เสียงของใครบางคนดังมาจากหน้าประตูห้องโถง ภายในคำพูดอันเร่งร้อนนั้นมีเสียงของลมหายใจด้วยความเหน็ดเหนื่อยปะปนอยู่ในน้ำเสียงนั้น ดูเหมือนคนผู้นี้จะเร่งรีบมาที่จะมาที่นี่เป็นอย่างมาก หลังจากคำพูดจบลงยังคงได้ยินเสียงลมหายใจที่หอบออกมาอย่างกระชั้นจากคนผู้นั้น
ทุกสายตาหันหน้าไปมองยังผู้มาใหม่ด้วยอารมณ์ที่แตกต่างกันออกไป บ้างจ้องมองด้วยความสงสัย แต่บางคนก็จ้องมองไปด้วยความไม่พอใจนักโดยเฉพาะอามันโด้ที่กำลังจะก้าวเข้าไปยังประตู เมื่อครู่นี้มันรวบรวมความกล้าที่จะเข้าไปยังประตูเพื่อไปสู่ดินแดนที่มันไม่คุ้นชินแต่ความกล้าและความตั้งใจที่มันรวมรวมมากลับถูกขัดขวางจากผู้มาใหม่เสียก่อน
“ ทำไมมันถึงมาอยู่ที่นี่ได้“
เสียงของแอเรียสที่พึมพำออกมาด้วยความประหลาดใจ เขาจ้องมองไปยังผู้มาใหม่อย่างไม่ค่อยเชื่อสายตาของตัวเองมากนัก ไม่ใช่เพียงแอเรียสเท่านั้นที่รู้สึกแปลกใจ ทุกคนเองก็รู้สึกไม่ต่างกันเมื่อเห็นว่าผู้มาใหม่นั้นคือบุคคลที่พวกมันค่อนข้างจะคุ้นตาเป็นอย่างดี
“ นั่นมันมาเชลไม่ใช่รึ ไม่ใช่ว่าเจ้านั่นควรจะนอนพักฟื้นร่างกายอยู่ที่ตระกูลสการ์เชียหรืออย่างไร เหตุใดจึงฝืนสังขารมายังที่นี่ได้ “
เสียงของเด็กหนุ่มรูปร่างปราดเปรียวที่หันไปพูดคุยกับเด็กหนุ่มรูปร่างใหญ่โตอีกคนหนึ่งที่ยืนอยู่ด้านข้างด้วยน้ำเสียงที่กระซิบกระซาบอย่างแผ่วเบา เด็กหนุ่มรูปร่างปราดเปรียวที่เป็นฝ่ายเริ่มการสนทนาขึ้นนั้นมีนามว่ามิลอสเป็นผู้ที่ได้รับอันดับแปดในงานประลอง ส่วนเด็กหนุ่มรูปร่างใหญ่โตที่ร่างกายเต็มไปด้วยมัดกล้ามยืนอยู่ข้างๆกับมิลอสนั้นมีนามว่าโรดาสเป็นผู้ที่ได้รับอันดับหกในงานประลอง
“ หากอยากรู้นักเจ้าก็เข้าไปถามเองสิ“
เสียงตอบกลับจากโรดาสเป็นน้ำเสียงที่ดูเฉยชาเป็นอย่างมากมันทำให้มิลอสได้แต่พ่นลมหายใจออกมาจากจมูกด้วยความไม่พอใจเล็กๆ เนื่องจากทั้งคู่ไม่ได้สนิทชิดเชื้อกันแต่อย่างใดมันจึงทำให้โรดาสมีท่าทีที่เฉยชาเช่นนี้ และอีกอย่างโรดาสเองไม่ได้สนใจต่อความเป็นไปของผู้คนรอบข้างมากนัก
มาเชลค่อยๆก้าวเท้าเข้ามายังห้องโถงในทันที ท่าทางของมันดูแปลกไปจากทุกครั้งอย่างเห็นได้ชัด มันเหลือบสายตาที่เต็มไปด้วยความอาฆาตแค้นมองไปยังแอเรียสเล็กน้อย สายตาของมันในยามนี้ดูไม่เหมือนกับมาเชลคนเก่า ขอบตาของมันดูหมองคล้ำขึ้นราวกับยามเฝ้าประตูที่ไม่ได้หลับนอนมาหลายราตรี ดวงตาดูแข็งกระด้างราวกับไร้จิตวิญญาณ สิ่งที่มองเห็นได้ภายในดวงตาคู่นั้นมีเพียงเพลิงแห่งความแค้นเท่านั้นที่ยังคงลุกโชนอยู่อย่างไม่จางหายไปไหน ร่องรอยบาดแผลบนร่างมันแม้จะยังมองเห็นอยู่บ้างบางส่วนแต่กระดูกภายในร่างของมันกลับประสานกันอย่างน่าแปลกประหลาด แม้จะยังไม่หายดีแต่ก็นับว่าหายจากอาการบาดเจ็บไปหลายส่วน
“ ขออภัยท่านดยุคที่ข้าผู้นี้เสียมารยาท ข้าคงยังมีสิทธิ์ที่จะเข้าไปยังดินแดนภูตสวรรค์ใช่หรือไม่ขอรับ ? “
แม้คำพูดจะดูนอบน้อมแต่น้ำเสียงของมันกลับฟังดูแข็งกระด้างราวกับไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆยามที่มันกล่าวออกมา มาเชลก้มหัวให้กับดยุคโคเว่นอยู่เล็กน้อยเพื่อเป็นการทำความเคารพ แต่ดวงตาของมันกลับดูแข็งกระด้างไม่ต่างน้ำเสียงของมันเลยแม้แต่น้อย
ดยุคโคเว่นมองไปที่มาเชลเล็กน้อยด้วยความสงสัยบางอย่าง ท่าทางของมาเชลดูแปลกไปอย่างเห็นได้ชัด แม้แต่ผู้ที่ไม่ได้ใกล้ชิดกับมาเชลอย่างดยุคโคเว่นก็ยังสังเกตุเห็นความเปลี่ยนแปลงได้ ท่าทางของเด็กหนุ่มดูแตกต่างไปจากวันประลองมากนัก แต่เมื่อนึกถึงอาการบาดเจ็บที่มาเชลได้รับเมื่อไม่กี่วันก่อนก็พอจะทำให้ดยุคโคเว่นเข้าใจได้ว่านี่คงเป็นผลกระทบมาจากอาการบาดเจ็บนั่นหรือไม่ก็คงเป็นมาจากการรักษาบางอย่างที่ทำให้มีผลกระทบเช่นนี้
“ อืม.. เจ้ายังมีสิทธิ์เข้าไปยังดินแดนภูตสวรรค์ แต่อาการบาดเจ็บของเจ้าหายดีแล้วหรือ ? ดินแดนภูตสวรรค์มีอันตรายหลายอย่างที่เจ้าอาจจะต้องพบเจอ เจ้าแน่ใจแล้วรึว่าอยากจะเข้าไปยังดินแดนแห่งนั้น “
ดยุคโคเว่นตอบคำถามของมาเชลก่อนจะมองไปยังบาดแผลบนร่างกายของมาเชลที่ยังคงเห็นอยู่บางส่วน มันอดไม่ได้เขาจะเอ่ยถามขึ้นพร้อมกับเอ่ยเตือน แม้การที่มาเชลสามารถมาที่นี่ด้วยตัวเองได้จะเป็นเครื่องยืนยันถึงอาการบาดเจ็บที่ดีขึ้นของเขาแล้วก็ตามแต่มันก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่บาดแผลพวกนั้นจะหายดีโดยใช้เวลาเพียงไม่กี่วัน
“ แม้จะยังพูดได้ไม่เต็มปากว่าหายสนิท แต่อาการบาดเจ็บบนร่างกายของข้าก็ดีขึ้นมากแล้ว ขอบคุณท่านดยุคที่เป็นห่วง “
มาเชลตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ หากเจ้ายืนยันเช่นนั้นข้าก็จะไม่ห้ามเจ้าความจริงข้าพึ่งอธิบายเรื่องของดินแดนภูตสวรรค์ให้คนอื่นฟังไปเมื่อไม่กี่นาทีก่อน แต่ในเมื่อเจ้ามาถึงช้าเช่นนั้นข้าก็จะอธิบายเรื่องของดินแดนภูตสวรรค์ให้เจ้าฟังอีกรอบก็แล้วกัน เมื่อเจ้าเข้าไปยังดินแดนภูตสวรรค์เจ้าจะมีเวลา.. "
“ ไม่จำเป็นหรอกท่านดยุค เรื่องราวของดินแดนภูตสวรรค์รวมถึงเรื่องเวลาที่สามารถอยู่ในดินแดนแห่งนั้นได้ เรื่องพวกนั้นรวมถึงข้อมูลต่างๆข้าได้ฟังมาหมดแล้ว“
ดยุคโคเว่นเห็นว่ามาเชลเป็นผู้ที่มาใหม่จึงได้เริ่มอธิบายเรื่องราวของดินแดนภูตสวรรค์ให้กับมาเชลฟังอีกครั้งแต่กลับถูกมาเชลขัดจังหวะเอาไว้เสียก่อนด้วยจึงทำให้เขาต้องหยุดพูดไปกลางคัน
“ เจ้าเด็กนี่ !! เจ้าไม่รู้จักมารยาทบ้างรึอย่างไร เจ้ารู้หรือไม่ว่าผู้ที่ยืนอยู่เบื้องหน้าเจ้าคือผู้ปกครองเมืองแห่งนี้ไม่ใช่ผู้ที่เจ้าจะพูดจาโดยไร้มารยาทได้! “
ทันทีที่เห็นการกระทำที่ไร้ซึ่งมารยาทของมาเชลร็อกโก้ก็ตะคอกออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจในทันที เขาเองรู้สึกไม่พอใจในการกระทำของมาเชลมาตั้งแต่ยามที่พูดจากับดยุคโคเว่นด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้างแล้ว ยามเมื่อเห็นมาเชลพูดแทรกขึ้นระหว่างที่ดยุคโคเว่นกำลังพูดอยู่มันยิ่งเพิ่มความไม่พอใจให้กับร็อกโก้มากขึ้นไปอีก มือสองข้างกำแน่นด้วยความโกรธ ไอเวทแผ่ออกมาจากร่างของร็อกโก้อย่างเข้มข้น แรงกดดันจากพลังเวทระดับอัศวินกดทับไปยังร่างของมาเชลทันที มันทำให้ใบหน้าของมาเชลซีดขาวลงเล็กๆ
ความจริงไม่ใช่มีเพียงร็อกโก้เท่านั้นที่รู้สึกไม่พอใจ ทหารของตระกูลฮาร์เกนที่ยืนอยู่บริเวณนั้นก็มีปฏิกิริยาที่ไม่ต่างกันมากนัก ดยุคโคเว่นถือเป็นผู้เป็นดั่งนายเหนือหัวของพวกมัน การที่มีผู้ใดมาทำตัวเสียมารยาทต่อดยุคโคเว่นเช่นนี้จึงทำให้พวกมันรู้สึกไม่พอใจนัก ทุกสายตาจ้องมองมายังมาเชลด้วยความโกรธ หากไม่ใช่เพราะว่ามาเชลเป็นหลานชายของฟาร์ฮานมันอาจจะถูกจับโยนออกไปจากห้องโถงทันทีที่เสียมารยาทเช่นนี้ก็เป็นได้
“ มันแค่เรื่องเล็กน้อยร็อกโก้ เขาเป็นแค่ผู้เยาว์คนหนึ่งเจ้าจะไปถือสาหาความอะไร“
ดยุคโคเว่นยกมือขึ้นห้ามปรามร็อกโก้ให้หยุดการกระทำที่กำลังทำอยู่ พลังเวทที่แผ่ออกมาจากร็อกโก้รวมถึงแรงกดดันที่กดทับมายังร่างของมาเชลก็สลายไปในทันทีมันจึงทำให้มาเชลหายใจได้อย่างทั่วท้องอีกครั้ง แม้จะไม่พอใจในตัวมาเชลนักแต่เมื่อได้รับคำสั่งจากดยุคโคเว่นร็อกโก้ก็ทำตามโดยทันที
“ ขอรับท่านดยุค“
ร็อกโก้ตอบรับเพียงคำพูดสั้นๆเท่านั้น
“ พวกเจ้าเข้าไปยังดินแดนภูตสวรรค์เถอะ อย่าได้มาเสียเวลาตรงนี้เลย “
ดยุคโคเว่นหันไปยังกลุ่มหนุ่มสาวที่ยืนอยู่หน้าซุ้มประตูศิลาที่เป็นหนทางเข้าไปยังดินแดนภูตสวรรค์
“ ดูแลตัวเองดีๆด้วยล่ะเฮเลน่า“
ดยุคโคเว่นหันไปพูดกับบุตรสาวของตนเองพร้อมกับรอยยิ้มอย่างอบอุ่น นางหันมองมายังดยุคโคเว่นก่อนจะพยักหน้าเล็กๆมือข้างหนึ่งกุมไปที่จี้ห้อยคอสีเขียวเข้มด้วยความเชื่อมั่นบางอย่าง
เมื่อเรื่องราววุ่นวายเล็กๆที่เกิดขึ้นได้ผ่านพ้นไปแล้ว การเข้าไปยังดินแดนภูตสวรรค์ซึ่งเป็นเรื่องหลักในวันนี้ก็เริ่มดำเนินขึ้นในทันที อามันโด้ที่ยืนอยู่หน้าสุดด้านหน้าประตูเป็นคนแรกที่จะก้าวเท้าเข้ายังกลุ่มวงแสงขนาดใหญ่ที่เป็นประตูทางเข้าไปสู่ดินแดนภูตสวรรค์ เขาชั่งใจอยู่ชั่วครู่สายตาปรากฏความกังวลเล็กๆแต่ก็ยังไม่อาจจะเทียบเท่าความกล้าและความตื่นเต้นอยู่ในดวงตา เขาสูดลมหายใจเข้าไปอย่างเต็มปอดก่อนจะยื่นเท้าข้างหนึ่งเข้าไปยังกลุ่มแสงนั้นอย่างช้าๆ แต่ทันทีที่เท้าของเขาก้าวเข้าไปยังกลุ่มแสงนั้นเขาก็รู้สึกได้ถึงแรงดึงดูดบางอย่าง มันดึงร่างทั้งร่างของเขาให้จมหายเข้าไปภายในกลุ่มแสงนั้นทันที แม้จะรู้สึกตกใจเล็กน้อยแต่เขาก็ไม่ได้แสดงท่าทีหวาดกลัวอะไรออกมา
“ ข้าขอตามไปเป็นคนที่สองล่ะนะ“
ทันทีที่เห็นอามันโด้ก้าวนำเข้าไปเป็นคนแรกลูเซียสก็ก้าวไปยืนอยู่หน้ากลุ่มแสงรูปร่างวงกลมนั้นพร้อมกับยื่นแขนเข้าไปยังกลุ่มแสง เขาส่งรอยยิ้มขี้เล่นให้กับทุกคนก่อนที่ร่างของเขาจะถูกแรงดึงดูดให้หายลับเข้าไปยังกลุ่มแสงนั้น
เมื่อมีคนเข้าไปยังดินแดนแห่งนั้นถึงสองคน คนอื่นก็คลายความกังวลลงไปบางส่วนแม้จะไม่รู้ว่าเมื่อเข้าไปถึงแล้วปลอดภัยดีหรือไม่ก็ตาม มีคนเริ่มก้าวเข้าไปยังประตูดินแดนภูตสวรรค์ทีละคนๆ แอเรียสเป็นคนที่ห้าที่ก้าวเข้าไปยังกลุ่มแสงรูปวงกลมนั้น แอเรียสไม่ได้สนใจว่าจะเข้าก่อนหรือหลังผู้ใด เขาคิดว่าการเข้าไปก่อนหรือหลังกันเพียงไม่วินาทีนั้นไม่น่าจะมีผลสักเท่าใดนัก
ในที่สุดเหล่านักเวทหนุ่มสาวทั้งสิบคนก็ก้าวเข้าไปยังประตูดินแดนภูตสวรรค์จนครบทุกคน ทันทีที่คนที่สิบก้าวเท้าเข้าไปยังประตูดินแดนภูตสวรรค์แล้วประตูนั่นก็ค่อยๆแตกตัวออกเป็นกลุ่มละอองแสงสีสันงดงามระยิบระยับมากมายนับไม่ถ้วนราวกับดวงดาวบนฟากฟ้ายามราตรี มันค่อยๆกระจายตัวออกก่อนจะหายลับไปในเวลาไม่นาน
ดยุคโคเว่นมองไปยังซุ้มประตูศิลาที่บัดนี้มีเพียงซุ้มประตูที่ว่างเปล่า ดวงตายังคงมีความกังวลอยู่ไม่น้อย เขาแทบจะไม่เคยปล่อยให้บุตรสาวของเขาไปในมาไหนไกลสายตาของเขาเลยก็ว่าได้มันจึงทำให้เขาอดที่จะกังวลไม่ได้ หากไม่ใช่เป็นเพราะเฮเลน่ากับแม่ของนางขอร้องเขาคงไม่ปล่อยให้นางเข้าไปยังดินแดนภูตสวรรค์เป็นแน่
“ ไม่ต้องห่วงไปหรอกนายท่าน ข้าเชื่อว่าคุณหนูจะต้องปลอดภัย อีกอย่างคุณหนูก็มีสิ่งนั้นติดตัวไปด้วย “
เจสซิก้าพูดขึ้นเพื่อให้ดยุคโคเว่นคลายความกังวลลง
“ ข้าก็ได้แต่หวังว่านางจะปลอดภัยและไม่จำเป็นต้องใช้ของสิ่งนั้น“
ดยุคโคเว่นถอนหายใจออกมาเล็กๆก่อนจะละสายตาออกมาจากซุ้มประตูศิลา