ทุกคนในเทียนเต้าล้วนแต่อยู่ในขั้นเลี่ยนชี่ ทั้งอาจารย์ และผู้บริหารล้วนแต่เป็คนที่ไม่เคยเลื่อนขั้นดังนั้นพวกเขาถึงได้มาสอนหนังสือ ด้วยเหตุนี้ 99% ของนักเรียนจึงไม่รู้ว่าการเลื่อนขั้นเป็อย่างไรแต่ตอนนี้พวกเขาได้รู้กันแล้ว
ละอองแสงจากพลังปราณสีขาวนวลประกายแสงวับวามหมุนม้วนบิดเกลียวกลายเป็วังวนแสงกายสิทธิ์ขนาดใหญ่ร่วมยี่สิบเมตรมันหมุนเป็เกลียวอย่างเชื่องช้าอยู่ท่ามกลางอากาศเหนือสังเวียน
ประหนึ่งทางช้างเผือกที่ถูกแสงดาราและแสงจันทร์นวลผ่องสาดส่องอยู่ภายใต้ตัวอักษรหนึ่งในใต้หล้าอันแฝงด้วยมนต์ขลังแลดูราวกับฝันเหมือนดั่งจินตนาการ!
“ใครกัน... เป็ใครกัน!” เขากำหมัดแน่น ยืนมองข้างหน้าอย่างไม่อยากเชื่อ
ฉู่เจาหนานจัดว่าเป็ผู้สืบทอดเชื้อไขของตระกูลชื่อเสียงเลื่องระบือไปทั่วหวาซย่า เมื่อพูดถึงตระกูลฉู่แห่งหวาซย่าแล้วคนส่วนใหญ่ล้วนแต่ต้องไว้หน้าให้เกียรติตระกูลนี้ส่วนตัวเขาในฐานะตระกูลฉู่รุ่นที่สาม บุคคลที่ภูมิหลังยิ่งใหญ่เช่นนี้ ผ่านไปแปดเก้าปีก็ยังห่างไกลจากการเร่งปฏิกิริยาของทะเลลมปราณนึกไม่ถึงเลยว่าคนรุ่นราวคราวเดียวกันจะสามารถเลื่อนขั้นก่อนการประลองหนึ่งวันแบบนี้!
ใช่แล้ว สวีหยางอี้เข้าฌานได้สี่วันแล้วแม้แต่ตัวเขาเองจะไม่รู้สึกตัวว่าในโลกความเป็จริงผ่านไปสี่วันแล้ว
ท่ามกลางวังวนแสงกายสิทธิ์ดุจดวงดาวทอแสงแพรวพราว ฉู่เจาหนานก็แลดูตัวเล็กกระจิดริดจนเหมือนไร้พลังเนื่องจากปรากฏการณ์ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ของเขา
ใน่เวลาเดียวกัน เสียง “ครืดคราด!”ของบานประตูหินทั้งแปดบานก็ทยอยเปิดออก วัยรุ่นสีหน้าเคร่งขรึมทั้งแปดคนแทบจะปรากฏตัวอยู่บนสังเวียนพร้อมกันพวกเขาล้วนแต่ตะลึงลานกับปรากฏการณ์กลางอากาศ
ไม่มีใครเอื้อนเอ่ย ภาพที่ปรากฏงดงามจนทุกคนแทบไม่กล้าหายใจแรงวัยรุ่นในชุดลายพรางคนหนึ่งกัดฟันพูดขึ้น “สุดยอด... สุดยอดจริงๆ ... นี่เป็อันดับหนึ่งจากนครไหนกัน?ไม่นึกว่าจะบรรลุระดับกลางได้ก่อนวันประลองหนึ่งวัน!”
“หรืออาจจะไม่ใช่ที่หนึ่ง?” ผู้สาวคนหนึ่งจ้องมองวังวนแสงกายสิทธิ์ที่หมุนเวียนไม่หยุดด้วยแววตาอันเร้าร้อนเธอกัดฟันเอ่ยขึ้น
“เป็ไปไม่ได้!” ครั้งนี้ ทุกคนต่างพูดขึ้นมาพร้อมกัน
พวกเขาล้วนแต่เป็ที่หนึ่ง มีความภาคภูมิใจในตัวเองและรู้ดีว่าบรรดาเพื่อนร่วมชั้นในนครของตัวเองไม่มีทางมีใครเลื่อนขั้นที่นี่ได้!
ดังนั้นคนที่ทำเช่นนี้ได้ จะต้องมีแต่ที่หนึ่งมีแต่ต้องเป็ที่หนึ่งเท่านั้น!
“เป็เขาเอง...” ฉู่เจาหนานกวาดสายตามองทุกคน พลันรู้สึกเจ็บใจเป็ยิ่งนัก
ก่อนหน้านี้ก็พอจะเดาได้ว่าเป็เขา ซึ่งไม่มีเหตุผลอื่นใดเป็แค่เพียงลางสังหรณ์เท่านั้นเขาเห็นกับตาตัวเองว่าในบรรดาคนที่เดินออกมาไม่มีสวีหยางอี้ประตูห้องของอีกฝ่ายยังคงปิดสนิท ความรู้สึกอิจฉาพลันลุกโพลนขึ้นกลางใจทันที
ทำไมกัน?
ฉู่เจาหนานอย่างฉันมีอะไรสู้มันไม่ได้? ทำไมมันถึงเติมเต็มทะเลลมปราณได้?”
ฉันกินของวิเศษล้ำค่าทุกเดือน ร่ำเรียนศาสตร์วิชาที่คนอื่นยังไม่เคยเรียนแล้วมันมีสิทธิ์อะไรนำหน้าฉัน!
ฉันไม่ยอม!
“ใครกัน?” ที่หนึ่งคนหนึ่งเอ่ยถาม
“ไสหัวไป...” ฉู่เจาหนานหลับตาลงเขารู้สึกเจ็บใจจึงตะเบ็งเสียงพูดคำนี้ออกไป
“เหอะๆ ...” อีกฝ่ายหัวเราะเจื่อนๆ เมื่อเสียงหัวเราะสิ้นสุดลง เขาก็พุ่งเข้าใส่ราวกับลูกธนูพุ่งออกจากคันธนู!
เพียงชั่วพริบตา อีกฝ่ายก็หยุดกึก
เพราะปืนสีเงินที่สลักลายอักขระเต็มกระบอกกำลังจ่ออยู่ที่หน้าผากเขาอย่างแม่นยำ
ไม่บิดเบี้ยวแม้แต่น้อย
“อ่อนหัด...” ดวงตาฉู่เจาหนานแดงเรื่อ เขาแสยะยิ้มเอ่ย “อ่อนหัด...อ่อนหัดเกินไป อ่อนหัดเกินไป!”
“อย่างนายยังกล้าเรียกว่าที่หนึ่ง?!”
“ปั้ง!” ไกปืนลั่น อันดับหนึ่งคนนั้นกระอักเืลอยกระเด็นทันที
“เมื่อเทียบกับเขาแล้ว นายมันก็แค่สวะ”
เขาจดจ่อจ้องมองบานประตูหินด้วยดวงตาแดงก่ำ แล้วอยู่ๆวังวนแสงกายสิทธิ์กลางอากาศก็เคลื่อนไหว
ประหนึ่งหิ่งห้อยใน่ฤดูร้อนบินล่องลอยส่องแสงกระแสพลังปราณลอยไปที่ประตูหินอย่างไม่ช้าไม่เร็วประกายแสงกายสิทธิ์เ่าั้แทรกซึมเข้าไปอย่างไม่ขาดสายราวกับประตูหินไม่มีอยู่ก็ไม่ปาน!
“เอี๊ยด...”เสียงเครื่องจักรจากห้องทำงานของเทียนเต้าสาขาย่อยที่อยู่ชั้นบนดังขึ้นในอากาศ
ทุกคนที่ได้ยินเสียงนี้ต่างหยุดการกระทำในมือทุกอย่างลงและมองหุ่นยนต์หน้าคนขนาดใหญ่ที่อยู่กลางอากาศอย่างตกตะลึง ดวงตาของมันค่อยๆเปิดขึ้น
ตัวเลข 01 จำนวนนับไม่ถ้วนเคลื่อนไหวอยู่ในดวงตาสีเขียวของอีกฝ่ายวินาทีถัดมา เสียงหุ่นยนต์ที่แยกไม่ออกว่าเป็ชายหรือหญิงก็ดังก้องขึ้นทั่วพื้นที่1.5 เฮกตาร์[1]
“ตรวจพบการเคลื่อนไหวของพลังปราณผิดปกติ มีสมาชิกเลื่อนขั้น ย้ำอีกครั้ง ตรวจพบการเคลื่อนไหวของพลังปราณผิดปกติมีสมาชิกเลื่อนขั้น...”
บัดนี้ ทุกคนต่างพากันตกตะลึง
สมาชิกขั้นเลี่ยนชี่บรรลุระดับย่อยคงไม่มีอะไร แต่ว่า...
สร้างฐานร้อยปี!
การที่กล้าพูดว่าสร้างฐานร้อยปีเพราะเป็ตัวเลขสถิติจากการสำรวจโลกผู้ฝึกตน! จะพูดให้ถูกต้องก็คือ 72.34 ปี!
ตบะหนึ่งขั้นแบ่งเป็สามระดับย่อย ระดับต้น ระดับกลาง ระดับปลายส่วนคำว่าระดับสมบูรณ์เป็ชื่อเรียกโดยรวม และเป็จุดสูงสุดของระดับปลายหากจะพูดอีกอย่างก็คือ...
ตบะหนึ่งขั้น ใช้เวลาบำเพ็ญเพียรประมาณยี่สิบสามปี!
“นี่... นี่มาจากด้านล่างงั้นเหรอ?!” ผู้หญิงใส่แว่นคนหนึ่งใพลางกางมือที่ล้วงอยู่ในกระเป๋าเสื้อโค้ทสีขาวตัวใหญ่ออกมาพร้อมกับจ้องมองที่พื้นใต้เท้า“สิบปี... มีคนบรรลุขั้นเลี่ยนชี่ระดับกลางภายในเวลาแค่สิบปีงั้นเหรอ?!”
ไม่มีใครเอ่ยตอบเพราะว่าคำถามนี้ก็ติดอยู่ในใจทุกคนจนไม่รู้จะพูดออกมาอย่างไรเหมือนกัน!
ในสาขาย่อยนี้มีผู้ฝึกตนขั้นจู้จีสองคนคือผู้อำนวยการสาขาและรองผู้อำนวยการส่วนผู้ฝึกตนขั้นเลี่ยนชี่คนอื่นๆ ก็ไม่รู้ว่าใช้เวลานานเท่าไรกว่าจะบรรลุระดับย่อยได้
สิบปีงั้นเหรอ? เหอะๆๆ...โดยปกติแล้วใช้เวลาอยู่ที่ยี่สิบปี! แต่ที่เห็นส่วนใหญ่คือสามสิบปี!
หากการฝึกตนไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความอ่อนเยาว์ของใบหน้าได้ที่แห่งนี้คงกลายเป็ชมรมผู้สูงอายุไปตั้งนานแล้ว
ณ ตอนนี้ เบื้องหน้าสายตาพวกเขาห้องพักหินในสนามประลองหนึ่งในใต้หล้าอยู่ที่ใต้ฝ่าเท้าของพวกเขามีคนใช้เวลาเพียงแค่สิบปีในการเลื่อนระดับย่อย!
“อัจฉริยะ...” ผู้เฒ่าสองสามคนที่กำลังถกเถียงกันอย่างดุเดือดล้วนดวงตาเป็ประกายขึ้นมาจากนั้นก็มองที่ใต้ฝ่าเท้าของตัวเองอย่างตื่นเต้นราวกับมองทะลุผ่านไปได้“อัจฉริยะ... อัจฉริยะที่เป็รองแค่เพียงเมี่ยรื่อ!”
“เมี่ยรื่อใช้เวลาห้าปีในการเลื่อนตบะ! สามสิบปีสำหรับขั้นจู้จี!ตอนนี้... ใต้ฝ่าเท้าของพวกเรามีอัจฉริยะที่ใช้เวลาสิบปีในการเลื่อนระดับอยู่เหรอ?!”“แม่เ้า... ครั้งนี้มณฑลหนานทงเก็บได้สมบัติล้ำค่าเข้าแล้ว!”“ไม่รู้ว่าเป็ที่หนึ่งของเมืองไหน!” “ไม่ใช่คนอื่นหรอกเหรอ?” “คนอื่น? เหอะๆ เื่ที่แม้แต่ที่หนึ่งทำไม่ได้แล้วคนอื่นจะทำได้เหรอ?”
ภายในห้องพักห้องหนึ่งหั่วหยุนที่กำลังใช้มีดสั้นสีเงินตัดซิการ์คิวบาอยู่อย่างสบายอารมณ์ อยู่ๆก็หยุดชะงักลงทันที
เขาหลับตาลงอย่างแปลกใจ สงสัยว่าตัวเองรู้สึกผิดไปหรือไม่
วินาทีต่อมา
“ฟุบ!” “ฟุบ!”
เสียงที่เหมือนกันดังขึ้นจากคนละห้อง เมี่ยรื่อ อิ่งซาผู้ฝึกตนขั้นจู้จีทั้งสองต่างลุกพรวดขึ้นพร้อมกับอย่างไม่ได้นัดหมายพลันมองที่พื้นใต้ฝ่าเท้าของตัวเองอย่างประหลาดใจ!
ในสนามประลองหนึ่งในใต้กล้า... มีคนเลื่อนระดับ!
สิบปี... อย่างมากพวกเขาคงเพิ่งจะก้าวเท้าขึ้นมาบนเส้นทางผู้ฝึกตนได้แค่สิบปีไม่นึกเลยว่าจะมีคนเลื่อนระดับใน่เวลาแบบนี้!
“ช่างเป็เื่เหนือความคาดหมายจริงๆ !”เมี่ยรื่อบีบซิการ์จนละเอียดเป็ผุยผง รอยยิ้มบนใบหน้าแลดูสดใส เขาจ้องมองใต้ฝ่าเท้าตัวเองเหมือนสามารถมองทะลุพื้นได้
สุนัขจิ้งจอกสีเงินเก้าหางที่กำลังหลับตาพักผ่อนอยู่บนตึกใหญ่ของพลาซ่าข่ายเต๋อลืมตาขึ้นเล็กน้อยพร้อมสูดจมูกฟุดฟิดอย่างสงสัย“กลิ่นคุ้นๆ...”
“ช่างเป็คุณสมบัติที่น่าอิจฉาจริงๆ...”
เป็ครั้งแรกที่มันลุกขึ้น ภายในแววตาอันทะนงตนเจือแววอิจฉาอยู่รำไรมันจ้องมองสวนสาธารณะที่อยู่ตรงข้าม
“มาเถอะ... มนุษย์สวะ... จงเข้าสู่โลกที่แท้จริงอย่างยิ่งใหญ่เถอะ...อัจฉริยะงั้นเหรอ... เหอะๆ... อัจฉริยะก็ตายมานักต่อนักแล้ว...”
“ตอนนี้ กำลังปิดทางเข้าสนามประลองหนึ่งในใต้หล้า ย้ำอีกครั้ง “ตอนนี้กำลังปิดทางเข้าสนามประลองหนึ่งในใต้หล้า...”น้ำเสียงไม่ระบุเพศอันไร้ทุกข์ไร้สุขจากเทียนเต้าดังก้องไปทั่วห้องอย่างไม่มีใครโต้ตอบ
แต่ว่า ณ ่เวลานี้ ภายในห้องควบคุมขนาดใหญ่มีคนอยู่สามคนที่ใบหน้าไร้ซึ่งรอยยิ้มแม้เพียงเศษเสี้ยว
“หมายเลข 1 สวีหยางอี้” น้ำเสียงแหบพร่าของรองผู้อำนวยการฉีฟังดูหลากอารมณ์ยิ่งนัก“โอกาสที่จะบรรลุขั้นเลี่ยนชี่ระดับกลางสำเร็จมี...”
เขาคลิกเมาส์ที่อยู่ในมือไม่หยุด ผ่านไปพักใหญ่จึงหันกลับมามองสองคนด้านหลังตาเขม็ง“80%”
ฉู่เทียนอีกับฟางถานเซิงนั่งอยู่ด้านหลังเขาโดยปราศจากผู้อื่นพวกเขาทั้งสองทำเหมือนเื่นี้ไม่เกี่ยวข้องกับตัวเอง สีหน้านิ่งสงบไม่สะทกสะท้าน
“ยังต้องใช้เวลาอีกนานแค่ไหน?” ฉู่เทียนอีเอ่ยถามขึ้นนิ่งๆพลางมองดูปรากฏการณ์ประกายแสงกายสิทธิ์ของพลังปราณที่อยู่ในสนามประลองหนึ่งในใต้หล้าไหลลอยเข้าสู่ประตูหินแสงไฟสว่างจ้าได้กลบเกลื่อนความบ้าระห่ำที่แฝงอยู่ในดวงตาเขาเป็อย่างดี
“อีกสิบนาทีก็เลื่อนระดับจากขั้นเลี่ยนชี่ระดับต้น” รองผู้อำนวยการฉีนั่งลงด้วยสีหน้าประหวั่นใจเขานึกเสียใจภายหลังขึ้นมา คุณสมบัติแบบนี้ แม้จะสู้เมี่ยรื่อไม่ได้ แต่ก็จัดเป็อัจฉริยะที่หายากเป็คนที่สามกองกำลังไม่มีทางปล่อยไปแน่นอน!
ทหารนับพันหาง่าย แม่ทัพเพียงคนเดียวหายาก!
แต่ว่า...
สองสามคืนก่อนหน้านี้ เขารู้ดีว่าคนๆ นี้ไม่มีทางได้ที่หนึ่ง
ผู้ฝึกตนแบบนี้ ถ้าหลังจากนี้ตายไปก็คงดี แต่ถ้าไม่ตายก็จะกลายเป็เื่ใหญ่ และเื่นี้คงกลายเป็ปมปัญหาแห่งความขัดแยงขึ้นมาแน่นอน
เป็ครั้งแรกที่ความรู้สึกเสียใจภายหลังโจนขึ้นจับใจ
“ตุบ...” ขณะที่เขาเหม่อลอยอยู่นั้น ถุงผ้าใบหนึ่งก็ถูกวางลงด้านหน้าเขาฉู่เทียนอีดึงมือกลับด้วยสีหน้าอันเป็ปกติ และผายมือเชิญ
รองผู้อำนวยการฉีพยายามข่มความคิดอันซับซ้อนลงและเมื่อเปิดดูก็รู้สึกเสียวปลาบขึ้นมาทันที!
ด้านในคือก้อนหินทรงกลมหนึ่งก้อน
ขนาดใหญ่เท่ากำปั้น ใสโปร่งแสงทั่วทั้งก้อน แลดูแบนเล็กน้อยแต่ที่แตกต่างจากหินทั่วไปก็คือ...
ด้านในก้อนหินมีพลังปราณสีขาวที่จับตัวกันเป็ของเหลวอยู่เป็น้ำวนที่หมุนขดเป็กลียวอยู่ในก้อนหิน!
ทั้งๆ ที่ถืออยู่ก็ยังััได้ถึงพลังปราณอันไร้ขีดจำกัดด้านใน!
“สิ่งนี้มัน...” ภายในใจของเขาสั่นคลอนไม่นิ่งสงบ ่เวลานี้เขารู้ดีว่าอีกฝ่ายหยิบสิ่งนี้ออกมาเพื่ออะไร
“ปิดกั้นช่องทางพลังปราณในสนามประลองหนึ่งในใต้หล้าซะ”ใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่นของฉู่เทียนอีและดวงตาที่หลุบลงต่ำฉายแววเืเย็นออกมา“แม้ฉันจะไม่รู้ว่าหลังจากเ้ามดปลวกตัวนี้บรรลุระดับกลางแล้วจะมีพลังต่อสู้มากกว่าเจาหนานเท่าไรแต่ว่าควรรักษาความห่างชั้นของพวกเขาไปตลอดกาล”
“คนธรรมดาไม่สามารถขึ้น์ได้ และไม่ควรมีความปรารถนาลมๆ แล้งๆ แบบนี้”
คำพูดสั้นกระชับ แต่กลับแฝงไปด้วยความเด็ดเดี่ยวและความอาฆาตมาดร้ายแม้แต่เขาก็ยังขยับออกห่างเงียบๆ
จิตอาฆาตรุนแรงเกินไปจนเขารู้สึกไม่ปลอดภัย
“ถ้าปิดทั้งหมด คนของเทียนเต้าจะรู้ตัว” รองผู้อำนวยการฉีเก็บหินพลังปราณเข้ากระเป๋าทันทีอย่างแทบไม่ต้องคิด
“งั้นก็หาวิธีที่ไม่ให้พวกนั้นรู้ตัว!” ฉู่เทียนอีลุกขึ้นรังสีบารมีของผู้ที่ดำรงตำแหน่งเกือบจะสูงสุดของหวาซย่ามาหลายสิบปีแผ่ซ่านออกมา“เหล่าฉี ฉัน้าผลลัพธ์ 100%! สิ่งของชิ้นนี้ต้องเป็ของตระกูลฉู่ของพวกเราเท่านั้น!”
-------------------------------------------------------------------------------
[1] หน่วยวัดพื้นที่ โดย 1 เฮกตาร์มีขนาดเท่ากับ 10,000ตารางเมตร