โครตพลังดวงตาเทพเจ้า

    ตอนที่ 44 มีปัญหา

    ตอนที่ 44 มีปัญหา
    ณ ตอนนี้ทุกคนต่างคนต่างก็พูดคุยกันอย่างต่อเนื่อง แม้แต่ฉีเจาก็ไม่มีข้อยกเว้น
    สายตาของเซิงห่าวดูแปลกไปเล็กน้อย : "ศิษย์พี่ ดูเหมือนว่ามันน่าจะเป็นของแท้นะครับ"
    เมื่อตอนที่ผ้าผืนนั้นพึ่งออกมา ระบบก็ได้ทำการประเมินให้กับเขาแล้ว และก็ได้แปลอักษรที่อยู่ข้างในนั้นให้แล้วด้วย
    เนื้อหาที่อยู่ภายในเป็นความรักของผู้ชายคนหนึ่งที่มีต่อผู้หญิงอีกคนหนึ่ง สามารถเรียกได้ว่าเขียนได้ค่อนข้างน้ำเน่าเลยทีเดียว
    และถ้วยใบนี้ก็อธิบายถึงต้นกำเนิด และที่คาดไม่ถึงก็คือว่าสิ่งนี้ได้ถูกองครักษ์ขโมยออกมาจากภายในพระราชวัง เพราะว่าได้แอบรักสาวงามอย่างซูต๋าจี่ ก็เลยได้ทำการขโมยถ้วยสามขาใบนี้ไปด้วยความอาลัยรัก
    นี่เป็นเพียงแค่ความหมายคร่าวๆ ในผ้าผืนนั้น ส่วนคำแปลที่แท้จริงที่แปลออกมาจากตัวอักษรนั้น ทำให้เซิงห่าวถูกความน้ำเน่าทำให้เส้นตรึงสะท้านเลยทีเดียว
    ตัวอักษรด้านในนั้น มันคือความรักเขาข้างเดียวที่ไม่รู้จักจบจักสิ้นขององครักษ์ที่มีต่อซูต๋าจี่ และการใช้คำพูดที่น้ำเน่าก็ไม่เป็นสองรองใครอย่างแน่นอน
    ฉีเจาพยักหน้าเล็กน้อย และในท้ายที่สุดอาจารย์หานก็ได้ดูตัวอักษรเหล่านั้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว : "น่าจะใช่นะ! "
    ในเวลานี้เจียงรุ่ยก็เริ่มพูดขึ้นมาอีกว่า : "ในกระเป๋าเอกสารยังมีเอกสารที่แปลแล้วอยู่อีกชุดหนึ่งด้วยนะครับ"
    เมื่อทุกคนได้ยินดังนั้นก็พุ่งเป้ามองไปยังกระเป๋าเอกสารใบนั้น ผู้เชี่ยวชาญการประเมินก็ได้เปิดกระเป๋าเอกสารออกมาอีกครั้ง แล้วได้หยิบกระดาษสีขาวแผ่นหนึ่งออกมา และก็ได้ดูอยู่ครู่หนึ่ง
    ในเวลานี้ทุกคนต่างก็ชะเง้อคอมองมากขึ้นไปอีก มีคนพูดขึ้นว่า : "ให้พวกเราดูบ้างสิ พวกเราก็อยากรู้ว่าในนั้นเขียนอะไรไว้? "
    ผู้เชี่ยวชาญการประเมินก็ได้ใช้สายตาหันไปถามเจียงรุ่ย หลังจากนั้นเจียงรุ่ยก็พยักหน้าตอบรับ และเขาก็ได้ส่งกระดาษแผ่นนี้ไปยังฝูงชน
    หลังจากนั้นไม่นานนักภายในฝูงชน ก็มีเสียงอุทานออกมาอย่างฉับพลันว่า
    “นี่มันจะน้ำเน่ามากเกินไปแล้วนะ! ” 
    "ดูเหมือนว่าจะเป็นของจริงแล้วละ องครักษ์คนนั้นช่างกล้ามากเลยจริงๆ ไม่คาดคิดเลยว่าจะกล้าขโมยของจากกษัตริย์ที่โหดเหี้ยมเช่นนั้นได้"
    “ประมาณว่าเหมือนกับยินยอมพร้อมใจที่จะตายเพื่อความรักนั่นล่ะ” 
    ฉีเจาก็มองผ่านๆ ไปครั้งหนึ่ง แล้วก็ถอนหายใจพลางพูดว่า : "น้ำเน่า"
    ไม่นานนักอาจารย์หานก็เงยหน้าขึ้นมา กระดาษที่ได้ทำการแปลตัวอักษรแล้ว ได้ถูกส่งกลับมายังมือของเขาตามความต้องการ เขามองดูมันอย่างละเอียดถี่ถ้วนอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า : "การแปลนี้ถือว่าแปลได้ถูกต้องแน่นอน"
    ทุกคนอุทานขึ้นมาด้วยความประหลาดใจอีกครั้ง
    นอกจากนี้ก็ยังแสดงให้เห็นว่าถ้าหากผ้าผืนนี้พิสูจน์ได้แล้วว่าเป็นของเเท้ อย่างนั้นถ้วยสามขาใบนี้ก็คงเป็นถ้วยที่พิเศษของซูต๋าจี่จริงๆ 
    ดังนั้นเพียงไม่นานนักผ้าผืนนี้ก็ถูกส่งไปทำการตรวจสอบ ทุกคนต่างก็อยู่กับที่แล้วเฝ้ารออย่างอดทนเป็นอย่างมาก และยังใช้แววตาที่ลุกเป็นไฟมองไปที่ถ้วยสามขาใบนั้นอีก
    เซิงห่าวและฉีเจาก็ย่อมที่จะต้องรอเช่นกัน เพราะว่าผู้เชี่ยวชาญการประเมินได้มาอยู่ตรงนี้กันหมดแล้ว ในขณะนี้พวกเขาไม่ทางที่จะไปทำการประเมินได้อยู่แล้ว อีกทั้งด้านหลังของพวกเขายังมีคนอยู่อีกกลุ่มหนึ่ง หากคิดที่อยากจะออกไปจากกลุ่มคนก็ค่อนข้างที่จะยากลำบากอยู่ไม่น้อย
    ฉีเจาทำได้แต่พูดอย่างจนปัญญาว่า : "ศิษย์น้อง ช่วยดูแลกระเป๋าเดินทางของฉันหน่อย อย่าได้ให้ใครคนอื่นมาแตะต้องมันเข้าล่ะ"
    เซิงห่าวรู้ว่ากระเป๋าเดินทางใบนี้เปรียบเสมือนของมีค่าสำหรับฉีเจา เขาย่อมรับปากอยู่แล้ว
    หลังจากนั้นไม่นาน ผลการประเมินก็ออกมาอย่างรวดเร็ว : "ผ้าผืนนี้แน่นอนว่าเป็นของใช้สมัยราชวงศ์ซาง และตัวอักษรที่เขียนเอาไว้ของผ้าผืนนี้ก็เป็นวัตถุโบราณอย่างหนึ่งอีกด้วย! "
    สถานะของถ้วยสามขาได้รับการยืนยันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ว่าถ้วยสามขาใบนี้เป็นของซูต๋าจี่อย่างแท้จริง ในชั่วพริบตาเดียวถ้วยสามขาใบนี้ ก็มีมูลค่าสูงขึ้นมาอย่างมากมาย
    หลังจากที่ผู้เชี่ยวชาญการประเมินได้ทำการปรึกษาหารือกันอยู่ครู่หนึ่งก็ได้พูดขึ้นว่า : “ผลสรุปสุดท้ายนี้ได้ตั้งราคาถ้วยสามขาใบนี้ไว้ประมาณยี่สิบห้าล้านหยวน” 
    ราคายี่สิบห้าล้านหยวนนี้ในบรรดาถ้วยสามขาถือได้ว่าหายากเป็นอย่างมาก อย่างที่รู้กันว่าตอนนี้ราคาที่สูงที่สุดในตลาดหลังจากได้มีการสร้างกระแสไปแล้วก็แค่สิบกว่าล้านหยวนเท่านั้นเอง
    กับสิ่งของที่เคยใช้โดยสาวงามนี่ไม่เหมือนกันเลยจริงๆ 
    เซิงห่าวอุทานออกมาคำหนึ่ง
    ถ้วยสามขากับผ้าที่เขียนด้วยตัวอักษรสมัยราชวงศ์ซาง ถูกส่งไปยังจุดแสดงนิทรรศการ ผู้คนมากมายก็ได้ตามไปตรงจุดนั้นด้วย
    "ศิษย์พี่ ถึงคิวพวกเราแล้ว พวกเราไปประเมินกันเถอะ! " เมื่อเซิงห่าวเห็นผู้เชี่ยวชาญเหล่านั้นกลับมานั่งที่ตำแหน่งของตัวเองแล้ว ก็ได้ร้องเรียกไปที่ฉีเจา
    ฉีเจาพยักหน้า ทั้งสองคนไม่ได้ไหลไปตามฝูงชนเหล่านั้น
    ฝูงชนต่างแยกย้ายกันไป เจียงรุ่ยก็มองไปเห็นเซิงห่าวพวกเขาทั้งสองคน : "โอ้ว ได้เจอพวกคุณอีกแล้ว ของที่อยู่ในกระเป๋าสองใบนี้ไม่เสียหายสินะ ฉันค่อนข้างที่จะอยากรู้จริงๆ เลย ว่าที่จริงแล้วพวกคุณเอาอะไรมากันแน่ ไม่คิดเลยว่าจะใหญ่โตขนาดนี้"
    เจียงรุ่ยที่พึ่งจะกลายเป็นจุดสนใจของฝูงชน ทำให้มีคนอยู่ไม่น้อยมองตามมาที่เขา เมื่อได้ยินเสียงร้องเรียกอย่างนี้ ในชั่วพริบตานั้นทุกสายตาก็มุ่งไปที่ร่างของฉีเจาในทันที
    เซิงห่าวมองเขาอย่างเฉยเมย แล้วช่วยฉีเจาลากกระเป๋าเดินทางพลางพูดว่า : "เดี๋ยวคุณก็รู้แล้ว"
    ในเวลานี้ภายในใจของเจียงรุ่ยนั้นกำลังได้ใจอยู่ เพราะท้ายที่สุดแล้วถ้วยสามขาที่เขานำมานั้นไม่คาดคิดว่าจะถูกประเมินออกมาได้ราคาที่สูงถึงขนาดนี้ แต่เงินไม่ใช่สิ่งสำคัญ เพราะที่สำคัญนั้นคือ ทุกคนได้รู้ว่าเขานั้นมีถ้วยที่พิเศษของซูต๋าจี่อยู่ในมือ และนี่มันคือสัญลักษณ์ของฐานะอย่างหนึ่งอีกด้วย
    เขาเดินตามหลังของเซิงห่าวมาแล้วพูดว่า : "อย่างนั้นก็ดีเพราะฉันก็อยากรู้เหลือเกิน ฉันอยากจะดูว่าสิ่งที่พวกคุณนำมานั้นมันคืออะไร"
    กระเป๋าเดินทางทั้งสองใบนี้อยู่หลังจากการประเมินถ้วยสามขา อย่างนี้แล้ว จึงได้กลายเป็นจุดสนใจของผู้คนไปโดยปริยาย
    เมื่อมาถึงหน้าผู้เชี่ยวชาญการประเมินคนหนึ่ง เซิงห่าวได้ช่วยเหลือในการนำเอากระเป๋าเดินทางยกขึ้นไปไว้บนโต๊ะ แต่เพราะมันใหญ่เกินไป ก็เลยจำเป็นต้องเอาโต๊ะสองสามตัวมาวางรวมไว้ด้วยกัน
    เมื่อกระเป๋าได้เปิดออกมา เผยให้เห็นผ้าและกระดาษที่อยู่ด้านใน ฉีเจาได้ทำเหมือนอย่างที่ทำเมื่อวานนี้ เขาได้หยิบเอาแจกันออกมาด้วยความระมัดระวังเป็นอย่างมาก
    มีใครสักคนอุทานขึ้นมาว่า : "ว้าว ทำไมแจกันถึงได้สูงขนาดนี้ มันเป็นของราชวงศ์อะไรกัน พวกคุณดูภาพที่อยู่ในนั้นสิ พอมองออกไหมว่ามันมาจากราชวงศ์ไหน? "
    เมื่อผู้เชี่ยวชาญมองเห็นแจกันใบนี้แล้ว ก็ลุกยืนขึ้นมา เพราะถ้าหากเขาไม่ลุกขึ้นยืนแล้วละก็ ก็ไม่มีวิธีที่จะสามารถประเมินแจกันใบนี้ดีๆ ได้
    คนที่ประเมินแจกันนี้คืออาจารย์หานที่สามารถดูอักษรของราชวงศ์ซางได้ :"สิ่งนี้คือ? " ชั่วขณะหนึ่งเขานั้นคิดไม่ออกว่าแจกันใบนี้มาจากราชวงศ์อะไร
    ฉีเจาตอบกลับไปว่า : “แจกันทวิมุกจวีชิงครับ” 
    อาจารย์หานได้ยินชื่อนี้ก็รู้สึกมึนงงไปครู่หนึ่ง "ชื่อนี้ดูเหมือนว่าฉันจะเคยได้ยินมาจากที่ไหนสักที่......ให้ฉันคิดดูสักหน่อย เอ๋? คงจะไม่ใช่ว่าก่อนหน้านี้ มีแจกันทวิมุกจวีชิงได้หลุดออกมาในตลาด? "
    ขณะนั้นฉีเจาไม่เข้าใจความหมายของเขา : “หลุดออกมาในตลาด?” 
    "ใช่แล้ว ก่อนหน้านี้ในตลาดมีของปลอมหลุดออกมามากมายเลยทีเดียว ระดับของการจำลองลอกเรียนแบบยังสูงเป็นอย่างยิ่ง ถ้าไม่ได้ใช้เครื่องมือทดสอบจริงแล้วละก็ คงจะมองไม่ออกว่าแจกันใบนี้เป็นของแท้หรือปลอม คุณไม่ได้ซื้อมาจากในตลาดนั้นใช่ไหม? " อาจารย์หานเหลือบมองแจกันแล้วถามขึ้น
    จากของปลอมที่หลุดออกมาในตลาด แล้วยังชื่อแจกันทวิมุกจวีชิงอีกด้วย เมื่อเจียงรุ่ยได้ยินก็จงใจหัวเราะร่าออกมา เขามองไปที่แจกันนั้น : "เป็นไปไม่ได้มั้ง ไม่คิดเวลาคุณจะเอาของปลอมมาถึงนี่? "
    เสียงหัวเราะของเจียงรุ่ยฟังแล้วดูไม่น่าฟังสำหรับฉีเจาอย่างมาก เขาจะรู้ได้อย่างไรว่าในตลาดจะมีแจกันทวิมุกจวีชิงปลอมหลุดออกมาอย่างไม่คาดคิดได้
    เจียงรุ่ยยังคงพูดต่อไปอีกว่า : "ฉันว่าคงไม่ต้องทำการประเมินแล้วล่ะ เพราะประเมินไปก็คงเสียเวลาเปล่า " เขาตัดสินอย่างแน่วแน่ไปแล้วว่าแจกันใบนี้เป็นของปลอม
    ผู้คนโดยรอบก็แสดงสีหน้าที่แปลกประหลาดขึ้นมาทันที อย่างไรก็ตามไม่คิดว่ากระเป๋าเดินทางใบใหญ่ทั้งสองใบที่ดึงดูดสายตาผู้คนขนาดนี้คาดไม่ถึงว่าจะบรรจุของปลอมเอาไว้
    ฉีเจากัดฟัน และไม่ทันที่จะได้ยินข้อสรุปสุดท้ายนั้น เขาไม่เชื่อว่าแจกันใบนี้จะเป็นของปลอม : "เชิญท่านอาจารย์ประเมินสักหน่อยเถอะครับ"
    อาจารย์หานเหลือบมองไปที่เขา และพยักหน้าเล็กหน่อย เขาสวมแว่นตา และเข้ามามองบนแจกันอย่างละเอียดถี่ถ้วน เขานั้นเริ่มมองที่ลวดลายก่อน
    เขาเอ่ยปากชมขึ้น "อย่าพึ่งพูดว่าเป็นของแท้หรือปลอม ลวดลายนี้ วิจิตรบรรจงจริงๆ แล้วก็ความโค้งของแจกัน มันก็สวยงามมาก"
    "เพราะว่าในตลาดได้มีของปลอมหลุดออกมาส่วนหนึ่ง ดังนั้นฉันก็ต้องเอาแจกันทวิมุกจวีชิงของคุณใบนี้ไปตรวจสอบก่อนรอบหนึ่ง สิ่งนี้มีวิธีแยกแยะอยู่หลายวิธี มันมองออกมาได้ง่ายมาก"
    ในขณะที่พูดอยู่ อาจารย์หานหยิบแจกันขึ้นมาจ้องมองอย่างละเอียดถี่ถ้วน เนื่องจากว่าตัวของแจกันสูงเกินไป เขาจึงจำเป็นต้องให้ฉีเจาช่วยเหลือในการประคองอยู่ครู่หนึ่งแล้วเขาก็ได้เริ่มดูส่วนหัวของแจกัน ส่วนล่างของลวดลาย และยังมีก้นของแจกันไปตามลำดับ
    เมื่อมองตรงส่วนนั้นเสร็จคิ้วของเขาพลันขมวดขึ้น และมองซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างละเอียดอีกหลายรอบ
    ในขณะนั้นเจียงรุ่ยก็ได้พูดออกมาเสียงดังว่า : "แจกันใบนี้ไม่ใช่ของแท้หรอกเป็นของปลอมใช่ไหมล่ะ? "
    เซิงห่าวได้ยินคำนั้นของเขาก็ตอบกลับเขาไปประโยคหนึ่งอย่างหงุดหงิดว่า : "ถ้าคุณไม่พูดละก็คงไม่มีคนบอกว่าคุณเป็นใบ้หรอก ของแท้หรือของปลอม เดี๋ยวท่านอาจารย์ก็บอกอยู่แล้ว คุณไม่จำเป็นต้องพูดมากไปหรอก"
    แจกันจะเป็นของแท้หรือของปลอมนั้นเขารู้ดีที่สุด ดังนั้นเขาไม่รู้สึกกังวลใจเลยสักนิด เพียงแต่เขารู้สึกรังเกียจเจียงรุ่ยมากกว่าที่ส่งเสียงดังอยู่ข้างหู
    ในตอนนี้เจียงรุ่ยกลับรู้สึกว่าเขานั้นกำลังร้อนตัวเลยพูดว่า : "ฉันเพียงแต่พูดไม่กี่ประโยคเท่านั้นเอง ถ้าหากว่าเป็นของแท้แล้วละก็ทำไมเธอถึงต้องกลัวที่คนอื่นพูดด้วยล่ะ? "
    ที่จริงแล้วฉีเจาในเวลานี้รู้สึกตึงเครียดเป็นที่สุด เขารู้สึกกลัวเป็นอย่างยิ่ง ว่าที่ซื้อกลับมามาจะกลายเป็นของปลอม และสุดท้ายเมื่อมองไปที่ท่าทางการขมวดคิ้วของอาจารย์หาน ที่ทำราวกับว่าแจกันใบนี้มีปัญหาอยู่จริงๆ 
    “แจกันใบนี้มีปัญหา.....” ทันใดนั้นอาจารย์หานก็กล่าวออกมาประโยคหนึ่ง
    เมื่อเจียงรุ่ยได้ยินเข้า ก็หัวเราะร่าอย่างมั่นใจ เขาตบไปที่ไหล่ของฉีเจาเล็กน้อย : “ไม่เป็นไรน่า ซื้อของปลอมมานั้นมันเป็นเรื่องปกติ ใครบ้างที่ไม่เคยซื้อของปลอมล่ะถูกไหม?” 
    สีหน้าของฉีเจาตอนนี้ซีดลง เขาคิดว่าดูมาอย่างละเอียดชัดเจนดีแล้ว แจกันทวิมุกจวีชิงใบนี้จะต้องเป็นของแท้สิถึงจะถูก ทำไมอยู่ดีๆ ก็มีปัญหาเสียแล้ว? 
    เมื่อเซิงห่าวได้ยินคำพูดของอาจารย์หาน ก็ได้ถามขึ้นมาตามตรงว่า : “อาจารย์ดูอย่างชัดเจนแน่แล้วใช่ไหมครับ?”...

    คล้ายกับเรื่องโครตพลังดวงตาเทพเจ้า ที่คุณอ่าน