“ท่านลุงต้ามั่ว ในเมื่อคนผู้นั้นพูดว่าต่อให้เพิ่มแค่สิบเหรียญทอง เขาก็จะไม่เพิ่มราคาอีก ข้ามีอีกสิบเหรียญทองพอดี สมควรเกทับคนผู้นั้นได้กระมัง” อวิ๋นโม่ส่งเหรียญทองทั้งสิบเหรียญให้อวิ๋นต้ามั่ว
“หนึ่งพันเจ็ดร้อยเหรียญทองครั้งที่สอง” ผู้เฒ่ากัวประกาศราคาต่อไป
อวิ๋นต้ามั่วเห็นเหรียญทองในมือของอวิ๋นโม่ก็ตื่นเต้นจนลุกพรวด มองเด็กหนุ่มด้วยสายตาเหลือเชื่อ แม้เงินสิบเหรียญทองจะไม่ใช่จำนวนมากมายอะไร แต่สำหรับอวิ๋นต้ามั่วในยามนี้ คุณค่าของมันสูงกว่าสิบเหรียญทองมากนัก เขายังคงมองอวิ๋นโม่ด้วยสายตาตกตะลึง จากความเข้าใจเื่ฐานะครอบครัวของอวิ๋นโม่ตามที่รู้มา เงินสิบเหรียญทองนี้เกรงว่าครอบครัวอวิ๋นโม่คงต้องเก็บสะสมมาเนิ่นนานจึงรวบรวมได้
“ใช่แล้ว!” อวิ๋นต้ามั่วพลันเผยสีหน้าโล่งใจ “พอเขาเอาชนะอวิ๋นเลี่ยได้ก็มีคนมากมายส่งของขวัญไปที่บ้านเขา บ้าง้าผูกมิตร บ้างก็้าขอโทษ ดูท่าพวกเขาคงขายสิ่งของเ่าั้จึงได้เงินก้อนนี้มา”
“อวิ๋นโม่ เื่อื่นคงไม่ต้องพูดกันแล้ว แม้จะเป็แค่สิบเหรียญทอง แต่สำหรับข้าแล้วคุณค่าของมันมากมายนัก วันนี้ติดค้างเ้าสิบเหรียญทอง วันหน้าจะต้องตอบแทนอย่างเหมาะสม!” อวิ๋นต้ามั่วไม่ปฏิเสธ แต่ตอบรับอย่างหนักแน่น
“แค่สิบเหรียญทองเท่านั้น ไม่ใช่เื่ใหญ่อะไร ท่านลุงต้ามั่ว รีบเสนอราคาเถอะ!” อวิ๋นโม่ยิ้มตอบ เงินสิบเหรียญทองสำหรับเขาแล้วไม่นับเป็เื่ใหญ่จริงๆ
อวิ๋นต้ามั่วพยักหน้าโดยไม่พูดอะไรอีก ก่อนที่ผู้เฒ่ากัวจะประกาศราคาเป็ครั้งที่สาม เขาก็รีบเสนอราคาหนึ่งพันเจ็ดร้อยสิบเหรียญทองออกไป
“น้องซาง ในเมื่อเ้าเสนอราคาได้เพียงเท่านี้ ข้าก็ขอเพิ่มเพียงสิบเหรียญทอง หากเ้ายังสามารถเพิ่มราคาได้อีก พวกเราค่อยมาแข่งขันกัน” อวิ๋นต้ามั่วหัวเราะตอบด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย
“หึ สู้พี่ต้ามั่วไม่ได้จริงๆ ในเมื่อเป็เช่นนี้ ขวานิญญาเล่มนี้ก็เป็ของท่านแล้ว” คนตระกูลซางผู้นั้นถอนหายใจและไม่เพิ่มราคาอีก
ในที่สุดขวานิญญาจากสำนักศึกษาราชวงศ์จั่วสุยก็ถูกประมูลไปด้วยราคาหนึ่งพันเจ็ดร้อยสิบเหรียญทอง อวิ๋นต้ามั่วดีใจอย่างระงับไว้ไม่อยู่ มือลูบคลำขวานิญญาที่สถานจัดการประมูลส่งมาด้วยมืออันสั่นเทา แสดงให้เห็นว่าในใจตื่นเต้นเพียงใด
“เสี่ยวโม่ ครั้งนี้ต้องขอบใจเ้ามาก” น้ำเสียงที่อวิ๋นต้ามั่วเรียกอวิ๋นโม่เปลี่ยนเป็ใกล้ชิดกว่าเดิม “เ้าเด็กหน้าเหม็น ต่อไปเ้าต้องเรียนรู้จากเสี่ยวโม่ให้มากๆ” เขาหันไปกำชับอวิ๋นเสวียนเซิง
“รู้แล้ว!” อวิ๋นเสวียนเซิงบ่นอุบอิบในลำคอ ขณะหันไปยิ้มขมอย่างไม่รู้จะทำอย่างไรกับอวิ๋นโม่
หลังจากนั้นก็มีของดีออกมาอีกหลายชิ้น ขุมกำลังแต่ละฝ่ายต่างแย่งชิงด้วยความคึกคัก
คนของตระกูลฉิน นอกจากเฝ้าสังเกตการประมูลแล้ว ยังคอยจับตามองห้องอักษรมนุษย์หมายเลขสิบหกด้วย แต่ว่าที่นั่นยังคงไร้เงาคน
“ไม่จำเป็ต้องรีบร้อน หากเ้านั่นมาแล้ว คนของเราต้องรีบมาบอกแน่” ยอดฝีมือระดับก่อจิตของตระกูลฉินปลอบใจฉินเหอหลิน
“คาดว่าสหายบางท่านคงแทบทนรอไม่ไหวแล้ว ดังนั้นพวกเราตัดสินใจนำของที่ทุกท่านเฝ้ารอมากที่สุดออกมาประมูลก่อน!” ผู้เฒ่ากัวเอ่ยขึ้นมากะทันหัน
ประโยคนี้ดึงดูดความสนใจของผู้คนทั้งห้องโถง ทุกคนรับรู้ว่าสินค้าที่สำคัญที่สุดในการประมูลครั้งนี้กำลังจะออกมาแล้ว!
“หึ ดูท่าเ้านั่นคงจะกลัวจริงๆ ไม่กล้ามาแล้ว” ฉินเหอหลินกล่าวด้วยน้ำเสียงเ็า
ขณะเดียวกันที่ทางเข้าออกบริเวณที่นั่งธรรมดา เด็กขายตั๋วคนนั้นก็มองไปยังห้องอักษรมนุษย์หมายเลขสิบหก
“หึๆ ตอนนั้นผู้ดูแลหลู่ยังตำหนิข้าด้วยน้ำเสียงสูงส่ง สุดท้ายเขาก็มองพลาดไป ข้าว่าแล้วไหมเล่า แค่เด็กหนุ่มระดับเสริมกำลังผู้หนึ่งจะมีความสามารถมาร่วมประมูลถุงเฉียนคุนได้อย่างไร ตอนนี้เป็อย่างไรล่ะ อย่าว่าแต่ประมูลถุงเฉียนคุน แม้แต่มาก็ยังไม่กล้ามาด้วยซ้ำ” เด็กขายตั๋วส่ายศีรษะด้วยสีหน้าลำพอง มันเห็นว่าสายตาของผู้จัดการหลู่ ยังสู้ตนเองไม่ได้
“ซี้ด!” อวิ๋นโม่รีบกุมท้องขมวดคิ้วในทันใด
“เป็อะไรไป” อวิ๋นเสวียนเซิงสังเกตเห็นว่าอวิ๋นโม่ไม่ปกติ
“ไอ้หยา อยู่ๆ ก็รู้สึกไม่สบายท้อง ข้าจะไปปลดทุกข์สักหน่อย” อวิ๋นโม่ตอบพลันหมุนตัวเดินจากไป
“รีบกลับมาให้เร็วหน่อยล่ะ การแย่งชิงถุงเฉียนคุนจะต้องยอดเยี่ยมมากแน่!” อวิ๋นต้ามั่วะโมาจากด้านหลัง
อวิ๋นโม่พยักหน้าก่อนพุ่งออกไปจากห้องส่วนตัว พอออกมาแล้วก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก จากนั้นรีบเดินไปยังห้องส่วนตัวของตน หลังใช้ญาณหยั่งรู้ตรวจสอบแล้วไม่พบใครก็รีบใช้ตั๋วปลดผนึกวงแหวนเวทย์เล็กๆ ของห้องส่วนตัวแล้วเปิดประตูเข้าไปในห้อง อวิ๋นโม่ใช้ความเร็วสูงสุดสวมเสื้อคลุมใส่หน้ากาก แล้วนั่งลงข้างหน้าต่างพร้อมเลิกม่านขึ้น
“ไม่ต้องคิดมากแล้ว เ้าเด็กนั่นจะต้องไม่กล้า…” ยอดฝีมือระดับก่อจิตตระกูลฉินที่กำลังพูดปลอบใจฉินเหอหลินพลันเบิกตาโต
ฉินเหอหลินเห็นความผิดปกติก็รู้แล้วว่าต้องเกิดอะไรขึ้น ทันทีที่หันไปดูห้องส่วนตัวหมายเลขสิบหกก็ต้องปากอ้าตาค้าง
“นี่จะเป็ไปได้อย่างไร เ้าบ้านั่นเข้ามาแล้ว! ทำไมถึงไม่มีใครบอกพวกเรา” หลังจากประหลาดใจ ฉินเหอหลินก็แสดงสีหน้าขุ่นเคือง เมื่อเห็นหน้ากากนี้ เขาก็ยิ่งโกรธจนทนไม่ไหวเพราะนึกถึงเื่ในวันนั้นขึ้นมา
ณ ทางเข้าออกที่นั่งธรรมดา เด็กขายตั๋วยังคงโคลงศีรษะ ดูถูกความสามารถของผู้ดูแลหลู่ที่สู้ตนเองไม่ได้ ทันใดนั้นมันก็ต้องเบิกตาโต มองไปยังห้องส่วนตัวหมายเลขสิบหกราวกับเห็นผี
“นี่จะเป็ไปได้อย่างไร เป็ไปไม่ได้! ตระกูลฉินล้อมบริเวณนี้เอาไว้ทั้งหมดแล้ว เ้านั่นจะกล้าเข้ามาได้อย่างไร เขาเข้ามาได้อย่างไร” เด็กขายตั๋วกำหมัด พลันรู้สึกว่าความคิดก่อนหน้านี้ของตัวเองน่าขันเพียงใด
“ไม่ถูกต้อง ต่อให้เขาเข้ามาแล้วก็ไม่ได้ถือว่าเขามีความสามารถในการแย่งชิงถุงเฉียนคุน” เด็กขายตั๋วยังคงไม่เชื่อว่าสายตาของผู้ดูแลหลู่ดีกว่าตัวเอง ขอเพียงอวิ๋นโม่ยังไม่ได้เข้าร่วมการประมูล ก็ยังไม่อาจระบุได้อย่างชัดเจนว่ามันแพ้
แม้เด็กขายตั๋วจะไม่ยอมรับ แต่ในใจของมันรู้ชัดว่าตนแพ้แล้ว ก่อนหน้านี้ชายสวมหน้ากากเก็บตัวมาตลอด ตอนนี้พอถุงเฉียนคุนปรากฏ เขาก็แสดงตัวทันที แสดงว่าจะต้องเข้าร่วมการแย่งชิงถุงเฉียนคุนแน่นอน
“บัดซบ! ผู้คุ้มกันตระกูลฉิน ทั้งหมดล้วนเป็อาจม!” ฉินเหอหลินด่าทอ
“ไม่” ผู้ฝึกยุทธ์ระดับก่อจิตตระกูลฉินส่ายหน้า “ต่อให้เป็ผู้ฝึกยุทธ์ระดับก่อจิตก็ยังไม่อาจรอดพ้นสายตาของพวกมัน เ้าเด็กนั่นปรากฏตัวแล้ว แต่ผู้คุ้มกันไม่ได้มาแจ้งข่าว เช่นนั้นก็เป็ไปได้เพียงอย่างเดียว ก่อนหน้านี้มันเข้างานประมูลมาั้แ่แรกแล้ว!”
“หรือจะบอกว่ามันซื้อตั๋วห้องส่วนตัวสองใบ แต่มันจะทำเช่นนี้เพื่ออะไร” ฉินเหอหลินขมวดคิ้วถาม
“มันไม่ได้ซื้อตั๋วสองใบ ข้าคิดว่ามันจะต้องเข้ามาพร้อมผู้อื่น!” ไม่อาจปฏิเสธว่าผู้ฝึกยุทธ์ระดับก่อจิตของตระกูลฉินผู้นี้ฉลาดปราดเปรื่อง เพียงครู่เดียวก็สามารถคาดเดาความจริงที่เกิดขึ้นได้แล้ว
“ที่แท้ก็เป็เช่นนี้! ถ้าอย่างนั้นใครกันที่พามันเข้ามา”
“ล้วนไม่สำคัญ พวกเราเพียงจับตาดูมันเอาไว้ก็พอ รอให้มันออกจากห้องส่วนตัว พวกเราก็ติดตามไป ในเมื่อปรากฏตัวแล้วก็อย่าคิดว่าจะสามารถถอนตัวไปได้อย่างปลอดภัย!”
“ข้าจะส่งคนไปดักรอด้านนอกห้องส่วนตัวของมัน!” ฉินเหอหลินเอ่ยรับ พูดแล้วก็คิดจะเดินออกไปเรียกคน
“ช้าก่อน!” ผู้ฝึกยุทธ์ระดับก่อจิตรั้งฉินเหอหลินเอาไว้ “คนของฝ่ายจัดงานประมูลอาจตรวจสอบอยู่ตลอดเวลา พวกเขาต้องไม่ยอมให้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นแน่ ตอนนี้พวกเราแค่จับตาดูมันก็พอแล้ว ไม่จำเป็ต้องผิดใจกับสถานจัดงานประมูล รอให้มันไปจากห้องส่วนตัว พวกเราก็รีบติดตามไป จัดการมันด้านนอกโรงประมูล!”
โถงประมูลเป็ห้องรูปครึ่งวงกลม ห้องส่วนตัวของฉินเหอหลินสามารถมองเห็นห้องส่วนตัวหมายเลขสิบหกได้พอดี เช่นนี้จึงสามารถจับตาดูชายสวมหน้ากากได้อย่างสะดวก
อวิ๋นโม่รู้ทันความคิดของคนตระกูลฉิน แต่เขาไม่สนใจแม้แต่น้อย คนเหล่านี้คิดจะจับตัวเขา ฝีมือยังนับว่าห่างไกล
“ข้าคิดว่าทุกคนคงเดาออกว่าสินค้าประมูลชิ้นถัดไปก็คือ… ถุงเฉียนคุน!”
ถุงที่มีลักษณะเหมือนถุงธรรมดาใบหนึ่งปรากฏขึ้นบนเวทีประมูล แต่ว่าถุงที่ดูคล้ายจะธรรมดาใบนี้กลับทำให้อุณหภูมิในงานประมูลพุ่งสูง แม้แต่ยอดฝีมือระดับก่อจิตยังยากจะปกปิดความร้อนระอุในดวงตา
“ถุงเฉียนคุนใบนี้มีขนาดเท่าห้องว่างห้องหนึ่ง ข้อดีของมันทุกคนต่างก็รู้อยู่แล้ว ข้าจะไม่พูดมากอีก ราคาต่ำสุดของถุงเฉียนคุนอยู่ที่ห้าพันเหรียญทอง การเพิ่มราคาทุกครั้งจะต้องไม่น้อยกว่าหนึ่งพันเหรียญทอง!”
“ถุงเฉียนคุน” สามคำนี้แสดงถึงคุณค่าของตัวมันเองแล้ว ไม่จำเป็ต้องพูดให้มากความก็สามารถกระตุ้นให้ผู้คนคลุ้มคลั่ง
ห้าพันเหรียญทองที่เป็ราคาต่ำสุดยังสูงกว่าราคาประมูลสำเร็จของสินค้าก่อนหน้านี้ไปไกลลิบ ยิ่งกว่านั้นยังไม่มีใครคิดว่าราคาเปิดประมูลสูงเกินไป เพราะว่านี่คือถุงเฉียนคุน มันสมควรมีราคาเช่นนี้!
“หกพันเหรียญทอง!” ใครบางคนเสนอราคา ทุกครั้งที่จะเพิ่มราคาต้องเพิ่มหนึ่งพันเหรียญทอง เรียกได้ว่าคลุ้มคลั่งแล้ว แต่ทุกคนล้วนเข้าใจดีว่าหกพันเหรียญทองก็ยังห่างจากราคาประมูลสุดท้ายของถุงเฉียนคุนอีกไกลมาก
ราคาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนเกือบจะถึงหนึ่งหมื่นเหรียญทอง
“บ้าเกินไปแล้ว เกือบจะหนึ่งหมื่นเหรียญทองแล้ว หนึ่งหมื่นเหรียญทองเชียวนะ! ท่านพ่อ ท่านว่าจะต้องเก็บเงินนานเท่าไรจึงจะได้เงินมากเพียงนั้น” อวิ๋นเสวียนเซิงพึมพำ
อวิ๋นต้ามั่วส่ายศีรษะ “แค่หนึ่งพันกว่าเหรียญทองข้ายังต้องสะสมมาหลายปี หนึ่งหมื่นเหรียญทอง ข้าไม่กล้าคิดจริงๆ”
“อวิ๋นโม่ทำไมยังไม่กลับมาอีก เขากำลังจะพลาด่ที่น่าสนใจที่สุดแล้ว” อวิ๋นเสวียนเซิงมองนอกประตู
“ไม่เท่าไรหรอก พวกที่เสนอราคาตอนนี้เป็แค่ขุมกำลังขนาดกลางเท่านั้น สามตระกูลใหญ่ยังไม่เอ่ยวาจา ขุมกำลังระดับกลางเหล่านี้ยังคิดจะอ้าปาก ร้องะโไปก็เท่านั้น สุดท้ายแล้วถุงเฉียนคุนใบนี้ย่อมต้องตกอยู่ในมือของสามตระกูลใหญ่”
ราคาพุ่งขึ้นไปถึงหนึ่งหมื่นห้าพันเหรียญทองอย่างรวดเร็ว พวกขุมกำลังขนาดเล็กไม่กล้าเสนอราคาแล้ว ได้แต่ส่ายศีรษะยิ้มอย่างจนใจ ด้วยความสามารถของพวกเขายังไม่เพียงพอที่จะแข่งประมูลถุงเฉียนคุน ตอนนี้พวกที่ยังสามารถเสนอราคาได้ต่างก็เป็ขุมกำลังขนาดกลางที่อ่อนแอกว่าสามตระกูลใหญ่
“เอาล่ะ พวกเ้าคงสนุกสนานกันพอสมควรแล้ว ในเมื่อเป็เช่นนี้ก็ถอยไปเสียเถอะ สองหมื่นเหรียญทอง!”
………………………………………