บทที่ 28 พยายามหางาน
ตกกลางคืนปลาตัวเขื่องหนัก 6-7 จินตัวนั้นก็ถูกไป๋อวี้นำไปย่างถ่าน ทำเป็ปลาย่างง่าย ๆ ขึ้นมา
ผักเคียงที่หาเจอในบ้านก็ใส่ไปหมดแล้ว แถมใส่มันฝรั่งแผ่นไปด้วย
นอกจากนี้ยังทำเนื้อแพะผัดเผ็ด ซีหูหลูเส้นผัดกับยำหัวไชเท้าเส้น มันฝรั่งเส้นทอด แล้วก็มีเนื้อกระต่ายครึ่งหม้อที่ป้าเฉินเอามา
อาหารไม่ได้หลากหลาย แต่ปริมาณของปลาย่างตัวนั้นอลังการอย่างยิ่ง
คนที่มากินมีป้าเฉินกับหลี่เถียนผู้เป็ลูกชาย สองสามีภรรยาจ้าวโหย่วเต๋อกับป้าฮวา รวมถึงจ้าวต้าหมินลูกชายของจ้าวโหย่วเต๋อกับลูกสะใภ้อย่างจ้าวอิ้งหง
จ้าวโหย่วเต๋อแบกเหล้ามาด้วยตามที่คาด แถมยังเอาน้ำตาลถุงใหญ่จากบ้านมา บอกว่าให้ฉินเสี่ยวกั่วกิน
ตั้งโต๊ะที่ลานบ้านอันโล่งกว้างนี่แหละ อยู่กันกลางแจ้ง สายลมอุ่นพัดโชย เย็นสบายอย่างยิ่ง
ผู้ชายร่ำสุราสนทนา ป้าฮวากับป้าเฉินก็ดื่มบ้างสักจิบสองจิบ
จ้าวอิ้งหงยังอยู่ใน่ให้นมลูก ส่วนไป๋อวี้ดื่มไม่ได้ เลยร่วมดื่มสังสรรค์น้ำมะขามกับเด็กตระกูลฉินสองคน
ในที่สุดฉินเสี่ยวซู่ก็ได้ดื่มสักที ดีใจจนไม่ถือสาเอาความที่ถูกไป๋อวี้ ‘ใช้เยี่ยงทาส’ มาทั้งวัน
ใบหน้าเคร่งขรึมของป้าฮวามีแต่รอยยิ้มยามมองไป๋อวี้
ไม่ใช่เพราะเธอทำอาหารเลิศรสเต็มโต๊ะอีกแล้ว แต่เป็เพราะ…
เธอพูดกับฉินต้าซานระหว่างงานมื้ออาหาร “ดูท่าไม่นานพวกเธอจะได้อุ้มลูกอีกคนแล้ว”
น้ำมะขามในปากไป๋อวี้แทบจะพุ่งออกมา พยายามอดกลั้นอย่างที่สุด จากนั้นก็สำลักจนไอค่อกแค่ก
ฉินเสี่ยวกั่วลุกขึ้นตบหลังเธอราวกับเป็ผู้ใหญ่ “แม่คะ ไม่ต้องรีบนะ ถ้ายังอยากดื่มอีก เดี๋ยวหนูเอาของหนูให้แม่ด้วย”
ผู้ใหญ่ทั้งโต๊ะต่างก็หัวเราะครืน
จ้าวต้าหมินยังเอ่ยอีกว่า “กั่วเอ๋อร์ แม่หนูไม่ได้ตะกละหรอก”
จ้าวอิ้งหงตบเขาทีหนึ่งยิ้ม ๆ
ฉินต้าซานไม่ปริปาก เพียงแค่รินเหล้าให้ป้าฮวาแก้วหนึ่ง
เขาพูดน้อยเป็ปกติ ทุกคนต่างก็ชินกันแล้ว
ไป๋อวี้พักหายใจหายคอ ได้ยินทุกคนเริ่มพูดถึงการระบายน้ำในท้องนาก็โล่งอกไปเปราะหนึ่ง
จู่ ๆ เธอก็รู้สึกถึงสายตาที่ชวนให้เธอขนลุกขนพองขึ้นไปชั่วขณะ…
ชาติก่อนผู้หญิงอย่างเธอขึ้นเหนือล่องใต้คุยธุรกิจตามลำพัง ตอนนี้เลยพลันเงยหน้าขึ้นมองทันที
จ้าวต้าิที่นั่งตรงข้ามเธอกำลังคุยกับจ้าวอิ้งหงอย่างสนุกสนานราวกับรอบข้างไร้ผู้คน
จากนั้นสายตาของไป๋อวี้ก็หยุดลงที่ฉินต้าซานซึ่งอยู่ข้าง ๆ จ้าวต้าหมิน
ฉินต้าซานก็ไม่หลบเลี่ยง พินิจมองเธอหัวจรดเท้าอีกแวบหนึ่ง
ไป๋อวี้ “...”
จะถลึงตาใส่เขา แต่เหมือนว่าการที่ทุกคนมองเธอจะเป็เื่ที่สมควรแล้ว
อย่างน้อยตัวเขาก็คิดแบบนี้
ไป๋อวี้เบือนสายตาหนีอย่างโมโห
เธอเริ่มหันเหไปถามเื่กลุ่มเก็บเกี่ยวกับป้าฮวาที่นั่งข้าง ๆ แทน
เธอถามคำถามเดิมอีกครั้ง แต่น้ำเสียงของป้าฮวาไม่ได้แข็งกร้าวเหมือนตอนแรกแล้ว และไม่ปฏิเสธเลยสักคำ
เพราะหลายวันมานี้ไป๋อวี้ทุ่มเทพยายามอย่างมาก เธอเห็นอยู่ในสายตาและรู้ว่าไป๋อวี้ขยันหมั่นเพียรแล้ว
จะเอาแต่อยู่บ้านไม่ทำอะไรให้สามีเลี้ยงไม่ได้
เธอพูดกับไป๋อวี้แค่ว่า “กลุ่มเก็บเกี่ยวต้องบุกป่าฝ่าดง ที่ไปก็มีแต่เด็กโตกับแม่บ้านที่ร่างกายแข็งแรง ผู้หญิงที่เลี้ยงลูกเล็กอยู่บ้านอย่างเธอไปไม่ได้จริง ๆ”
ไป๋อวี้ฟังแล้วผิดหวังมาก “นั่นสิ ฉันยังมีเสี่ยวกั่วนี่นา”
ถ้าเสี่ยวกั่วโตกว่านี้หน่อยก็คงดี พาขึ้นเขาไปด้วยได้ จะได้ใช้มิติลับของเธอกักตุนของ
ตอนนี้ไป๋อวี้ไม่รู้ว่าเสี่ยวกั่วยังเป็หนูน้อยนำโชค...
เธอคิดแค่ว่าเสี่ยวกั่วจื่อมีมิติลับ ดัชนีทองคำอันใหญ่ขนาดนี้ถ้าไม่ได้แสดงศักยภาพ มันก็น่าเสียดาย
ป้าฮวากล่าว “ลงนาเธอก็ห้ามไป ต้าซานหาเงินได้เยอะ เสี่ยวซู่เองก็ด้วย ในบ้านไม่ขาดส่วนของเธอหรอก”
บ้านไม่ขาด แต่ตัวเธอขาดนี่นา!
ไป๋อวี้ดิ้นรนครั้งสุดท้ายด้วยการเอ่ยว่า “มีงานเบ็ดเตล็ดหรือเปล่า ฉันทำได้เหมือนกัน พวกที่ค่าคะแนนงานสามคะแนนห้าคะแนนก็ได้”
งาน 3-5 คะแนนเท่ากับได้เงินรายวัน 3-5 เหมา…
แถมเธอยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะได้งานนี้หรือเปล่า
อดีตเศรษฐีนีไป๋อวี้หลั่งน้ำตาแห่งความขมขื่นที่เกิดผิดเวลา
ป้าฮวากล่าว “งั้นเธอไปเก็บเห็ดกับฉันแล้วกัน”
เอ๊ะ?
ไป๋อวี้กระปรี้กระเปร่าขึ้นมา “ต้องขึ้นเขาไม่ใช่เหรอ”
“ไม่ต้องขึ้นเขา” จ้าวอิ้วหงยิ้มอ่อนโยน “เรามีคนคอยจัดการของที่มาเก็บจากป่าโดยเฉพาะ”
ของป่าที่ได้มาจากในป่ามีหลากหลายชนิด จำต้องคัดแยก พอคัดแยกแล้ว จำพวกที่มีอายุ ความสดใหม่ที่สั้นอย่างเห็ดต้องนำมาตากแห้ง
มีคนคอยจัดการโดยเฉพาะ ปกติฉินเสี่ยวซู่ก็ทำงานนี้
จ้าวอิ้งหงพูดกับป้าฮวา “คุณแม่ เธอรู้หนังสือ คิดเลขก็เก่ง ในเมื่อมีใจอยากทำงาน คุณแม่ให้เธอมาอยู่กับฉันแล้วกัน”
จ้าวอิ้งหงเป็คนรับผิดชอบงานเบ็ดเตล็ดในการเก็บเกี่ยว รวมถึงการจัดเตรียมอุปกรณ์ในแต่ละวันด้วย
ป้าฮวาตาลุกวาว “เธอรู้หนังสือ แถมคิดเลขเป็ด้วยเหรอ”
ไป๋อวี้กล่าว “ค่ะ...”
จ้าวต้าหมินพูดยิ้ม ๆ ทันที “โอ้ เว่ยชุ่ยสี่ส่งเธอไปเรียนด้วยเหรอ งั้นก็ดีกับเธอมากน่ะสิ”
ไป๋อวี้ตอกกลับทันใด “ตอนเด็ก ๆ ก็มีโรงเรียนกันหมดไม่ใช่เหรอ ฉันเป็พวกยอมไปเรียนน่ะ”
ฉินต้าซานก็เป็พวกที่ยอมไปโรงเรียนเหมือนกันไม่ใช่หรือไง!
เธอก็แค่แก้ต่างให้ตัวเอง ถึงยังไงเธอก็ไม่คิดจะปิดบังอยู่แล้ว
จ้าวต้าหมินชะงักเล็กน้อย “ต้าซาน เมียแกร้ายกาจไม่เบานะ”
เขารู้สึกว่าน้ำเสียงของไป๋อวี้ไม่ค่อยรื่นหู
ฉินต้าซานมองไป๋อวี๋แวบหนึ่งพลางเอ่ย “อย่าล้อเธอให้มันมาก”
สุ้มเสียงไม่ค่อยสู้ดี
จ้าวต้าหมินย่นคอหัวเราะแหะ ๆ ทันที
ฉินต้าซานถามไป๋อวี้ “เธออยากได้คะแนน?”
ไป๋อวี้พยักหน้า “แหงสิ”
ฉินต้าซานคิดในใจว่าทำไมเธอไม่ปรึกษาเื่นี้กับตนเอง
แต่พอคิดดูอีกที ตอนนี้เธอกำลังทุ่มเททำงานเอาใจเขา ไม่รู้ว่าจะอดทนได้สักกี่วัน ตามใจเธอแล้วกัน
เขาเลยพูดกับจ้าวอิ้งหงว่า “พี่สะใภ้ งั้นต่อไปให้เธอไปกับพี่สะใภ้ เริ่มจากงานเบ็ดเตล็ดทั่วไป รบกวนช่วยเป็หูเป็ตาให้ผมหน่อย”
ไป๋อวี้ไม่คิดว่าฉินต้าซานจะเอ่ยปากตัดสินใจให้เธอเสร็จสรรพ ในขณะที่เธอยังเจรจากับคนอื่นอยู่
จ้าวอิ้วหงดีอกดีใจ “ได้ ๆ ๆ เธอช่วยฉันได้เยอะเลยละ”
ไป๋อวี้ก็โล่งอกไปที
วุ่นวายอยู่หลายวัน ในที่สุดก็ถือว่าได้งานเป็หลักแหล่งแล้ว
……
คืนนี้ฉินต้าซานดื่มจนเมามาย เหลือบมองไป๋อวี้เป็ครั้งคราวด้วยสายตาที่พราวระยับ
ไป๋อวี้คาดเดาว่าสายตานั้นคงจะไม่ได้มีความรู้สึกอะไร แต่ความ้า ‘ในด้านนี้’ คิดว่ามีแน่
พอคนอื่นแยกย้าย ไป๋อวี้ก็ใแทบตาย
พวกเขาเป็ ‘สามีภรรยาถูกต้องตามกฎหมาย’ กันนะ…
ไป๋อวี้อาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็นอนหันหลังให้พวกเขาสามคน
ในหัวเต็มไปด้วยความคิดฟุ้งซ่าน คิดถึงวันนั้นที่เห็นรูปร่างตอนที่ชายฉกรรจ์อย่างเขาเปลือยอก ลำคอก็แห้งผากขึ้นมาตงิด ๆ
เธอชะงักความคิดแล้วเริ่มคิดว่า ‘ทำสักหน่อยก็ไม่เป็ไรมั้ง ระยะปลอดภัยคำนวณยังไงนะ...’
จู่ ๆ ฉินเสี่ยวกั่วที่หลับไปนานแล้วข้างหลังเธอก็ลุกพรวดขึ้นมานั่ง
“หือ เหม็นจังเลย...”
ไป๋อวี้ก็รีบลุกขึ้นนั่งเป็พัลวัน ถึงพบว่าฉินต้าซานนอนอยู่อีกฝั่งของเตียงเรียบร้อยแล้ว
ดูเหมือนเขาจะไม่มีท่าทีแบบนั้นเลยนี่นา...
ฉินเสี่ยวกั่วที่ถูกกลิ่นเหล้ารมพยายามปีนข้ามตัวฉินเสี่ยวซู่ไป “แม่คะ แม่กอดหนูหน่อย พ่อเหม็นมากเลย!”