“เพราะเจ้าเป็นเด็กที่เกิดจากพรหมจรรย์ธาตุทอง” ชายชรากล่าวต่อซีว่างเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา
“!!!”
ในโลกนี้นั้นพรหมจรรย์ธาตุคือสิ่งที่มีเฉพาะหญิงสาว มีโอกาสที่จะเกิดมาและมีพรหมจรรย์ธาตุน้อยมาก ใน 100,000 นาง จะพบสัก 1 นาง
หญิงที่มีพรหมจรรย์ธาตุนั้น เมื่อเสียพรหมจรรย์ให้แก่บุรุษ บุรุษผู้นั้นจะมีระดับฝีมือเพิ่มขึ้นมาก ความรวดเร็วในการฝึกวิชาจะไวขึ้นเท่าตัว แต่หนึ่งบุรุษ สามารถรับพรหมจรรย์ธาตุได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น
แต่ที่พิเศษกว่าการได้พรหมจรรย์ธาตุคือเด็กที่เกิดจากการเสียพรหมจรรย์ ซึ่งมีโอกาสเพียงครั้งเดียวตลอดชีวิตของหญิงสาวท่านั้น
มันผู้นั้นจะเป็นมังกรเหนือมังกร แล้วไม่ต้องกล่าวที่ชายหนุ่มที่เกิดจากหญิงที่มีพรหมจรรย์ธาตุทอง มันจะพิเศษปรานใด
“แม่ข้ามี...” ชายหนุ่มไม่กล้าพูดคำนั้นออกมา เพราะผู้ที่กล่าวถึงคือมารดาตนเอง การจะพูดเรื่องนี้ออกมานั้นมันไม่สมควรอย่างยิ่ง
“ใช่อย่างที่เจ้าคิด..เด็กน้อย” ชายชรายิ้มตอบไปเพราะมันสามารถเข้าใจในสิ่งที่ชายหนุ่มจะสื่อออกไปได้
“มิน่า มิน่า , ข้าถึงรู้สึกว่า..พลังของข้านั้นมีมากมายเหลือล้น , ข้าสามารถต่อสู้กับมันได้โดยไม่เกรงกลัวต่อพลังของเจ้าหน้าผุนั้น..แม้แต่น้อย” ชายหนุ่มเข้าใจทุกอย่างทั้งหมด เหตุผลที่ตนสามารถฝึกวิชาได้รวดเร็วและความสามารถเหนือกว่าผู้อื่น
“เจ้าอย่าดูเบาพรหมจรรย์ธาตุทองไป , พรหมจรรย์ธาตุอื่นอาจทำให้ฝึกวิชาได้ว่องไวขึ้นมีพลังธาตุที่บริสุทธิ์ขึ้น , แต่พรหมจรรย์ธาตุทองนั้น นอกจากจะทำอย่างธาตุอื่นได้แล้ว เจ้ายังมิแค่ต่อสู้ข้ามระดับได้แค่ 3 หรือ 4 ระดับ ถ้าเจ้าฝึกใช่พลังอย่างชำนาญ เจ้าสามารถต่อสู้กับผู้ที่อยู่ระดับช่วงชั้นสูงกว่าเจ้าได้ 1 ระดับช่วงชั้นใหญ่ ”
“!!!”
‘หนึ่งช่วงชั้นใหญ่!! ข้าจิตโลกาขั้น 1 สามารถสู้กับ ผสานโลกาขั้น 1 ได้ ? ตาแก่นี้ปั่นหัวข้าแล้ว..เป็นไปไม่ได้’ ชายหนุ่มคิดในใจ เพราะสิ่งที่ตนได้ยินนั้น ไม่เคยพบหรือเคยได้ยินจากผู้ใดมาก่อน
“เป็นความจริง..เหตุใดข้าต้องพูดปดต่อเจ้า” ชายชรากล่าวออกมายืนยันความจริง
“นอกจากนั้นมีอะไรอีกหรือไม่ เกี่ยวกับสิ่งที่ท่านพูดมา” ชายหนุ่มถามด้วยสายตาที่คาดหวัง
“ไม่มีแล้ว..ยกเว้นเจ้าสามารถที่จะพบผู้ที่มีพรหมจรรย์ธาตุทอง..แล้วเจ้าสามารถได้พลังนั้นมาเพิ่มพลังเจ้าอีกเท่าตัว” ชายแก่กล่าวก่อนยิ้มให้เด็กหนุ่ม แล้วกล่าวว่า “ข้ากังวลว่าเจ้าจะไม่สามารถ , ต่อให้เจ้าพบคนที่มีพรหมจรรย์ธาตุทองนั้น..แต่ด้วยนิสัยของเจ้า , ข้าว่า..เจ้าคงผ่านหญิงเป็นร้อยเป็นพันก่อนกระมัง..กว่าจะพบหญิงนางนั้น”
“โดยเฉพาะตอนนี้เจ้า มิใช่ขยะอย่างเมื่อภพก่อนแล้ว สามารถจะเกี้ยวหญิงนางใดก็ได้ที่เจ้าปรารถนา”
“เอาล่ะเดี๋ยวจะไม่ทันกาล..ข้าว่าธุระต่อเจ้าก่อน” ชายชราทำหน้าจริงจังต่อชายหนุ่ม
“ตอนนี้น่าเอ๋อร์ก็ดูเปลี่ยนไปเล็กน้อยและสามารถเข้ากับเจ้าได้ดีเช่นกัน” ชายชรายิ้ม แต่คราวนี้ไม่ได้ยิ้มลอย ๆ เหมือนทุกครั้ง มันเป็นยิ้มที่มีความสุขจากใจ “ขอบใจเจ้ามากที่..ทำเพื่อข้า”
‘ขอบใจ? ข้าลำบากขนาดไหน..ท่านรู้หรือไม่ , ตอนนี้พ่อแม่ข้าคงจามจนเป็นไข้หวัดแล้วกระมัง , นางด่าได้เผ็ดร้อนอย่างกับอะไร’ เด็กหนุ่มทำคิ้วขมวดและกอดอกมองไปที่ชายชราด้วยท่าทีที่ไม่พอใจเล็กน้อย
ชายชราคิ้วกระตุกเล็กน้อย ก่อนจะถอนใจแล้วกล่าวกับเด็กหนุ่มว่า “ภารกิจที่ 2 ที่ข้าจะให้เจ้าทำ คือการไปสุสานกษัตริย์ ภายในหนึ่งปี”
“หนึ่งปี..?! ข้าว่าท่านฟั่นเฟือนแล้วกระมัง” ชายหนุ่มได้ฟังเหมือนเป็นเรื่องตลก ก่อนจะกล่าวต่อชายชรา “เท่าที่ข้าได้ยินมาระดับที่สามารถไปได้น่าจะเป็น เหยียบนภา”
“มิผิด..ต้องไปถึงระดับเหยียบนภาก่อนถึงจะสามารถไปถึงข้างในสุสานได้ , แต่ว่าเจ้าลืมไปหรือไม่..ว่าเจ้าสามารถสู้ข้ามระดับชั้นได้ , ฉะนั้นแค่เพียงเจ้าสามารถไปถึงระดับผสานโลกาได้..เจ้าก็สามารถเข้าไปได้อย่างไม่ยากเย็นเท่าใด”
ก่อนที่ชายชราจะขมวดคิ้ว ก่อนกล่าวต่อชายหนุ่มว่า “สิ่งที่เจ้าต้องพยายามและกังวลจริง ๆ คือการฝึกท่าร่ายไปถึงระดับสาม..เพื่อให้เจ้าสามารถทะยานสู่ท้องนภาได้”
“ท่านบ้าแล้ว!! , การทำแบบนั้นมันยากกว่าการไปถึงระดับเหยียบนภาอีกนะท่าน” ชายหนุ่มกล่าวออกมาเพราะสิ่งที่ชายชราบอกกล่าวต่อมันนั้น เหมือนบอกให้มันไปดับไฟโดยใช้น้ำเพียงขันเดียว
“เจ้าก็ลืมไปอีกหรือว่าเจ้ามีพลังเช่นใด , ความสามารถในการฝึกและเข้าใจวิชาของเจ้า..อยู่เหนือกว่าผู้อื่นนัก , อย่าดูเบาสิ่งที่ตนมีหนุ่มน้อย” ชายชรากล่าวเตือนต่อชายหนุ่มด้วยความหวังดี
“เอาล่ะข้าหมดธุระต่อเจ้าแล้ว..เจ้าได้เวลาตื่นแล้ว” ก่อนที่ชายชราจะพุ่งเข้ามาแล้ว ฟาดไปตรงหน้าอกของชายหนุ่ม แต่ครานี้เหมือนจะออกแรงมากกว่าครั้งก่อน
ชายหนุ่มพลันสะดุ้งตกเตียงตื่นขึ้นมา พร้อมกับความเจ็บปวดที่แผ่ซ่านไปทั่วทรวงอกของตนเอง
เมื่อลุกขึ้นมาชายหนุ่มก็สังเกตเห็นว่า เวลานี้เกือบจะเลยเวลาอาหารเที่ยงไปเสียแล้ว ก่อนที่จะมีเสียงดังมาจากทางด้านหลังของหอพัก
“ข้าเห็นเมื่อวันก่อนเจ้าไม่ได้นอนมากนัก , วันนี้ข้าจึงห้ามมิให้ผู้อื่นปลุกเจ้า” ชายอ้วนจูจินกล่าวต่อซีว่าง
“ท่านช่างดีต่อข้านักศิษย์พี่จู” ชายหนุ่มกล่าวต่อจูจิน พลันรู้สึกถึงความอบอุ่นที่จูจินส่งออกมา
‘ท่านช่างเป็นคนที่ดีเสียจริง ทั้ง ๆ ที่ท่านไม่รู้ว่าข้ามีพลังพรสวรรค์ขนาดไหน..แต่ท่านก็ยังดีต่อข้า’ ชายหนุ่มรู้สึกดีต่อสถานที่แห่งนี้มาก ถึงจะเป็นที่รวมขยะ แต่ทุกคนต่างก็ห่วงใยซึ่งกันและกัน
“แน่นอน..ข้าก็ดีต่อทุกคนนั่นแหละ , ไม่ใช่เฉพาะเจ้า..ถึงใครจะว่าเราเป็นขยะแต่พวกเราก็เป็นขยะที่กลมเกลียวกัน” ชายอ้วนกล่าววาจาที่แฝงไปด้วยความอบอุ่นต่อชายหนุ่ม
ก่อนที่ทั้งสองจะคุยกันสักพักแล้วซีว่างจึงขอตัวลาเพื่อไปหาสหายของตน
แต่เมื่อมาถึงก็แปลกใจสิ่งที่เห็นตรงหน้า คราวนี้มิใช่เยว่เทียนมาอยู่ด้วยร่วมโต๊ะเพียงผู้เดียว กลับเป็นเยว่รู่ตามมาด้วย
“เมื่อเช้าท่านพี่หายไปไหนมา ?” จิ้นเฟิงถามเมื่อเห็นซีว่างเดินมาหาพวกตน
“ข้าหลับสบายมาก..เลยมิได้รีบตื่นมาหาพวกเจ้า” ชายหนุ่มบอกกล่าวต่อน้องชายของตน
“แต่ที่ข้าสงสัยไม่ใช่เจ้า” ซีว่างชี้ไปที่เยว่เทียนก่อนเลื่อนนิ้วชี้มาที่เยว่รู่ “เหตุใดถึงมาอยู่กับคุณหนูบ้านนอกและคนต่ำช้าอย่างพวกข้าได้?”
“เฮอะ..แค่ข้ามานั่งร่วมโต๊ะกับพวกเจ้า..ก็เป็นเกียรติต่อพวกเจ้าเท่าใดแล้ว , พวกเจ้าควรจะรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณด้วยซ้ำ” หญิงสาวกล่าวโดยมองเหยียด ๆ เข้าหาเหล่าชายหนุ่มที่นั่งร่วมโต๊ะกับนาง
‘โอ้วว..บุญคุณล้นเหลือ..แต่หาสามีมิได้สักที..แม่นางคนนี้ ’
“ปากแบบนี้เจ้าถึง...” ซีว่างยังไม่ทันได้กล่าวจบก็มีผู้อื่นขัดมันก่อน
“พวกข้ามาประเดี๋ยวเดียว..เพื่อมาบอกพวกเจ้าเรื่องข้อเสนอใหม่” เยว่เทียนกล่าวต่อพวกของซีว่าง
“ข้อเสนอใหม่ ? ทำไมพวกข้าต้องมาเสวนาเรื่องนี้กับเจ้าอีกรอบ?” ซีว่างกล่าวถาม
“ฟังเยว่เทียนกล่าวก่อนเถิด..คราวนี้มันบอกว่ามีข้อเสนอที่ยากจะปฏิเสธได้” เฟิงอวิ๋นกล่าว
‘เพราะเจ้าชอบน้องสาวมันสิไม่ว่า..อยากไปกับหญิงนางนี้ล่ะสิ้’ ซีว่างคิดต่อเฟิงอวิ๋นที่มันกำลังหลงรัก น้องสาวของเยว่เทียน
“ว่ามา..ข้ามีเวลาไม่มาก , ข้าต้องจะรีบไปทานอาหาร..ข้าไม่ได้กินมาตั้งแต่เช้า” ซีว่างกล่าว
“เจ้าทานอาหารก่อนเถิด..คุยกันที่นี่มันไม่เหมาะ , ไว้หลังเวลาอาหารเย็นเจ้ามาที่ห้องพักของข้า” ก่อนที่ชายหนุ่มจะบอกที่อยู่ของตนให้แก่กลุ่มของซีว่างได้รับรู้ ก่อนจะเดินจากไปพร้อมหญิงสาว
เฟิงอวิ๋นมองตามแผ่นหลังของหญิงสาวที่จากไป ก่อนจะหันกลับมาพบกับสายต่อที่ซีว่างมองมาที่มันอย่างเจ้าเลห์ มันจึงรีบหลบหน้าซีว่างในทันที
“ท่านพี่ว่า..เขาจะมาไม้ไหนต่อพวกเรา” จิ้นเฟิงสงสัยในสิ่งที่เกิดขึ้น ที่เด็กน้อยเงียบมาตลอด เพราะไม่อยากเผอเรอ พูดมากจนหลุดปากเรื่องบทกลอนนั้นต่อพี่น้องตระกูลเยว่
“ถึงเวลาก็รู้.. , ข้าก็อย่ารู้เหมือนกัน 'ข้อเสนอที่ยากที่จะปฏิเสธ' คืออะไร” ก่อนจะกระซิบข้างหูเฟิงอวิ๋นว่า “ถ้ามันบอกจะยกน้องสาวให้เจ้า..ข้าจะตกลงเพื่อเจ้าทันที” ก่อนที่ชายหนุ่มจะรีบวิ่งจากไปที่ห้องอาหาร โดยไม่สนใจสายตาของเฟิงอวิ๋น ที่มองมาที่ตนเอง...หลังเวลาอาหารเย็น 3 สหายก็มาถึงหน้าห้องที่เยว่เทียนนัดหมายต่อพวกของชายหนุ่มไว้
“พวกท่านทั้งหลาย..เชิญ” ยังไม่ได้เปิดหรือเคาะประตู ผู้ที่เป็นเจ้าของห้องก็กล่าวเชิญเข้าห้องเสียแล้ว
เมื่อเข้ามาข้างในห้อง..ห้องนี้นั้นกว้างและใหญ่กว่าห้องของ เฟิงอวิ๋นและจิ้นเฟิงรวมกันเสียอีก
“สมกับเป็นหลานชายของเจ้าสำนัก , ห้องดูโอ่โถงยิ่งนัก” เฟิงอวิ๋นกล่าวออกมา
“ที่นี่มีขนมอร่อย ๆ บ้างหรือไม่ ?” เมื่อพูดจบ เด็กน้อยก็เห็นสายตาของเฟิงอวิ๋นและซีว่าง..มองมาที่ตน ก่อนจะกล่าวว่า “อะไร? กินไปคุยไปมันคล่องคอกว่าการ..คุยไปโดยไม่มีอะไรลงท้องนิ”
“เชิญท่านนั่งก่อน” ก่อนที่เยว่เทียนจะผายมือไปที่โต๊ะที่ตัวใหญ่ในห้องรับรองแขก ก่อนที่เยว่เทียนจะให้เหล่าคนใช้ นำขนมและชา มาบริการ
หลังจากเหล่าคนใช้จากไป ซีว่างจึงกล่าวถามทันที “ข้อเสนอของเจ้าว่ามา , ถ้ามันดีข้าจะอยู่ต่อ..ถ้าไม่ข้าก็ขอตัว”
“ท่านนี้รีบร้อนเสียจริง” ก่อนที่เยว่เทียนจะหยิบม้วนหนังสักอย่างขึ้นมา “นี่คือแผนที่..ที่ข้าพบเจอ”
เมื่อเห็นเช่นนั้น สหายทั้งสามคนจึงต่างมองหน้ากัน ด้วยความสงสัย
แผนที่ของตนและของเย่วเทียนไม่เหมือนกัน เพราะแผนที่ที่ตนพบเจอนั้น สุสานจะอยู่ทางตะวันตกของเมือง แต่ของเยว่เทียน..สุสานอยู่ทางทิศใต้ของเมือง
“เจ้าแน่ใจได้อย่างไรว่า แผนที่นี้มิใช่ของปลอม” ซีว่างกล่าวถามด้วยความใคร่รู้
“ข้าก็มิแน่ใจเท่าใด..แต่นี่คือกล่องที่ข้าพบ” กล่องใบนี้นั้นเหมือนกับกล่องของซีว่างดั่งถอดแบบกันมา
เมื่อเห็นเช่นนั้น เฟิงอวิ๋นจึงทำการหยิบกล่องขึ้นมา ก่อนจะโยนไปในอากาศแล้วปล่อยพลังอัดใส่ไปที่ตัวกล่อง
เป็นเช่นเดียวกับกล่องของซีว่าง กล่องใบนี้ไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วนเลยแม้แต่น้อย
“กล่องดี.... , ของที่อยู่ข้างใน..น่าจะเชื่อถือได้อยู่บ้าง” เฟิงอวิ๋นกล่าว ก่อนจะถามต่อว่า “แล้วเจ้าพบมันที่ใด ?”
“เยว่รู่พบในบ้านตระกูลข้า ที่อาณาจักรม่านนภา”
“แล้วข้อเสนอที่เจ้าบอกว่ายากที่จะปฏิเสธของเจ้า..คืออะไร?” ซีว่างกล่าวถาม
“ข้าและน้องเอาเพียง 2 ส่วน..แต่พวกข้าขอหยิบของชิ้นแรกก่อน , 8 ส่วนที่เหลือ..พวกเจ้าสามารถแบ่งตามความชอบและความเหมาะสม ส่วนพวกเงินตราพวกเราไม่เอา” เยว่เทียนกล่าวขณะจ้องตาซีว่าง เหมือนพยายามกดข่มให้ซีว่างตอบตกลง
“ก็ได้..แต่ข้ามีข้อแม้หนึ่งข้อ , ข้าขอแผนที่นี้ไปศึกษาต่อที่ห้อง” ยื่นข้อเสนอแก่เยว่เทียน
“ย่อมได้..ข้าจำลายละเอียดของมันได้หมดแล้ว , ท่านสามารถเอาไปได้เลย..มิต้องนำมาคือข้า” เยว่เทียนกล่าวตกลงอย่างง่ายดาย
“ดี!! ถือว่าเห็นพ้อง , แบบนี้คุยกันง่ายหน่อย” ซีว่างกล่าวออกมาก่อนจะเก็บทั้งกล่องและแผนที่เข้าไปในโลกวิญญาณของตนเอง
‘ข้าอยากรู้เหลือเกิน..ว่าแผนที่ใบนี้..จะซ้อนคำใบ้หรือความลับอะไรไว้หนอ’ ซีว่างยิ้มในสิ่งที่ตนได้รับมา
“เมื่อตกลงกันได้แล้วพวกข้าขอตัวลา , เมื่อมีเวลา..พวกเราค่อยมาหารือเรื่องแผนที่จะก่อนที่บุกไปที่นั่น” พูดจบไม่รอให้อีกฝ่ายเชิญ ซีว่างรีบเดินออกมา
“นายน้อยเยว่ข้าขอตัว” เฟิงอวิ๋นกล่าวก่อนโค้งหนึ่งทีแล้วเดินตามสหายของมันไป
“ขนมนี่อร่อย..ข้านำกลับไปด้วยได้หรือไม่ ?” เช่นเดียวกับพี่ชายของมัน มันไม่รอให้อีกฝ่ายอนุญาต เด็กน้อยก็หอบขนมไปเต็มไม้เต็มมือแล้วรีบวิ่งตามพี่ชายของมันไป
เมื่อทุกคนจากไป เย่วรู่ที่นั่งเงียบมานาน จึงกล่าวต่อผู้พี่ “เหตุใดท่านถึงรั้นที่จะนำพวกมันไปด้วย”
“ตอนแรกข้าก็คิดจะพาพวกมันไปแค่ 2 คน , แต่เมื่อข้าเห็นระดับฝีมือของจิ้นว่างแล้ว..มันทำให้ข้าคิดหนักเพราะมันคือผู้ที่สามารถต่อสู้กับผู้ที่มีพลังเหนือกว่าตนได้อย่างน้อย 4 ขั้น” สายตาของเยว่เทียนตอนนี้ มีความมุ่งมั่นมาก ก่อนจะกล่าวต่อน้องสาวของตนว่า “เจ้าก็รู้..พวกเรามีเวลาไม่มาก , ถ้าชักช้าจะคงจะไม่ทันกาล” ...ทางสามหนุ่มรีบตรงมาที่ห้องของเฟิงอวิ๋น เมื่อมาถึงซีว่างรีบเดินลมปราณเข้าไปที่แผนที่ในทันที เพื่ออยากจะทราบเรื่องราวที่อยู่ด้านในของแผนที่
ก่อนที่แผนที่จะมีกลอนอีกบทหนึ่ง ที่ไม่เหมือนแผนที่ใบที่ตนครอบครองอยู่ก่อนหน้า
“ศาสตราที่สร้างชื่อ คำลำลือที่ได้ฟังศาสตรามากพลัง มันนั้นยังนิ่งหลับใหลศาสตรามีอยู่สี่ แบ่งน้องพี่อย่าเก็บไว้ศาสตราอยู่ที่ใด ข้าฝากไว้ตามลายแทน” (วันนี้ขี้เกียจทำโฟร์โต้ช๊อป)
“!!!” ‘ศาสตราคู่ใจของท่าน เยว่ ชิงหลง’ ซีว่างตาลุกวาวกับคำบอกใบ้ที่อยู่ตรงหน้า
“ศาสตรา ทั้ง 4 ของท่าน เยว่ชิงหลงเป็นแน่” จิ้นเฟิงกล่าวออกมา ก่อนจะกล่าวต่อ “เป็นไปได้ข้าขอ ดาบวายุพิรุณ”
ท่านเยว่ชิงหลงนั้น มีศาสตราอยู่ 4 ชิ้น 1.ดาบวายุพิรุณ 2.หอกอัคคีสยบมาร 3.กระบี่จิตวายุ 4.พาตเกาทัณฑ์ ( พาต = ลม , เกาทัณฑ์ = ธนู )
“ยังมิได้เห็นของ..กับฉี่จองเสียแล้ว” เฟิงอวิ๋นกล่าวต่อจิ้นเฟิง ในเชิงหยอกล้อ
“ท่านว่าข้าเป็นสุนัขหรือ ? ข้าแค่ชอบชื่อของมันเพียงเท่านั้น..ท่านจะมาว่าข้าด้วยเหตุใด” เด็กหนุ่มกล่าวด้วยท่าทีที่เอาแต่ใจ
“เอาล่ะ ๆ ถึงอย่างไร..ถ้ามีจริง..ตามตกลงเยว่เทียนเป็นฝ่ายเลือกก่อน” ซีว่างกล่าวเตือนต่อน้องชาย
“ไว้ถึงเวลา..ข้าจะไปร้องขอกับมันดู” จิ้นเฟิงกล่าวต่อพี่ชายตนเอง
“แยกย้ายกันนอนเถอะ..ไว้ค่อยมาหารือกันวันหลัง” ซีว่างกล่าวก่อนเดินจากไป
< ของมีเพียง 4 , คนแบ่งมี 5 เจ้าจะทำการแบ่งกันอย่างไร > หญิงสาวในโลกวิญญาณกล่าว
< ท่านอย่าลืมว่ามันเอาเพียง 2 ส่วน , ซึ่งศาสตราที่มันจะเลือกก็เกินขอบเขตร 2 ส่วนของมันแล้ว..ยังเหลืออีก 3 เหตุใดจึงจะแบ่งกันไม่พอ > ..ซีว่าง พลันรู้สึกถึงบางภัยอย่างที่กำลังคุกคามเข้าหาตนอยู่ที่เบื่องหลัง“ผู้ใด” ซีว่างกล่าวก่อนหันหลังไป ก็พบบุคคล 3 คน แต่งกายพรางตัวสีดำคุมหน้าคุมตา
“เจ้าสินะ จิ้นว่าง”