วันนี้จะเป็วันที่ท่านพ่อกู่จะมาฟังคำตอบจากลูกชายเพราะหากว่าลูกชายไม่เห็นด้วยตามข้อเสนอ ท่านคงต้องทำตามคำพูดที่ได้ให้เอาไว้ั้แ่แรกเดิมทีตั้งใจว่าจะเข้าไปเจรจากับลูกสะใภ้สี่แต่ั้แ่เกิดเื่ก็ไม่มีโอกาสได้เห็นหน้าลูกสะใภ้อีกเลย ทำให้วัยกลางคนอย่างท่านพอจะเดาได้ว่าครั้งนี้ลูกชายคนเล็กคงเอาจริงอย่างแน่นอน
“ผมยังยืนยันคำตอบเดิมครับคือให้ภรรยาของผมอยู่บ้านไม่ให้เธอออกไปทำงานที่ทุ่งนาอีกต่อไป”กู่เซียวจ้านยืนยันคำตอบของเขาเสียงหนักแน่น
“อืม ในเมื่อลูกตัดสินใจแบบนั้นแล้วพ่อก็คงทำอะไรมากไม่ได้แต่ครั้นจะยอมให้เมียของลูกอยู่บ้านเฉยๆกินแรงพี่น้องคนอื่นพ่อกับแม่ก็คงจะทำแบบนั้นไม่ได้เช่นกัน ลำพังเงินเดือนของลูก 5หยวน คงสู้เงินเดือนที่พี่ชายรองของลูกส่งมาไม่ได้เพราะทางนั้นเขาส่งมาเดือนละ 12 หยวนไม่ขาดแม้สักเดือนเดียว”พ่อเฒ่ากู่พูดขึ้น ทุกอย่างที่เขาพูดล้วนแต่เป็เื่จริง
“ผมทราบครับ แต่ที่ผ่านมาผมก็ทำงานสองทางมาตลอดนี่ครับทั้งทำงานเป็คณะกรรมการ แล้วก็ทำงานที่ทุ่งนาแลกแต้มค่าแรงด้วย”กู่เซียวจ้านพูดขึ้นเหตุผลทุกอย่างที่หยิบยกขึ้นมาคิดว่าสมเหตุสมผลดีแล้วจึงเสนออกไปส่วนคนทางบ้านจะคิดเห็นเช่นไรเขาก็พร้อมน้อมรับคำตัดสิน
“เซียวจ้าน ทำไมลูกถึงเปลี่ยนไปชั่วข้ามคืนแบบนี้เกิดอะไรขึ้นกับลูกกันแน่” ท่านแม่กู่พูดกับลูกชายด้วยน้ำเสียงตัดพ้อ เื่ที่ลูกชายของท่านเปลี่ยนไปไม่เหมือนกับกู่เซียวจ้านคนเดิม
‘เพราะทุกคนใจร้ายกับภรรยาของผมก่อน’ กู่เซียวจ้านได้แต่ตอบผู้เป็แม่อยู่ในใจไม่กล้าที่พูดออกไปด้วยกลัวว่าจะเป็การไม่รักษาน้ำใจกันมากจนเกิดไป
“หากลูกคิดว่าตัวเองคิดดีแล้ว พ่อก็คงต้องทำตามที่เคยรับปากเอาไว้ต่อไปนี้ครอบครัวของเซียวจ้าน จะไม่ได้เกี่ยวข้องกับบ้านใหญ่อีกส่วนข้าวสารและแป้งพ่อจะให้แม่ของลูกแบ่งให้อย่างยุติธรรมมากที่สุดเนื่องจากว่าที่ผ่านมาสะใภ้สี่ก็ช่วยทำงานด้วยเช่นกัน” ท่านพ่อกู่สรุปขึ้น“จัดการต่อด้วยก็แล้วกัน” จากนั้นก็หันหน้าไปสั่งภรรยา
ท่านแม่กู่รับคำสั่งมาทั้งๆที่ดวงตายังคงแดงก่ำ มีบ้านไหนบ้างที่แยกครัวกันแม้ว่าลูกชายจะไม่ได้แยกบ้านจากไปไหนแต่เมื่อคิดว่าต่อไปนี้จะไม่ได้กินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตาพี่น้อง ก็ทำให้ท่านอดที่จะะเืใจไม่ได้
“คุณจะไม่พูดอะไรหน่อยหรือคะ” พี่สะใภ้ใหญ่สะกิดแขนสามีเนื่องจากว่าเธอก็้าที่จะแยกบ้านจากบ้านใหญ่เช่นกันแม้ว่าเธอและสามีจะไม่มีเงินเดือนเหมือนพี่น้องคนอื่นๆ แต่สามีของเธอหากินเก่งหลังจากเลิกงานเขามักจะไปหาปลา หรือไม่ก็ใส่กับดักในทุกๆ เช้าเพื่อเลี้ยงปากท้องคนในบ้านหากลดกำลังอาหารได้ ก็สามารถเอาปลาไปขายให้กับชาวบ้านได้เหมือนกัน คนขยันไม่มีวันอดตาย
“คุณเลิกคิดเื่นั้นไปได้เลย แค่นี้ก็วุ่นวายมากพออยู่แล้ว”พี่ชายใหญ่สั่งภรรยาให้เงียบ ได้แต่ถอนหายใจ พร้อมทั้งยอมรับการตัดสินใจของน้องชายด้วยรู้ดีว่าน้องสะใภ้ถูกกดขี่ข่มเหงอย่างไรบ้าง เขาก็เหมือนน้ำท่วมปากพูดมากก็ไม่ได้เพราะหนึ่งในนั้นมีภรรยาร่วมกระบวนการด้วย
“หึ่ย” พี่สะใภ้ใหญ่ได้แต่ฮึดอัดในทีที่ไม่สามารถทำอะไรได้เนื่องจากว่าสามีไม่เห็นพ้องต้องกันตามเธอไปด้วยความหวังที่จะเป็คนจัดการเงินเองจึงจบไป
ทางด้านพี่สะใภ้รองได้แต่นั่งเงียบทั้งๆ ที่ใจในเธอร้อนดั่งไฟต่อไปนี้ก็จะไม่มีเงินของน้องสี่มาช่วยจุนเจือครอบครัวแล้วนั่นแสดงว่าเงินทุกเหมาที่สามีของเธอหามาแสนยากลำบากทุกคนต่างก็รุมทึ้งแย่งกันใช้อย่างนั้นหรือ?แล้วแบบนี้แม่สามีจะมีเงินก้นถุงเหลือพอที่จะเป็เงินสำหรับสู่ขอคู่ครองให้กับลูกชายทั้งสองคนของเธอหรือเปล่าล่ะ
“แล้วเื่เงินขวัญถุงละคะ คุณแม่จะจัดการยังไง? หวังว่าคุณแม่คงไม่ลืมลูกชายของฉันทั้งสองคนหรอกนะคะเงินที่สามีของฉันทำงานเอาชีวิตไปเสี่ยงเป็เสี่ยงตายเพื่อแลกมันมาบอกตามตรงว่าฉันคงทำใจให้คนอื่นมาชุบมือเปิบไปไม่ได้”สะใภ้รองพูดพร้อมทั้งเชิดหน้าขึ้น หากพูดถึงสามีเธอมักจะภูมิใจในตัวของเขาอยู่เสมอที่อุตส่าห์เสียสละชีวิตส่วนตัว เพื่อคนในครอบครัวเธออยากจะให้สามีได้มาเห็นกับตาเสียจริง น้องชายที่เขาภูมิใจนักหนา ในตอนนี้กำลังจะตัดช่องน้อยแต่พอตัวเพื่อไปเสวยสุขกับภรรยาขี้โรคเพียงแค่สองคน
“พี่สะใภ้รองพูดแบบนี้ก็ไม่ถูกนะครับแม้ว่าพี่รองจะเป็คนส่งเงินมาให้ที่บ้าน แต่พี่ก็อย่าลืมว่าพี่และเด็กๆ ก็ต้องกินข้าวอีกอย่างหากจะว่ากันตามความเป็จริงแล้ว ผมและภรรยาแทบจะไม่ได้ใช้เงินเลยด้วยซ้ำเพราะเงินส่วนใหญ่ใช้สำหรับส่งเสียเด็กๆ เรียนมากกว่า"กู่เซียวจ้านไม่อยากจะดึงหลานๆ เข้ามาเกี่ยวข้องแต่เขาและภรรยาถูกมองว่าเป็พวกฉวยโอกาส เขาก็คงจะยอมไม่ได้เช่นกัน ทั้งๆ ที่เขาและภรรยาเป็ฝ่ายเสียเปรียบแท้ๆ
“นี่…” พี่สะใภ้รองได้แต่อ้าปากค้างไม่คิดว่าน้องชายสามีจะกล้าพูดแบบนี้ต่อหน้าทุกคน เขาเป็คนไม่ค่อยพูด วันๆ ทำแต่งานจนไม่รู้ว่าภรรยาถูกจิกหัวใช้เื่ทั้งหมดจะโทษใครได้ หากไม่โทษที่ตัวของน้องชายสี่ไม่มีปัญญาดูแลเมียขี้ขลาดของเขาได้
“เอาล่ะพอได้แล้ว พวกแกอยากจะเห็นพ่อกับแม่ช้ำใจตายหรือยังไงกันนะนี่ขนาดฉันยังไม่ตายพวกแกก็ทะเลาะกันแล้วแล้วถ้าหากว่าไม่มีพ่อกับแม่แล้วจะไม่ฆ่าแกงกันเลยหรือ? ลูกสี่แม่รู้ว่าพวกเราอาจจะเคยทำไม่ดีกับสะใภ้สี่บ้างแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าลูกจะพูดจาไม่เคารพพี่น้องของลูกได้นะ” ท่านแม่กู่ตำหนิลูกชายที่เขาพาดพิงถึงหลานชายคนโปรดทั้งสองคน
“…..”กู่เซียวจ้านได้แต่เงียบเพราะรู้ดีว่าเมื่อครู่ที่พูดนั้นเขาพูดแรงไปจริงๆ
“ตอนนี้เงินกองกลางในบ้านมีทั้งหมด 800 หยวนแม่จะแบ่งออกเป็ 5 ส่วนด้วยกัน” ท่านแม่กู่เริ่มแจกแจงทรัพย์สินที่เก็บหอมรอมริบมาทั้งชีวิตซึ่งนับว่าเป็เงินจำนวนที่มากเลยทีเดียว
“ทำไมถึง 5 ส่วนล่ะคะคุณแม่ ไม่ใช่ว่า 4 ส่วนหรอกหรือคะ?” พี่สะใภ้ใหญ่ท้วงขึ้น
“หล่อนจะนั่งสงบปากสงบคำ แล้วฟังฉันพูดจบก่อนไม่ได้หรืออย่างไรพูดจบแล้วหากสงสัยอะไรค่อยถามก็ยังไม่สาย” ท่านแม่กู่ตะคอกลูกสะใภ้ใหญ่ออกไปด้วยอารมณ์ของท่านตอนนี้ไม่ได้อยู่ในโหมดใครที่จะมาพูด หรือทำอะไรขัดใจได้ยิ่งเมื่อได้รู้ว่าเงินที่เฝ้าเพียรเก็บหอมรอบริบมา เพื่อหวังเอาไว้สู่ขอหลานสะใภ้ให้กับหลานชายกำลังจะถูกแบ่งก็ยิ่งรู้สึกปวดใจมากกว่าเดิม
“…..”พี่สะใภ้ใหญ่เมื่อถูกตะคอกก็ได้แต่เม้มริมฝีปากเป็เส้นตรงเพื่อไม่ให้ปากของตัวเองอ้าออก แล้วเปล่งเสียงออกมาไปขัดหูแม่ของสามีอีก
“ที่ต้องบอกว่าแบ่งออกเป็ 5 ส่วน เพราะส่วนแรกคือส่วนของพ่อกับแม่อีกสามส่วนเป็ของพวกลูกๆ ไม่นับรวมลูกสามเพราะเธอได้รับส่วนแบ่งั้แ่เงินสินเดิมแล้ว อีก 1 ส่วนคือของเด็กๆเอาไว้สำหรับศึกษาเล่าเรียน” ท่านแม่กู่แจกแจง ซึ่งทุกคนต่างก็รับได้ตรงส่วนนี้
เมื่อไม่มีใครขัดข้องท่านแม่กู่จึงนับเงิน 160 หยวนให้กับลูกชายคนเล็กด้วยมืออันสั่นเทารู้สึกปวดใจที่ต้องสูญเสียเงินก้อนใหญ่นี้ไปอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว ท่านไม่ได้เตรียมใจสำหรับเื่นี้เอาไว้แม้แต่น้อยเพราะคิดว่าถึงอย่างไร เื่แยกบ้านก็ไม่มีทางเกิดขึ้นกับครอบครัวของท่านอย่างแน่นอน
ลูกสะใภ้ทั้งสองต่างมองเงินด้วยตาเป็มันเกิดมาจนอายุจะ 30 ปีแล้วยังไม่เคยได้จับเงินมากขนาดนั้นมาก่อนเลยด้วยซ้ำทุกคนต่างอิจฉาน้องชายสี่ที่ได้เป็อิสระจากครอบครัว
เมื่อแจกแจงเงินเสร็จแล้วต่อไปก็แจงแจงข้าวและแป้งต่อ ซึ่งกู่เซียวจ้านได้ข้าวสารมาทั้งหมด 50 ชั่ง แป้งหยาบอีก 50 ชั่งซึ่งเหลือเวลาอีกราวๆ ครึ่งปี กว่าที่การปันผลในครั้งแต่ไปจะออกเขาจึงจำเป็ที่จะต้องรัดเข็มขัดให้แ่ากว่าเดิม แต่ก็ไม่คิดหนักใจเท่าไหร่ เพราะถึงอย่างไรอย่างน้อยๆก็ยังมีเงินเดือนอีกเดือนละ 7 หยวนนั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับเขาและภรรยา
“มากขนาดนี้เลยหรือคะ?” เถาฮวาเหลยไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองว่าเงินขวัญถุงที่ทางบ้านของสามีให้มาจะมากถึงเพียงนี้เรียกได้ว่าคนบ้านกู่ก็เป็เศรษฐีย่อมๆ เช่นกันเพราะหากจะว่าไปแล้วบ้านหลังนี้ใช่ว่าจะหลังเล็กๆ เพียงแต่สมาชิกในครอบครัวมีเยอะ จึงทำให้แต่ละครอบครัวมีพื้นที่อย่างจำกัด
“ต่อไปจะมากกว่านี้อีกครับ” กู่เซียวจ้านลูบหัวภรรยาด้วยความเอ็นดูเขาได้มีโอากาสเห็นสีหน้าที่ทั้งโล่งใจ และดีใจของเธอครั้งแรก
สำหรับเถาฮวาเหลยจะไม่ให้ดีใจได้อย่างไรในเมื่อ 3 วันก่อนเพิ่งจะค้นพบเงินสินเดิมที่ติดตัวเธอมา มันมีมากถึง 300 หยวนวันนี้ยังได้รับเงินขวัญถุงจากแม่สามีอีก 160 หยวนไหนจะเงินเดือนของสามีในเดือนนี้อีก 7 หยวนรวมทั้งสิ้นตอนนี้เธอมีเงินติดตัวอยู่ 467 หยวนคงไม่มีใครมีความสุขไปมากกว่านี้อีกแล้ว
“ขอบคุณนะคะ” เถาฮวาเหลยมองหน้าสามีน้ำตาคลอ ไม่คิดว่าเขาจะยอมแตกหักกับครอบครัวเพื่อเลือกข้างมาอยู่ข้างเธอ
“ขอบคุณผมทำไมครับ เป็สิ่งที่ผมควรทำั้แ่แรกอยู่แล้วต่อไปนี้คุณก็ไม่ต้องทำงานให้ใครอีกต่อไปแล้วนะครับแค่อยู่บ้านรอผมกลับจากทำงานก็พอ” กู่เซียวจ้านบอกกับภรรยา
“ค่ะ” เถาฮวาเหลยได้แต่ยิ้มและรับปากสามี ต่อไปเธอจะเป็คนใหม่จะไม่ยอมให้ใครมารังแกได้อีก
“ทำไมคุณถึงไม่แยกบ้านเหมือนน้องสี่บ้างละคะ เงินตั้ง 160 หยวน เป็ฉันใช้ทั้งชาติก็ไม่หมด” พี่สะใภ้ใหญ่โวยวายกับสามีทันทีที่เข้าห้องส่วนตัวมา
“อยู่กับพ่อแม่ก็ดีอยู่แล้ว คุณจะอยากแยกบ้านไปทำไม เงินทองมีได้ก็ใช้หมดได้มีบ้านอยู่ มีข้าวกินอิ่มท้องสิถึงจะดี ให้แม่ดูแลไปน่ะถูกแล้วครับ คุณไม่ต้องหาเหาใส่หัวหรอก”พี่ชายใหญ่ไม่เห็นด้วยกับน้องชายคนเล็ก เห็นชัดๆ ว่ารายได้หลักมาจากบ้านรองแล้วจะแยกบ้านให้ตัวเองลำบากทำไม อย่างน้อยๆ ลูกๆ ของเขาก็ได้เรียนชั้นสูงๆจบออกมาจะได้ไม่ลำบากเหมือนเขา
“มีแต่คนโง่แบบคุณเท่านั้นแหละค่ะที่คิดแบบนั้นคอยดูสิคะถ้าหากปีนี้น้องรองได้กลับบ้านมาสะใภ้รองต้องหาเื่ให้สามีขอแยกบ้านแน่นอน คนเห็นแก่ตัวแบบสะใภ้รอง ไม่มีทางถูกเอาเปรียบได้นานหรอกค่ะ”นี่สินะที่เขาเรียกว่า ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่
“ให้เื่มันเกิดก่อน แล้วคุณค่อยตีโพยตีพายไปก็ยังไม่สายตอนนี้คุณทำใจให้สบายๆไปเถอะครับ” พี่ชายใหญ่ส่ายหน้า พร้อมทั้งล้มตัวลงนอนกลางวันเนื่องจากว่าวันนี้เป็วันหยุดประจำเดือน ชาวบ้านไม่ต้องออกไปทำงานเขาจึงตั้งใจว่าจะนอนพักเอาแรงสักหน่อย เพราะ่เย็นต้องออกไปใส่กับดักปลาที่ทุ่งนาหากไปช้าจะถูกคนอื่นแย่งทำเลดีๆ ไปหมด
พี่สะใภ้ใหญ่ได้แต่ก่นด่าสามีในใจเขาไม่ทุกข์ร้อน หรือเป็เดือนเป็ร้อนเื่อะไรเลย เอาแต่หดหัวอยู่ในกะลา จนไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมของคนอื่นทุกอย่างที่เธอเพียรเฝ้าทำมาต้องมาพังทลายลง เพราะสามีไม่เอาไหนน่าเจ็บใจนักนี่เธอแต่งงานกับคนซื่อบื้อแบบนี้ไปได้ยังไงกัน
วันนี้เป็วันแรกที่บ้านสี่แยกบ้านออกจากบ้านใหญ่อย่างชัดเจน อาการป่วยของเถาฮวาเหลยเกือบจะหายเป็ปกติแล้วเธอจึงตื่นั้แ่เช้าเพื่อที่จะเข้าครัวทำอาหารให้สามี ก่อนที่เขาจะออกไปทำงานแต่ติดตรงที่พี่สะใภ้ใหญ่กำลังใช้ครัวอยู่
“คงต้องรอไปก่อนแล้วล่ะจ้ะน้องสะใภ้สี่ คงไม่คิดที่จะให้คนหมู่มาก ต้องรอเธอทำอาหารไปกินกับสามีแค่สองคนหรอกใช่ไหมจ๊ะ?”ตอนนี้หน้าที่หุงหาอาหารเป็ของพี่สะใภ้ใหญ่เพียงคนเดียวจากเมื่อก่อนงานทั้งหมดจะเป็ของสะใภ้เล็กของบ้าน ส่วนพี่สะใภ้รองนั้นมีหน้าที่ทำความสะอาดบ้านทั้งหมด
“ตามสบายค่ะ” เถาฮวาเหลยพูดจบจึงเดินคอตกเข้าห้องไปแม้ภายในใจจะกังวลว่าจะทำมื้อเช้าให้สามีไม่ทันก็ตาม
"ทำไมถึงตื่นเช้านักล่ะครับ"?" กู่เซียวจ้านได้ยินเสียงเปิดประตูและเมื่อลุกขึ้นมาดู จึงเห็นภรรยานั่งคอตกที่ปลายเตียง
“ฉันว่าจะออกไปทำมื้อเช้าให้คุณน่ะค่ะแต่พี่สะใภ้ใหญ่เธอยังทำไม่เสร็จก็เลยต้องรอไปก่อน ฉันจะนวดแป้งรอ คุณกินเกี๊ยวเป็มื้อเช้าได้หรือเปล่าคะ?”เถาฮวาเหลยเอ่ยถามสามีออกไป หากจะรอหุงข้าวก็กลัวว่าข้าวจะสุกไม่ทันสู้นวดแป้งห่อเกี๊ยวรอดีกว่า เพราะทำไม่ยากและใช้เวลาไม่นานอีกด้วย
“คุณทำอะไรมาผมก็กินได้ทั้งนั้นแหละครับ ไม่ต้องคิดมากหรอก”กู่เซียวจ้านบอกกับภรรยาด้วยความเอ็นดู ไม่คิดว่าเธอจะเป็ห่วงเขากับเื่เพียงแค่นี้เพราะเมื่อก่อนไม่เห็นเธอจะแสดงสีหน้าอะไรออกมา นอกจากทำหน้านิ่งๆ และคอยทำตามคำสั่งของคนในบ้านอย่างเดียว
“ค่ะ” เถาฮวาเหลยได้ยินคำอนุญาตกลายๆ ของสามีโชคดีที่เขาเป็คนไม่เื่มาก ต่างจากเพื่อนร่วมงานผู้ชายบางคนที่เธอเคยเห็นมื้อเช้าต้องอิ่มท้อง เนื่องจากว่าต้องใช้แรงทำงานทั้งวัน
เมื่อสามีอนุญาตเถาฮวาเหลยจึงลงมือนวดแป้งห่อเกี๊ยวนอกจากนั้นสามียังออกไปเก็บผักที่เขาเป็คนปลูกหลังบ้าน เอามาสำหรับทำไส้เกี๊ยวอีกด้วยเถาฮวาเหลยถือโอกาสที่สามีออกไปเก็บผักแอบดึงเอาไข่ไก่ออกมาจากในมิติ 2 ฟอง ตั้งใจว่าจะต้มให้สามีกินไปทำงาน
กว่าที่พี่สะใภ้ใหญ่จะใช้ครัวเสร็จก็เกือบจะได้เวลาที่ทุกคนต้องออกไปทำงานแล้ว เถาฮวาเหลยต้องทำแข่งกับเวลา เพื่อให้สามีไปทำงานให้ทันแต่ดูจากสีหน้าของสามีแล้ว เขากลับไม่รู้สึกทุกข์ร้อนอะไรนั่งรอเธอทำมื้อเช้าอย่างสบายอารมณ์
“เสร็จแล้วค่ะ ร้อนหน่อยนะคะ” เถาฮวาเหลยตักเกี๊ยวใส่ถ้วยให้สามี 15ตัว ส่วนของเธอแค่ 7 ตัวก็น่าจะอิ่มแล้วนอกจากนั้นในถ้วยของสามียังมีไข่ไก่อีก 2 ฟอง
“ทำไมชามผมถึงมีไข่ 2 ฟองละครับ?” กู่เซียวจ้านขมวดคิ้วสงสัย ต้องได้เท่าๆ กันสิถึงจะถูก
“ดูตัวคุณกับตัวฉันสิคะ ฉันกินแค่ฟองเดียวก็แน่นท้องแล้วส่วนคุณต้องออกไปตากแดด ทำงานที่ทุ่งนาต้องกินอาหารที่มีประโยชน์ค่ะ”เถาฮวาเหลยอธิบาย ไม่ใช่ว่าเธอรู้สึกพิศวาสสามีขึ้นมาในเวลาอันรวดเร็วต้องบอกว่าหน้าตาหรือความหล่อ ไม่สามารถทำอะไรจิตใจที่ตายด้านของเธอได้แต่เป็เพราะความดีของเขาทำให้เธออยากจะดูแล
“ถึงอย่างนั้นก็เถอะครับ ผมแข็งแรงดี ส่วนคุณจำเป็ต้องบำรุงมากๆแต่ก็ขอบคุณมากนะครับ” กู่เซียวจ้านเอ่ยขอบคุณภรรยาจากนั้นก็จัดการอาหารตรงหน้าจนหมดไม่เหลือแม้แต่น้ำซุป
“คุณย่าครับ ทำไมถึงมีกลิ่นหอมลอยออกมาจากทางห้องครัวล่ะครับ?"กู่เจิ้นฝานหลานชายคนโปรดของแม่เฒ่ากู่เอ่ยถามขึ้นแม้ว่าเขาจะได้กินไข่ทุกวัน แต่กินไข่ต้มทุกวันก็รู้สึกเบื่อได้เหมือนกัน
“นี่มันกลิ่นเนื้อชัดๆเลยค่ะ” พี่สะใภ้ใหญ่ใช้จมูกของเธอสูดดมเพื่อพิสูจน์กลิ่นกลิ่นหอมขนาดนี้ไม่มีทางเป็อย่างอื่นไปได้แน่นอน
“ก็คงจะเป็บ้านน้องสี่แหละค่ะ ดีจริงๆ เลยนะคะแยกบ้านออกไปได้แค่วันเดียว ถึงกับทำเมนูเนื้อเพื่อฉลอง”พี่สะใภ้รองเอ่ยขึ้นอย่างประชด
“หุบปาก รีบเคี้ยวข้าว แล้วก็รีบไปทำหน้าที่ของตัวเองได้แล้ว เจิ้นฝานจิ้นหู วันนี้เลิกเรียนแล้วไปเก็บผักบนเขากับกับพี่อ้ายเยว่แล้วก็ซูเม่ย” ท่านพ่อกู่สั่งเสียงเข้ม
แม่ท่านกู่และพี่สะใภ้รองได้แต่ตาโตด้วยความไม่พอใจต่างจากกพี่สะใภ้ใหญ่ ที่รู้สึกเหมือนครั้งนี้เธอได้รับชัยชนะ โดยที่ไม่ต้องทำอะไรแบบนี้สิถึงจะเรียกว่าเท่าเทียม
“คุณปู่พูดเล่นหรือเปล่าครับแค่เรียนผมกับพี่ใหญ่ก็เหนื่อยมากพออยู่แล้วนะครับ” กู่จิ้นหู ลูกชายคนเล็กของพี่สะใภ้รองพูดขึ้น
“ต่อไปนี้ทุกคนต้องหัดทำงานที่บ้านขาดแต้มค่าแรงสำคัญอย่างอาสี่และอาสะใภ้สี่ไปพวกเราต้องช่วยกันทำงานแลกแต้มค่าแรง แม้ว่าจะเพียงน้อยนิดก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย” ท่านพ่อกู่สั่งเสียงเข้มที่ผ่านมาท่านปล่อยปะละเลยมามากพอสมควร ตอนนี้คงต้องกลับมาเข้มงวดอีกครั้งเพื่อไม่ให้ลูกๆ แข็งข้อกับท่านได้อีก
“แม่ครับ” กู่เจิ้นฝานเรียกชื่อแม่ของเขาเบาๆ เด็กชายวัย 10 ขวบรูปร่างสูงใหญ่ เนื่องจากว่าได้รับสารอาหารที่เพียงพอแต่เขากลับไม่เคยทำงานมาก่อน มีหน้าที่แค่เรียนหนังสือเท่านั้นเมื่อรู้ว่าต้องทำงานจึงมองหาตัวช่วย
“เงียบก่อน ย่าจะช่วยพูดให้” ท่านแม่กู่ส่งสายตา พร้อมทั้งกระซิบบอกหลานชายเบาๆคงต้องตามน้ำไปก่อน ในตอนนี้น้ำเชี่ยวอย่าเอาเรือไปขวาง ไม่อย่างนั้นมีหวังได้โดนด่ากันชุดใหญ่แน่
เด็กๆบ้านใหญ่ต่างสูดดมเอากลิ่นหอมจากเนื้อ จากนั้นก็รีบซดน้ำข้าวต้มเกลือจนหมดถ้วยไม่มีใครกล้าพูดอะไรออกมา หลังจากที่ท่านพ่อกู่พูดจบทุกคนต่างรู้ดีอยู่แก่ใจว่าเื่ทั้งหมดเกิดจากอะไร จึงได้แต่ปล่อยเลยตามเลยเพราะหากจะสอบหาคนผิดที่ทำร้ายสะใภ้สี่ก็อาจจะเป็เื่ราวใหญ่โตถึงทางการตัดไฟเสียแต่ต้นลมเป็การดีที่สุด
“ผมไปทำงานก่อนนะครับ”กู่เซียวจ้านบอกกับภรรยาหลังจากที่กินมื้อเช้าที่เธอทำให้จนหมด
“ฉันจะเอาข้าวมื้อกลางวันไปส่งค่ะ” เถาฮวาเหลยพยักหน้าพร้อมทั้งบอกกับสามีสำหรับเธอแล้วข้าวมื้อเช้า และมื้อกลางวันนั้นสำคัญมากส่วนมื้อเย็นไม่จำเป็ต้องกินมันก็ยังได้
“ตกลงครับ” กู่เซียวจ้านไม่ได้ห้ามอะไร เพราะเห็นว่าภรรยาตั้งใจจะทำไปให้
หลังจากที่ทุกคนต่างแยกย้ายไปทำหน้าที่ของตัวเองเถาฮวาเหลยตั้งใจว่าจะเอาผ้าไปซักที่ลำธารหลังบ้าน เธอเก็บของสำคัญต่างๆ ไว้ในมิติรวมไปถึงข้าวที่ได้รับส่วนแบ่งมาจากแม่สามีด้วยเธอรู้สึกไม่วางใจที่จะเก็บของมีค่าไว้ในห้อง ในเมื่อยังจับคนร้ายไม่ได้ ก็ไม่ควรที่จะไว้ใจใครทั้งนั้น
หญิงสาวรื้อเอาผ้าปูเตียงรวมไปถึงผ้าห่มที่เหม็นอับออกมาซัก คงไม่ต้องกังวลกลัวว่าจะไม่แห้ง เนื่องจากว่าแดดใน่นี้ร้อนแทบจะเผาไหม้ได้แม้จะไม่ใช่คนที่สะอาด หรือเ้าระเบียบมากนัก แต่ก็ใช่ว่าจะทนอยู่กับสภาพแวดล้อม ที่สกปรกและเหม็นอับได้เมื่อนำผ้าที่ซักมาตาก แหงนดูเวลาจากการเคลื่อนตัวของพระอาทิตย์คาดว่าตอนนี้น่าจะเวลาประมาณเกือบๆ 11โมงแล้ว จึงตั้งใจว่าจะเข้าครัว เพื่อทำมื้อกลางวันไปส่งสามี
เถาฮวาเหลยหยิบเอาข้าวออกมาจากในมิติจากนั้นก็ก่อไฟทำการหุงข้าวจากหม้อดิน แม้ว่าเธอจะมาจากยุคสองพัน แต่ต้องบอกว่าสภาพการเป็อยู่ไม่ได้ต่างกันมากสักเท่าไหร่ตรงพื้นที่ๆ พัฒนาไปไกล ก็ไกลลิบลับจนบางประเทศตามไม่ทันแต่ยังมีอีกหลายพื้นที่ที่ยังรอคอยการพัฒนาให้เท่าเทียมซึ่งหนึ่งในพื้นที่ที่ยังไม่พัฒนา นั่นก็คือเมืองที่เธออาศัยอยู่นั่นเอง
“ทำอะไรอยู่หรือจ๊ะน้องสะใภ้?” เถาฮวาเหลยหันไปตามเสียงพบว่าผู้ที่มาใหม่นั่นก็คือพี่สะใภ้รองนั่นเอง
“ทำมื้อกลางวันไปให้เซียวจ้านอยู่ค่ะ” เถาฮวาเหลยตอบไม่เต็มเสียงเท่าไหร่เนื่องจากว่ารู้สึกเกร็งๆ กับรังสีของพี่สะใภ้รอง เธอเป็ถึงเมียนายทหาร เสื้อผ้ารวมไปถึงผิวพรรณจึงดูสะอาดสะอ้านกว่าพี่น้องคนอื่นๆ
“อย่างนั้นหรือจ๊ะ เธอนี่ก็เก่งเหมือนกันนะออดอ้อนน้องสี่จนไม่ต้องไปทำงานที่ทุ่งนาได้กรรมจึงมาตกอยู่ที่ลูกชายของฉันทั้งสองคน ที่ตอนนี้นอกจากเรียนหนักแล้ว พวกเขายังต้องขึ้นเขาเพื่อไปเก็บผักป่ามาแลกแต้มค่าแรง”พี่สะใภ้รองตั้งใจจะเข้ามาสั่งสอนตัวซวยอย่างน้องสะใภ้เนื่องจากว่าเธอเป็ต้นเหตุของเื่ทั้งหมด
“เท่าที่จำได้ ฉันยังไม่ได้ทำอะไรเลยค่ะ แต่หลังจากนี้ก็คงไม่แน่นะคะเซียวจ้านเองก็ยังไม่วางใจให้ฉันอยู่บ้านเฉยๆเพราะยังหาตัวคนร้ายที่ทำร้ายฉันเมื่อครั้งนั้นไม่ได้ส่วนเื่ที่ลูกชายทั้งสองคนของพี่สะใภ้รองนั้นฉันคิดว่าพวกเขายังทำงานกันช้าไปเสียด้วยซ้ำ เพราะหากจำไม่ผิดอ้ายเยว่ลูกสาวคนโตของพี่ใหญ่ หล่อนขึ้นเขาเก็บผักป่าไปแลกแต้มค่าแรงั้แ่อายุ 7ขวบ” ในเมื่อรับปากสามีแล้วว่าจะไม่อ่อนแออีก เถาฮวาเหลยจึงจำเป็ที่จะต้องทำตามคำพูด
“เช่นนั้นพี่ก็ภาวนา ขอให้จับคนร้ายได้เร็วๆ แล้วกันนะจ๊ะ” พี่สะใภ้รองกลืนคำพูดมากมายที่เตรียมเอาไว้ลงคอไปเนื่องจากว่าไม่้าฟื้นฝอยหาตะเข็บกับเื่นั้นอีกต่อไปแล้ว
“ไม่ช้าก็เร็ว กรรมจะต้องตามทันอยู่แล้วล่ะค่ะ ขอตัวก่อนนะคะใกล้จะได้เวลามื้อกลางวันแล้วฉันกลัวว่าเซียวจ้านจะรอนาน” เถาฮวาเหลยไม่ได้มีสีหน้าเกรงกลัว หรือหลบสายตาสะใภ้รองอย่างที่เคยผ่านมาเธอกลับทำหน้าตายิ้มแย้ม คล้ายถามไถ่เื่ดินฟ้าอากาศกันธรรมดาๆ ทั้งๆ ที่ความเป็จริงแล้วทั้งสองต่างสาดคำเสียใส่กันอย่างไม่มีใครยอมใคร
“………..”พี่สะใภ้รองได้แต่ยืนกำหมัดนิ่ง มั่นใจเกินสี่ส่วนว่าน้องสะใภ้สี่ จะต้องไปรู้เห็นเื่นั้นมาแน่นอน
หลังจากที่ปะทะฝีปากกับพี่สะใภ้รองมาพอสมควรเถาฮวาเหลยก็รีบหอบเอาข้าวกลางวันไปให้กับสามี เมื่อลงมาถึงทุ่งนา ก็พบว่าเขากำลังนั่งใต้ต้นดอกท้อที่ตอนนี้กำลังบานสะพรั่งไปทั่วทั้งต้นอีกทั้งยังใกล้จะร่วงโรยราตามฤดูกาลของมัน
“หิวหรือเปล่าคะ ฉันเอาข้าวมาให้” เถาฮวาเหลยเดินตรงเข้าไปหาสามี ที่กำลังนั่งรอเธออยู่ที่ใต้ต้นท้ออยู่สักพักแล้ว
“ไม่หิวเท่าไหร่ครับ คุณก็มากินด้วยกันสิครับ” กู่เซียวจ้านรับห่อข้าวจากภรรยาเมื่อเปิดดูจึงพบว่าในกล่องนั้นมีข้าวสวยร้อนๆอีกทั้งยังมีใบปอผัดใส่หมูสับอีกด้วย วันนี้เขาได้กินเมนูเนื้อตั้งสองมื้อแล้วนะแม้ว่ามื้อเช้าจะไม่ได้กินเนื้อตรงๆ แต่เมื่อยามที่เคี้ยวเกี๊ยว ก็พอจะรับรู้ได้ว่ามีเนื้ออยู่ภายในไส้นั้นด้วย
“ฉันยังไม่หิวหรอกค่ะตั้งใจว่าเอาข้าวมาส่งคุณก่อนกลับถึงบ้านแล้วถึงค่อยจะกิน คุณรีบกินเถอะค่ะ จะได้มีเวลาพักสายตาสักหน่อยบ้าง”เถาฮวาเหลยส่ายหน้าปฎิเสธสามี เื่ที่เขาชวนให้เธอกินข้าวด้วยกันเนื่องจากว่าเธอเตรียมมา ให้พอแค่กระเพาะของสามีเท่านั้น ไม่ได้ห่อมาเผื่อเธอด้วย จึงไม่อยากได้ชื่อว่าแย่งข้าวสามีที่ทำงานหนักกิน
“ต่อไปนี้ต้องกินข้าวตรงเวลานะครับ อาการปวดท้องของคุณจะได้ทุเลาลง”กู่เซียวจ้านมองภรรยาดุๆ เนื่องจากว่าเธอทำเหมือนไม่ค่อยดูแลตัวเองเท่าไหร่
“ตกลงค่ะ ไปต่อจะกินข้าวให้ตรงเวลา” เถาฮวาเหลยพยักหน้าอย่างเข้าใจในสิ่งที่สามีบอกแต่จะทำตามหรือไม่นั้นก็คงจะเป็อีกเื่
เถาฮวาเหลยอยู่รอจนสามีกินมื้อกลางวันเสร็จและให้เขางีบเพื่อพักสายตา ก่อนที่จะทำงานใน่บ่าย เมื่อแน่ใจว่าเขาหลับไปแล้ว เธอจึงเก็บของเตรียมกลับบ้าน