จูเก๋อเชียวหยุนถือไม้เท้าแล้วเดินจากไปอย่างแข็งกระด้างเพียงพริบตาเดียวก็หายไปแล้ว อันเจิงและติงหว่านเชียวไม่รู้ว่าเขาจะสามารถหาวิธีมาช่วยนางได้หรือไม่ทั้งสองคนมองหน้ากันแวบหนึ่ง แล้วก็รู้สึกได้ถึงความกังวลในแววตาของกันและกัน
“เจ้า...”
ติงหว่านเชียวอ้าปากค้างแต่สุดท้ายก็พูดมันออกมา “เจ้า...เจ้ายอมรับนางได้หรือไม่?”
อันเจิงชะงักไป “ยอมรับอะไร?”
“ข้าดูออกว่าน้องสาวข้าชอบเจ้าจริง ๆ ที่จริงระหว่างเจ้าและข้าควรต้องมีความแค้นต่อกันถึงจะถูกหรืออาจเพราะข้าไม่ใช่บุตรกตัญญู เพราะข้าไม่มีความรู้สึกอยากฆ่าเจ้าเลยสักนิดความคิดของน้องสาวข้าสับสนมากกว่า ฉะนั้นจึงเจ็บปวดมากกว่าข้า ในใต้หล้านี้คงไม่มีอะไรเจ็บปวดไปกว่าการชอบคนที่ควรเป็นศัตรูแล้วล่ะถ้าหาก...หากเจ้าคิดว่าเป็นไปได้ อย่างนั้นเจ้ายอมรับในตัวนางได้หรือไม่? ตอนนี้นางต้องการคนดูแลต้องการคนปลอบใจ หากพูดในด้านนี้ คาดว่าเจ้าจะทำได้ดีกว่าข้านะ”
อันเจิงส่ายหน้า “ไม่ได้”
สีหน้าติงหว่านเชียวเปลี่ยนไปทันที“ความหมายของเจ้าคือ?”
“ความหมายของข้าคือ ไม่ได้”
“เพราะอะไร?”
“เพราะข้ามีคนที่ตัวเองชอบอยู่แล้วและไม่ใช่น้องสาวเจ้า”
“แต่นางชอบเจ้า”
“ข้าไม่อาจยอมรับนางเพราะนางชอบข้าหากเป็นแบบนั้นแล้ว สำหรับคนที่ข้าชอบและคนที่ชอบข้า มันไม่ยุติธรรมทั้งนั้นข้าจะพยายามหาวิธีอื่นมาช่วยนาง แต่ไม่มีทางช่วยด้วยความรักฉันท์หญิงชายแน่นอน”
ติงหว่านเชียวขมวดคิ้ว “น้องสาวข้าไม่ดีเลยหรือ? เจ้ารู้สึกว่านางไม่คู่ควรกับเจ้า?รูปโฉมนางไม่งดงาม? นางอ่อนโยนไม่พอ? หรือเพราะว่านางสู้หญิงที่เจ้าชอบไม่ได้?”
อันเจิงส่ายหน้า “ไม่เกี่ยวกับเรื่องพวกนี้น้องสาวเจ้าเก่งมาก อ่อนโยนมาก แต่เรื่องพวกนี้ไม่ใช่ตัวชี้วัดอะไร สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างคนสองคนเรื่องพวกนี้ไม่จำเป็นเลยสักนิด ข้ามองนางเป็นเพียงเพื่อนคนหนึ่งเท่านั้น หากมีวิธีช่วยนางข้าจะต้องทำอย่างแน่นอน”
“แต่นี่ก็คือสิ่งที่เจ้าทำได้ต่อให้จะเป็นการหลอกนางก็ตาม...หากผู้อาวุโสจูเก๋อเชียวหยุนสามารถช่วยนางได้จริงช่วงนี้ต้องเป็นเวลาที่นางอ่อนแอและโดดเดี่ยวมากที่สุด และต้องการมีคนมาคอยดูแลปลอบใจด้วย”
อันเจิงส่ายหน้าอีกครั้ง “ไม่ได้ก็คือไม่ได้ข้าไม่มีทางโกหกนาง”
หลังจากเงียบไปนาน ติงหว่านเชียวก็ถอนหายใจ“เจ้าใจแข็งจริง ๆ ก่อนหน้านี้ข้าไม่เคยดูออกด้วยซ้ำ”
“เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับใจแข็งหรือไม่แข็ง”
“แล้วทำไมเจ้าถึงไม่ยอมรับนาง!”
“ข้าเคยบอกแล้ว ไม่ได้ก็คือไม่ได้เรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องพูดอีก ต่อให้เจ้าจะเป็นพี่ชายของนางก็ตามเจ้าไม่มีสิทธิ์มาตัดสินใจอะไรแทนนางสิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้ไม่ใช่ช่วยนางหรอกหรือ? เจ้าพูดเรื่องพวกนี้จะมีความหมายอะไร”
แขนทั้งสองของติงหว่านเชียวอ่อนลงทันทีเพียงครู่เดียวก็เหมือนเขาสูญเสียแรงไปจนหมด
อันเจิงมองไปยังติงหนิงตงนางยังคงนั่งยอง ๆ แล้วให้เลือดกับต้นไม้ในกระถางอยู่ เลือดที่ไหลออกมาก็ช้าลงเรื่อยๆ ดูท่าทางติงหนิงตงคงจะไม่ไหวแล้ว ตอนนี้ร่างของนางสั่นไหวเหมือนกำลังจะหมดแรง
อันเจิงสูดหายใจเข้าลึก ๆ“ข้าจะรอผู้อาวุโสจูเก๋อเชียวหยุนอีกไม่ได้แล้ว”
เขาเดินไปด้านหน้าหนึ่งก้าว แต่ทว่าก็ถูกติงหว่านเชียวขวางไว้อีกครั้ง“ผู้อาวุโสจูเก๋อเชียวหยุนบอกแล้ว นางใช้เลือดของตัวเองมาเชื่อมกับต้นเถาวัลย์โลหิตอยู่หากเราบุกเข้าไปละก็ อาจอันตรายกับชีวิตของนาง”
อันเจิงมองดูเถาวัลย์โลหิตที่อยู่หน้าประตูรั้วจากนั้นก็ก้มมองสร้อยลูกประคำโลหิตที่ข้อมือตัวเองหลังจากเงียบไปครู่หนึ่งจึงพูดขึ้น “ข้าไม่สนแล้ว”
อันเจิงเดินไปที่หน้าประตูและหยิบกริชออกมาจากห้องเก็บของในสร้อยลูกประคำโลหิตจากนั้นก็พลิกข้อมือแล้วใช้กริชกรีดลงไป “ข้าไม่รู้ว่าทำเช่นนี้จะได้ผลหรือไม่หากไม่ได้ผลละก็ อย่างน้อยข้าหวังว่ามันอาจช่วยลดจำนวนเถาวัลย์โลหิตที่รอเลือดนางอยู่”
เลือดของเขาหยดลงไปบนต้นเถาวัลย์โลหิตที่เลื้อยอยู่หน้าประตูรั้ว เถาวัลย์โลหิตเคลื่อนไหวทันทีราวกับงูที่ได้กลิ่นเลือดจากเหยื่อกระนั้นติงหว่านเชียวอยากห้ามอันเจิง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ยื่นมือออกไป เขามองอันเจิงที่ยืนหยัดด้วยความแน่วแน่และมั่นคงมองเลือดที่ไหลออกจากข้อมืออันเจิงเรื่อย ๆ ทันใดนั้น ติงหว่านเชียวก็รู้ว่าตัวเองแพ้แล้ว
ก่อนหน้านี้ที่เขาและอันเจิงต่อสู้กัน พวกเขาทั้งสองคนบาดเจ็บเหมือนกันทั้งคู่ฉะนั้นติงหว่านเชียวไม่รู้สึกว่าตัวเองแพ้อันเจิง เขารู้สึกว่าหากตัวเองพยายามมากกว่านี้อีกนิดอันเจิงต้องไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขาแน่ แต่ทว่าตอนนี้เขารู้สึกว่าตัวเองแพ้อย่างราบคาบ ไม่ใช่เพราะระยะห่างของพลังวัตรแต่เป็นการใช้ชีวิตมากกว่า
เลือดอันเจิงไหลลงเร็วมาก แต่เขาก็ไม่ได้เก็บมือกลับมาอีกทั้งยังใช้พลังวัตรบังคับให้เลือดไหลออกมาเร็วมากขึ้นอีกด้วย
ผ่านไปหลายนาทีเถาวัลย์โลหิตก็เลื้อยเข้ามารวมตัวกันมากขึ้นเรื่อย ๆ พวกมันเข้ามารับเลือดจากข้อมือของอันเจิงแต่ก็ไม่ได้เชื่อมสัมพันธ์กับอันเจิงแต่อย่างใด
สีหน้าของอันเจิงซีดมากขึ้นเรื่อย ๆ ติงหว่านเชียวที่อยู่ด้านหลังเงียบไปครู่หนึ่งจากนั้นก็ก้าวยาว ๆ เข้าไป เขาหยิบกริชขึ้นมากรีดข้อมือตัวเองเพื่อเลี้ยงต้นเถาวัลย์โลหิตเช่นกัน
ในขณะนี้เองไม่รู้ว่าเพราะจิตสัมพันธ์ถึงกันหรืออย่างไร ชวีหลิวซีพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็วนางแทบจะเหาะมาเลยด้วยซ้ำ เมื่อเห็นอันเจิงและติงหว่านเชียวใช้เลือดมาเลี้ยงต้นเถาวัลย์โลหิตชวีหลิวซีที่ใบหน้าแดงเต็มไปด้วยเหงื่อก็หน้าซีดทันที
“ห้ามหยดเลือดลงไปอีก!”
ชวีหลิวซีวิ่งเข้าไปข้างอันเจิงจากนั้นก็ยื่นมือไปดึงแขนของอันเจิงและติงหว่านเชียวออก “นั่นเป็นเถาวัลย์โลหิต!”
อันเจิงขานรับ “มันเป็นเถาวัลย์โลหิตเจ้าดูติงหนิงตงสิ”
ชวีหลิวซีมองเข้าไปแวบหนึ่งจากนั้นสีหน้าก็ดูแย่กว่าเดิม “ใช้เลือดตัวเองมาสร้างของแบบนี้...จิตใจนางถูกมารครอบงำแล้วล่ะพวกเจ้าใช้เลือดตัวเองมาเชื่อมความสัมพันธ์กับเถาวัลย์โลหิตความจริงวิธีนี้ถือว่าไม่เลว แต่พวกเจ้าไม่ใช่หมอ ฉะนั้นพวกเจ้าไม่รู้วิธีทำ”
ชวีหลิวซีมองไปยังอันเจิง“ให้ข้าจัดการเอง”
อันเจิงเบิกตาโต “เจ้ามีวิธี?”
ชวีหลิวซีกัดริมฝีปากตัวเอง “ใช้เตาหลอมโอสถหงส์ฟ้าหลิวซีมาหลอมมัน!”
อันเจิงส่ายหน้าทันที “ไม่ได้มันอันตรายมากเกินไป หากมันดึงดูดความสนใจของผู้คนละก็ ต้องมีคนมากมายมาที่นี่แน่”
“ช่วยชีวิตคนสำคัญกว่า จะสนใจอะไรมากมาย”
อันเจิงส่ายหน้า “ช่วยคนสำคัญแต่เจ้าสำคัญกว่า”
ติงหว่านเชียวมองไปยังอันเจิงจากนั้นก็มองชวีหลิวซี ทันใดนั้นเขาก็เข้าใจทันที หญิงสาวคนนี้ก็คือคนที่อันเจิงบอกว่าชอบนั่นเองเขาสามารถมองเห็นแสงประกายความพิเศษจากร่างของหญิงสาวคนนี้ ยิ่งไปกว่านั้นเขาถึงกับขยี้ตาตัวเองเพื่อยืนยันว่าไม่ได้รู้สึกผิดไป เขามั่นใจมากว่าหญิงสาวคนนี้ไม่มีความสัมพันธ์ใดๆ กับน้องสาวเขาเลย นางเป็นเพียงหมอยาคนหนึ่งเท่านั้น
อันเจิงจับมือของชวีหลิวซี “ไม่ได้เรื่องนี้ยังไม่ได้ปรึกษากัน หากต้องตกอยู่ในอันตรายเพราะช่วยคนนี่ไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้อง ไม่ว่าอย่างไร ข้าไม่มีทางให้เจ้าต้องตกอยู่ในอันตรายเด็ดขาด”
ขณะที่ทั้งสองกำลังคุยกันอยู่นั้น กู่เชียนเยว่และตู้โซ่วโซ่วก็วิ่งเข้ามาที่กลางอกของตู้โซ่วโซ่วยังมีเสี่ยวช่านอยู่หลังจากเสี่ยวช่านจ้องเถาวัลย์โลหิตแวบหนึ่งแล้ว ดวงตามันก็เบิกโต
มันกระโดดออกจากกลางอกของตู้โซ่วโซ่วจากนั้นก็กระโดดไปที่ไหล่ของอันเจิงพร้อมกับส่งเสียงร้องไปที่เถาวัลย์โลหิต เสียงร้องที่เปล่งออกมาเต็มไปด้วยพลังที่แข็งแกร่งทุกคนกำลังเป็นห่วงสถานการณ์ของติงหนิงตงจึงไม่ได้ใส่ใจเสี่ยวช่าน มีเพียงอันเจิงคนเดียวเท่านั้นที่เห็นแววตาของมันมันจ้องไปยังเถาวัลย์โลหิตไม่ต่างจากจ้องศัตรู
อันเจิงยังไม่ทันตั้งตัวเสี่ยวช่านก็คำรามใส่ต้นเถาวัลย์โลหิตในบ้าน
ทันใดนั้น ผ้าฟู่หมัวก็ลอยออกมาจากอกของตู้โซ่วโซ่วแล้วพุ่งตรงไปยังบ้านที่มีเถาวัลย์โลหิต คนอื่นยังไม่ทันตั้งตัวผ้าฟู่หมัวก็ปล่อยพลังสีดำออกมา ขณะที่ผ้าฟู่หมัวกำลังพุ่งออกไปยังเถาวัลย์โลหิตนั้นขนาดของมันก็ใหญ่มากขึ้นเรื่อย ๆ ราวกับสามารถคลุมบ้านทั้งหลัง จากนั้นผ้าฟู่หมัวก็แยกออกเป็นเส้นเล็กๆ แล้วทิ้งตัวลงไปในสวนบ้านราวกับเชือก
ผ้าฟู่หมัวทุกเส้นที่พุ่งลงไปไม่ต่างจากมังกรส่วนเถาวัลย์โลหิตทุกต้นก็เหมือนงูพิษ ท่ามกลางการต่อสู้ระหว่างงูและมังกรในพลังความมืดเถาวัลย์โลหิตก็เคลื่อนไหวช้าลง ส่วนผ้าฟู่หมัวที่แตกออกเป็นหลายเส้น แม้จะมีขนาดเล็กกว่าลำต้นเถาวัลย์โลหิตแต่มันกลับดูทรงพลังและน่ากลัวมากกว่า
เพียงระยะเวลาไม่ถึงห้านาทีเถาวัลย์โลหิตก็ถูกผ้ามัดเอาไว้จนหมด จากนั้นผ้าก็ค่อย ๆ ม้วนตัวลงไปแล้วเถาวัลย์โลหิตเหล่านั้นก็ถูกมัดไม่ต่างจากข้าวต้มมัดเลย
จากนั้นผ้าฟู่หมัวก็ม้วนตัวลงไปตามเส้นที่แตกแยกแล้วเปล่งลำแสงสีดำเพียงครู่เดียว บ้านหลังนี้ก็ราวกับเกิดทะเลเพลิงขึ้น เปลวไฟสีดำช่างน่าแปลกประหลาดสิ้นดีท่ามกลางเปลวไฟนั้น เถาวัลย์โลหิตเคลื่อนไหวด้วยความเจ็บปวดราวกับมันเจอศัตรูตัวฉกาจแล้วกระนั้น
ส่วนเสี่ยวช่านที่อยู่บนไหล่อันเจิงก็เปล่งเสียงออกมาเบา ๆราวกับกำลังพูดอะไรบางอย่างกับผ้าฟู่หมัวจากนั้นผ้าฟู่หมัวก็เปล่งแสงประกายสีดำเหมือนมีดที่หั่นลงมา ทำให้เถาวัลย์โลหิตที่ติงหนิงตงปลูกขาดออกจากกันทั้งหมดเปลวไฟสีดำขยายใหญ่มากขึ้น จนราวกับสามารถกลืนกินบ้านหลังนี้เข้าไปได้ทั้งหลังแต่ที่น่าประหลาดใจก็คือ บ้านหลังนี้ไม่รับรู้ถึงความร้อนหรือพลังใด ๆ เลย
ภายในระยะเวลาสิบนาทีโดยประมาณผ้าฟู่หมัวที่แตกแยกออกไปในตอนแรกก็กลับมาอยู่ในสภาพเดิม แล้วลอยกลับเข้าไปที่หน้าอกของตู้โซ่วโซ่วอีกครั้งเสี่ยวช่านเปล่งเสียงร้องออกมาจากนั้นก็กระโดดจากไหล่อันเจิงไปที่หน้าอกตู้โซ่วโซ่วแล้วหรี่ตาลงเมื่ออยู่กับผ้าฟู่หมัว อันเจิงดูออกว่าดวงตาของเสี่ยวช่านประกายความได้ใจออกมา
ในใจอันเจิงคิดว่าผ้าฟู่หมัวและกงล้อเก้าภพต้องร่วมสู้รบกันมานับครั้งไม่ถ้วนหรืออาจเพราะผ่านเรื่องอะไรบางอย่างและเป็นเหตุการณ์ที่อันตรายมากที่สุดพวกมันอาจเคยร่วมมือกันต่อสู้กับศัตรูที่ดุร้ายเช่นนี้มาก่อน
เมื่อเห็นว่าเถาวัลย์โลหิตถูกกำจัดแล้วชวีหลิวซีจึงรีบพุ่งเข้าไปทันที นางประคองตัวติงหนิงตงที่อ่อนแรงแล้วตรวจชีพจรครู่หนึ่งจากนั้นก็หยิบโอสถวิญญาณวางไว้ที่กลางฝ่ามือของตัวเอง ทันใดนั้น กลางมือของนางก็ประกายเปลวไฟสีฟ้าผ่านไปอีกหลายวินาทีก็กลายเป็นสีเขียว เมื่อผ่านไปอีกหลายวินาทีก็กลายเป็นสีขาวแล้วสุดท้ายก็กลายเป็นสีแดง
เปลวไฟสีแดงดูเหมือนจริงมาก นางกำลังหลอมโอสถวิญญาณในมือของตัวเองเมื่อผ่านไปประมาณหนึ่งนาที โอสถวิญญาณนั้นก็บานออก มันไม่ได้แตกสลาย เพียงแค่บานแยกออกจากกันเท่านั้นโอสถวิญญาณบานออกเป็นห้าแฉกราวกับดอกไม้ที่มีห้ากลีบ โอสถวิญญาณระดับสีแดงมีพลังที่หนักอึ้งหมุนเวียนอยู่โดยรอบส่วนมือของชวีหลิวซีก็นิ่งมาก มือนั้นไม่ขยับหรือสั่นเลยสักนิด
ไม่มีใครกล้ารบกวนนางหลังผ่านไปสามนาทีโดยประมาณ โอสถที่บานออกเหมือนดอกไม้ก็กำลังจะหุบเข้าหากันอีกครั้งชวีหลิวซีรีบหยิบผงเถาวัลย์โลหิตที่ถูกเผาเมื่อครู่ใส่ลงไปนางใช้มือซ้ายถือโอสถวิญญาณที่มีเปลวไฟสีแดงเผาอยู่ ส่วนมือขวาก็ยื่นออกไปด้านนอกจากนั้นกล่องเล็ก ๆ ที่ดูงดงามก็เปิดออกกลางอากาศ ทันใดนั้นสมุนไพรนานาชนิดหรือของอะไรบางอย่างที่คนอื่นไม่รู้จักก็ค่อย ๆ ลอยออกมาจากกล่องแล้วทยอยหล่นลงในมือขวาของนาง
นางหยิบของเหล่านั้นใส่ลงในมือซ้ายเรื่อยๆ หลังจากเปลวไฟสีแดงแผดเผา ของเหล่านี้ก็หลอมรวมเข้ากับโอสถวิญญาณอย่างรวดเร็ว
สมุนไพรทั้งหมดสามสิบหกชนิดหลอมรวมเข้ากับโอสถวิญญาณแล้วโอสถวิญญาณเม็ดนั้นก็กลับมาเป็นดังเดิม ชวีหลิวซีหยิบมันใส่เข้าไปในปากของติงหนิงตงโอสถวิญญาณไหลเข้าสู่ร่างติงหนิงตงอย่างรวดเร็ว เพียงไม่ถึงหนึ่งวินาทีติงหนิงตงก็อ้าปากพ่นน้ำสีดำออกมา หลังจากน้ำนั้นกระจายลงพื้นด้านในก็เหมือนมีปลาที่ดิ้นไปมาอยู่
ชวีหลิวซีชี้นิ้วออกไป จากนั้นสมุนไพรก็ลอยออกมาจากกล่องเล็กๆ อีกครั้ง แล้วโรยไปบนตัวของปลาที่ดูน่าสะอิดสะเอียนจากนั้นของที่ดูเหมือนปลาก็เปล่งเสียงกรีดร้อง ก่อนจะสลายกลายเป็นน้ำสีดำอยู่บนพื้น
“รากของเถาวัลย์โลหิตถูกข้าถอนออกมาแล้วตอนนี้นางพ้นขีดอันตรายแล้ว แต่ข้าไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับพิษมากนักจึงจำเป็นต้องให้ปรมาจารย์ด้านพิษมารักษา”
หลังจากชวีหลิวซีเช็ดเหงื่อที่ไหลท่วมหน้าผากแล้วจึงพูดขึ้น
ทุกคนเห็นแล้วก็อึ้งไปตาม ๆ กัน ไม่มีใครคาดคิดว่านางจะใช้ฝ่ามือตัวเองมาหลอมโอสถวิญญาณ...เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ทุกคนไม่มีวันลืม