เธอ...คือทะเล (จบ)

    บทที่ 1

    สาวน้อยลอยตัวอยู่บนผิวหน้าของทะเลแห่งนั้น จ้องลึกผ่านหน้ากากลงไปใต้พื้นน้ำ และเธอก็บังเกิดความตระหนักขึ้นมาเธอออกจะประหลาดใจที่ตัวเองรู้สึกกลัว .... อย่างแท้จริง .... เป็นความกลัวที่บังเกิดขึ้นด้วยความตกใจ นานหลายปีมาแล้วที่ทะเลไม่เคยทำให้เธอต้องเกิดความตกใจกลัวถึงเพียงนี้แต่ขณะนี้ .... ความแคล่วคล่องที่เคยเป็นธรรมชาติในกายมาตลอดชีวิต กำลังถูกคุกคามด้วยสัตว์น้ำชนิดหนึ่ง สัตว์น้ำมากมายหลายเผ่าพันธุ์อาจจะเคยเฉียดเข้ามาใกล้ บางชนิดก็รายล้อมตัวไว้ บ้างก็ด้วยความโหยหิว และบ้างก็ด้วยความอยากรู้อยากเห็น แต่ทุกครั้งที่ผ่านมา ด้วยพละกำลังและความองอาจที่แสดงออก ผองมันก็จะหลีกทางออกไปเพื่อหาเหยื่อที่เหมาะสมเป็นประโยชน์ต่อตนเองมากกว่าแต่เจ้าสัตว์ตัวนี้มิได้มีท่าทีที่แสดงให้เห็นว่ามันอยากจะกัดหรืออยากจะกินเธอ มันคล้ายกับอยากจะทำให้เธอเพียงแค่เจ็บเท่านั้นมันปรากฏกายขึ้นด้วยความเร็วอันน่าอัศจรรย์ ในขณะที่สาวน้อยกำลังเผลอตัวมองลงไปในพื้นน้ำสีครามที่ว่างเปล่าอยู่นั้น... พอเงยหน้าขึ้นก็พบว่าตัวเองกำลังมองตรงไปยังสันกระดูกแข็งกล้าที่สั่นพริ้วอยู่ห่างจากหน้าอกเพียงแค่ 3 ฟุต เท่านั้น จะงอยปากของมันเรียวลาดเข้าไปหาข้างแก้มกว้างและบรรจบอยู่ตรงดวงตาสีดำคู่ใหญ่ เปล่งประกายวาวเยือกเช่นยามราตรีมันไม่เหมือนปลาเซลฟิชตัวอื่น ๆ เพราะตัวนี้ไม่มีครีบบนหลัง แต่ส่วนที่น่าจะเป็นครีบนั้น คล้ายกับเป็นสันกระดูกที่ครอบอยู่บนกระดูกสันหลังอีกชั้น ซึ่งสามารถจะแบนราบลงกับแผ่นหลัง และตั้งชันขึ้นเมื่อต้องการจะแสดงออกซึ่งความอาจหาญดูราวกับว่าขณะนี้มันเองก็กำลังไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดีอยู่เหมือนกัน เพราะแผ่นสันหลังของมันขยับขึ้น-ลงอยู่ตลอดเวลา คล้ายงูใหญ่ที่กำลังสะกดจิตเหยื่อของมันอยู่หางของปลาตัวนี้เหมือนใบเคียวคมกริบ ด้วยอาการขยับส่ายเพียงครั้งเดียว ก็สามารถส่งแรงสะเทือนไปได้จนตลอดร่าง จะงอยปากแข็งแกร่งที่พุ่งพรวดอย่างรวดเร็วทำให้สาวน้อยตกใจจนเหลือจะกล่าวเธอไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไร หรือจะปฏิบัติอย่างไร การที่จะถอยหลังกลับดูจะเป็นไปไม่ได้ นี่ไม่ใช่การบุกรุกในพื้นที่ เพราะมันไม่ใช่เจ้าของน่านน้ำแห่งนี้ มันท่องเที่ยวไปทั่วท้องทะเลลึก ซึ่งไม่มีแหล่งน้ำใดจะเป็นของมันโดยเฉพาะการที่จะเคลื่อนไหวหลบหนีจากมันก็ดูจะเป็นไปไม่ได้ เจ้าปลาตัวนี้ได้แสดงออกให้เห็นถึงความองอาจ และพละกำลังที่สามารถจะข่มขู่เธอไว้ได้ ด้วยความเร็ว กำลังและความคล่องตัวของมัน แม้จะไม่เข้ามาใกล้ แต่เธอก็ไม่มีทางจะไล่มันไปให้พ้นได้และกับการที่จะอยู่นิ่งกับที่เฉยๆ ก็ดูจะเป็นไปไม่ได้อีกนั่นแหละ และในบัดดล ราวกับเธอได้ไปทำอะไรให้มันไม่แน่ใจยิ่งขึ้น เจ้าปลาตัวนั้นส่ายหัว สันครีบของมันแหวกผ่านสายน้ำและเธอก็รู้สึกได้ถึงแรงบีบตรงบริเวณทรวงอกสันครีบที่ชูชันลดลง หลังของมันโค้งขึ้น และปลายหางบิดเป็นเกลียวอีกครั้ง ร่างของมันกำลังขดเข้าเหมือนลวดสปริงเตรียมพร้อมที่จะดีดตัวด้วยพลังภายใน เพื่อที่จะเป็นฝ่ายขับไล่เธอให้พ้นไปจากวิถีทางของมันเสียเองก็ทำไมเล่า .... ?มันมิได้แสดงความมุ่งร้ายออกมาเสียทีเดียว พ่อเคยสอนไว้ว่า สัตว์ทุกตัวนั้นจะไม่มีสัญชาตญาณแห่งการมุ่งร้ายหมายขวัญ มันอาจจะหิว โกรธ ตกใจกลัว เจ็บปวดไม่สบายต่อสู้ป้องกันตัว อิจฉาริษยา สะเพร่าไม่เอาใจใส่ หรือชอบเล่นสนุก และในบางโอกาสบางกรณีก็อาจจะโหดร้ายเกเรหรือเหี้ยมโหดขึ้นมาได้ แต่จะไม่มีความมุ่งร้ายแต่อย่างใดถ้าเช่นนั้น.... มันต้องการอะไรกันแน่?อีกครั้งหนึ่ง ที่มันทำอาการสั่นหัว และสันครีบบนหลังก็แหวกสายน้ำเป็นสาย...สาวน้อยเริ่มสงสัยว่า ตัวเองจะสามารถหันตัวว่ายกลับไปยังเรือที่จอดไว้ได้ทันเวลาก่อนที่มันจะลงมือโจมตีหรือไม่ เธอเริ่มขยับมือและเท้า หวังใจเพียงว่าจะค่อยๆ ถอยออกไปทีละนิ้ว... ละนิ้ว... จนกว่าจะถึงเรือแต่ทว่า ... ก็แล้วเรือมันอยู่ไกลสักแค่ไหนล่ะ ?สาวน้อยเอี้ยวศีรษะ กวาดสายตาชำเลืองมองขึ้นไป เธอมองเห็นเรือแล้ว ... ครั้นตวัดสายตากลับมามองอีกครั้งมันหายตัวไปแล้ว....เธอมิได้ทันรู้สึกอะไรเลย ไม่ได้สำเหนียกถึงความกระเพื่อมไหวใด ๆ ทั้งสิ้น ... และขณะนี้ ที่กำลังปรากฏอยู่กับสายตาก็คือ ท้องทะเลสีฟ้าครามใสอันหาขอบเขตมิได้

    บนเกาะนั้นไม่มีกระแสไฟใช้ ตะเกียงน้ำมันก๊าดส่งควันโขมง น่าชวนให้เวียนหัว ดังนั้น พ่อเฒ่ากับสาวน้อยจึงเลือกที่จะนั่งอยู่ในห้องที่แสงส่องผ่านบานหน้าต่างที่เปิดแง้มไว้เข้าไปถึงเท่านั้น พ่อเฒ่าปล่อยให้ภายในห้องมืดสลัวอย่างตั้งใจ ด้วยการเอาผ้าอีกชิ้นหนึ่งซึ่งเป็นม่านไว้ตามหน้าต่าง ทั้งนี้เพราะแสงแดดในยามใกล้ค่ำนั้น เป็นรังสีแสงแรงร้อนที่จะส่องต้องเข้าไปในดวงตาที่เจ็บปวดอย่างมากของแก ทั้งนี้เพราะแกเป็นต้อที่ตาทั้งสองข้าง และแสงแรงร้อนที่กระทบกับดวงตานั้นจะทำให้เจ็บปวดรวดร้าวไปทั้งสมองพ่อเฒ่าชื่อ ฟรานซิสโก แต่ใคร ๆ ก็เรียกแกว่า วีเอโฮ ซึ่งแปลว่าพ่อเฒ่า แม้แต่ลูก ๆ หลาน ๆ ซึ่งน่าจะเรียกแกว่าปู่ หรือสรรพนามอื่นๆ ก็จะเรียกแกเช่นนี้ ทั้งนี้เพราะคำว่าวีเอโฮนั้นถือเป็นคำเรียกที่ให้เกียรติ ซึ่งน่าจะหมายได้เช่นเดียวกับคำว่า ฯพณฯ หรือ ท่านนายพล และการที่ครองอายุมาได้ถึงวัยนี้ ก็ถือว่าเป็นความสัมฤทธิผลแห่งความเป็นมนุษย์แล้วสาวน้อยนั้นมีชื่อว่า พาโลม่า ... ซึ่งแปลว่าผู้นำมาซึ่งสันติภาพ หรือผู้เป็นที่รัก และอีกนัยหนึ่งคือนกเขา ซึ่งขันคูด้วยสำเนียงไพเราะในยามเช้า เธออยู่ในวัยเพียง 16 ปี กำลังเป็นสาวสะพรั่ง“ฉันไม่เข้าใจเลยนะ วีเอโฮ” เธอพูดขึ้น “ฉันไม่เคยพบเห็นอะไรอย่างนั้นเลยจริง ๆ ”“ก็เพราะเอ็งยังไม่เคยพบไอ้สัตว์เลว ๆ มาก่อนน่ะสิ .... เวลานี้เองก็ได้เห็นแล้ว ... ยังไงมันก็ต้องพบเข้าสักวันหนึ่งจนได้ละ”“ขอโทษนะ แต่ฉันว่า ...” เธอออกจะลังเล “ปาป้าเคยสอนนี่นาว่ามันไม่มีสัตว์อะไรที่จะร้ายขนาดนั้น”“ไอ้โจบิมพ่อของเอ็งน่ะ ... มัน ... ก็เป็นคนแปลก” วีเอโฮพยายามสรรหาคำพูดที่ดีที่สุด เพื่ออธิบายลักษณะลูกเขยของแกเท่าที่จะหาได้ในเวลาอันสั้น “ในโลกนี้มันก็ต้องมีสัตว์เลว ๆ เหมือนคนเลว ๆ นั่นแหละ ข้ายังดีใจอยู่นะที่ไอ้ปลาเซลฟิช ที่เอ็งพบเข้าวันนี้มันไม่ถึงกับดุร้ายอะไร ไม่อย่างนั้นมันคงทำเอาเอ็งแย่ไปแล้ว มันมีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างนี้หลายต่อหลายครั้ง ก่อนที่เอ็งจะเกิดเสียอีก ...”แต่ก่อนหน้าที่แกจะพูดต่อ พาโลม่าก็ขัดขึ้นว่า“ฉันไม่เข้าใจเลยว่าทำไมพระเจ้าจะต้องไปสร้างสัตว์ที่ชั่วร้ายขึ้นมาด้วย ไม่เห็นจะได้ประโยชน์อะไรเลย”วีเอโฮเม้มริมฝีปาก เป็นอาการที่พาโลม่ารู้ได้ในทันทีว่า แกกำลังเกิดความรู้สึกขุ่นเคือง ที่จริงแล้วพ่อเฒ่าเป็นนักเล่าตำนานตัวยง ซึ่งดูเหมือนจะยังเป็นสิ่งเดียวที่ชีวิตได้มอบให้ไว้บำเรอใจของแก“ใครบอกล่ะว่าเอ็งจะต้องเข้าใจไปเสียในทุกสิ่งทุกอย่าง ? ” วีเอโฮว่า “มนุษย์คนใดก็ตามที่ต้องการจะค้นคว้าให้ลึกลงไปในงานของพระเจ้านะ เสียเวลาเปล่าทั้งนั้น”แต่พาโลม่าพยายามจะคัดค้าน“ฉันไม่ได้หมายความว่า ....”“อะไรที่มันเป็นอยู่ มันก็ต้องเป็นไป และความเป็นจริงอย่างหนึ่งในงานของพระเจ้าก็คือในโลกนี้มีทั้งสิ่งดีสิ่งเลว” แกหยุดพูดไปเป็นครู่ “เออ ... ไอ้พวกนั้นมันมาบอกข้าว่าเอ็งไปก่อกวนพวกจับปลาอีกแล้วหรือนี่”“เปล่านะ ฉันเพียงแต่ ....”“มันบอกว่าเอ็งตะโกนด่าทำอะไรบ้า ๆ บอ ๆ กับมัน”“พวกนั้นจะคิดยังไงก็ตามใจมันเถอะ แต่ที่ฉันทำก็แค่ถามโจกับอินดิโอ แล้วก็คนอื่น ๆ ว่าทำไมพวกมันถึงไม่จับปลากันอย่างระมัดระวังกว่านี้ มันจับปลากันมาทุกชนิดเลยทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เอามาใช้ประโยชน์อะไร ไม่ได้เอามาเพื่อแค่กินเป็นอาหาร เท่าที่ฉันรู้ ถ้ามันขืนจับกันอย่างนี้ต่อไป สักวันหนึ่งในทะเลจะต้องไม่มีปลาเหลือแน่ ๆ ”“ไม่จริงหรอก ทะเลนะเป็นนิรันดร เอ็งจะต้องเรียนรู้ด้วยว่า คนเราน่ะจะจับปลาตามความประสงค์ของมันทั้งนั้น ไม่ว่าความประสงค์นั้นจะเป็นอะไรก็ตาม แต่ขึ้นอยู่กับการพิเคราะห์ของมันเอง ข้าจะยกตัวอย่างให้ฟัง ปลาบางชนิดมีประโยชน์ทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่และตายไปแล้ว อย่างเช่นปลาโบนิโต้ ทูน่า หรือ กรุฟเฟอร์ เมื่อมีชีวิตมันก็เป็นอาหารของปลาชนิดอื่นเมื่อตายลงก็เป็นอาหารของคนแล้วก็สัตว์น้ำชนิดอื่น ๆ ด้วย ก็ถือว่ามันเป็นปลาที่มีประโยชน์มาก แต่ปลาหรือสัตว์น้ำบางชนิดก็เลวร้าย อย่างเช่น งูทะเล สโตน ฟิช หรือสคอร์เปี้ยน เพราะเป็นสัตว์น้ำที่ทำให้คนบาดเจ็บถึงตายได้” แกหยุดพูดไปเป็นครู่“แล้วก็ยังมีสัตว์น้ำที่มีทั้งความดีเลวอยู่ในตัวของมัน อย่างไอ้พวกบาร์คูด้า ซึ่งวันหนึ่งอาจจะใช้เลี้ยงมนุษย์ได้เป็นอย่างดี แต่วันหนึ่งกลายเป็นพิษเสียแล้ว ส่วนปลาฉลามเหมือนกัน แม้ว่ามันอาจจะช่วยให้เราได้ทั้งอาหารและเงิน แต่ก็มีหลายครั้งที่มันฆ่าคนเช่นกัน”“ก็แล้วอย่างพวกปลาแองเจิลฟิชล่ะ ? ” พาโลม่าถาม “แองเจิลฟิชนะมันดีเลวอย่างไร ... หรือว่าพัฟเฟอร์ก็เหมือนกัน ...... วันก่อนนี้อินดิโอจับปลาพัฟเฟอร์มา แล้วพ่อเฒ่าคิดว่ามันจับปลามากินใช่ไหมล่ะ ... จับมาทำไม ในเมื่อเราเอาไปขายก็ไม่ได้ กินก็ไม่ได้”“ชาวประมงเขาเลี้ยงชีวิตด้วยทะเล” วีเอโฮ ตอบ “เพราะฉะนั้น ก็จะต้องมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับทะเลและสัตว์พวกนั้นด้วย ในบางครั้ง การที่คนเราจะรู้จักสัตว์น้ำเหล่านั้นได้ด้วยการจับมันมาฆ่า”เนื่องจากพาโลม่าไม่ต้องการให้ตาของเธอเป็นทุกข์หรือทะเลาะทุ่มเถียงไปโดยไร้ประโยชน์ สาวน้อยจึงไม่ต่อปากต่อคำ ความเชื่อของพ่อเฒ่ามิใช่สิ่งที่จะคลายคลอนได้ ดังนั้นเท่าที่เธอพูดออกมาก็คือ“เอาละ ฉันก็หวังแต่ว่าพวกมันจะไม่ต้องการรู้จักฉันแบบนั้นก็แล้วกัน”