เวลาห้าวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว อาการบาดเจ็บของหญิงสาวฟื้นฟูจนเกือบจะสมบูรณ์แล้ว นอกจากเวลาที่พิษผงคร่าวิญญาณกำเริบ ในตอนนี้นางดูเหมือนหายเป็นปกติแล้ว
ผู้เฒ่ากับชายหนุ่มตกใจไม่น้อย จากการแอบสำรวจของพวกเขาในช่วงเวลาที่ผ่านมา พบว่าภายนอกเยี่ยเฟิงทำเหมือนชั่วร้าย หนำซ้ำชอบไม้อ่อนไม่ชอบไม้แข็ง แต่ความจริงเขาเป็นคนที่ลึกลับมาก
เวลาเพียงแค่ห้าวัน พลังของเยี่ยเฟิงจากภพเปิดตันเถียนขั้นสองก็ทะลวงขึ้นไปถึงขั้นสามแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดคือหลายวันมานี้พวกเขาไม่เห็นเยี่ยเฟิงฝึกฝนเลย แต่ละวันเขาทำตัวเหมือนเด็กที่นอนอยู่บนพื้นในเรือนหลังเล็ก ไม่รู้กำลังทำสิ่งใดอยู่
ห้องรับรองนอกเรือนหลังเล็ก สีหน้าของผู้เฒ่าเต็มไปด้วยความสงสัย เขานึกย้อนไปเมื่อหลายวันก่อนที่เพิ่งมาถึงเรือนหลังเล็ก ตอนที่เพิ่งมาถึงด้วยพลังของเขาย่อมรู้สึกถึงความแตกต่างของที่นั่นอยู่แล้ว พลังมายาจากรอบด้านเหมือนมารวมตัวกันอยู่ที่นี่ตลอดเวลา ในตอนแรกเขานึกว่าที่นี่จะมีผู้แข็งแกร่งซ่อนตัวอยู่ แต่ตอนหลังถึงรู้ว่าไม่ได้เป็นเช่นนั้น
อีกอย่าง จากการแอบสำรวจของเขาในหลายวันที่ผ่านมา เขาพบว่าเยี่ยเฟิงเหมือนกับหมอเทวดาคนหนึ่ง เขามีความรู้เกี่ยวกับสมุนไพรอย่างแตกฉาน แม้แต่พิษที่ร้ายแรงถึงชีวิตอย่างผงคร่าวิญญาณ เขายังสามารถหายาแก้พิษชนิดที่สองออกมาได้ และดูเหมือนว่าหลายวันมานี้อาการบาดเจ็บของหญิงสาวได้หายเป็นปกติแล้ว
เหตุการณ์หลายๆ อย่าง แสดงให้เห็นว่าเยี่ยเฟิงคนนี้ไม่ธรรมดา
ทว่าหลายวันที่ผ่านมา กลับไม่มีเบาะแสเกี่ยวกับโสมเลือดพันปีและโสมหิมะพันปีเลย ในแต่ละวัน ทำให้ผู้เฒ่าได้แต่ร้อนใจ เพราะไม่มีวิธีอื่นเลยที่จะรักษานายหญิงของตน
ภายในเรือนหลังเล็ก เยี่ยเฟิงลุกขึ้นจากพื้น เขาปัดมือแล้วพยักหน้าอย่างพอใจ จากการศึกษาในหลายวันมานี้ ค่ายดินแดนพิศวงเขาพอจะวาดได้แล้ว แต่ยากกว่ามากเมื่อเทียบกับค่ายกลไร้ร่องรอยและค่ายกลรวมลมปราณ ไม่เพียงแต่ลวดลายที่เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว แต่ลวดลายพวกนั้นยังลึกลับซับซ้อนกว่ามาก ไม่ระวังเพียงนิดเดียวก็วาดผิดแล้ว
“ดูท่าค่ายกลพิฆาตมารคงต้องปล่อยไปก่อน” เขาถอนหายใจ จากนั้นเดินออกจากห้อง
หญิงสาวสามารถลงมาเดินเป็นปกติแล้วตั้งแต่สองวันก่อน จากการอยู่ร่วมกันในหลายวันที่ผ่านมา นางเหมือนเริ่มคุ้นเคยกับนิสัยเอาแต่ใจของเยี่ยเฟิง อีกทั้งเยี่ยเฟิงคอยรักษานางอย่างตั้งใจ ทำให้อคติที่นางมีต่อเยี่ยเฟิงค่อยๆ หายไป หลังจากเริ่มขยับเขยื้อนตัวได้แล้ว เวลาส่วนใหญ่ของนางคือการเดินพลัง
เยี่ยเฟิงวาดค่ายกลรวมลมปราณกับค่ายกลไร้ร่องรอยเอาไว้ในห้อง หนึ่งคือช่วยหญิงสาวฟื้นฟูพลัง สองคือเพื่อป้องกันเหตุฉุกเฉิน
เมื่อเห็นหญิงสาวกำลังนั่งเดินพลังอยู่ เยี่ยเฟิงถอนหายใจก่อนจะบอกว่า
“หญ้าม๋อเหยียนหาเจอแล้ว แต่โสมหิมะพันปีกับโสมเลือดพันปียังไม่มีเบาะแส สมุนไพรสองชนิดนี้คงหาได้ยากในเวลาสั้นๆ”
ภายในห้องเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ขนตาของหญิงสาวสั่นไหวเล็กน้อย นางลืมตาขึ้น ท่าทางนางดูสงบ ก่อนที่นางจะถอนหายใจเสียงเบา
“ข้ารู้แต่แรกแล้วว่าจะเป็นเช่นนี้” นางเงยหน้ามองเยี่ยเฟิง “หลายวันมานี้ ต้องขอบคุณเจ้าด้วย!”
เยี่ยเฟิงไม่ได้พูดสิ่งใด เขาหันมองหญิงสาว จากนั้นหันมองนอกห้อง พึมพำอยู่สักครู่ แล้วเอ่ยปากถาม
“เจ้ากลัวตายหรือไม่?”
“กลัวสิ ใครจะไม่กลัวตายกัน? ทุกคนที่ตายไปย่อมหวาดกลัวความตายก่อนตายอยู่แล้ว แต่กลัวแล้วทำอย่างไรได้?” หลังจากพูดจบ หญิงสาวหัวเราะเสียงเบา ฟังดูสมน้ำหน้าตัวเองและจนใจ
เยี่ยเฟิงหันไปหานาง “หากหาโสมหิมะพันปีกับโสมเลือดพันปีไม่เจอ ยังมีวิธีแก้พิษให้เจ้าอีกอย่างหนึ่ง แต่ข้าไม่เคยลองมาก่อน หากใช้วิธีนี้ไม่สำเร็จ จะทำให้พิษกำเริบภายในพริบตา แล้วเจ้าจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกินหนึ่งชั่วยาม”
“มีความมั่นใจมากน้อยเพียงใด?” ขณะนี้ผู้เฒ่าและชายหนุ่มเดินเข้ามาในห้อง พวกเขาเองก็ร้อนใจไม่แพ้กัน หลายวันมานี้พวกเขาคอยถามอาการของนางอยู่หลายครั้ง พวกเขาหวังให้ได้สมุนไพรทุกตัวมาครบโดยเร็ว
ในใจของหญิงสาวประหลาดใจมาก นางมองดูเยี่ยเฟิงอย่างตกตะลึง ก่อนหน้านี้ที่เยี่ยเฟิงรู้วิธีแก้พิษวิธีที่สองนางก็ประหลาดใจมากพอแล้ว เพราะในความคิดของทุกคนคือต้องใช้หัวใจของสัตว์อสูรระดับสูงเท่านั้นถึงแก้พิษผงคร่าวิญญาณได้ แต่ตอนนี้เยี่ยเฟิงกลับบอกนางว่ายังมีวิธีที่สาม
เยี่ยเฟิงส่ายหน้า
“ข้าไม่เคยทดลองมาก่อน จึงไม่มีความมั่นใจเลย”
“เยี่ยเฟิง ไหนเจ้าบอกว่าช่วยคุณหนูได้อย่างไรเล่า ทำไมตอนนี้ถึงได้บอกว่าไม่มีความมั่นใจเลย เจ้าหมายความว่าอย่างไร!” ชายหนุ่มเห็นเยี่ยเฟิงขัดหูขัดตามาแต่แรก เขาไม่พอใจเยี่ยเฟิงมาตลอดจึงอดต่อว่าไม่ได้
เยี่ยเฟิงไม่ได้สนใจชายหนุ่ม เขาหันมองหญิงสาว
“จะลองวิธีนี้หรือไม่ เจ้าเลือกเอง ข้าไม่บังคับเจ้า แน่นอนว่าหากเจ้าไม่อยากลอง ข้าก็จะควบคุมพิษให้เจ้าต่อไป แต่ข้าจะบอกเจ้าก่อน แม้พิษจะควบคุมไว้ได้ แต่มันจะค่อยๆ กัดกินร่างกายเจ้าอย่างต่อเนื่อง หากวันใดวันหนึ่งที่ไม่สามารถควบคุมได้อีกต่อไป เจ้าจะตายทันที ถึงตอนนั้นต่อให้มียาแก้พิษก็ช่วยอะไรไม่ได้แล้ว”
เมื่อชายหนุ่มได้ยินก็ยิ่งโกรธมากกว่าเดิม เขาชี้ไปที่เยี่ยเฟิง
“เจ้ากล้าใช้คุณหนูเป็นตัวทดลองหรือ เจ้ารู้หรือไม่ว่าผลจะเป็นเช่นไร?”
เยี่ยเฟิงมองเขาด้วยสายตาเย็นชา แค่นหัวเราะ
“ในชีวิตนี้ข้าเกลียดคนที่ชี้นิ้วใส่ข้ามากที่สุด ผลจะเป็นอย่างไรข้าไม่รู้ และไม่อยากรู้ ข้ารู้เพียงหากไม่อยากให้คุณหนูของเจ้าตายในเร็ววัน เจ้าควรหุบปากเสีย”
ผู้เฒ่ารีบห้ามปรามชายหนุ่มเอาไว้ เพื่อไม่ให้เยี่ยเฟิงโกรธ
หญิงสาวเงียบอยู่นาน แม้นางจะดูเหมือนสงบนิ่ง แต่รู้ว่าภายในใจนางคงอึดอัดอย่างมาก นางจึงอดเอ่ยปากถามไม่ได้
“ไม่ทราบว่าคือวิธีใดหรือ?”
“ปิดจุดชีพจรใหญ่ของเจ้าก่อน จากนั้นเดินพลังเร่งพิษในร่างกายของเจ้า แล้วบังคับให้พวกมันออกมาจากร่าง” เยี่ยเฟิงพูดอย่างฉะฉาน ฟังดูเหมือนง่าย แต่ภายในกลับซ่อนไว้ด้วยอันตรายมากมาย หากทำโดยไม่ระวังอาจถึงตายได้
ผู้เฒ่ารีบเอ่ยปากถาม
“หากไม่สำเร็จ ยังพอมีโอกาสรอดหรือไม่?”
วิธีของเยี่ยเฟิงอันตรายเกินไป ใช้พลังทั้งหมดเพื่อเร่งพิษ อีกอย่างยังต้องปิดจุดชีพจรใหญ่ๆ ของหญิงสาว เท่ากับไม่สามารถใช้พลังลมปราณมาต่อต้านพิษได้ หากพิษเกิดระเบิดจนควบคุมไม่ได้ ผลที่ตามมาก็ไม่อาจจะคาดคิดได้เลย
เยี่ยเฟิงส่ายหน้า
“หากไม่สำเร็จ นางอยู่ได้ไม่เกินหนึ่งชั่วยาม”
“ลองเสี่ยงดูสักตั้ง ดีกว่ารอตายอยู่อย่างนี้!” หญิงสาวเอ่ยปาก
ผู้เฒ่ากับชายหนุ่มไม่รู้ว่าจะเอ่ยปากห้าม หรือไม่เอ่ยปากห้ามดี พวกเขาได้แต่มองดูหญิงสาวเงียบๆ สุดท้ายจึงออกจากห้องไปอย่างจนปัญญา
เมื่อเห็นผู้เฒ่ากับชายหนุ่มออกไปแล้ว หญิงสาวเอ่ยถาม
“เริ่มได้เมื่อใด?”
“รุ่งเช้า”
กลางดึก เยี่ยเฟิงรวมพลังแล้วลุกขึ้น เขาหันมองหญิงสาว หญิงสาวดูเหมือนรออยู่ตลอด ขณะนี้คิ้วคู่งามเหมือนสลดเล็กน้อย นางถอนหายใจเสียงเบา
“ไม่ว่าจะสำเร็จหรือล้มเหลว ขอขอบคุณเจ้ามาก” หยุดไปสักครู่ จึงพูดต่อ “ข้าชื่อเหยียนมู่เสวี่ย”
เยี่ยเฟิงหันมองหญิงสาว ในใจของเขานึกขัน เขายิ้มและบอกว่า
“นี่เจ้ากำลังเอ่ยคำสั่งเสียอยู่หรือ? แต่ว่าชื่อของเจ้าเพราะดี เพียงแต่ ข้ารู้สึกว่าชื่อเหยียนมู่เหอจะเหมาะสมกว่า!”
เดิมทีหญิงสาวพูดอย่างจริงจัง แต่เยี่ยเฟิงกลับแสดงนิสัยอันธพาลออกมา อีกอย่างชื่อเหยียนมู่เหอ ทำให้นางนึกถึงเรื่องของคืนนั้นที่เกิดขึ้นในแม่น้ำนอกเมืองอวิ๋นอู่ จนนางแก้มแดง อีกทั้งโกรธเคืองเขาอยู่ในใจเล็กน้อย
เยี่ยเฟิงหัวเราะพร้อมเอ่ยปาก
“คนอื่นบอกว่าข้าจิตใจดีเกินไป นี่ไง เห็นเจ้าอยากจะตายมาก ก่อนตายข้าเลยอยากให้เจ้านึกถึงประสบการณ์ดีๆ เอ่อ... คือว่า ข้าไม่ได้พูดอะไรเลยนะ”
เมื่อพูดไปได้เพียงครึ่งเดียว บรรยากาศในห้องเริ่มเยือกเย็นลง หญิงสาวจ้องเยี่ยเฟิง แววตานางมีจิตสังหาร สีหน้าเปลี่ยนเป็นเยือกเย็นทันที
“หากเจ้าพูดถึงเรื่องนี้อีก ข้าจะฆ่าเจ้าให้ได้”
หญิงสาวทำเสียงฮึดฮัด จากนั้นจึงค่อยๆ สงบลง
“ข้าพูดผิดไป พูดผิดไป” เยี่ยเฟิงแอบตกใจ พลังของนางช่างแข็งแกร่งเหลือเกิน เพียงปล่อยพลังออกมาเล็กน้อยเท่านั้นกลับทำให้เขารู้สึกกดดัน เขาไม่หาเรื่องนางดีกว่า
“เริ่มได้แล้ว!” หญิงสาวเอ่ย
เยี่ยเฟิงกระแอมเสียงเบา เอ่ยปากบอกว่า
“เจ้าต้องถอดชุดกระโปรงออกก่อน”
“เจ้า... เจ้าคิดจะทำอะไร?” หญิงสาวสีหน้าแดงเถือก นางเคยได้ยินมาว่าการขับพิษยาเช่นนี้จะต้องถอดเสื้อผ้าออกหมด แต่นางไม่คิดว่าวันหนึ่งเรื่องพวกนี้จะตกมาอยู่ที่นาง อีกอย่างร่างกายบริสุทธิ์ผุดผ่องของนาง ไม่เคยเผยให้ชายใดเห็นมาก่อน นางยืนยันว่าจะไม่มีวันทำเช่นนั้นแน่
เยี่ยเฟิงรู้สึกอึดอัด ให้ตายสิ… เหมือนเขากำลังต้อนสตรีดีๆ คนหนึ่งให้จนมุมอย่างนั้นแหละ
“หากเจ้าไม่ถอดเสื้อผ้า แล้วข้าจะขับพิษให้เจ้าได้อย่างไร? ก่อนหน้านี้ข้าเคยบอกแล้วว่า ก่อนจะขับพิษให้ เจ้าต้องปิดจุดชีพจรใหญ่ๆ เสียก่อน อีกอย่าง ข้าจะทำอะไรเจ้าได้ พลังของเจ้าสูงถึงภพพิศวง ยังกลัวข้าจะกินเจ้างั้นหรือ”
คำพูดนี้ดูเหมือนไม่มีอะไร แต่เมื่อออกมาจากปากเยี่ยเฟิงกลับฟังดูสองแง่สองง่าม
“ผู้เป็นหมอย่อมมีใจเมตตา ข้าบริสุทธิ์ผุดผ่องขนาดนี้ ไม่ใช่คนเลวอย่างที่เจ้าคิดหรอกนะ”
“อีกอย่าง ใช่ว่าข้าไม่เคยเห็น หากไม่อยากตายจงรีบถอดเสื้อผ้าเสีย ช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่พลังหยินและพลังหยางกำลังสลับสับเปลี่ยนกัน มีส่วนช่วยในการขับพิษ หากผ่านไปแล้ว ฤทธิ์ของโอสถเสวียจูจะสลายไป พิษในร่างกายเจ้าจะสูญเสียการควบคุม”
“อีกอย่าง ด้านนอกยังมีเพื่อนของเจ้าอีกสองคน หากข้าขับพิษของเจ้าไม่สำเร็จ เกรงว่าพวกเขาคงจะสับข้าเป็นพันชิ้นหมื่นชิ้น แล้วเจ้าเคยคิดถึงพ่อแม่เจ้าไหม หากเจ้าตายไปจริงๆ พวกเขา...”
“อีกอย่างข้าก็ไม่ได้ให้เจ้าถอดจนล่อนจ้อนเสียหน่อย เอ่อที่อยู่ด้านใน... ไม่ต้องถอดก็ได้...”
หญิงสาวลังเลอยู่นาน สุดท้ายกัดฟันบอกว่า
“หากเจ้ากล้าแพร่งพรายเรื่องนี้ออกไป ข้า...”
“เรื่องนั้นแน่นอนอยู่แล้ว หากข้าพูดเรื่องนี้ออกไป เจ้าตีข้าให้ตายในฝ่ามือเดียวได้เลย เรื่องก่อนหน้านี้ข้ายังไม่บอกใครเลย เจ้าวางใจได้ ข้าเป็นคนที่มีคุณธรรมขนาดนี้ ดูเหมือนคนที่ชอบพูดจาส่งเดชหรือ”
หญิงสาวกัดฟันแล้วสูดหายใจเข้าลึกๆ ดวงตาคู่งามหลับตา หน้าอกขึ้นลงอย่างต่อเนื่อง หลังจากลังเลอยู่สักพักจึงได้ยื่นมือไปปลดสายเสื้อ เสื้อที่ถูกปลดไหลลงผ่านไหล่มนขาวผ่องทันที
วินาทีนี้ลมหายใจของเยี่ยเฟิงหอบถี่ทันที เลือดลมสูบฉีดรวดเร็วทั่วร่าง ไฟราคะพลันพุ่งขึ้นจากท้องน้อยจนเขาตะลึงงัน รีบรวบรวมสมาธิ แล้วใช้พลังลมปราณกดทับความต้องการเอาไว้
รูปร่างงดงามเช่นนี้เยี่ยเฟิงเคยเห็นเสียที่ไหน อีกอย่างนี่เป็นเวลากลางดึก ชายหนุ่มกับหญิงสาวอยู่กันสองต่อสองภายในห้องเดียวกัน เป็นใครก็คงไม่อาจสงบจิตสงบใจเอาไว้ได้ หญิงสาวที่งดงามดุจนางฟ้ากำลังเปลื้องผ้าต่อหน้าเขา
เขาเดินพลังลมปราณกดทับความต้องการอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นนำเข็มสีทองที่เตรียมไว้ออกมา นี่เป็นสิ่งที่เยี่ยเฟิงสร้างขึ้นโดยเฉพาะ มันถูกสร้างมาจากเหล็กเทพฉื้อหยาง และมีพลังหยางซ่อนอยู่ในเข็ม ตัวเข็มเปล่งแสงสีแดง ซึ่งมีผลกดทับต่อพิษชนิดหยินตามธรรมชาติ
หลังจากสูดหายใจเข้าลึกๆ เขาใช้สองนิ้วคีบเข็มสีทอง แล้วฝังลงตามจุดชีพจรรอบกายหญิงสาว เขาเดินพลังลมปราณภายในร่าง ทำให้เข็มแต่ละเล่มที่ฝังลงไปมีพลังลมปราณสีทองแฝงอยู่ด้วย
“ป่ายฮุ่ย เทียนจู้ เสินถิง กวนหยวน เทียนถู จงถิง ซ่านจง เสินเสวีย หย่งฉวน ไท่หยวน เส้าชง เทียนฝู่...”
เยี่ยเฟิงลงมืออย่างรวดเร็ว เขาเดินรอบตัวนางแล้วทำเช่นนั้นซ้ำๆ เข็มสีทองหลายสิบเล่มถูกเยี่ยเฟิงฝังลงตามจุดชีพจรต่างๆ ตามร่างกายของสาวน้อยภายในเวลาไม่นาน อีกอย่างเข็มทุกเล่มมีพลังลมปราณสีทองของเขาแฝงอยู่
“ทำใจให้สงบ อย่าเดิมพลังลมปราณเอง!” เยี่ยเฟิงเอ่ยปากเตือน