หลี่หมิงเยว่ตาเป็นประกายเมื่อได้ยินคำยืนยันตัวตนของคนตรงหน้า ก่อนหน้านี้ ‘เฉินอ๋อง’ คนที่นางเคยช่วยเหลือไว้พูดว่าจะมอบเครื่องมือทำยาให้นางหนึ่งชุด ดังนั้นเด็กหญิงจึงเอ่ยปากถามอย่างไม่รอช้า “ลุงหลิว พี่ชายส่งเครื่องทำยามาให้ข้าใช่หรือไม่?”
ผู้ดูแลหลิวที่ได้ยินนางเรียกเจ้านายของตนเช่นนั้นก็ชะงักไปชั่วครู่ หรือว่าแม่หนูนี่จะมีความสัมพันธ์ที่ไม่ธรรมดากับเจ้านายของเขา ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมนายท่านถึงกำชับหนักหนาให้เขาปกป้องแม่หนูน้อยผู้นี้ เมื่อคิดได้เช่นนั้น ผู้ดูแลหลิวจึงมีท่าทีกระตือรือร้นต่อหลี่หมิงเยว่มากขึ้น “แม่นางหมิงเยว่ เถ้าแก่ให้ข้านำเครื่องมือทำยามาส่ง แล้วยังบอกอีกว่าให้ข้ามาที่นี่ทุก ๆ สิ้นเดือน ไม่ทราบว่าแม่นางจะสามารถปรุงยาห้ามเลือดหนึ่งร้อยขวดในหนึ่งเดือนได้หรือไม่?”
หลี่อวิ๋นห้าวเห็นทั้งสองคนพูดคุยกันอยู่ที่ลานบ้านมานานแล้ว จึงรีบพูดขึ้นว่า “น้องสี่ หากมีเรื่องอะไรไว้ค่อยพูดกัน เชิญลุงหลิวเข้าไปคุยในห้องก่อนเถอะ”
หลี่หมิงเยว่ตบหน้าผากตัวเองเบา ๆ แล้วพูดว่า “โอ้! จริงด้วย ลุงหลิวเราเข้าไปคุยกันในห้องเถิดเจ้าค่ะ เมื่อครู่นี้ข้าตื่นเต้นดีใจเกินไปหน่อย เลยหลงลืมมารยาทไปจนหมด”
ผู้ดูแลหลิวถูกเด็กทั้งสองเชื้อเชิญเข้ามานั่งในห้อง หลี่หมิงหัวยกน้ำชามาให้และกลับเรือนตะวันออกไป หลี่หมิงเยว่มองผู้ดูแลหลิวที่กำลังดื่มชาและกล่าว “ลุงหลิว สิ้นเดือนนี้ท่านส่งคนมารับยาได้เลยเจ้าค่ะ ข้าจะรีบทำให้เสร็จ”
ผู้ดูแลหลิวยิ้มอย่างใจดีและพยักหน้า “เช่นนั้นสิ้นเดือนข้าจะส่งคนมารับ แม่นาง ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง ข้าได้ยินเถ้าแก่บอกว่าพวกเจ้าส่งเนื้อให้กับหอหรูอี้ด้วยหรือ?”
“ใช่แล้วเจ้าค่ะ พวกข้าล่าสัตว์ป่าไปส่งให้กับหอหรูอี้ตั้งแต่สามเดือนก่อนแล้ว ตอนที่ลุงหลิวเข้ามาคงจะเห็นแล้วว่าในบ้านของพวกเรามีกรงอยู่มากมาย ในกรงพวกนั้นคือสัตว์ที่ข้าและพี่ชายจับได้เมื่อไม่นานมานี้เจ้าค่ะ” หลี่หมิงเยว่เอ่ยขึ้นด้วยความภาคภูมิใจเล็ก ๆ
ผู้ดูแลหลิวเองก็นึกขึ้นมาได้ว่าตอนที่ก้าวเข้ามาในบ้านหลังนี้ เขาเห็นกรงจำนวนไม่น้อย และดูเหมือนจะมีความเคลื่อนไหวอยู่ข้างในนั้นจริง ๆ ผู้ดูแลหอหรูอี้จึงพยักหน้าพลางเอ่ยว่า “แม่นางน้อย ต่อไปหากเจ้ากับพี่น้องล่าสัตว์ได้ก็ส่งไปให้หอหรูอี้ได้โดยตรงเลยนะ และถ้าหากเจ้ามีเรื่องเดือดร้อนอะไร จำไว้ให้ไปพบข้าได้ที่หอหรูอี้ทันที อย่าเกรงใจ”
ในตอนที่ทั้งสองคนคุยอย่างมีความสุขอยู่นั้น จู่ ๆ ผู้ดูแลหลิวก็ได้กลิ่นหอมเย้ายวนโชยมาแตะจมูก ชายวัยสี่สิบสูดจมูกฟุดฟิดและเอ่ยถามพร้อมรอยยิ้ม “บ้านของแม่นางทำของอร่อยอะไรหรือ กลิ่นของมันช่างหอมเย้ายวนยิ่งนัก”
“ลุงหลิว ท่านล้อข้าเล่นแล้ว มีของอร่อยอะไรบ้างที่ระดับผู้ดูแลหอหรูอี้ไม่เคยลิ้มลอง นี่เป็นกลิ่นของเนื้อหมูตุ๋นที่ข้าทำเอง หากท่านไม่รังเกียจ ข้าจะตักมาให้ลองชิมดูนะเจ้าคะ” หลี่หมิงเยว่เห็นเขาถามจึงเอ่ยเชิญชวน
“เช่นนั้นข้าไม่เกรงใจแล้วนะ พอได้กลิ่นอาหารหอม ๆ แบบนี้แล้ว ท้องข้าก็หิวขึ้นมาทันที” ผู้ดูแลหลิวได้กลิ่นเนื้อหมูตุ๋นที่หอมหวนเย้ายวนใจยิ่งกว่ากลิ่นจากร้านขายเนื้อตุ๋นในตลาดที่เขาเคยซื้อมาเสียอีก เมื่อถูกเชื้อเชิญจึงตอบตกลงอย่างนึกไม่อาย
หลี่หมิงเยว่ให้พี่ใหญ่อยู่สนทนากับผู้ดูแลหลิวแทน ส่วนตัวนางไปที่ห้องครัวด้วยตัวเอง นางหั่นเนื้อหมูตุ๋นที่เพิ่งออกจากหม้อบนเตาใส่จานอย่างตั้งใจ เนื้อหมูตุ๋นในวันนี้ เดิมทีนางทำไว้ตั้งใจจะเอาไปลองขายในเมืองว่าจะขายได้หรือไม่ ตอนนี้ผู้ดูแลหลิวมาที่นี่แล้ว ก็ถือว่าเป็นเป็นโอกาสดี หากผู้ดูแลหอหรูอี้ยอมซื้อล่ะก็ นางก็จะได้ไม่ต้องลำบากเอาไปขายที่ตลาดเองแล้ว
“เนื้อตุ๋นของเจ้าอร่อยมากจริง ๆ ลุงหลิวขอคุยอะไรกับเจ้าหน่อยได้หรือไม่” ผู้ดูแลหลิวกินไปพลางคิดคำนวณภายในใจ รสชาติของเนื้อหมูตุ๋นชามนี้ช่างไม่เลวเลยจริง ๆ หากวางขายในหอหรูอี้ล่ะก็ต้องเป็นที่นิยมแน่นอน
หลี่หมิงเยว่เองก็รู้ว่าเนื้อหมูตุ๋นของนางนั้นรสชาติดีเพียงใด หลังจากกลอกตาครุ่นคิดชั่วครู่ก็มีความคิดหนึ่งเกิดขึ้นในหัว ทว่าเพราะอีกฝ่ายเอ่ยขึ้นเสียก่อนนางจึงถามกลับไป “ลุงหลิวมีเรื่องอะไรพูดออกมาได้เลยตามตรงเจ้าค่ะ”
“แม่นางหมิงเยว่ ข้าอยากถามว่าเจ้าจะขายสูตรเนื้อตุ๋นนี้ได้หรือไม่?” ผู้ดูแลหลิวคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยถามตรง ๆ
“ลุงหลิวอย่าเรียกข้าแม่นางเลย หากไม่รังเกียจล่ะก็เรียกข้าว่าหมิงเยว่ก็ได้ ส่วนสูตรของเนื้อตุ๋นนั้นข้าไม่คิดจะขายมันเลยเจ้าค่ะ” หลี่หมิงเยว่ตอบตามตรง นางไม่คิดจะขายสูตรเนื้อหมูตุ๋นนี้ไปจริง ๆ
เมื่อเห็นว่าผู้ดูแลหลิวต้องการจะพูดอะไรบางอย่าง นางจึงพูดต่อ “ลุงหลิว ถึงข้าจะไม่ขายสูตร แต่ข้ามีอีกวิธีหนึ่งเสนอ ในมือข้าไม่ได้มีเพียงแค่สูตรเนื้อตุ๋นเท่านั้น แต่ยังมีสูตรอาหารอีกจำนวนไม่น้อย ข้า…ขอเป็นหุ้นส่วนกับหอหรูอี้ได้หรือไม่เจ้าคะ? แต่ลุงหลิวไม่ต้องกังวลนะเจ้าคะ ข้าเพียงแค่ต้องการลงทุนกับหอหรูอี้และรับส่วนแบ่งจากรายได้ที่ได้จากอาหารสูตรของข้าเท่านั้น”
ผู้ดูแลหลิวขมวดคิ้ว เขาไม่อาจตัดสินใจในเรื่องนี้ได้ หอหรูอี้เป็นร้านค้าของเฉินอ๋อง และหอหรูอี้ก็ไม่ได้มีเพียงแห่งเดียว แต่ทั้งราชสำนักเสวียนเทียนนี้มีหอหรูอี้ทั้งหมดถึงหนึ่งร้อยยี่สิบแปดสาขา และแม้จะขายอาหารจานเล็ก ๆ ไม่กี่จาน แต่รวม ๆ กันแล้วก็เป็นเงินเยอะไม่น้อยเลย
“ข้าไม่อาจตัดสินใจในเรื่องนี้ได้ รอให้ข้ากลับไป แล้วส่งจดหมายถามเถ้าแก่เสียก่อน ไม่ทราบว่าแม่หนูหมิงเยว่มีสูตรอาหารอยู่เท่าใด ข้าจะได้ถามให้ชัดเจนไปเลย” ผู้ดูแลหลิวครุ่นคิดและเอ่ยตามที่ตนคิดออกมา
“ลุงหลิว ข้าเองก็ไม่รู้ว่าสูตรอาหารที่ข้ามี ซ้ำกับที่มีอยู่แล้วในหอหรูอี้บ้างหรือไม่ ไม่เช่นนั้นหากลุงหลิวมีเวลา ข้าจะไปที่หอหรูอี้แล้วสำรวจดูอาหารที่นั่นก่อนแล้วค่อยว่ากัน ส่วนสูตรเนื้อตุ๋นนี้…” เมื่อพูดถึงตรงนี้นางก็หยุดลง และพูดต่อ
“หากข้าคิดสูตรอื่นไม่ออก ลุงหลิวก็ช่วยให้ราคาที่เหมาะสมแก่ข้าได้หรือไม่เจ้าคะ และ ถ้าหากข้าคิดสูตรอื่นออกมาได้ ก็ขอลุงหลิวโปรดช่วยพูดดี ๆ ต่อหน้าพี่ชายสักหน่อยนะเจ้าคะ”
“ได้ งั้นเอาเช่นนี้ก็แล้วกัน วันมะรืนข้าจะส่งคนมารับเจ้า ว่าอย่างไร?” ผู้ดูแลหลิวลูบเคราพลางเอ่ยขึ้น
หลังจากที่ส่งผู้ดูแลหลิวกลับไปแล้ว หลี่หมิงเยว่ก็เดินไปยังห้องปีกตะวันตกทันที ตอนนี้ห้องปีกตะวันตกถูกแปรสภาพ เปลี่ยนให้กลายเป็นห้องปรุงยาของนางเรียบร้อยแล้ว และเมื่อเห็นเครื่องมือทำยาเครื่องใหม่นางก็ตกหลุมรักในทันที
“น้องสี่ ยาห้ามเลือดหนึ่งร้อยขวดที่เจ้าพูดกับผู้ดูแลหลิวมันเรื่องอะไรกัน? เจ้าไปพบเจอเถ้าแก่ของหอหรูอี้มาตั้งแต่เมื่อใด?” หลี่อวิ๋นห้าวพาบรรดาน้อง ๆ เดินเข้ามา เมื่อเห็นเครื่องมือใหม่เอี่ยมที่ได้รับมาจากผู้มาเยือนเมื่อครู่จึงถามขึ้นอย่างสงสัย
“นั่นน่ะสิ! หมิงเยว่ เจ้าไปเจอเถ้าแก่หอหรูอี้ตอนไหน ตอนเจ้ากลับมาไม่เห็นเล่าให้แม่ฟังเลย” นางซูเองก็ขมวดคิ้วถามเช่นกัน
หลี่หมิงเยว่ที่กำลังลูบ ๆ คลำ ๆ สำรวจดูเครื่องมือทำยาได้สติกลับมา มือเล็กเกาหัวตัวเองอย่างประหม่า สายตามองคนในห้องอย่างลำบากใจ “ข้าลืมบอกพวกท่านไปเลย ตอนที่ข้าล่าหมูป่ามาได้ครั้งล่าสุด ข้าเจอเถ้าแก่หอหรูอี้ที่ขึ้นเขาไปล่าสัตว์เข้าพอดี เขาไม่ทันระวังได้รับบาดเจ็บ ข้าเลยใช้ยาห้ามเลือดที่นำติดตัวไปด้วยช่วยทำแผลให้เขา เขาเห็นว่ายาห้ามเลือดของข้ามีประสิทธิภาพยิ่งนักก็ชอบใจ และพอรู้ว่าข้าเป็นคนทำขึ้นมาเอง เลยสั่งยาหนึ่งร้อยขวดกับข้าทุกเดือน ค่ายาจะค่อย ๆ หักลบเอากับค่าเครื่องมือทำยาพวกนี้ไปน่ะ”
คนทั้งครอบครัวได้ยินเช่นนั้นก็โล่งใจ พวกเขารู้ดีว่านางทำอะไรล้วนมีขอบเขตจึงไม่พูดอะไรมากอีก หลี่อวิ๋นห้าวนึกถึงเครื่องมือทำยาขึ้นจึงเอ่ยถาม “น้องสี่ เจ้าต้องบดผงยา ต้องการให้พวกข้าช่วยหรือไม่”
“พี่ใหญ่ ข้าต้องการความช่วยเหลือจากพวกพี่แล้วล่ะ ข้าทำคนเดียวคงจะทำยามากมายขนาดนั้นไม่ไหว อีกอย่างข้ายังอยากทำผงยาชนิดอื่นอีก ท่านแม่ ท่านรู้หรือไม่ว่าที่ไหนขายขวดแบบนี้บ้าง ต่อไปข้าต้องใช้เดือนละหลายขวด ประโยคหน้านางพูดกับพี่น้อง ส่วนประโยคหลังนั้นเอ่ยถามมารดาตน
“อืม… หมู่บ้านถัดไปนี้มีช่างทำเครื่องลายครามอยู่ พี่ใหญ่ของเจ้ารู้ว่าอยู่ที่ไหน หากต้องการล่ะก็ ให้พี่ใหญ่พาเจ้าไปก็แล้วกัน” นางซูที่ได้ยินคำถามของบุตรสาวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบกลับไป
.
.
.
ลำดับพี่น้องครอบครัวหลี่หง