อลินตา... หมอผีข้ามภพ

    บทที่ 111

    ทางด้านปลายนภาเมื่อเนตรนภาบุตรสาวคนเดียวของเธอออกจากห้องไปแล้วปลายนภาก็รีบปิดประตูล็อกลงกลอนแน่นหนา ก่อนจะถลาเข้าไปนั่งหน้ากระจกบานใหญ่แล้วพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเคียดแค้น

                    “นายท่านเจ้าคะไอ้ทนายสุวิทย์มันทำพลาด สมบัติทั้งหมด..” ยังไม่ทันที่ปลายนภาจะพูดจบเสียงแหบห้าวดุดันจากในกระจกก็เอ่ยสวนขึ้นอย่างรวดเร็ว

                    “หุบปาก แกมันไม่ได้เรื่อง!!”ปลายนภาก้มหน้างุดทันที แม้จะยังไม่รวมร่างจนครบ แต่ทว่าความน่ากลัวในพลังอำนาจฝ่ายมืดของปีศาจอสูรกายดำ ก็หาได้ต่ำต้อยไม่เพราะพลังของมันสามารถฆ่า และกินวิญญาณในขณะเดียวกันได้อย่างโหดเหี้ยมดังนั้นปลายนภาจึงพยายามทำตัวลีบที่สุดเท่าที่จะทำได้

                    “แก..” ปีศาจอสูรกายดำพูดขึ้นน้ำเสียงเกรี้ยวกราด

                    “ตามจับตาดูพวกมันอย่างใกล้ชิดและถ้าแกพลาดอีกหมายถึงแกต้องตาย ไม่ใช่แกตายคนเดียว ลูกสาวแกข้าก็จับมันมาเป็นบริวารก่อนจะส่งไปอยู่เป็นเพื่อนแกในนรก!!” เสียงปีศาจอสูรกายดำพูดอย่างไม่ปราณีชีวิตใดทั้งสิ้น

                    “ไม่ว่าแกจะใช้วิธีไหนข้าไม่สนแต่แกต้องตามหาหยดเลือดทับทิม กับผ้าพันธุ์ภพให้เจอให้ได้ อย่าให้ข้ารอนานถ้าข้ารู้สึกว่ารอนานจนเกินไป ข้าจะกัดกินวิญญาณแกไปเรื่อยๆ ที่พูดหวังว่าจะเข้าใจ!” ปลายนภาลนลาน ทั้งกลัวตัวเองโดนกินวิญญาณทั้งกลัวเนตรนภาจะเป็นอันตรายไปด้วยอีกคน เธอรีบตอบรับอย่างนอบน้อม

                    “ค่ะนายท่านฉันจะรีบทำตามคำสั่งอย่างสุดความสามารถค่ะ..” ปลายนภาพูดจบเสียงของปีศาจควันดำก็คำรามในลำคอตอบรับ จากนั้นมันก็พูดขึ้นน้ำเสียงแหบห้าวและโหดเหี้ยม

                    “ส่งกระแสของข้าไปฆ่าไอ้สุวิทย์นั่นซะ สั่งสอนมันเป็นครั้งสุดท้ายที่ทำงานพลาดไม่ว่าจะพลาดด้วยเหตุผลอะไร โทษของมันก็คือตายสถานเดียว!!”เสียงที่สั่งเลือดเย็นยิ่ง และเสียงคนตอบรับก็ดูเหมือนจะเลือดเย็นพอๆ กัน

                    “ค่ะ นายท่าน!!”

                    “แต่..” ปีศาจอสูรกายดำเปลี่ยนเสียงขึ้นมาทันทีราวกับว่ามันกำลังพึงพอใจอะไรบางอย่าง

                    “ท่ามกลางข่าวที่ไม่ค่อยดีข้าก็เหมือนจะได้รับข่าวดี ตอนนี้ข้าเริ่มติดต่อกับร่างหลักของข้าได้บ้างแล้วซึ่งไอวิญญาณร่างหลักนี้ฝังอยู่ในที่แห่งหนึ่งย้อนไปร้อยกว่าปี ข้าเริ่มสัมผัสได้ถึงการมีตัวตนของข้าจริงๆอืม.... มันช่าง... ดีจริงๆ” ปีศาจอสูรกายดำพูดจบก็ระเบิดเสียงหัวเราะขึ้นมาอย่างบ้าหลั่งปลายนภารับฟังนิ่งด้วยท่าทางยำเกรงเช่นเคย แต่ปลายนภาก็ยังไม่วายสงสัย

                    “นายท่านต้องย้อนกลับไปยังอดีตใช่ไหมคะ..?”เสียงปีศาจอสูรกายดำ ครางฮึ่มในลำคอคล้ายตอบรับว่าใช่ แล้วพูดสำทับขึ้น

                     “ใช่อดีตที่ผ่านมาร้อยกว่าปี ในคุ้มเชียงภูแสน! ข้า ฝังตัวอยู่ที่นั่น! ฮ่าๆๆๆๆๆ”ปลายนภาดวงตาไหวระริก ไปซะได้ก็ดี ฉันจะได้เป็นอิสระจากแกและเป็นใหญ่อยู่ที่นี่เพียงลำพัง แต่แล้วยังไม่ทันคิดจบ มือเหี่ยวแห้งขาวซีดเต็มไปด้วยเส้นเลือดแดงปูดโปนก็เอื้อมออกมาจากกระจกคว้าหมับบีบคอปลายนภาเอาไว้ ก่อนเอ่ยเสียงดุกร้าว

                    “แววตาแกแบบนั้นหมายความว่าอะไรนังมนุษย์โง่!” ปลายนภาสะดุ้งเฮือก รีบเก็บงำความคิดของตนทันที พลางรีบพูดตรงไปตรงมา

                    “ฉันแค่คิดว่าถ้านายท่านได้เป็นใหญ่ ฉันก็จะได้ครอบครองบ้านหลังนี้ฉันรู้สึกดีใจในสิ่งที่ฉันหวังเอาไว้..” เมื่อได้ยินคำตอบมืออันน่าขยะแขยงก็ค่อยคลายจากลำคอและหดกลับเข้าไปยังกระจกเช่นเดิม จากนั้นก็พูดขึ้นเสียงเย็นเยียบ

                    “แต่ถึงแกจะอยู่ที่นี่แกก็ต้องเป็นบริวารข้าตลอดไป นังปลายนภา ฮ่าๆๆๆๆ” เสียงหัวเราะนั่นมันทำให้ปลายนภาต้องเก็บงำความรู้สึกบางอย่างเอาไว้อย่างถึงที่สุด!

                   ทางด้านอลินตาที่ตอนนี้กำลังยืนมองดูบริเวณหน้ารั้วไม้เก่าคร่ำคร่าและรกครึ้ม หญิงสาวนึกถึงคำพูดของแม่ตัวเองที่พูดว่า ดูแลตัวเองได้ดีเมื่อไหร่แล้วค่อยกลับมาเป็นเจ้าของที่นี่เต็มตัวอลินตาแววตาอ่อนลงเล็กน้อยเมื่อนึกถึงผู้เป็นมารดา หญิงสาวผลักประตูเก่าคร่ำคร่าเข้าไปช้าๆพร้อมกับความคิดที่ผุดขึ้นรวดเร็ว หนูดูแลตัวเองได้ดีกว่าที่แม่คิดเยอะเลยค่ะแต่หนูเชื่อว่าแม่คงจะรับรู้ได้เช่นกันว่าลูกสาวแม่คนนี้ เข้มแข็งและแข็งแกร่งมากพอใช่ไหมคะ..? เพียงแค่คิดอลินตาก็สัมผัสได้ถึงลมเย็นแผ่วเบา และได้ยินเสียงอ่อนโยนแผ่วลอยตามลมมาเอื่อยๆ

                    “ยินดีต้อนรับกลับบ้าน...!?”

                    หลังจากเสียงกล่าวเชื้อเชิญที่ลอยตามลมมากระทบโสตประสาท อลินตาก็ไม่รอช้าก้าวเท้าฉับๆ เข้าไปภายในรั้วไม้เก่าๆมุ่งหน้าสู่ตัวเรือนหลังใหญ่ที่ปลูกสร้างในแบบของเรือนกาแลอันเป็นเอกลักษณ์ของเรือนไทยทางภาคเหนือที่นิยมปลูกทั่วไปแต่มีตกแต่งเพิ่มเติมตามยุคสมัยซึ่งก็คงตั้งแต่เมื่อครั้งที่คุณดารารายผู้เป็นแม่ของเอลินตายังมีชีวิตอยู่

                    เมื่อเข้าไปภายในเรือนก็พบว่าเฟอร์นิเจอร์เครื่องตกแต่งเรือนทุกชิ้นดูใหม่สะอาดห้องโถงด้านล่างกว้างขวางแต่ดูแล้วก็รู้ได้ว่ามีคนเข้ามาทำความสะอาดปัด กวาด เช็ดถู เป็นประจำ อลินตากวาดสายตามองสำรวจรอบเรือนพลางยิ้มพึงใจที่เนตรนภาทำหน้าที่ของตัวเองได้ดี ไม่ขาดตกบกพร่องเลยแม้แต่น้อย แม่น่าจะให้เงินน้องสักยี่สิบล้านไปเลยนะเนี่ยอลินตาคิดยิ้มๆ ในขณะที่อลินตาเดินชื่นชมบรรยากาศในเรือนอยู่นั้น

                    สองเพื่อนรักเป๋าและหมิงกลับเห็นต่างทั้งสองรู้สึกว่าเรือนหลังนี้มันดูทึบทึม บรรยากาศพร้อมที่จะมีเงาหรือว่าวิญญาณปรากฏร่างขึ้นได้ทุกเมื่อ เครื่องเฟอร์นิเจอร์ไม้และฝาบ้านนั้นก็คร่ำคร่าขรึมขลังจนน่าหวาดระแวงไหนจะเสากลางบ้านที่ทั้งตระหง่านเด่นสง่า แต่ดูทึบทะมึนอย่างยิ่ง

                    “สะเสากลางบ้านดูแปลกๆ นะคะคุณอลิน” อลินตาได้ยินคำถามของเป๋าก็หันไปมองที่เสาก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงเป็นปกติ

                    “สายตาเฉียบแหลมนี่เป๋าตุงจะไม่แปลกได้ไง ก็นี่ต้นตะเคียนทั้งต้น แม่ได้มาตอนไปปราบผีบนดอยชาวเขาเค้าไม่มีที่พึ่งเพราะผีตะเคียนอาละวาดหนักมาก ผีนางตะเคียนจะฆ่าแม่แผลงฤทธิ์ต่างๆ นาๆ กว่าจะปราบสำเร็จ ต้องอยู่บนดอยเพื่อรอวันโกนเพราะวันนั้นผีนางตะเคียนจะมีพลังวิญญาณที่อ่อนกว่าทุกวัน เมื่อปราบเสร็จแล้วชาวเขาไม่ต้องการให้ต้นตะเคียนอยู่ในหมู่บ้านของเขาก็เลยยกให้แม่ แม่เห็นว่าต้นตะเคียนต้นนี้มากมูลค่า ทั้งยังแข็งแกร่งทนทานก็เลยจ้างคนขึ้นไปขนมาทำเสากลางเรือนหลังนี้แหละ”เป๋าได้ยินก็ตาเหลือก ก่อนจะค่อนขอด

                    “อื้อหือประวัติจรรโลงใจมากเลยนะคะคุณอลินแต่เอามาสร้างบ้านแบบนี้ก็หมายความว่านางตะเคียนก็คงจะไปเกิดใหม่แล้วแน่นอนเลยใช่ไหมคะ?”อลินตาได้ยินก็โบกมือไสวขึ้นกลางอากาศ แล้วพูดเสียงเรียบดังว่าเรื่องทั้งหมดเป็นเรื่องปกติ

                    “ก็อยู่ที่ต้นตะเคียนนี้แหละนางหวงวิมานนางมาก ข่าวที่ได้ยินครั้งล่าสุดก่อนพ่อกับแม่จะเสียชีวิตเป็นตอนที่แม่กับพ่อแวะมาพักผ่อนที่เรือนหลังนี้นางก็แผลงฤทธิ์เดชเกือบจะฆ่าแม่แล้วจับพ่อไปทำสามีเพราะพ่อฉันก็ดันหล่อเข้าตานางตะเคียนไม่น้อย แต่แม่ไหวตัวทันก็เลยกำราบเข้าให้อีกรอบตอนแรกแม่ก็พยายามเกลี้ยกล่อมให้นางไปเกิดใหม่ แต่ด้วยความยึดติดที่แน่นเกินไปแม่เลยได้แต่กำราบด้วยการสะกดให้นางตะเคียนอยู่แค่ในวิมานของตนซึ่งก็คือเสาตะเคียนตนนี้" เป๋าตาเหลือกค้าง หมิงยืนฟังด้วยความขนลุกสองเพื่อนรักเหล่มองสบตากันช้าๆ โดยไม่มีใครมองไปทางเสานั้นเลย หมิงรำพึงเบาๆ

                    “ขนาดโดนปราบตอนแรกยังมีฤทธิ์ถึงขนาดจะฆ่าคุณแม่เลยเหรอครับ”อลินตาพยักหน้าพลางเดินสำรวจบริเวณบ้านของตนด้วยความรู้สึกที่ไม่ได้หวาดกลัวอะไร อลินตากวาดสายตามองรอบบ้านพร้อมกับอธิบายเรื่องของผีนางตะเคียนให้ลูกน้องฟังอีกด้วย

                    “ก็นางตะเคียนชอบพ่อฉันผีชนิดนี้ รักแรง เกลียดแรง ลองได้เกลียดก็อยากจะฆ่า แต่ถ้าได้รักก็จับทำสามีก่อนจะฆ่าแล้วเอาตัวไปอยู่ด้วยกันในวิมาน” หมิงแอบคิดในใจไม่ว่ารักหรือเกลียดก็ถูกฆ่าอยู่ดี ผีชนิดนี้ไม่ธรรมดาจริงๆ หมิงคิดแล้วก็ยกมือขึ้นกุมพระที่ห้อยคอเพื่อความสบายใจ...