ร่างบางก้าวขึ้นมาบนห้องนอนนั่งลงแปรงผมบนเก้าอี้บุนวมสีขาวหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง สายตาของหญิงสาวจ้องมองตนเองในกระจกหยิบหวีสางผมเบาๆ เรียบร้อยแล้วเตรียมเข้านอน แต่กลับรู้สึกถึงความผิดปกติ บางสิ่งบางอย่างหายไปลูบลำคอระหงส์ก่อนหน้านี้เคยมีสร้อยที่ยายอิ่มให้ไว้ใส่ติดตัวประจำ บัดนี้ไม่มีอีกแล้วฉุกคิดได้ออกจากห้องเพื่อลงมาชั้นล่าง คุกเข่าลงควานหาสร้อยเส้นนั้น เพราะความมืดของห้องรับแขกทำให้ยากต่อการมองหา ไม่กล้าเปิดไฟเพราะเกรงใจคนในบ้าน
ธานต์เมธากลับมาจากคอนโดของคู่หมั้นสาวไม่คิดหนีอีกแล้ว ในเมื่อที่นี่คือบ้านของเขาเอง คนนอกย่อมไม่มีสิทธิ์ มีเสียง ในบ้านหลังนี้เงินสักแดง ก้อนหินสักก้อน ผู้หญิงคนนั้นก็ไม่มีทางได้ไป ชายหนุ่มคิดอย่างแน่วแน่ พาตัวเองมาถึงหน้าประตูบ้านก้าวเข้าสู่ด้านใน เขาไม่จำเป็ต้องให้แสงสว่างช่วยเพราะเคยชินเมื่อสายตาปรับเข้ากับความมืดแล้ว กลับเห็นแสงประกายบางอย่าง
ชายหนุ่มเดินไปถึงหยิบมันขึ้นมามองดูแล้วขมวดคิ้ว มันเป็สร้อยไม่ได้มีค่ามีราคาอะไรมากมายนัก
“นี่มันของใครกัน” เขาพึมพำไม่ได้ใส่ใจ จับสร้อยยัดใส่กระเป๋าตนเอง
ก้าวเดินต่อ สายตามองเห็นเงาตะคุ่มๆกำลังคืบคลานบริเวณห้องรับรอง แว๊บแรกชายหนุ่มคิดว่าอาจเป็ขโมยแต่เมื่อก้าวเข้าหา ธานต์เมธาจึงเปลี่ยนความคิดใหม่ เมื่อร่างที่คลานเข่าหาของกลับมีทรวดทรงองเอวน่ามองเท่านี้ก็รู้ได้ทันทีว่าใคร
“นั้นใครกัน!” ชายหนุ่มแกล้งะโถามเสียงลั่น
ร่างบางสะดุ้งหยุดควานหาสร้อยพลางยืดตัวตรงด้วยความกังวล
“ฉันเองค่ะ” ศศิรญารีบตอบ มือสั่น
“ฉันน่ะใคร ไม่บอกชื่อจะรู้หรือไง!” คนถามย้อน
“ศศิรญาเองค่ะ!”
ชายหนุ่มกระตุกยิ้มเดินเข้าไปหาหญิงสาวหล่อนก้มหน้านิ่งไม่กล้าขยับไปไหนด้วยความกลัว
“เธอมาทำอะไรที่ห้องรับแขกตอนดึกมิทราบหรือคิดจะขโมยของบ้านฉันกันฮะ!” เสียงเข้มตวาด
“ปะ...เปล่านะคะญาแค่มาหาของเท่านั้นค่ะ ไม่เคยคิดที่จะขโมยอะไรเลย” คนตัวเล็กรีบปฏิเสธนี่เขาจะมายัดเยียดข้อหาแบบนี้ให้ได้อย่างไรกัน
“ของอะไรของเธอ มีด้วยเหรอเธอเพิ่งจะมาอยู่ไม่กี่วัน จะมาหาของในบ้านแล้วแบบนี้ จะให้ฉันเข้าใจว่ายังไงกัน!”
“ญาแค่มาหาสร้อยคอเท่านั้นค่ะ สร้อยของญาหายไป ไม่ได้จะมาขโมยของอย่างที่คุณว่าเลยนะคะ”
“ถ้าเป็อย่างที่เธอว่าก็หาต่อไปก็แล้วกันแต่ฉันจะนั่งดูเธออยู่ที่นี่!” หันหลังแล้วหย่อนก้นลงนั่งบนโซฟากอดอกไขว่ห้างมองดู
ร่างบางรีบควานหาสร้อย ต้องเจอให้ได้ไม่อย่างนั้นเขาต้องหาว่าเป็ขโมยแน่ ยิ่งหายิ่งไม่พบทำอย่างไรดี หล่อนรู้สึกร้อนๆหนาวๆชอบกล เพราะมีสายตาเขาจ้องมองอยู่ เกร็งไปหมดแล้ว ระแวงด้วยทำไมเขาจะต้องมาเอาเวลานี้ หล่อนน่าจะรีบลงมาหาั้แ่แรก
“เจอหรือเปล่า?” เขาถามเสียงเข้ม
“ยังไม่เจอเลยค่ะ...”ศศิรญาหันไปตอบ
ชายหนุ่มยิ้มเยาะ “งั้นแสดงว่าเธอโกหกนะสินะ”
“เปล่านะค่ะ ญาไม่ได้โกหก!” หญิงสาวรีบปฏิเสธ
“แน่ใจเหรอว่าสร้อยหายไม่ใช่ลงมาสำรวจว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง” เขากระตุกยิ้มมุมปากเหมือน้าหาเื่ให้อีกฝ่ายจำนน
มือบางกำแน่นเพื่อข่มอารมณ์ “สร้อยญาหายไปจริงๆค่ะ”
เขายักไหล่แสดงท่าทีไม่สนใจต่อคำพูด
“ฉันเดินเข้ามาในนี้ฉันยังไม่เห็นเลยว่ามีสร้อยตกอยู่ที่นี่ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมพ่อถึงได้เอาเธอมาชุบเลี้ยงแบบนี้ไม่กลัวบ้างหรือไงว่าเธอจะขโมยของในบ้าน มาจากที่ไหนก็ไม่รู้ ไม่เคยเห็นของแพงๆบางทีอาจจะอยากได้ก็ได้!” เขาสบประหม่า แล้วยิ้มเหยียดแล้วมอง
หญิงสาวกัดฟันแน่น ทำไมถึงได้พูดจาแบบนี้ออกมาหล่อนไม่เคยคิดทำอะไรแบบนั้นเลยสักนิด ทั้งๆ ที่หล่อนมาอยู่ที่นี่เพราะบิดาเขายินดีต้อนรับไม่เคยมีความตั้งใจมาอยู่ที่นี่ั้แ่แรก ของสักชิ้นในบ้านไม่เคยหยิบเลยแถมเขาก็ไม่ได้เห็นหล่อนกำลังขโมยของสักหน่อย กล้าดียังไงมาพูดจาดูถูกคนอื่นแบบนี้ต่อให้ถูกบังคับให้แต่งงานกัน แล้วเขาโกรธ แต่ก็ไม่ควรมาพูดจาทุเรศแบบนี้ดวงตาเรียวตวัดเผลอตวัดขึ้นมองด้วยความไม่พอใจ
“มองทำไมมิทราบ!” เขาถามเสียงลั่น
“เปล่าค่ะ”ตอบเลี่ยงหล่อนจำต้องเก็บอารมณ์ขุ่นเคืองภายในเอาไว้ ไม่อยากมีปัญหาให้คุณท่านไม่สบายใจ
“ฉันขอเตือนศศิรญา อย่าได้หวังอะไรจากฉันที่ฉันยอมแต่งงานกับเธอเพราะพ่อบังคับแล้วฉันจะบอกอะไรให้อีกอย่างคนอย่างฉันแต่งได้ก็หย่าได้!”
มือกำแน่นพยายามระงับความโกรธที่กำลังพลุ่งพล่านหล่อนไม่อยากอยู่ตรงนี้อีกแล้ว ไม่อยากทนแม้แต่วินาทีเดียว ยังไม่ได้ทำอะไรผิด แต่เขากลับเอาแต่ต่อว่าถากถางดูถูกต่างๆนานา แล้วทำไมต้องมานั่งทนกับสถานการณ์ที่หล่อนไม่ได้เป็คนเริ่มมันขึ้นมาด้วยเล่าโทสะเข้าครอบงำตวัดสายตามอง
“คุณคิดว่าตัวเองเป็ใครกันค่ะที่คุณมีทุกอย่างจนถึงทุกวันนี้ก็เพราะพ่อของคุณ แต่แทนที่คุณจะทำให้ท่านสบายใจกลับเที่ยวไปควงผู้หญิงที่ทำให้ท่านต้องปวดหัวความจริงการศึกษาคุณก็สูง แต่ทำไมรสนิยมคุณต่ำจังคะ!” หญิงสาวตอกกลับเขาอย่างเจ็บแสบ
“เธอ!” เขาตวาดกร้าว
คนโดนต่อว่าโมโหจนระงับตัวเองไม่อยู่ หล่อนช่างกล้านัก!แค่มาอยู่ที่นี่ไม่กี่วันกล้าต่อปากต่อคำกับเขาไม่มีสำนึกเลยหรือไงว่าอยู่ในบ้านของใคร เป็แค่ผู้อาศัยทำปากเก่งดีนัก เห็นทีต้องสั่งสอนให้สำนึกแล้ว
ศศิรญามองดูสีหน้าเขาด้วยความหวาดกลัวหล่อนพลาดไปแล้ว ไม่ได้ตั้งใจมันเป็เพราะความโกรธแค่นั้น ร่างบางรีบลุกขึ้นพยายามเดินหนีแต่มือหนากลับคว้าเอวบางไว้ก่อนเหวี่ยงลงไปบนโซฟา
“ว้าย!” หล่อนกรีดร้องพยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้น
“ปากดีนัก! ปากเก่งให้ตลอดก็แล้วกันมาอยู่ที่นี่ไม่กี่วันกล้ามาสั่งสอนคนอย่างฉัน เธอคิดว่าคนอย่างฉัน ไม่กล้าทำอะไรเธอหรือไงฮะ!”เ ขาตวาดกดตรึงร่างบางไว้บนโซฟา
กายสั่นเทาด้วยความกลัวแต่ก็แสร้งเชิดหน้าเพื่อไม่ให้เขารังแกได้อยู่ฝ่ายเดียว
“คุณมันก็ดีแต่รังแกผู้หญิง!”
“นี่ยังไม่เรียกว่ารังแกหรอกถ้ารังแกมันต้องแบบนี้!”
ริมฝีปากถูกบดขยี้อย่างไม่ทันตั้งตัว ร่างบางผลักไสดิ้นรนเพื่อให้หลุดพ้นจากพันธนาการแต่เขากลับรวบมือไว้ ใช้อีกมือที่ยังคงว่างอยู่บีบปลายคางเพื่อควานหาความหวานจากริมฝีปาก
“อื้อ!”
หญิงสาวยังคงไม่ยอมเปิดปากออกชายหนุ่มเพิ่มแรงบีบจนอีกฝ่ายจำต้องตอบสนอง ธานต์เมธาได้จังหวะสำรวจความหวานจนพอใจไม่นานเขาถอนริมฝีปากออกมา ก้มลงมองหน้าหญิงสาว แล้วยิ้มเยาะออกมาด้วยความสะใจ
“ทีหลังอย่าได้มาปากดีกับฉันอีก!หัดสำนึกซะบ้างว่าตัวเองเป็ใครมีสิทธิ์อะไรในบ้านหลังนี้ความจริงฉันไม่เคยคิดจะแตะเธอเลยด้วยช้ำแต่วันนี้ฉันได้ลองแล้วก็รู้สึกว่าเธอก็พอใช้ได้นะ เอาไว้เราแต่งงานกัน ฉันจะให้เธอเป็เมียฉันไปพลางๆแล้วเราค่อยหย่ากันดีไหม” ผละห่างแล้วหัวเราะลั่นกับการกระทำของตนเองก่อนเดินออกจากให้หลังจากทำโทษคนตัวเล็กเรียบร้อย
ศศิรญาสะอื้น ทำไมเขาถึงได้ใจร้ายแบบนี้ทั้งๆ ที่เขาเป็คนต่อว่ากันก่อนชัดๆกลับเอาแต่โทษว่าหล่อนเป็คนผิด แล้วต้องยอมหรือไง ยอมให้ด่าทอต่อว่าต่อขานเพียงฝ่ายเดียวอย่างนั้นหรือ?ช่างเป็ผู้ชายที่น่ารังเกียจ จาบจ้วงหยาบคายเสียจริง หล่อนไม่อยากทนเลย
“ฉันจะทำให้เธออยู่ที่นี่แทนไม่เป็สุขเลยศศิรญา!”ธานต์เมธาเข่นเขี้ยว
ยกมือปาดน้ำตาลุกขึ้นจากโซฟายังหาไม่พบไม่เป็ไร พรุ่งนี้มีแสงสว่างค่อยมาอีกครั้งดีกว่าอยู่ตรงนี้แล้วถูกรังแกกลับขึ้นห้องนอน ทิ้งกายลงบนเตียง โชคชะตาของหล่อนช่างน่าตลกเหลือเกินไม่รู้วันหน้าจะร้ายหรือดี แต่ตอนนี้.... หล่อนเริ่มรู้สึกหวั่นใจ
พลิกกายหลายครั้ง ความกังวลถาโถมความกลัวเข้าแทรก หล่อนกลัวว่าเขาจะแผลงฤทธิ์ แล้วถ้าหากนานไปมันยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเวลานี้หล่อนเองก็รู้สึกโดดเดียวเหมือนตัวคนเดียวอยู่แล้วหากเวลานี้ได้นอนอยู่ที่บ้านตนเองโดยที่มียายอยู่ด้วยมันคงจะดีไม่น้อยเลย
ยิ่งคิดน้ำตาพาลไหล กัดริมฝีปากเพื่อกล้ำกลืนไม่อยากร้องไห้เสียใจ เพราะนี่คือการตัดสินใจของยาย ที่ฝากฝังหล่อนไว้กับคุณท่านถ้าหากหล่อนเสียใจกับการได้มาอาศัยอยู่ที่นี่ เท่ากับว่าตนเองกำลังตำหนิยายอยู่เตือนตนเองอย่ากังวล อย่างน้อยคุณท่านก็ยังอยู่ หากมีอะไรคงพอช่วยเหลือได้ทันการณ์