน้าฉู่เหินราวอาบเคลือบด้วยเกล็ดน้ำแข็งเย็นเฉียบ
เหรินชงขมวดคิ้ว ยักไหล่แล้วหัวเราะยั่วเย้า “ฮะๆ ก็ได้ ข้าจะยืนดูอยู่ตรงนี้ว่าเจ้าจะมีปัญญาให้ข้าได้กลับขึ้นไปได้เยี่ยงไร”
เฮ่อเฉามีพลังระดับเชื่อมหยวนขั้นสองทั้งยังครองขีดจำกัดสายเลือดกายสัประยุทธ์กระบี่วิญญาณ
ศิษย์ใหม่ที่เอาชนะเขาได้ในนี้มีอยู่หรอมแหรม
แต่ฉู่เหินกลับกล้าลั่นวาจาอันอุกอาจเช่นนี้หรือ?
“หึ!” เฮ่อเฉาแค่นเสียงกระโจนขึ้นสังเวียนประลองทันใด“สิ่งที่เจ้าทำพลาดที่สุดในวันนี้คือโผล่หัวมาที่นี่”
“คืนประโยคนั้นให้เจ้า” ฉู่เหินตอกกลับเยือกเย็น
………………………….