บทที่71 เมตตาแผ่ไพศาล
“ชั่วช้าไร้ยางอาย บิดาท่านอย่าได้ตอบรับข้อเสนอของมันนี่อาจเป็นแผนชั่ว!”
บุรุษกลางคนบุตรชายของบุรุษชราผู้นำกลุ่มคำรามขึ้นด้วยความเจ็บปวดแลเดือดดาล
เป็นบุรุษเจ้าสำอางที่ยังคงยกยิ้มมองบุรุษชรา
“เจ้าจะไม่รับข้อเสนอก็ตามใจ แต่หากเจ้าช้ากว่านี้พวกมันรวมถึงบุตรชายของเจ้าก็จะต้องตกตาย หรือเจ้ายังคิดว่าจะลงมือแย่งยาถอนพิษจากข้า?...เจ้าอาจแย่งได้สำเร็จ แต่เจ้าย่อมรู้อยู่แก่ใจดีว่ากว่าจะทำได้บุปผาพิษม่วงในกายพวกมันก็คงกำเริบไม่รอเจ้าแล้วเจ้าก็คงได้แต่มองพวกมันตายโดยที่ช่วยอะไรไม่ได้เฉกเช่นเมื่อคราที่นายของเจ้าประสบ"
“หุบปาก!”
บุรุษชราคำรามเสียงก้อง เสียงนี้แฝงด้วยโทสะอย่างไม่ปิดบังแต่มันทราบถึงความร้ายกาจของบุปผาพิษม่วงเป็นอย่างดี หากอยากจะช่วยเหลือผู้คนและบุตรชายมันก็จำเป็นต้องเสี่ยง เช่นนั้นนอกจากจะเดินออกไปหยุดยืนยังเบื้องหน้าของบุรุษเจ้าสำอางแล้วมันก็มิได้ลงมือกระทำสิ่งใดต่อ มีเพียงแค่ร่างที่หยุดนิ่งไม่ไหวติง พร้อมกับน้ำเสียงที่รอดผ่านไรฟัน
“เชิญ!”
บุรุษเจ้าสำอางยกยิ้มอย่างผู้ชนะ
“การเป็นคนที่ดีจนเกินไป ก็นับเป็นจุดบอดเช่นนี้"
หนึ่งคำกล่าวที่พริ้วแผ่ว มาพร้อมกับหนึ่งฝ่ามือที่แข็งกร้าวเห็นแต่เพียงพลังธรรมชาติที่คลุ้มคลั่งหอบหนึ่ง พร้อมประกายพลังญาณสีม่วงทอวาบ ฝ่ามือของบุรุษเจ้าสำอางก็ได้ฟาดเข้าสู่แผ่นอกของบุรุษชราอย่างเต็มแรงแล้ว
บุรุษชราแม้มีเกราะญาณคุ้มกาย แต่ฝ่ามือที่แทรกไปพร้อมกับพลังพิษนี้ได้ทำให้มันราวกับถูกค้อนเหล็กทุบตัวคนจึงงอโค้ง โลหิตแดงฉานพ่นเป็นฟูฝอยออกจากปาก ความเจ็บปวดคล้ายก่อรวมอยู่ที่หน้าอกจุดเดียวแล้วค่อยระเบิดแผ่ซานไปทั่วทั้งร่างจนชายชราลอยละลิ่วกลับหลังไปไกล!
โครม!!!
ร่างชราอัดกระแทกต้นไม้ใหญ่จนหักโค่น เสียงโครมใหญ่จึงสะท้านไปทั่วทั้งป่าตามด้วยพลังที่ดีดสะท้อนเหนือผิววารีทอดออกไปไกล กวาดม้วนจนม่านหมอกแทบสูญสลายหายไปทั้งแถบเพียงหนึ่งฝ่ามือนี้ บุรุษชราผู้นำกลุ่มผู้ฝึกญาณก็แทบตกตาย
“สุนัขไร้ยางอาย!”
บุตรชายของบุรุษชรามิอาจทนเห็นบิดาของตนต้องมาแบกรับความทรมานเช่นนี้แต่เพียงผู้เดียวมันจึงฝืนทุ่มสุดกำลังนำพาร่างที่สาหัสกระโดดทะยานมุ่งหมายที่จะจัดการบุรุษเจ้าสำอางแต่เพราะอาการบาดเจ็บ ท่าร่างของมันจึงดูเชื่องช้ายิ่ง เพียงผู้ติดตามของบุรุษเจ้าสำอางสองผู้ลงมืออย่างพร้อมเพรียงบุตรชายของผู้นำกลุ่มผู้ฝึกญาณคนนั้นก็สิ้นท่าแลได้รับความสาหัสเพิ่มพูนอีกเท่าตัวแล้ว
“เจ้าจะผิดข้อตกลงหรือ!”
บุรุษชราฝืนทนต่อพิษที่แผ่ลามและความเจ็บปวดสุดแสนประมาณคนปราดเช็ดโลหิตที่มุมปาก พร้อมฝืนยืนอย่างโซซัดโซเซ
บุรุษเจ้าสำอางโบกพัดขนนกแผ่วเบา
“เจ้าก็เห็นว่าข้ามิได้ทำอะไร เป็นมันที่แส่หาความเจ็บตัวเองจะโทษข้ามิได้"
เงียบเล็กน้อยก่อนที่มันจะมองบุรุษชราด้วยแววตาที่หรี่เล็กพร้อมกล่าวต่อ
“แต่หากปล่อยไว้เช่นนี้พิษของมันก็จะยิ่งกำเริบเร็วขึ้นหากไม่รีบรับฝ่ามือที่สองและสาม เจ้าก็จะไม่เหลือเวลาแล้ว”
บุรุษชรากัดฟันฝืนทนต่อความเจ็บปวด มันก้าวเดินอย่างโซซัดโซเซเข้าหาบุรุษเจ้าสำอางแต่มันมิอาจที่จะไปหยุดยืนอย่างมั่นคงได้ เพราะเมื่อโลหิตได้กระอักออกมาจากลำคออีกรอบร่างของบุรุษชราก็เซถลาล้มลงแล้ว
“ท่านพ่อ!”
ขวับ
ขณะที่ร่างชรากำลังจะล้มคมำยังผืนปฐพีกลางแม่น้ำร้อยลี้แห่งนี้ฮุ่ยจวินก็ได้พริ้วกายออกมารับร่างของบุรุษชราไว้ ทำให้บุรุษชราต้องกล่าวเสียงแหบพร่าแผ่วเบา
“ปล่อยข้า ข้าต้องช่วยคนเหล่านี้ พวกมันลำบากและทนทุกข์มาทั้งชีวิตข้ามิอาจปล่อยให้พวกมันต้องทรมานกว่านี้อีกแล้ว”
ฮุ่ยจวินรู้สึกเลื่อมใสในบุรุษชราผู้นี้เป็นอย่างมากทั้งที่ตอนแรกคนเหล่านี้เป็นผู้ที่ลอบเล่นงานพวกตน แต่พอได้มารู้สาเหตุเบื้องลึกเบื้องหลังก็ทำให้ฮุ่ยจวินมิอาจกล่าวโทษว่าพวกมันเป็นคนชั่วช้าได้เลยมิหนำซ้ำได้มาเห็นก้นบึ้งของจิตใจส่วนลึก ยิ่งรู้สึกว่าพวกมันก็มิได้เป็นมารอย่างที่ถูกกล่าวหาแต่อย่างใด
ทว่าขึ้นชื่อว่าคนย่อมมีดีชั่ว แม้ผู้ฝึกญาณบางกลุ่มจะประพฤติในทางที่ดีทว่าก็ยังมีอีกหลายกลุ่มที่มีความเห็นแก่ตัวแลประพฤติชั่วเลวทราม สิ่งนี้ยิ่งตอกย้ำต่อมุมมองของฮุ่ยจวินเป็นอย่างดีว่าดีชั่วไม่ได้อยู่ที่วิถี แต่ดีชั่วล้วนอยู่ที่ใจและจิตใต้สำนึกทั้งสิ้น
ฮุ่ยจวินมองบุรุษชรา เพราะมันมีวิชาแพทย์มันจึงรู้อาการของคนได้ดีที่สุด
“หากท่านฝืนรับอีกหนึ่งฝ่ามือ ท่านได้ตายคาที่แน่"
บุรุษชราทอดสายตามองเหล่าผู้ฝึกญาณเดนตายที่ต้องมารับเคราะห์กรรมเนื่องจากตน
“พวกมันไม่เกี่ยวข้อง ไม่สมควรจะต้องมาตายเพราะเรื่องของข้า”
ฮุ่ยจวินกล่าวอย่างหนักแน่น
“พวกมันไม่ตายหรอก ท่านเองก็เช่นเดียวกัน"
กล่าวจบฮุ่ยจวินก็หันไปมองบุรุษเจ้าสำอางชั่วพริบตามันก็วางร่างของบุรุษชราลง พร้อมก้าวเดินออกไปยังเบื้องหน้า
บุรุษชราขมวดคิ้ว
“นั่นเจ้าคิดจะทำอะไร เจ้าอย่าได้คิดบ้าๆเจ้าในตอนนี้ยังมิอาจเทียบเคียงมัน"
ฮุ่ยจวินราวกับไม่ได้ยินคำเตือนของบุรุษชรามันหยุดยืนตรงหน้าของบุรุษเจ้าสำอางแล้วกล่าวว่า
“อีกสองฝ่ามือ ข้าขอรับไว้เอง"
บุรุษเจ้าสำอางหรี่ตามองฮุ่ยจวิน ก่อนยกยิ้มเหยียดหยามพร้อมกล่าววาจาถากถาง
“ขยะไร้หัวนอนปลายเท้าเช่นเจ้ากลับไม่เจียมตัวหรือราชสีห์อย่างข้ายังต้องเหลือบแลมดปลวก ฮ่าฮ่าฮ่า”
มันหัวเราะดังก้องก่อนหันไปกล่าวถางถางบุรุษชรา
“ชิงหวงเอ๋ย เจ้าไร้หนทางจนขนาดให้มดปลวกออกหน้าแทนแล้วหรือนี่น่ะหรือผู้อาวุโสประจำพรรคในอดีต ช่างน่าขายหน้ายิ่งนัก มิน่าเล่านายเจ้าถึงมีชะตากรรมเช่นนั้นเพราะมีผู้ติดตามอย่างเจ้านี่เอง ฮ่าฮ่าฮ่า”
“จะได้ใจเกินไปแล้ว!”
บุตรชายของบุรุษชราทานทนต่อคำเหยียดหยามบิดามิไหวมันคิดเร่งเร้าโคจรพลังญาณ ทว่ากลับถูกผู้ติดตามของบุรุษเจ้าสำอางสยบลงโดยพลัน
บุรุษชราผู้นำกลุ่มเหล่าผู้ฝึกญาณเดนตายแท้จริงมีนามว่าชิงหวงมันไม่สนคำถากถาง แต่มันกำลังมองแผ่นหลังของฮุ่ยจวินที่ยืนตระหง่านอยู่ แม้จะเผชิญหน้ากับอันตรายแม้จะเผชิญกับขุนเขาที่สูงใหญ่กว่าก็ตาม แต่ชายหนุ่มผู้นี้กลับยังนิ่งสงบแลรักษาความเยือกเย็นเอาไว้ได้ยิ่งมันได้มองชายหนุ่ม ก็ราวกับได้เห็นเงาร่างของคนผู้หนึ่งก็ปาน
“หนีไป นี่ไม่ใช่เรื่องของเจ้า อีกทั้งพวกข้าก็สังหารพวกพ้องของเจ้าไปหลายผู้พวกข้าไม่ควรค่าพอต่อน้ำใจของเจ้าในครั้งนี้"
เมื่อได้ช่วยแล้วย่อมต้องช่วยให้ถึงที่สุดนี่คือปณิธานที่ฮุ่ยจวินยึดถือมาโดยตลอด ประการสำคัญคนที่อยู่เบื้องหลังมิได้มีพื้นเพทางจิตใจที่ชั่วช้าแต่อย่างใดเช่นนั้นจึงไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะไม่ช่วย
ฮุ่ยจวินยังคงยืนหยัดขวางอยู่เบื้องหน้าของบุรุษเจ้าสำอางตอนแรกบุรุษเจ้าสำอางยังนึกขำขัน แต่พอได้เห็นสีหน้าท่าทางของมดปลวกตรงหน้า มดปลวกที่ยืนด้วยท่าทีโอหังแลอวดโอ่ต่อหน้ามันเมื่อเป็นเช่นนี้โทสะจึงเริ่มผลิบานขึ้นในใจ
“เป็นเพียงมดปลวก อย่าได้สะเออะมาเทียบรัศมีพยัคฆ์อย่างข้าไสหัวไป!”
เสียงขู่ดังก้องพร้อมกับหลังมือที่ฟาดออกหลังมือนี้เพียงเจือไปด้วยพลังธรรมชาติเจ็ดส่วน แต่แค่เจ็ดส่วนก็เพียงพอให้มดปลวกที่มีแค่ลมปราณสามัญใบหน้าบี้แบนแหลกเละได้
บุรุษเจ้าสำอางคิดมอบบทเรียนแก่มดปลวกที่สะเออะมาท้าทายมัน!
ทว่ามดปลวกตัวนี้กลับไม่ธรรมดา เพราะมดปลวกตัวที่ว่าเป็นมดปลวกที่มีปีกโดดเด่นกว่าใคร
หลังมือที่มุ่งมาถูกหมัดทะลวงนภาชกสวนออกไปเสียงเปรี้ยงจึงสนั่นไหว พร้อมกับท่อนแขนของบุรุษเจ้าสำอางที่สะท้านขึ้นจนกระดูกแทบแหลกละเอียด!
บุรุษเจ้าสำอางเบิกตา หากมันไม่เร่งเร้าพลังญาณจนเต็มสิบส่วนแผ่สยายออกมากระดูกท่อนแขนของมันก็คงได้แหลกละเอียดจริงๆ!
เปรี้ยง
ร่างของฮุ่ยจวินถลาถอยคืนกลับหลังถึงเจ็ดก้าวหมัดของมันชาด้านสะท้านถึงหัวไหล่ เพียงหนึ่งการปะทะเมื่อครู่ก็ทำให้มันรับทราบได้ทันทีว่าบุรุษเจ้าสำอางผู้นี้ไม่ธรรมดาการจะต่อสู้ชิงชัยในเวลาอันสั้นคงเป็นไปได้ยาก และการจะชิงเอายาถอนพิษมาคงมิง่าย มิน่าบุรุษชรานามชิงหวงผู้นั้นจึงยอมรับข้อเสนออันเสียเปรียบ
ส่วนบุรุษเจ้าสำอางเพียงถอยกลับหนึ่งก้าวภายนอกยังคงรักษาท่าทีที่นิ่งสงบ แต่ภายในกลับนึกตื่นตระหนกและประเมินฮุ่ยจวินใหม่พลังลมปราณสามัญของมันเมื่อครู่ช่างลึกล้ำแลร้ายกาจนัก นั่นคือพลังลมปราณใดกัน ดูเหมือนตัวปัญหาจะมิได้มีแค่บุรุษชราชิงหวงแล้ว!
เมื่อคิดดังนี้ท่าทีของบุรุษเจ้าสำอางก็เปลี่ยนไปมันประเมินดูชิงหวงแล้ว หลังจากที่บุรุษชรารับหนึ่งฝ่ามือของตน มันก็ดูมิได้น่ากลัวหรือเป็นอันตรายดั่งแรกเริ่มเช่นนั้นบุรุษเจ้าสำอางมันจึงเบนเป้ามาที่ตัวอันตรายที่เป็นปริศนาคนใหม่
“ในเมื่อเจ้าอยากแส่หาเรื่องข้าก็จะไม่ขัด”
ชิงหวงรีบยื่นมือคว้าไหล่ของฮุ่ยจวินคิดห้ามปรามเป็นฮุ่ยจวินที่ส่ายศีรษะแล้วกล่าวว่า
“ถือเสียว่าเป็นการตอบแทนที่ท่านช่วยเหลือข้าก่อนหน้าจนท่านถูกพิษเสียเอง"
บุรุบชราชิงหวงซาบซึ้งใจ
“ข้ากล่าวไม่มีผิด เจ้านั้นไม่เหมือนคนอื่นคนแบบเจ้าจึงไม่สมควรที่จะจากโลกนี้เร็วจนเกินไป"
ฮุ่ยจวินไม่สนคำทัดทาน มันเพียงจ้องมองไปยังนัยน์ตาของบุรุษเจ้าสำอาง
“หวังว่าท่านจะรักษาคำพูด ท่านคงไม่ยอมเสียเกียรติถูกครหาว่าเป็นสุนัขไร้สัจจะต่อหน้าผู้คนมากมายเหล่านี้”
เป้าหมายของบุรุษเจ้าสำอางมีเพียงชิงหวงเหล่าผู้ฝึกญาณเดนตายที่ไร้ที่พึ่งพิงย่อมไม่อยู่ในสายตา มันจึงไม่คิดที่จะเสียสัจจะแลเกียรติอยู่แล้วเพียงแต่ไม่คิดว่าตัวตนอันร้ายกาจที่ยากจัดการ วันนี้มันกลับมาเสียเปรียบเพราะพวกเดนตายกลุ่มหนึ่งบุรุษเจ้าสำอางจึงได้แต่กระหยิ่มยิ้มย่องในใจ
“คนที่ต้องการทำตัวสูงส่งแลเห็นอกเห็นใจผู้อื่นมักโง่งมบิดากล่าวไว้ไม่มีผิด”
ไม่มีเวลามารอคำตอบจากฝ่ายตรงข้ามมากความฮุ่ยจวินได้กล่าวย้ำขึ้นอีกรอบ
“อีกสองฝ่ามือ ข้าขอรับไว้เอง"
โดยมิชักช้า บุรุษเจ้าสำอางกลัวว่าฮุ่ยจวินจะเปลี่ยนใจมันจึงลงมืออย่างไร้ปราณีทันทีฝ่ามือที่แผ่พุ่งพลังญาณเต็มสิบส่วนฟาดเข้าใส่แผ่นอกของฮุ่ยจวินอย่างถนัดถนี่ นำพาเสียงดังลั่นไปทั่วลำน้ำพร้อมโลหิตที่พ่นออกเป็นฟูฝอยพร่าพรมยังผืนปฐพี ร่างของชายหนุ่มหมุนเคว้งหลายตลบ ผืนดินที่มันเหยียบถูกเสียดสีตามการกลิ้งไปของร่างจนปรากฏเป็นร่องทางยาวและมีน้ำผุดแทรกขึ้นมา
ฮุ่ยจวินที่ว่าร่างกายทรหดยังนอนจมกองโลหิตซึ่งกระอักออกมาไม่รู้ต่อกี่รอบไม่มีทีท่าว่าจะลุกยืนขึ้นมาได้!
ชิงหวงเบิกตาคิดคืบคลานเข้าไปตรวจดูอาการของชายหนุ่มทว่าฮุ่ยจวินที่เหมือนคนตายเต็มทีกลับยังคงฝืนตะเกียกตะกายลุกยืนขึ้นมาอีกหน แต่กว่าจะลุกยืนขึ้นได้มันต้องล้มใส่ต้นไม้ไปแล้วหลายต้น
“เหลือ อีก หนึ่ง"
เป็นอีกครั้งที่บุรุษเจ้าสำอางถึงกับตื่นตระหนกปกติแล้วร่างกายของผู้ที่เพียงฝึกลมปราณสามัญมิอาจแข็งแกร่งได้ถึงเพียงนี้ แต่นี่รับพลังโจมตีของมันไปเต็มๆเหตุไฉนมันจึงยังยืนหยัดอยู่ได้!
ชิงหวงได้แต่ยกมือห้าม
“พอได้แล้ว หากถูกอีกหนึ่งฝ่ามือร่างได้แตกดับแน่"
แต่ฮุ่ยจวินหาได้ฟังคำดังกล่าวไม่ มันแม้เจ็บปวดเจียนตายแต่มีความรู้สึกบางอย่างบอกมันว่า ร่างกายของมันยังคงรับการโจมตีเมื่อครู่ได้ไหว ไม่รู้ว่าความรู้สึกดังกล่าวเป็นความเพ้อฝันแต่อย่างใดแต่มันก็ยังคงเชื่ออย่างนั้น สองเท้าที่โซซัดโซเซจึงเดินเข้าหาบุรุษเจ้าสำอางอย่างไม่เกรงกลัวนัยน์ตาของมันตอนนี้มีแต่ความเด็ดเดี่ยวฉายชัดถึงความต้องการที่จะช่วยเหลือชีวิตของทุกคนที่ถูกพิษร้าย
เหล่าผู้ฝึกญาณเดนตายต่างจ้องมองแผ่นหลังของฮุ่ยจวินด้วยความสับสนชายหนุ่มคือหนึ่งในกลุ่มคนที่พวกตนเคยเข่นฆ่า แต่ไฉนมันถึงออกหน้าช่วยเหลือพวกตนด้วยไมตรีเช่นนี้พวกตนก็ไม่มีสิ่งมีค่าใดให้มันฉกฉวย การช่วยครั้งนี้จึงมิได้ช่วยเพื่อหวังสิ่งตอบแทนอย่างแน่นอน
พอเห็นเช่นนี้เหล่าผู้ฝึกญาณเดนตายก็ต่างพากันรู้สึกผิดต่อฮุ่ยจวินพวกมันถูกคนรุ่นก่อนทิ้งปมความแค้น ทำให้คนรุ่นใหม่อย่างพวกมันต้องมาทวงคืนความแค้นแต่การแก้แค้นกันไปมาใช่สิ่งที่ถูกต้องหรือไม่ หากถูกต้องเหตุไฉนภาพจึงปรากฏออกมาเช่นนี้คนที่สมควรจะเป็นศัตรูกลับปกป้องพวกตนด้วยชีวิต แต่คนที่สมควรจะเป็นมิตร คนที่อยู่ในมหาวิถีเดียวกันกลับใช้พวกตนเป็นเพียงตัวล่อเพื่อให้ได้ซึ่งพลังอำนาจที่ต้องการ
ความเจ็บปวดยังไม่เทียบเท่าความรู้สึกผิดและความสะท้อนใจในตอนนี้เหล่าผู้ฝึกญาณเดนตายทุกผู้จึงมีน้ำตาไหลริน นี่เป็นครั้งแรกที่พวกมันรู้สึกได้ถึงคุณค่าในชีวิตบุรุษหนุ่มไร้นามผู้นั้นคงจะเป็นคนเดียวในปฐพีนี้ที่เห็นคุณค่าในชีวิตของพวกมัน
“พอได้แล้ว"
“หยุดเถอะ แค่นี้พวกข้าก็ไม่สามารถทดแทนบุญคุณของท่านได้แล้ว”
“หากคนประเสริฐเช่นท่านต้องตกตายในน้ำมือของคนเห็นแก่ตัวให้พวกข้าที่เป็นมารเดนตายตกตายยังจะประเสริฐกว่า"
“พวกข้าจะรับความตายไว้เอง”
“ท่านได้โปรดหนีไป"
เห็นเหล่าผู้ฝึกญาณเดนตายต่างร่ำไห้เสียใจและคิดตกตายแทนบุรุษหนุ่มที่เคยอยู่ฝ่ายศัตรูชิงหวงถึงกับนิ่งอึ้งกล่าวไม่ออก ความแค้นอันลึกล้ำของเหล่าผู้ฝึกญาณเดนตายที่มิว่าจะลบอย่างไรก็ลบไม่ออกวันนี้กลับกำลังถูกลบล้างด้วยบุรุษหนุ่มไร้นามผู้นี้
ชิงหวงมองเงาหลังของฮุ่ยจวินอีกรอบ ในใจของมันก็ได้แต่ครุ่นคิดว่าหรือคนผู้นี้จะเปลี่ยนแปลงโลกด้วยคุณธรรมค้ำจุนแผ่ไพศาล
บางทีผืนปฐพีแห่งนี้ก็มิได้ต้องการเจ้าแห่งปฐพีที่ยิ่งใหญ่ปกครองคนด้วยความกลัวแต่โลกแห่งนี้ต้องการเจ้าแห่งปฐพีที่ปกครองคนด้วยความรักความเมตตาต่างหาก