ตามตำนานเล่าขานไว้
บนเส้นทางจักรวาลอันกว้างใหญ่ มีเทพเ้าเป็ผู้สร้างดาวฤกษ์ ดาวเคราะห์ทั้งน้อยใหญ่ และ......................รวมถึงโลก
เมื่อมีโลก ย่อมเกิดมนุษย์
มนุษย์เรานั้น ถูกสร้างขึ้นมาพร้อมกับสิ่งวิเศษประจำกาย คือ
ประสาทััทั้งห้า
เพื่อให้มองเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ได้รับรู้รส และได้ัั
แต่สิ่งเ่าั้ล้วนถูกจำกัดไว้ ให้ใช้เพียงพอต่อการดำรงชีวิต
หากแม้นมีผู้ใด สามารถดึงพลังสูงสุดของประสาททั้งห้าออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่ เขาผู้นั้น ก็จะมีความสามารถเหนืุ์ทั่วไป
และก็อาจเป็....................ผู้ที่มีสายเืของเทพเ้าก็เป็ได้
“ลมปราณหนึ่ง ถล่มพสุธา
ั์ตาเนตร เบิกส่อง สว่างไสว
กรรณสดับ นาสิกรับ หยั่งจิตใจ
รสภายใน ลิขิตไว้ ปัญจคัมภีร์”
ตอนที่ 1
หมู่บ้านซานกู่เซิน
บนหุบเขาแห่งหนึ่ง ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองจีน
มีหมู่บ้านเล็กๆ ที่เกิดขึ้นโดยฝีมือชาวบ้าน พวกเขาตั้งชื่อมันว่า “หมู่บ้าน
ซานกู่เซิน”
ชาวบ้านซึ่งหนีความวุ่นวายในเมืองหลวง พากันอพยพเข้ามาอยู่ และดำรงชีพโดยการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์
การเกษตรของชาวบ้านหมุนเวียนเปลี่ยนผันไปตามฤดูกาล
แต่ปีนี้ฤดูหนาวยาวนานกว่าปกตินัก ทำให้หุบเขาถูกปกคลุมไปด้วยหิมะ
เมฆหมอกที่ต่ำจนแทบจะเอื้อมมือคว้าได้ แลดูขาวโพลนไปสุดลูกหูลูกตา
ชาวบ้านซานกู่เซิน ยังคงใช้ชีวิตอยู่ได้ตามปกติ พวกเขาปรับตัวเข้ากับธรรมชาติได้ดี และวันนี้เป็วันครบรอบก่อตั้งหมู่บ้าน ค่ำคืนนี้
มีงานเลี้ยงรื่นเริงกัน
(ณ บ้านหลังหนึ่งบนหุบเขา)
“เดี๋ยวข้ามานะท่านย่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า”
เสียงหลินหลินสาวน้อยจอมห้าววัยขบเผาะวิ่งะโข้ามรั้วไม้
ด้วยน้ำหนักตัวที่ทิ้งลงบนความหนาของหิมะ ทำให้ขาจมลงไปจนถึงเข่า เสียงดัง “ผลุบ”
เธอกางแขนอ้ากว้างรับลม ประหนึ่งเครื่องร่อนเวหา แล้วทะยานลงสู่ทางลาด พุ่งไปตามแนวหุบเขาที่ปกคลุมด้วยกองหิมะ ฝ่ามวลอากาศ
ที่แห้งและเย็น ลมหายใจออกเป็ไอหนาว ลมตีหน้าเธอจนแก้มแดงก่ำ
ความสนุกของเด็กน้อยเกิดขึ้นท่ามกลางนภาอันกว้างใหญ่
สายลมที่หอบเอาความหนาวเย็นมาจากก้นบึ้งใต้หุบเหว
พัดสวนกลับมาตีขึ้นหน้า ดัง “วูบ วูบ”
เส้นผมบนหัวของเธอกระเซอะกระเซิง
เสียงหัวเราะสรวญเสเฮฮาวิ่งตามเธอไป
~~~ “ฮ่า ฮ่า ฮ่า” ~~~
“จะให้สนุกกว่านี้ต้องมีตัวช่วย”
ว่าแล้วเธอก็นึกขึ้นได้ วิ่งไปเอาแผ่นไม้ ขนาดยาวกว่าตัวของเธอ
ที่เคยวางไว้ตรงโขดหิน เป็ไม้เนื้อแข็งกำลังดี จับมันโยนลงทางลาดเขาซะ พอมันไหลลงแล้ว วิ่งตามไปะโเหยียบสไลด์มันลงมา
~~~ “ฮ่า ฮ่า ฮ่า” ~~~
แผ่นไม้เลื่อนไหลลงไปด้วยความเร็วแรง เสียงแหวกมวลอากาศกระแทกหูดัง
“ซูมมมมม!”
พุ่งลงมาตามแนวเขา เห็นทิวทัศน์และชาวบ้านที่กำลังประกอบกิจวัตรประจำวัน ทั้งปลูกพืช ทั้งเลี้ยงสัตว์ ทั้งค้าขายไปยังเมืองอื่น
ใช้วิธีการขนส่งกันโดยใช้รอกผูกตะกร้า ส่งจากชั้นเขาที่สูง ลงสู่พื้นดิน
~~~ “ฮ่า ฮ่า ฮ่า” ~~~
แม้ไม่เงยหน้าขึ้นมอง ชาวบ้านทุกคนต่างรู้กันดีว่า เสียงแห่ง
ความสนุกสนานนั้น เป็เสียงของหลินหลิน หลานสาวจอมแก่น
ของท่านย่าหลินซง หญิงเฒ่าผู้ทระนงตนประจำหมู่บ้านนั่นเอง
เธอสไลด์เลื่อนลงมาเร็ว จนถึงจุดบ้านไม้กระท่อมเก่า
เวลานี้มักจะเจอ กู่ไท่หยาง ที่ใครๆ ก็เรียกเขาว่า เ้าบื้อ เด็กหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกัน กำลังก้มหน้าก้มตาผ่าฝืน
“ฉับ......ฉับ”
(เสียงผ่าฟืน)
เขาเหลือบเห็นหลินหลินพอดี หวังจะเงยหน้าขึ้นมาทักทาย
แต่…………………………………………………………
~~~ “โป๊ก! ~~~
~~~ โอ๊ย! ยึ้ย! แงๆๆๆๆ ~~~
เสียงเ้าบื้อขี้แย กุมหัวร้องไห้ระทม ขยี้เกาหัวยิกยิกเพื่อบรรเทา
ความเ็ป เพราะโดนก้อนหิน ที่เธอมักจะเหน็บเอวเอาไว้ร่อนไล่นก
ที่มากินพืชผักผลไม้ แต่กลับเอามาร่อนใส่กบาลเขาซะนี่
~~~ “ฮ่า ฮ่า ฮ่า เ้านี่มันบื้อ จริงจริง” ~~~
“ซูมมมมม”
และเธอยังคงสไลด์แผ่นไม้เลื่อนลงไปต่อ
“อะฮ้า”
ทีนี้เธอมองเห็นอีกฝั่งเป็เ้าอ้วนพ่างไจ่ รูปร่างใหญ่ จอมเกเร กำลังแบกไม้ฟืนกองพะเนินเต็มบ่า ว่าแล้วก็ร่อนหินอีกซักก้อน หวังจะแกล้งเล่นให้โดนหัว ก้อนหินปั่นโค้งรับลมพอดี
“เฟี้ยววววววววว”
ก้อนหินพุ่งไปที่หัวกลมๆ ของเ้าอ้วน
แต่................................................
~~~หมับ! ~~~
เ้าอ้วนแกล้งทำเป็มองไม่เห็น กลับใช้มือคว้าก้อนหินก่อนที่จะโดนหัวได้อย่างทันท่วงที แล้วบีบ บด จนแตกละเอียดเป็ผุยผง
“มันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอกนะ หลินหลิน วะ ฮะ ฮะ ฮ่า”
“เชอะ ไม่ได้กินเ้าอ้วนนี่ซะที” เธอบ่นอุบ
(เข้าสู่ยามเย็น)
ดวงอาทิตย์คล้อยลงต่ำ แสงตะวันลับตา แสงพสุธาแห่งความมืดเข้าปกคลุม สายลมผสมสายน้ำ พัดผ่านทิวเขาสูง หอบเอาความหนาวเหน็บยิ่งกว่าเวลามื้อกลางวัน ลงมาเยือนในหมู่บ้าน
ค่ำคืนนี้มีงานเลี้ยงพิเศษ ชาวบ้านต้องใส่ชุดหนาๆ ล้อมวงร่วมกันก่อกองไฟสว่างไสว ทั้งให้ความอบอุ่น บ้างร่ำสุรา กระยาหาร มีทั้งเหล้ายา ปลาปิ้งพร้อมกับซุปเนื้อแกะร้อนๆ อยู่ในหม้อใหญ่ เดือดปุดๆ รอให้เชยชมแถมยังมีเนื้อกระต่ายย่างหอมละมุน กรุ่นผสมไปกับกลิ่นของควันไม้ เข้ากันกับรสสุราดีนักแล
“ข้าชอบบรรยากาศนี้จริง”
เ้าอ้วนพ่างไจ๋ทำเสียงดังใหญ่โตในวงเหล้า เขาเมาแล้ว และก็
เป็อย่างนี้ทุกที พลางยกไหเหล้ากระดกเข้าปากกว้างๆ ที่กว้างน้อยกว่าไหเล็กน้อย
“กรึ๊บ เอื๊อกๆๆ”
(เสียงกระดกเหล้า)
“ฮ้า......”
(เสียงถอนหายใจ)
เขาเอาแขนเสื้อเช็ดปาก พลันคว้ากระต่ายย่างที่เสียบไม้ หมุนหันอยู่บนกองไฟ ความร้อนระอุ ทำให้มัน กรอบนอกนุ่มใน หอมหวาน
กำลังดี
“กร๊วบ”
(เสียงกัด)
“โอ้ว ร้อนๆ”
เขาเป่าปากฟู่ๆ แล้วกระดกเหล้าต่อ
“กรึ๊บ เอื๊อกๆๆ ........ฮ่าๆๆๆ”
ควันจากไอร้อนฟุ้งออกปากประดังสูบยา พอเ้าอ้วนเริ่ม
เมาได้ที่ จึงพูดแพล่มออกมา
“หนาวๆ อย่างนี้ ข้าว่าเรามาหาอะไรสนุกๆ ทำ ให้ร่างกายอบอุ่น
กันดีกว่า ว่าอย่างนั้นไหม เ้าบื้อ”
พ่างไจ๋ถามกู่ไท่หยาง ที่นั่งในวงเหล้า แต่เขาไม่ตอบกลับด้วย เพราะรู้ว่าเมาแล้วชอบหาเื่
เ้าอ้วนจึงพล่ามต่อ
“ว่ากันว่า คนในราชวงศ์อ๋อง ตอนนี้ชอบเล่น “ชู่จวี” (เตะบอล)
กันเหรอ”
“ตะ........................แต่ว่าพวกเราไม่มีลูกบอลเล่นหรอกนะ”
เ้าบื้อตอบโดยพลัน เพราะเขาไม่อยากเล่นด้วยหรอก เวลานี้
ขอเพลิดเพลินกับกระต่ายย่างเสียดีกว่า
พูดยังไม่ทันจบดี พ่างไจ๋ก็หยิบไหกระดกเหล้าจนหมด แล้วเดินข้ามหัวกู่ไท่หยาง ออกจากวงเหล้าไปพร้อมกับไห ก่อนนึกสนุก หันกลับมาพูดท้าทาย
“ถ้าอย่างนั้น เอาอย่างนี้แล้วกัน ข้าว่า.....”
เขายกไหวางบนแท่นหิน เดินกลับมาที่วงเหล้า แล้วหุนหันชี้กลับไปที่ไหเหล้าอีกครั้ง แล้วพูดเสียงดัง
“ผู้ใดที่ปาหินโดนไหเหล้านั้นแตก คือผู้ชนะ!”
“แล้วผู้ชนะจะได้อะไรล่ะ” บุรุษคนหนึ่งในวงเหล้าสงสัย
“ก็กระต่ายย่างที่แสนอร่อยนี่ไง ฮ่าๆๆ”
ว่าจบแล้ว พ่างไจ๋ก็ก้มคว้าหินขนาดเหมาะมือ เขวี้ยงไป
อย่างรุนแรง ก้อนหินพุ่งตรงไปที่ไหเหล้าที่อยู่ห่างประมาณสามสิบเซี๊ยะ
(ประมาณเก้าเมตร)
“เพล้ง” !
(เสียงไหแตกกระจาย)
“ฮ่าๆๆ กระต่ายย่างตัวนี้เป็ของข้า” แล้วก็คว้ากระต่ายย่างของกู่ไท่หยางจากกองไฟไปต่อหน้าต่อตา เ้าของกระต่ายไม่กล้าต่อกรด้วย
ได้แต่ทำหน้าเลิ่กลั่ก ขอทวงคืน
“เดี๋ยวๆ เ้าอ้วน ข้ายังไม่ได้ตกลงด้วยเลย คืนอาหารให้ข้าเถิด”
“โป๊กกกก!”
เ้าบื้อหัวทิ่มแทบเท้า เพราะโดนเขกหัวซะแล้ว
“เ้ามีปัญหาอย่างนั้นเหรอ”
เ้าอ้วนกระชากคอเสื้อเขา ดึงเข้ามาถาม
“แงๆๆๆๆ ฮือๆๆๆๆ”
(เสียงเ้าบื้อ เบะปากร้องไห้)
ทันใดนั้น!
“หยุดเดี๋ยวนี้นะ เ้าอ้วนจอมเกเร!”
เสียงห้าวของหลินหลินะโใส่ แม้ตัวเป็สาวน้อย แต่หาได้
เกรงกลัวใครไม่
พ่างไจ๋เห็นดังนั้นจึงแสดงอำนาจบาตรใหญ่ทันที
“ทำไม เ้ามีปัญหาอย่างนั้นหรือ”
“ข้าไม่อยากรังแกผู้หญิงหรอกนะ วะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า”
คนในวงพร้อมใจกัน หัวเราะไปกับเ้าอ้วน
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า”
เห็นดังนั้น เธอจึงท้าทาย
“มาพนันกับข้าไหมล่ะ”
แล้วเธอจึงชี้นิ้วขึ้นไปตรงดงต้นพลับที่มีหลายต้น ที่อยู่
บนเนินเขาอีกชั้นหนึ่ง มีต้นที่อยู่กลางมีผลพลับใหญ่ห้อยอยู่ด้านหน้า
“ข้ามีกระต่ายกับเหล้าชั้นดี ถ้าเ้าชนะ มันเป็ของเ้า เ้าอ้วน”
สาวน้อยไม่กลัวว่าจะอดมื้อค่ำแสนอร่อย แค่หวังจะทวง
ความยุติธรรมให้แก่คนบื้อหน้าซื่อเท่านั้น
แต่คำพูดดังกล่าว มันกลับกระตุกต่อมให้พ่างไจ๋ ที่กำลังมึนเมา
รู้สึกโกรธมาก และอยากให้เธอเสียหน้าที่บังอาจท้าทาย จึงสวนคำพูดกลับไป
“โอ๊ะโอ ข้าว่ามันน้อยไป”
“ถ้าเ้าแพ้ เ้าต้องคุกเข่าคารวะแนบเท้าข้าด้วย วะ ฮ่าๆๆ”
“ได้สิ แต่ถ้าข้าชนะ เ้าจงคืนกระต่ายย่างให้เขาไป”
เธอตอบกลับด้วยความมั่นใจ
เ้าอ้วนเริ่มฉุนที่โดนสาวน้อยยียวน เส้นอารมณ์โกรธขาดผึง
“ถ้างั้นข้าไม่ออมมือแล้วนะ!”
ว่าแล้ว เขาใช้มุกเดิม อาศัยชิงจังหวะเปิดก่อนเพื่อมิให้คู่ต่อสู้
ได้มีโอกาสลงมือ ก้มคว้าหินลูกใหญ่กว่าเดิม ขว้างพุ่งตรงไปที่ลูกพลับ
ด้วยความรุนแรงของพละกำลังของชายหนุ่มฉกรรจ์ร่างั์
หินพุ่งแหวกอากาศ รุนแรง
“ซูมมมมมมมมมมมมมมมม!”
“โพล๊ะ!”
เสียงหินกระทบบางอย่างแตกดังสนั่น จนต้นไม้สั่นะเื
ความมืดสลัวยามค่ำคืน ทำให้ผู้คนมองเห็นผลการแข่งขัน
ไม่ชัดนัก อาฉางชาวบ้านในวงเหล้าที่นั่งดูอยู่ จึงไปหยิบไม้ฟืนที่มีไฟลุกโชนจากกองเพลิงชูขึ้น ส่องไฟไปที่ดงต้นพลับ แสงไฟกระทบเข้าที่จุดหมาย
พอให้ทุกคนมองเห็น แล้วต้องประหลาดใจ
ที่ก้อนหินกระทบแล้วเสียงดัง “โพล๊ะ” นั้น ไม่ใช่ลูกพลับ แต่เป็
กิ่งพลับกิ่งใหญ่ของอีกต้นหนึ่ง เลื้อยพาดยาวคดเคี้ยวเลี้ยวลด เข้ามาขวางอยู่ด้านหน้าลูกพลับเป้าหมาย เพราะความมืดนั่นเอง ทำให้เ้าอ้วนไม่ทันสังเกตกิ่งไม้ที่ขวางอยู่ด้านหน้านั้น
ด้วยความรุนแรงของก้อนหินที่กระแทกกิ่งพลับอย่างจัง ทำให้
กิ่งพลับที่อยู่เหนือขึ้นไปอีกหลายกิ่ง ทยอยกันหักงอลงมาขวางลูกพลับเป้าหมายมากกว่าเดิม
“เปรี๊ยะ เปรี๊ยะ เปรี๊ยะ”
(เสียงกิ่งต้นพลับหัก)
หลินหลินพร้อมลุยต่อโดยไม่กลัว
“ถึงตาข้าแล้วนะ”
ว่าแล้ว เธอก็ขว้างหินไปตรงตำแหน่งลูกพลับในทิศทางเดียวกัน
“ฟ้าววว!”
(เสียงหินพุ่งแรง)
“ฮ่าๆๆ ติดกิ่งไม้แน่นอน” เ้าอ้วนพูดดูถูก ทำท่ายียวนเย้ยหยัน
ก้อนหินพุ่งเลยลูกพลับผ่านออกไปไกล นอกลู่นอกทาง
“วะ ฮ่าๆๆ เ้านี่มันช่างอวดดีเสียจริง แบบนี้ข้าใกล้เคียงกว่า”
“ข้าชนะ เอากระต่ายกับเหล้ามาให้ข้าซะดีๆ เ้าจอมอวดดี”
“และอย่าลืม.....................................................................”
“จงก้มหัวแทบเท้าข้าด้วย วะ ฮ่าๆๆ”
“เฟี้ยวววว”
(เสียงหินลู่รับลม)
มีบางอย่างเกิดขึ้น หินที่พุ่งเลยออกไป กลับเลี้ยวโค้งอ้อมต้นพลับหลบกิ่งไม้ หมุนกลับมาอัดโดนลูกพลับใบใหญ่เข้าอย่างจัง
“โพล๊ะ!”
ลูกพลับแตกกระจาย เนื้อพลับป่นๆ ตกลงพื้น
“ปะ ปะ เป็ไปได้ยังไงเนี่ย เ้านี่มันขี้โกงชัดๆ”
เ้าอ้วนถึงกับตะลึงงันแล้วกระชากคอเสื้อเธอ
แต่ด้วยสายตาของชาวบ้าน ที่ดูการแข่งขันอยู่ ทุกสายตาจ้องมองมาที่เดียวกัน เขาจึงยอมปล่อยมือ แล้วโยนกระต่ายย่างคืนให้
กู่ไท่หยาง เดินกระฟัดกระเฟียด หัวฟัดหัวเหวี่ยงออกจากกลุ่มไป
“เอาล่ะ การแข่งขันจบแล้ว ทุกท่านแยกย้ายกันดื่มต่อเถอะ”
บุรุษในวงเหล้าตบมือเชิญชาวบ้านให้มาสังสรรค์กันต่อ
กู่ไท่หยางไม่ลืมที่จะคารวะขอบคุณสาวน้อย แล้วยิ้มเก๊กอย่างมี
เลศนัย ก่อนเอ่ยปาก
“ข้าเห็นนะ หลินหลิน เ้านี่ เ้าเล่ห์เหมือนกันนะ”
สาวน้อยคารวะตอบ และรู้สึกแปลกใจเล็กน้อยที่เ้าบื้อได้รู้
ความจริง จึงสาธยายให้ฟังว่า
“เส้นไหมโบราณเป็เส้นเอ็นขาวใส มีความเหนียวเป็พิเศษ
มรดกตกทอดของพ่อข้า พันเข้ากับก้อนหินไว้ แสงไฟมืดสลัวยามค่ำคืนเช่นนี้ มิอาจเห็นได้ด้วยตาเปล่า แท้จริงแล้ว เ้าเองก็ไม่ได้บื้อหรอกนะ เ้าบื้อ”
จู่ จู่ มีเสียงดังหลังจากที่หลินหลินพูดจบ
“โครม!”
เป็เสียงที่เ้าบื้อเดินเก๊กเข้ามา ทำท่าจะััดูเส้นไหมโบราณ แต่ดันไม่ทันมอง ขาจุ่มลงไปในหม้อต้มซุปร้อนๆ กลางวงเหล้า
ที่พวกชาวบ้านกำลังนั่งดื่มกินกันอยู่
“อะจ๊าก ร้อนๆๆ”
เขาะโเหยงๆ อย่างกับกบ
“แท้จริงแล้ว เ้านี่....มันบื้อจริงๆ ด้วย อิ อิ”
เธอขำก่อนเดินจากไป