เฉินซูเหริน เดินลัดเลาะไปตามแผงลอยในตลาดอย่างเพลิดเพลิน แสงไฟจากโคมหลากสีส่องสว่างกระทบใบหน้างามที่ประดับด้วยรอยยิ้มบางเบา ท่ามกลางเสียงจอแจของผู้คน และกลิ่นหอมของอาหารคาวหวานที่ลอยคละคลุ้ง พลันสายตาของนางก็สะดุดเข้ากับร้านค้าของเล่นเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยของเล่นไม้แกะสลักนานาชนิด
นางก้าวเข้าไปใกล้แผงลอยนั้นอย่างช้าๆ ดวงตาคู่สวยกวาดมองสำรวจของเล่นแต่ละชิ้นด้วยความสนใจ ก่อนจะเอื้อมมือหยิบ ลูกข่างไม้ ตัวหนึ่งขึ้นมาหมุนเล่นเบาๆ เพียงเท่านั้น ภาพของ จ้าวมู่เฉิน ก็พลันผุดขึ้นมาในห้วงความคิดอย่างแจ่มชัด
รอยยิ้มบนใบหน้าของเฉินซูเหรินพลันเลือนหายไป แทนที่ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความ คิดถึง และ โหยหา นางนึกถึงใบหน้าเปิ่นซื่อของจ้าวน้อย ยามที่เขายิ้มอย่างมีความสุขเมื่อได้ฝึกวิชา หรือยามที่เขามีท่าทางงงงวยเมื่อนางกล่าวอะไรที่ซับซ้อนเกินไป นางพลันคิดในใจ “ไม่รู้ว่าเวลานี้จ้าวน้อยจะเป็นอย่างไรบ้าง จะคิดถึงข้าบ้างหรือไม่นะ?”
ภาพบรรยากาศของเฉินซูเหรินที่พลันเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ หลี่หมัวมัว ที่เดินตามอยู่ด้านหลังอดสงสัยไม่ได้ นางสังเกตเห็นแววตาที่หม่นหมองของคุณหนู นางครั้นจะเอ่ยถามก็เกรงว่าจะล่วงเกินเจ้านายของตน จึงเลือกที่จะคอยสังเกตกิริยาของเฉินซูเหรินอยู่เงียบๆ ราวกับเงาที่เคลื่อนไหวอย่างระมัดระวัง
ในขณะที่ความรู้สึกคิดถึงจ้าวน้อยถาโถมเข้ามาในใจ เฉินซูเหรินก็พลันคิดขึ้นได้ว่า เขาควรซื้อของเล่นไปฝากจ้าวน้อยสักชิ้น พรุ่งนี้เช้าให้พ่อบ้านเฉินนำของเล่นและขนมไปให้จ้าวน้อยที่ค่ายท่านปู่จะดีกว่า เมื่อความคิดนี้ผุดขึ้น ใบหน้าที่เคยหมองเศร้าพลันกลับมายิ้มแย้มอีกครั้ง ความสดใสที่เคยมีกลับคืนมาอย่างรวดเร็ว
นางวางลูกข่างไม้ลง ก่อนจะเลือก จิ้งหรีดไม้ ตัวเล็กๆ ที่มีกลไกซับซ้อน เมื่อแกว่งแล้วจะมีเสียงดังคล้ายจิ้งหรีดจริงๆ “นี่แหละ เหมาะจะเป็นของฝากจ้าวน้อยในวันพรุ่งนี้” นางรำพึงเบาๆ ขณะยื่นเงินให้แก่พ่อค้า
นอกจากของเล่นแล้ว เฉินซูเหรินยังเลือกซื้อขนมที่จ้าวน้อยชื่นชอบกลับไปห่อใหญ่ ราวกับต้องการชดเชยเวลาที่นางไม่ได้พบเขาตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา เมื่อเดินเที่ยวตลาดจนหนำใจ และได้สิ่งของที่ต้องการครบครันแล้ว เฉินซูเหรินจึงพาหลี่หมัวมัวและผู้ติดตามกลับจวนแม่ทัพเฉิน ร่างกายอาจเหนื่อยล้า แต่หัวใจกลับเปี่ยมสุขด้วยความหวังที่จะได้พบจ้าวน้อยอีกครั้งในไม่ช้า
…..
รถม้าของจวนแม่ทัพเฉินแล่นออกจากตลาดเมืองซื่อหยางที่ยังคงสว่างไสวไปด้วยแสงโคม และเสียงจอแจ มุ่งหน้ากลับสู่จวนใหญ่ที่ตั้งอยู่อีกฝั่งหนึ่งของเมือง ขามานั้น บรรยากาศภายในรถม้าเต็มไปด้วยความอึมครึม และกดดันจากการที่เฉินซูเหรินต้องเผชิญหน้ากับหลี่หมัวมัว ทว่าขากลับนี้ บรรยากาศภายในรถม้ากลับอบอวลไปด้วยความอบอุ่น ที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ
เฉินซูเหริน ซึ่งแต่เดิมนั่งนิ่งเงียบด้วยความเกร็ง บัดนี้กลับยิ้มแย้มแจ่มใส ดวงตาเป็นประกาย นางเริ่มหันไปเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้หลี่หมัวมัวฟังด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น ราวกับเด็กน้อยที่ได้พบเจอเรื่องสนุกสนานมาตลอดทั้งวัน
“แม่นมเจ้าขา! ท่านรู้หรือไม่ว่าเมื่อหนึ่งเดือนก่อน ข้าได้แอบไปเข้าร่วมการแข่งขันชิงธงที่ค่ายทหารของท่านปู่ด้วยนะเจ้าคะ!” เฉินซูเหรินเริ่มเล่าด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความภูมิใจ ใบหน้าแดงระเรื่อด้วยความตื่นเต้น
“ข้าต้องปลอมตัวเป็นบุรุษด้วยนะเจ้าคะ กว่าจะเข้าค่ายไปได้ก็แสนยากเย็นนัก! แต่ข้าก็ได้พบกับสหายมากมายในค่าย พวกเขามิได้ถือตัวว่าข้าเป็นคุณหนู มิได้มองว่าข้าเป็นสตรีที่อ่อนแอ พวกเขาเรียกข้าว่า พี่ใหญ่เฉิน เจ้าค่ะ!”
หลี่หมัวมัวนั่งฟังอย่างเงียบงัน ใบหน้าของนางยังคงเรียบเฉย ทว่าแววตาที่จับจ้องไปยังเฉินซูเหรินกลับอ่อนโยนลงเล็กน้อย เธออดไม่ได้ที่จะยิ้มบางๆ เมื่อได้ยินเฉินซูเหรินเล่าเรื่องอย่างออกรสออกชาติ ราวกับได้เห็นคุณหนูผู้ที่เธอรู้จักมาตั้งแต่เล็กได้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
“และข้าก็มีสหายคนหนึ่งเจ้าค่ะ” เฉินซูเหรินเล่าต่อไปด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนลง “เขาตัวใหญ่แต่กลับความจำเสื่อม เวลาเขาจำอะไรไม่ได้ เขามักจะมีท่าทางเปิ่นๆ น่าเอ็นดูนัก ข้าเรียกเขาว่า จ้าวน้อย เจ้าค่ะ เขาเป็นคนดี มีน้ำใจยิ่งนัก”
เสียงหัวเราะ ใสๆ ของเฉินซูเหรินดังขึ้นในรถม้า หลี่หมัวมัวก็พลอยหัวเราะเบาๆ ตามไปด้วย เฉินซูเหรินเล่าถึงวีรกรรมต่างๆ ของจ้าวน้อยในการแข่งขัน ทั้งความซื่อตรง ความกล้าหาญ และความเปิ่นที่มักสร้างเสียงหัวเราะให้แก่ทุกคน หลี่หมัวมัวได้แต่ยิ้มรับฟัง พลางนึกภาพตามไปด้วยความเอ็นดู
“ข้าซื้อของเล่นกับขนมที่เขาชื่นชอบมาฝากเขาด้วยเจ้าค่ะ” เฉินซูเหรินกล่าวพร้อมกับชูกล่องขนม และจิ้งหรีดไม้ขึ้นให้หลี่หมัวมัวดู “พรุ่งนี้เช้า ข้าจะฝาก พ่อบ้านเฉิน ให้นำไปให้เขาที่ค่ายท่านปู่เจ้าค่ะ ไม่รู้ว่าเขาจะดีใจหรือไม่นะเจ้าคะ ที่ข้าไม่ลืมเขา!”
รถม้ายังคงแล่นไปอย่างมั่นคง ภายในรถนั้นเต็มไปด้วยเสียงเจื้อยแจ้วของเฉินซูเหริน และรอยยิ้มอบอุ่นของหลี่หมัวมัว ที่ได้เห็นคุณหนูผู้เป็นดั่งแก้วตาดวงใจขององค์หญิงชิงเหอ ได้เผยอีกด้านที่เปี่ยมไปด้วยมิตรภาพ และความรักอันบริสุทธิ์
ในขณะที่รถม้ายังคงแล่นอยู่บนถนนสายหลัก มุ่งหน้าสู่จวนแม่ทัพ เสียงเจื้อยแจ้วของ เฉินซูเหริน ที่เล่าเรื่องราวต่าง ๆ ยังคงดังแว่วมาเบา ๆ ทว่าภายในใจของ หลี่หมัวมัว กลับตกอยู่ในห้วงคะนึงที่ลึกซึ้ง
นางพยักหน้าเป็นบางครา รับฟังเรื่องราวการผจญภัยของคุณหนูด้วยรอยยิ้มบางเบา หากแต่ความคิดของนางกลับย้อนไปถึง เหตุที่นางเดินทางรอนแรมมาไกลถึงจื่อหยาง แห่งนี้ หลี่หมัวมัวรู้ดีว่าการมาของนางมิใช่เพียงเพื่อมาอบรมสั่งสอนมารยาทอย่างผิวเผิน หากแต่เพื่อ ทดสอบคุณหนูของนางอย่างแท้จริง และอีกประการหนึ่งที่สำคัญยิ่งกว่า คือเพื่อดูว่าเวลานี้คุณหนูของนาง สำนึกผิดแล้วหรือยังกับความผิดพลาดในอดีตที่ตนทำไว้
“เรื่องการทดสอบความเป็นกุลสตรีนั้น...” หลี่หมัวมัวคิดในใจพลางลอบพิจารณาเฉินซูเหรินที่กำลังเล่าเรื่องจ้าวมู่เฉินอย่างออกรส
‘คุณหนูของนางพัฒนาขึ้นมาก อาจด้วยนางเริ่มโตขึ้นจึงรู้ความมากขึ้น อบรมสั่งสอนนางอีกสักปีสองปี ข้าคิดว่าคุณหนูต้องเพียบพร้อมไม่แพ้สตรีจากเมืองหลวงเป็นแน่’ นางมองเห็นความพยายาม และความเปลี่ยนแปลงที่เฉินซูเหรินแสดงออกมาตลอดวันนี้ แม้จะยังไม่สมบูรณ์แบบนัก แต่ก็ถือว่าก้าวหน้าไปมากทีเดียว
ทว่าความคิดของหลี่หมัวมัวก็วกกลับมายัง เรื่องที่สอง ซึ่งเป็นภารกิจที่หนักหน่วงกว่า ‘ส่วนเรื่องนั้น...ต้องค่อยดูท่าทีของนางต่อไป หากนางสำนึกผิดและรู้ตัวว่าควรทำเช่นไร ก็ถึงวันที่นางสามารถกลับฉางอันไปพบหน้าองค์หญิงได้อย่างภาคภูมิ’ แววตาของหลี่หมัวมัวแฝงความหวัง และความห่วงใยอันลึกซึ้ง นางปรารถนาให้คุณหนูของตนได้กลับไปสู่จุดที่ควรจะเป็น ได้กลับไปอยู่เคียงข้างมารดาที่คิดถึงนางสุดหัวใจ... แต่สิ่งนั้นจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเฉินซูเหรินได้เรียนรู้บทเรียนจากอดีตอย่างแท้จริงเสียก่อน