เอกสารรายงานตลอด 15 วันที่แอนเดอร์สันลา เปิดอ่านหน้าแล้วหน้าเล่า จนทำให้แอนเดอร์สันรับรู้ถึงเรื่องราวทุกอย่างที่เกิดขึ้นในค่ายแห่งนี้
ปรากฎว่าในช่วงที่เขาลามีทหารเกือบห้าพันตายภายในเกทระดับ 10 หลังจากสหพันธ์จัดตั้งกองกำลังเข้าไปกวาดล้างแต่ก็ไม่สำเร็จผลและที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดคือตอนนี้ เหตุการณ์ดำเนินมาถึงช่วงร้ายแรงที่สุด นั่นก็เพราะว่านักเวทย์ 900 ปีที่ถูกเกทควบคุมจนทุกคนเรียกพวกมันว่านักเวทย์ทาส ตอนนี้ได้ตายไปหมดแล้ว เหลือเพียงแค่นักเวทย์ทาส 901 ปีและสูงกว่าเท่านั้น จากการสำรวจของทหาร นักเวทย์ทาสที่ก้าวข้ามนักเวทย์ 900 ปีมีจำนวนทั้งหมด 861 คนที่ต้องฆ่าให้ได้
ซึ่งจำนวนของนักเวทย์ทาสกลับมีมากมายกว่าจำนวนทหารที่ก้าวผ่านนักเวทย์ 900 ปีที่ส่งมาทำงานที่ค่าย จากข้อมูลที่แอนเดอร์สันเห็นเป็นไปไม่ได้เลยที่พวกเขาจะเอาชนะ เนื่องจากทหารยศนายพลที่ถูกส่งตัวมามีจำนวน 103 คนเพียงเท่านั้น ด้วยจำนวนที่ห่างกันมากแอนเดอร์สันจึงระบุว่าเหตุการณ์ในตอนนี้เป็นเหตุการณ์ที่อันตรายสูงสุด
“ให้ตายสิ แสดงว่าฉันเป็นคนที่โชคร้ายมากๆสินะที่กลับมาในจังหวะแบบนี้ หากไม่มีฉายาผู้ที่โชคเข้าข้าง โชคร้ายของฉันคงจะหนักกว่านี้สินะ”
แอนเดอร์สันถอนหายใจออกมาเบาๆ หลังจากเขามองเห็นวันเวลาที่ทหารจะเริ่มทำการเคลียร์เกทอีกครั้ง อีกเพียง 3 วันเท่านั้นการเคลียร์เกทครั้งใหม่จะเริ่มต้นขึ้น โดยทหารจะใช้แผนล่อนักเวทย์ทาสให้ออกมาทีละนิดเพื่อจัดการ ซึ่งการบุกในอีก 3 วันไม่ได้มีเพียงแค่ทหาร ทางสหพันธ์ได้ส่งยานรบและรถถังมาสนับสนุนการเคลียร์ อย่างไรก็ตามแอนเดอร์สันกลับย่นคิ้ว ด้วยจำนวนสิ่งที่ส่งมามีพลังเพียงแค่ช่วยล่อนักเวทย์ทาสเท่านั้น พวกมันไม่สามารถทำลายนักเวทย์ทาสได้ จำนวนทหารมากมายนับพันในหน่วยเอทวันและเอทธรีก็เช่นกัน มีเพียงแค่คนที่เป็นนายพลทั้ง 103 และนายน้อยตระกูลแอนเดอร์สันทั้ง 5 คนเท่านั้นที่สู้ได้ในสถานการณ์ตอนนี้ ทหารคนอื่นๆล้วนเป็นได้เพียงแค่ตัวถ่วงหากต้องเผชิญหน้ากับนักเวทย์ที่ก้าวข้ามขีดจำกัด
“เอาเถอะ ยังไงก็ไม่ใช่คนของฉัน”
แอนเดอร์สันถอนหายใจแล้วหลับตานอนพัก ไม่มีอะไรสำคัญให้เขาต้องทำ ระหว่างที่แอนเดอร์สันกำลังนอนอยู่นี้เองนั้น พีทและพิกซี่ที่หลบอยู่ในผมของแอนเดอร์สันก็ได้บินออกมามองหน้าต่างพลางแสดงสีหน้าตะลึงกับหลายสิ่งหลายอย่างที่ไม่รู้จัก
“แอนเดอร์สัน สิ่งที่ลอยอยู่บนฟ้าคืออะไร” พีทพูดด้วยความงุนงง
“สิ่งนั้นคือเครื่องบิน ถ้าพูดให้เข้าใจง่ายมันก็เป็นเหมือนนกยักษ์”
“แล้วสิ่งนั้นล่ะ” พิกซี่เป็นคนถาม
“สิ่งนั้นเรียกว่ารถถัง ด้านในจะมีคนคอยควบคุม มันเป็นสิ่งที่เอาไว้ยิงถล่มมอนสเตอร์”
ทั้งสองตาเป็นประกายเมื่อเห็นอาวุธแปลกๆ แอนเดอร์สันจึงนำดอกไม้ออกมาปลูกข้างหน้าต่างเพื่อให้ทั้งสองได้ผ่อนคลายภายใต้สภาพแวดล้อมที่ไม่มีต้นไม้สักต้น
—-------------------------
“เร็วเร็วเร็ว พลทหารเร็วกว่านั้นอีก!”
ทหารหลายพันวิ่งเข้าไปในแถวของหน่วยเอทวันและหน่วยเอทธรีที่จัดขึ้นหน้าเกทระดับ 10 ภายใต้การวิ่งของทหารมากมายหลายคนนี้เองแอนเดอร์สันเป็นหนึ่งในคนที่วิ่งมาเข้าแถวเช่นเดียวกัน การจัดแถวในวันนี้แปลกกว่าวันก่อนที่แอนเดอร์สันได้เข้าร่วมเพราะเขายืนอยู่ในแถวที่ 2 แถวแรกที่อยู่หน้าสุดไม่ใช่ของเขาอีกต่อไปเพราะมีนักเวทย์ 902 ปียืนอยู่ ตอนนี้เหล่านายพลที่ไม่ได้ถูกเลือกให้เป็นหัวหน้า ต้องยืนอยู่หน้าสุดเพื่อเป็นแนวหน้าในการบุกถล่มเกทระดับ 10
“แอนเดอร์สัน ร่วมมือกันก่อน”
พี่ 3 วิ่งมาตบไหล่แอนเดอร์สันก่อนจะวิ่งไปด้านหน้า ด้วยระดับพลังของพวกเขาที่อยู่คนละระดับจึงอยู่ในแถวที่ต่างกัน หลังจากที่ทหารจัดแถวเสร็จเรียบร้อยนี้เองนั้น ทุกอย่างที่กำลังส่งเสียงดังต่างก็เงียบเหลือเพียงแค่เสียงที่ดังออกมาจากลำโพงของยานรบลำใหญ่กว่า 100 เมตร ที่ทุกคนรู้ว่ามันคือหนึ่งในยานแม่ของสหพันธ์ที่ถูกส่งมาทำงานในครั้งนี้ร่วมกับทหาร
“ไม่มีอะไรที่ต้องพูดให้มากความ จงมีสติ พยายามเปิดหูรับฟังคำสั่ง ไม่อนุญาตให้ทำผิดพลาดเพราะมันหมายถึงชีวิตของนายและเพื่อนที่อยู่ข้างๆ เอาล่ะ เรามีเวลามากในการเคลียร์เกทตรงหน้า แต่ฉันก็อยากให้มันจบลงในวันนี้เช่นเดียวกัน แถวตรง!”
ทหารทั้งหมดยืดอกยืนตัวตรง
“หน้าเดิน วันนี้เราจะกวาดล้างเกทให้ได้ จะไม่มีครั้งหน้า ครั้งต่อไป หากทุกคนเชื่อว่าวันนี้พวกเราทำได้ เราก็จะทำได้ เดินหน้า!”
ยานแม่ลำใหญ่พุ่งทะลวงเข้าไปในเกทพร้อมกับมียานรบลำเล็กๆพุ่งตัวตามเข้าไปหลายร้อยลำ เหล่าทหารที่ถูกสั่งให้เดินเข้าไปในเกทนี้เองนั้น พวกเขาต่างก้าวเท้าเดินไปเป็นขบวนทัพ ไม่มีใครกล้าแตกแถว ก่อนที่รถถังอีกนับพันจะเคลื่อนตามหลังทหารเข้าไปในเกท ระหว่างเดินไปเรื่อยๆนี้เอง แอนเดอร์สันพบว่าการล่าในครั้งนี้ ทหารได้รับอิสระมากกว่าเดิม เนื่องจากทุกคนไม่ได้สวมใส่ชุดเกราะทหาร บนร่างกายของทุกคนนั้นเป็นชุดเกราะระดับสูง ที่มีความสามารถในการต้านทานการโจมตีดีกว่าชุดเกราะเดิมที่สวมใส่
ทางฝั่งนักเวทย์ 901 ปีและระดับที่สูงขึ้นไป ล้วนสวมใส่ชุดเกราะที่ต่างกัน แต่ละคนล้วนมีชุดเกราะประจำตัวมีพลังต่างกัน แอนเดอร์สันที่อยู่ในชุดเกราะระดับ 9 ที่พึ่งซื้อมาสวมใส่จึงเดินตามทุกๆคนไปเรื่อยๆ พลางมองไปยังรองเท้าเฮอริเคน หนึ่งในอุปกรณ์ระดับ 10 ที่มีนายพลเพียงหยิบมือได้ถือครองมัน อย่างไรก็ตามครั้งนี้เขากลับต้องอยู่แนวหลัง เนื่องจากว่าเขาเลือกที่จะใช้การโจมตีของธนู
ด้วยการนำธนูมาเจสระดับ 10 ออกมาถือในมือ ทำให้หลายคนมองแอนเดอร์สันเพราะมันเป็นธนูที่มีขนาดใหญ่ถึง 2 เมตรด้วยกัน นับว่าเป็นธนูที่ใหญ่มากจนยากจะใช้งาน
อย่างไรก็ตามเขากลับไม่ได้รู้สึกอย่างที่ทุกคนคาดหวัง การถือธนูมาเจสระดับ 10 ในมือของเขานั้น มันทั้งเบาและเหมาะมือเป็นอย่างมาก ด้วยการที่เขาปลดล็อกฉายาทั้งหมดก่อนจะกลับมายังค่าย ทำให้ฉายาผู้เป็นเลิศด้านการยิงธนู สนับสนุนให้ตัวของเขาเป็นหนึ่งเดียวกับมัน
“เดินหน้า!!!”
เสียงร้องตะโกนดังลั่นหลังจากที่ทหารเคลื่อนที่มาถึงตำแหน่งหินดวงตา พื้นที่ตรงหน้าแอนเดอร์สันกลับถูกสร้างสะพานขนาดใหญ่เอาไว้ ทำให้เขารู้ว่าการล่าเกทนี้เกิดขึ้นบ่อยมากจนสหพันธ์เข้ามาสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับทหารที่เข้ามาด้านใน ทันทีที่ทหารก้าวขึ้นไปบนสะพาน หินดวงตามากมายต่างก็ยิงกระสุนหินโจมตี พวกมันกลับไม่สามารถทำอะไรทหารได้เลยสักนิด เนื่องจากสะพานที่สร้างข้ามเขตมีที่ปิดทั้งด้านล่างและด้านข้าง ทำให้การยิงของหินดวงตาติดกำแพงและติดสะพาน ไม่สามารถสร้างความเสียหายใดๆได้เลยสักนิดเดียว
“หวัดดี”
แอนเดอร์สันยกมือทักทายพี่ 4 เล็กน้อยหลังจากอีกฝ่ายหันมองมายังเขา จากนั้นแอนเดอร์สันก็ทักทายพี่ 5 และพี่ 1 ที่หันมาสนใจเขาเช่นเดียวกัน ด้วยการหันมองของพี่ๆนั้น ทำให้แอนเดอร์สันรู้ว่าทุกคนกำลังระแวงเพราะเขากำลังถือสิ่งที่สามารถโจมตีระยะไกลเอาไว้ในมือ
การระแวงที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่ระแวงแอนเดอร์สัน พี่ของเขาทุกคนต่างพากันมองจ้องไปตำแหน่งของกันและกันด้วยความระแวง ดูท่าการเคลียร์เกทในครั้งนี้จะหนีไม่พ้นการปะทะกัน ทว่าการปะทะนั้นแอนเดอร์สันคิดว่าคงไม่เกิดขึ้นในเร็วๆนี้อย่างแน่นอน มันจะต้องเกิดขึ้นในตอนที่ทหารมีโอกาสสูงในการชนะ หากการต่อสู้ระหว่างพี่น้องเกิดขึ้นตั้งแต่แรกเริ่ม ต่อให้พวกเขาจะเป็นตระกูลสกอร์เปี้ยนส์ แอนเดอร์สันเชื่อว่าพวกเขาไม่สามารถรับผลกระทบจากความวุ่นวายที่เกิดขึ้นจากการปะทะกันของนายน้อยตระกูลสกอร์เปี้ยนส์ตั้งแต่เริ่มเคลียร์เกทได้แน่นอน
โฮก!
“ไหนบอกว่าเหลือแค่นักเวทย์ทาสไง”
แอนเดอร์หันไปสอบถามทหารคนที่อยู่ด้านข้าง เขาเป็นหนึ่งในนายพลเช่นกันจึงน่าจะรู้ข้อมูลของเกทแห่งนี้ ทหารที่ถูกถามจำเป็นต้องตอบเพราะแอนเดอร์สันขู่ว่าจะไม่สู้หากไม่มีข้อมูล
“เรากำจัดมอนสเตอร์ไปหมดแล้วก็จริง แต่พวกมันกลับมีมาเรื่อยๆเสมอ ไม่รู้ว่าเกิดจากสิ่งใด ดังนั้นเราจึงต้องนำทหารที่ยังไม่ก้าวข้ามขีดจำกัดมาด้วย”
“แสดงว่าพวกเขาจะโจมตีไปพร้อมกับเรา”
“ไม่ใช่ นี่นายไม่ได้รับข้อมูลอย่างนั้นเหรอ”
“ได้รับนะ ข้อมูลบอกเอาไว้ว่าจะล่อนักเวทย์ทาสออกมาโจมตี ไม่เห็นพูดถึงทหารและมอนสเตอร์เหล่านี้เลย”
“ไม่ใช่แล้ว ในเนื้อหาของข้อมูลที่ได้รับ ผู้ก้าวข้ามขีดจำกัดจะแยกกันออกเป็นสองกลุ่มหลังจากมาส่งทหาร จะมีเพียงพวกเราที่เดินทางไปยังใจกลางเกท”
แอนเดอร์สันรู้ได้ในทันทีเลยว่าข้อมูลที่เขาได้รับมีความคลาดเคลื่อน คงหนีไม่พ้นฝีมือของพี่ชายคนใดคนหนึ่ง ทำให้เขาไม่รู้เลยว่าหลังจากนี้แผนการจะเป็นอย่างไรเพราะทุกอย่างตามที่อ่านมาเหมือนจะไม่ถูกต้อง
“มีข้อมูลไหม”
“จะบ้าเหรอ นี่เรากำลังจะโจมตีแล้วนะ”
“งั้นผมก็จะถอนตัวก็แล้วกัน การมีผมคงจะทำให้หลายคนตายด้วยความไม่รู้ของผม”
“ก็ได้”
แอนเดอร์สันรับเอกสารข้อมูลฉบับจริงก่อนจะพบว่ามันต่างจากฉนับของเขาเป็นอย่างมาก เมื่ออ่านทุกอย่างจบแอนเดอร์สันก็ถอนหายใจเพราะแผนไม่มีอะไรซับซ้อน เพียงแค่พวกเขาจะต้องแยกตัวออกจากทหารเพื่อล่อนักเวทย์ทาสมาฆ่าเท่านั้น ทันทีที่มาถึงเขตฝนตกหนัก หนึ่งในนักเวทย์ลมผู้ก้าวข้ามขีดจำกัดก็ได้เดินออกมาจากยานแม่ใช้มือของเขาแหวกท้องฟ้าคล้ายกับวิธีของแอนเดอร์สันจนทำให้ม่านน้ำฝนที่ตกลงมาจากฟ้าสูงถูกแหวกออกเป็นสองฝั่งเกิดเป็นเส้นทางยาวไปจนถึงเขตถัดไป อย่างไรก็ตามม่านน้ำที่ถูกแหวกกลับเต็มไปด้วยอันตราย แอนเดอร์สันสัมผัสได้ว่าในม่านน้ำมีมอนสเตอร์มากมายเตรียมตัวกระโดดเข้ามาขย้ำพวกเขาที่กำลังก้าวผ่าน
“เอาล่ะได้เวลาแล้ว”
เสียงประกาศดังก้องลงมาจากยานแม่ ก่อนที่มันจะปลดปล่อยเสียงความถี่สูงกระจายออกไปรอบๆ ทันใดนั้นมอนสเตอร์มากมายที่อยู่ในเขตฝนตกหนักก็ได้วิ่งทะลักออกมาจากสายฝนด้วยความโกรธจากการถูกยั่วยุด้วยคลื่นความถี่สูง แอนเดอร์สันกลับสังเกตได้ว่าพวกมันไม่ได้โกรธจากการถูกยั่วยุ ความโกรธของพวกมันกลับเกิดจากอาการคลุ้มคลั่งที่ดูเหมือนว่าจะเป็นพลังของเกทแห่งนี้ที่เกิดขึ้นในระหว่างที่เขาไม่อยู่
โฮก!
เสียงร้องมากมายดังสะเทือนเลือนลั่นจากมอนสเตอร์นับพัน จังหวะที่มอนสเตอร์ร้องคำรามลั่นยานรบมากมายก็ได้ยิงหัวรบเข้าใส่พวกมันจนทำให้เกิดการระเบิดขนาดใหญ่ รถถังมากมายที่วิ่งอยู่แนวหลังล้วนแล้วส่งการโจมตีไปยังมอนสเตอร์มากมาย ภายใต้การโจมตีที่เกิดขึ้นนี้เองเหล่าทหารต่างตั้งอาวุธเตรียมเข้าไปโจมตี
“ไปกันเถอะ ได้เวลาของเราแล้ว”
นักเวทย์ที่อยู่ด้านข้างเรียกแอนเดอร์สัน แผนขั้นต่อไปของพวกเขาคือการเดินทางมุ่งหน้าสู้เขตถัดไป ตอนนี้ทหารมากมายจะดึงมอนสเตอร์เหล่านี้เอาไว้เพื่อให้ผู้ก้าวข้ามขีดจำกัดได้เดินทางต่อ
หลังจากผู้ก้าวข้ามขีดจำกัดได้รับสัญญาณให้เคลื่อนไหวพวกเขาต่างก็พุ่งตัวเข้าไปในการโจมตีที่กำลังเกิด การที่พวกเขาตัดสินใจทำแบบนี้เป็นเพราะว่าแรงระเบิดที่เกิดขึ้นไม่มากพอจะสร้างความเสียหายให้พวกเขา
“ไปเลยแอนเดอร์สัน!” พีทร้องด้วยท่าทางสนุกสนาน หลังจากโผล่ออกมามองรอบข้าง พิกซี่ที่เห็นว่ามันอันตรายมากๆเธอจึงร่ายเวทย์ให้แอนเดอร์สันจนเขามีเกราะป้องกันเพิ่มขึ้นมาอีกชั้นหนึ่ง