The SRP (ปราชญ์พิสดาร ผนึกมาร สังหารเทพ)

    เล่มที่ 2 บทที่ 65 ดูกรผู้มีวาสนา... เหล่านี้เรียกนรกภูมิ (ตอนจบ)

            สภาพแวดล้อมโดยรอบยังคงเปลี่ยนไปอีกครั้ง ในครานี้เสียงร้องดังทรมานนั้นดังระงมเสียจนน่าขนลุก ดูท่าแล้วคงจะดังยิ่งกว่ามหานรกชั้นก่อนหน้า ทั่วทุกทิศเป็นแอ่งลาวาสูงเท่าหัวเข่า ทุกสรรพชีวิตล้วนนอนหงายอยู่บนดอกบัวโลหะขนาดใหญ่ที่ผลิบาน รอบบริเวณของข้อมือ ข้อเท้า และลำคอ ได้ถูกรัดรึงทิ่มแทงด้วยเกสรโลหะร้อนแผดเผา



            เหนือศีรษะด้านบนมีปลายแหลมของกลีบโลหะงุ้มงอชี้ลงมา พร้อมกับน้ำกรดที่กลั่นตัวหยดใส่ปากอยู่เป็นนิตย์ เสมือนน้ำค้างยามรุ่งเช้า อาจนับได้ว่าน้ำกรดนี้คือสิ่งเดียวที่ช่วยดับกระหายให้เหล่าวิญญาณน่าเวทนาทั้งหลายเหล่านี้



            "ทัณฑ์ทรมานนี้เรียกว่า มหาโรรุวมหานรก เป็นนรกขุมที่ 5 ผู้ใดเกิดจิตมาร หลงมัวเมาในสุรายาดอง เสพติดซึ่งของมึนเมา เสพซึ่งสิ่งมอมเมาเป็นอาจิณ เสพแล้วสร้างกรรมด่าทอเข่นฆ่า ปล้นชินทั้งข่มเหง จะที่ลับก็ดี ที่แจ้งก็ดี ย่อมรับทัณฑ์ให้ดับกระหายอยากด้วยน้ำค้างกรด ถูกจองจำอยู่ชั้นนี้"



            ทันทีที่เสียงของพุทธองค์นั้นดังขึ้น ดอกบัวโลหะร้อนแดงฉานสองดอกก็ปรากฏขึ้น หมายรัดพันให้ทั้งคู่ต้องนอนหงาย พระพุทธองค์เองก็ยกมือประทับอีกหนึ่งที เมล็ดดอกบัวสีแดงก่ำราวโลหิตก็หลุดออกจากฝัก พุ่งเข้าหาชายหนุ่มและหายไปในทันที



            "โกเมนแจ้ง แคล้วพาลภัย ใจสุขา…"



            บงกชสีแดงก่ำราวโลหิตผลิบานออก กลีบดอกนับไม่ถ้วนได้ปลิวว่อน ลอยกระจายตัวออกไปทั่วมหานรกทั้งชั้นนี้ ทุกที่ที่กลีบดอกบัวได้ตกลงไปสัมผัส จะเกิดเป็นอำนาจสะกดควบคุมรูปแบบหนึ่ง เกสรโลหะได้คลายตัวออก น้ำกรดที่ปลายแหลมของกลีบดอก กลับกลายเป็นน้ำเย็นใสดับกระหาย แอ่งลาวาแปรเปลี่ยนเป็นน้ำสีแดงก่ำดับร้อนเย็นจิตใจ รู้ตัวอีกทีชายหนุ่มก็เห็นพระพุทธองค์ก้าวเดินออกไปหลายก้าวแล้ว จึงรีบเดินตามหลังไปติดๆ อย่างเร่งรีบ



            "พระบรมครู… หากการดื่มหรือเสพของมึนเมาเป็นไปเพื่อการหาความสุขชั่วคราวเล่า เช่นนั้นนับเป็นบาปหรือไม่ขอรับ?"



            ชายหนุ่มพนมมือขึ้นยกไหว้ หลังจากที่เมล็ดบัวทั้ง 5 สีในโลกความจริงได้ผสานเข้ากับร่างกาย ดวงจิตของมิเนอร์วาก็ได้รับข้อมูลของศาสตร์แห่งพุทธะจนเกือบหมด ทั้งธรรมเนียมปฏิบัติ วิชาก็ดี อวิชชาก็ช่าง เดรัจฉานวิชาก็ย่อมมี ประวัติศาสตร์ความเป็นมา หลักธรรมคำสอน หลายสิ่งที่เข้าใจก็มี ที่ยังสงสัยอยู่ยิ่งมีมาก



            "ดูกรผู้มีวาสนา… เจ้าปรารถนาจะทำกรรมใดด้วยใจ เจ้าพึงพิจารณามโนกรรมนั้นดูเสียก่อน ว่าเราปรารถนาจะทำกรรมใดด้วยใจ มโนกรรมของเรานี้พึงเป็นไปเพื่อไม่เบียดเบียนตนบ้าง เพื่อไม่เบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เพื่อไม่เบียดเบียนทั้งตนและผู้อื่นบ้าง มโนกรรมนี้เป็นกุศล มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบากกระมังหนอ…"



            "ถ้าเจ้าพิจารณาอยู่พึงรู้อย่างนี้ว่า เจ้าปรารถนาจะทำกรรมใดด้วยใจ มโนกรรมของเจ้านี้ พึงเป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนบ้าง เพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เพื่อเบียดเบียนทั้งตนและผู้อื่นบ้าง มโนกรรมนี้เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบากดังนี้ไซร้ มโนกรรมเห็นปานนี้ เจ้าไม่ควรทำโดยส่วนเดียว…"



            "กรรมทั้งสามนั้นจึงเริ่มจากมโนกรรมเกิดขึ้นเป็นความคิด จิตชักนำให้สื่อสารออกมาเป็นวจีกรรม สุดท้ายแล้วร่างกายจึงทำตามเป็นกายกรรม กรรมทั้งสามจะดีชั่วก็ด้วยประการฉะนี้แล"



            เป็นอีกครั้งที่ชายหนุ่มเดินตามไปอย่างเงียบๆ ท่ามกลางการกราบไหว้บูชาของเหล่าเวไนยสัตว์ ที่แสดงออกเพื่อขอบคุณพระพุทธองค์ ซึ่งได้ลงมาโปรดเหล่าเวไนยสัตว์ในขุมนรก ข้ามพ้นมหาโรรุวมหานรก โลกเบื้องหน้าก็เปลี่ยนแปรไปอีกครั้ง ไร้ซึ่งแอ่งลาวาหรือบงกชโลหะใด มีเพียงผืนดินที่เต็มไปด้วยเหล็กแหลม ปรากฏของมีคมปักอยู่ทั่วทุกที่ บนท้องนภาสีแดงเพลิงปรากฏเหล็กแหลมของมีคมที่แดงฉาน เสมือนพึ่งถูกเผาออกมาจากเตาหลอม พวกมันตกลงมาดังห่าฝนทั่วทุกทิศ



            "ทัณฑ์ทรมานนี้เรียกว่า ตาปนมหานรก เป็นนรกขุมที่ 6 ผู้ใดเกิดจิตมาร ละโมบโลภมาก พนันขันต่อจนเป็นเหตุให้สร้างกรรมต่อกัน ตั้งใจนำมาซึ่งทุกข์จากการพนันนั้น จะที่ลับก็ดี ที่แจ้งก็ดี ย่อมรับทัณฑ์ต้องคมห่าฝนสรรพอาวุธ จองจำอยู่ชั้นนี้"



            และเป็นที่แน่นอนว่ากฎของมหานรกชั้นนี้ย่อมไม่แบ่งแยก ทุกชีวิตล้วนถูกปฏิบัติอย่างเท่าเทียม เหนือพระเศียรของพุทธองค์สูงขึ้นไปบนท้องนภา เหล่าเหล็กแหลมของมีคมก็ได้พุ่งลงมาแล้ว



            "ไพลินย้ำ ความร่ำรวย ช่วยนำพา…"



            เมล็ดบัวสีฟ้าเข้มสลายซึมเข้าสู่ร่างกายของชายหนุ่ม บงกชสีฟ้าเข้มก็ผลิดอกบาน ปรากฏร่างธรรมกายขนาดใหญ่ขึ้นบนฝากฟ้า เงาร่างนั้นมีรูปลักษณ์คล้ายคลึงกับพระปัจเจกพุทธเจ้าเป็นอย่างมาก สองหัตถายกขึ้นสูงเหนือศีรษะ เสมือนหนึ่งกำลังแบกฟ้าค้ำยันนภาเอาไว้ เพียงหนึ่งก้าวที่ย่างออก เหล็กแหลมของมีคมมากมายบนพื้นดินเหล่านั้น พวกมันล้วนแตกกระจายสลายหายไป ร่างของเหล่าเวไนยสัตว์มากมายต่างก็หลุดออกจากการจองจำ ได้พักกายและจิตจากทัณฑ์ทรมาน



            "พระบรมครู… เช่นนั้นหากจำเป็นต้องพนันเพื่อบรรลุผลที่ปรารถนาเล่าขอรับ นับเป็นกรรมได้หรือไม่?"



            "ดูกรผู้มีวาสนา… กรรมย่อมหมายถึงการกระทำ ถ้าเจ้าพิจารณาอยู่พึงรู้อย่างนี้ว่า เราทำได้แล้วซึ่งกรรมใด ด้วยกาย วาจา และจิต กรรมของเรานี้ย่อมเป็นไป เพื่อเบียดเบียนตนบ้าง เพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เพื่อเบียดเบียนทั้งตนและผู้อื่นบ้าง กรรมนี้เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบากดังนี้ไซร้ เจ้าพึงกระดาก ละอาย เกลียดในกรรมเห็นปานนั้น ครั้นแล้วพึงสำรวมต่อไปเถิด…"



            "แต่ถ้าเจ้าพิจารณาอยู่พึงรู้อย่างนี้ว่า เราได้ทำแล้วซึ่งกรรมใดด้วยกาย วาจา และจิต กรรมของเรานี้ย่อมไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนบ้าง ไม่เบียดเบียนผู้อื่นบ้าง ไม่เบียดเบียนทั้งตนและผู้อื่นบ้าง กรรมนี้เป็นกุศล มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบากดังนี้ไซร้ เจ้าพึงมีปีติและปราโมทย์ ศึกษาในกุศลธรรมทั้งหลาย ทั้งกลางวัน และกลางคืน อยู่ด้วยกรรมนั้นแล…"



            เมื่อข้ามพ้นตาปนมหานรกมาได้ มิเนอร์วาก็พบเห็นภูเขาสูงหลายลูก ที่มีร่างของเหล่าสรรพชีวิตกำลังถูกต้อนด้วยเหล็กแหลม ซึ่งโผล่พ้นขึ้นมาจากผืนดินอย่างต่อเนื่อง พวกเขาเหล่านั้นเมื่อไต่ขึ้นไปยังยอดเขาได้ กลับถูกสายลมกรดอันร้อนลวกพัดโยน จนต้องตกลงมาจากยอดเขา และเริ่มที่จะปีนป่ายขึ้นไปอีกครั้ง วนเวียนอยู่อย่างนี้ไม่รู้จบสิ้น



            "ทัณฑ์ทรมานนี้เรียกว่า มหาตาปนมหานรก เป็นนรกขุมที่ 7 ผู้ใดเกิดจิตมารลุ่มหลงในอบายมุข เสพติดการดื่มน้ำเมา สิงสู่ในแหล่งอโคจร ชมชอบในการละเล่น ตั้งใจพนันราวผีเข้า เกียจคร้านในการทำงาน หลงผิดคบคนชั่วเป็นมิตร จะที่ลับก็ดี ที่แจ้งก็ดี ย่อมรับทัณฑ์ไต่ภูเขาดาบ ถูกต้อนด้วยหอกแหลม จองจำอยู่ชั้นนี้"



            บังเกิดเหล็กแหลมจำนวนมากก่อตัวขึ้น เป็นดั่งกำแพงหมายจะพุ่งแทงอยู่ด้านหลัง พระพุทธองค์นิ่งสงบประทับมืออีกครั้ง เมล็ดบัวสีขาวขุ่นสลายตัวเป็นไอหมอก ซึมหายเข้าไปในร่างของชายหนุ่ม



            "มุกดาหาร เสน่หา น่าเมียงมอง…"



            ปรากฏเป็นสายหมอกขมุกขมัว รวมตัวกันเป็นบงกชสีขาวขุ่นหนึ่งดอกซึ่งกำลังผลิบาน หมอกขาวปรากฏขึ้นทุกที่ไม่เว้นแม้แต่ช่องว่างในซอกหิน เหล็กแหลมคมทุกชิ้นที่สัมผัสกับหมอกขาวนี้ ต่างก็กระจายหายกลายเป็นผีเสื้อสีดำจำนวนมาก พวกมันตีปีกสวยงามทำท่าเตรียมจะโบยบิน ทำให้ผู้ที่จ้องมองไปต่างพากันหลงงมงาย สายลมกรดบนยอดเขาที่เคยพัดคลั่งได้สงบลง กลายเป็นความอ่อนโยนนุ่มนวลเบาสบาย ซึ่งอาบไล้ไปทั่วร่างของเหล่าเวไนยสัตว์ผู้ทนทุกข์ทั้งหลาย มิเนอร์วาพนมมือกล่าวทูลถามตามข้อที่สงสัย



            "พระบรมครูขอรับ… กรรมแห่งการหลงงมงายนี้ หากเป็นเพียงการหลงทางชั่วครั้งคราว อีกทั้งหากพิจารณาอยู่พึงรู้อย่างนี้ว่า เราได้ทำแล้วซึ่งกรรมใดด้วยกาย วาจา และจิต กรรมของเรานี้ย่อมเป็นไปเพื่อไม่เบียดเบียนตนบ้าง เพื่อไม่เบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เพื่อไม่เบียดเบียนทั้งตนและผู้อื่นบ้าง กรรมนี้เป็นกุศล มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบากดังนี้ไซร้ เราพึงชมชอบ พึงยินดีใช่หรือไม่ขอรับ?"



            พระพุทธองค์ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย แววตาแฝงไว้ด้วยความชื่นชมอยู่หลายส่วน แล้วก้าวเดินไปยังทางเดินด้านหน้า ที่ในตอนนี้มีสภาพกลายเป็นทุ่งหญ้าเขียวขจีสบายตา



            "ดูกรผู้มีวาสนา… หากมายานี้ที่เจ้าเห็นเป็นเช่นนั้น มีสุขเป็นที่ตั้ง มียินดีเป็นกำลัง กรรมทั้ง 3 ไม่เบียดเบียนผู้ใด เช่นนั้นย่อมนับเป็นกุศลพึงชอบ พึงปฏิบัติกระมังหนอ…"



            ทั้งๆ ที่หลับตาแต่มิเนอร์วากลับสามารถเดินตามหลังพระพุทธองค์ได้ เสมือนลืมตาเดินเช่นยามปกติ ชายหนุ่มเองก็ย่อมไม่รู้ตัว ปล่อยร่างกายให้กระทำไปตามธรรมชาติอย่างเผลอตัว



            "ที่แท้ทุกสิ่งล้วนลวงตา…"



            ลืมตาขึ้นมาอีกที มิเนอร์วาก็มองเห็นโลกที่เปลี่ยนไปอีกครั้ง มหานรกทั้ง 7 ขุมนั้นมีแต่ความวุ่นวายโกลาหล เต็มไปด้วยผู้ทนทุกข์นับไม่ถ้วน แต่ที่นี่กลับต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง เป็นมหานรกที่เงียบสงัดมากที่สุด ไร้ซึ่งเสียงร้องทุกข์ทรมาน ทุกสิ่งนั้นเงียบจนถึงขั้นที่ไร้อากาศ เรียกว่าเป็นความว่างเปล่าผืนหนึ่งก็ว่าได้ สถานที่แห่งนี้ถูกประดับด้วยหุ่นปั้นนับไม่ถ้วน พวกมันมีรูปร่างพิลึกพิลั่นสร้างขึ้นมาจากโลหะ บ้างอยู่ในท่าง้างมือค้างไว้ บ้างก็นอนราบสองมือราวกับกำลังบีบบางสิ่งในอากาศ มีทั้งที่มือหนึ่งกำไว้ขนานอกอีกมือกำอยู่ด้านล่าง เสมือนหนึ่งกำลังเฉือนบางสิ่งอยู่ มีจำนวนมากมายนับไม่ถ้วนกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา



            "ทัณฑ์ทรมานนี้เรียกว่า อเวจีมหานรก เป็นนรกขุมที่ 8 ผู้ใดเกิดจิตชั่วช้าเป็นบัวใต้โคลนตม กล้าสังหารเข่นฆ่าบิดามารดา ภิกษุแห่งพุทธ หรือแม้แต่การที่ทำให้ร่างแห่งพุทธต้องห้อเลือด แม้จะเพียงเล็กน้อยก็ตาม จะที่ลับก็ดี ที่แจ้งก็ดี ย่อมรับทัณฑ์จองจำอยู่ในกรงขังขนาดพอดีตัวเหล่านั้น ยามมีชีวิตหากสังหารในท่าใด เมื่อตายไปย่อมถูกส่งมาที่นี่ในท่านั้น…"



            มิเนอร์วาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย สำหรับตัวชายหนุ่มมองว่าการสังหารบิดามารดาผู้มีคุณให้กำเนิดนั้น น่าจะได้รับโทษหนักหนาสาหัสมากที่สุด แต่กลับผิดไปจากที่คาด ทัณฑ์ทรมานในชั้นนี้กลับเรียบง่ายนัก ทำเพียงแค่จองจำเพียงเท่านั้น พระพุทธองค์ประทับผนึกมืออีกครั้ง รับรู้ในสิ่งที่ชายหนุ่มคิด แต่ไม่ได้เอ่ยความใดให้กระจ่าง



            "อันเพทาย ช่วยกันโทษ ที่โฉดเขลา…"



            เมล็ดบัวสีแดงสลัวอมน้ำตาลลอยหายเข้าไปที่หน้าผากชายหนุ่มเช่นเดิม บงกชสีแดงอมน้ำตาลผลิบานแล้วแตกกระจาย ก่อตัวเป็นธรรมกายขนาดใหญ่ร่างหนึ่ง เมื่อปรากฏก็ยกหัตถาคู่ขึ้นสูงส่งขึ้นฟ้า ก่อนที่จะมีฝ่ามือสีแดงอมน้ำตาลขนาดใหญ่นับพันกระหน่ำตกลงมา พุ่งผ่านความว่างเปล่ากระทบกรงโลหะทั่วทั้งมหานรกขุมนี้ให้เปิดออก ภาพที่มิเนอร์วามองเห็นในขณะนี้ ทำเอาขนลุกขนชันเนื้อตัวสั่นสะท้านเต็มไปด้วยความหวาดกลัว



            ชายหนุ่มเห็นร่างกายมากมายที่โดนทรมานมาแสนนาน พวกเขาอยู่ในท่าทางต่างๆ และกำลังหลุดร่วงออกมา ทั้งๆ ที่ภายในหุ่นโลหะที่เป็นเสมือนแม่พิมพ์นี้ไร้ซึ่งช่องว่าง แต่กลับสามารถมอบทัณฑ์ทรมานพิสดารมากมาย ให้แก่ร่างที่อยู่ภายในนั้นได้ ช่างน่าประหลาด ความน่าหวาดกลัวของทัณฑ์ทรมานในอเวจีมหานรกนี้ ทำให้ชายหนุ่มถึงกับสบถสาบานในใจ ว่าต่อให้ตายยังไง ก็จะไม่มีวันแม้แต่จะคิดถึงเรื่องอกุศลกรรมชั่วสามานย์เช่นนั้นเด็ดขาด



            พระพุทธองค์ทรงไม่กล่าวสิ่งใด ทำเพียงเดินหน้าไปเรื่อยๆ ท่ามกลางเสียงกราบไหว้บูชา ไม่ยินดียินร้ายในสิ่งใด สงบนิ่งดั่งภูผาท้าทายสายลม มีเพียงอารมณ์ปลดปลงพิจารณาอยู่ทุกลมหายใจ ผ่านไปเนิ่นนานเท่าไหร่ไม่มีใครทราบ พระพุทธองค์ก็ทรงหยุดเดินแล้วหันหลังกลับมามองมิเนอร์วา ที่เดินตามมาทางด้านหลัง ชายหนุ่มรีบคุกเข่าพนมมือกราบไหว้ ไม่กล้าคิดแม้แต่จะสงสัยในความศักดิ์สิทธิ์บริสุทธิ์ ขององค์พระปัจเจกพุทธเจ้าแม้แต่น้อย



            "ดูกรผู้มีวาสนา… หากพึงพิจารณารับรู้ว่าตนเองตระหนักแล้ว เห็นแจ้งแล้ว คงไว้ซึ่งกรรมทั้ง 3 อันเป็นกุศลแล้ว เช่นนั้นย่อมพอแล้ว ย่อมดีแล้ว สมควรแก่เวลาแล้ว…"



            พระปัจเจกพุทธเจ้าหันหลังแล้วก้าวเดินไปข้างหน้า ชายหนุ่มเองก็ลุกขึ้นแล้วก้าวเดินตามติดไป แต่เมื่อกลับมาคิดดูอีกครั้ง เวลานั้นเหมือนจะผ่านไปแค่เพียงช่วงสั้นๆ ทั้งๆ ที่เดินจากนรกขุมที่หนึ่งมาจนถึงขุมที่แปด แต่ละชั้นใช้เวลาเดินทางไหลผ่านกาลเวลาเกินร้อยปีอย่างแน่นอน เพราะชายหนุ่มนับอยู่ตลอดในตอนที่เดินทางอยู่ในนรกชั้นแรก นับจนกระทั่งลืมที่จะนับไปเอง หันมองโดยรอบอีกทีก็มาอยู่ที่ปากทางเข้าถ้ำนันทมูล ที่ยังคงเปล่งแสงทองเรืองรองไปทั่วทิศ โดยที่มีพระปัจเจกพุทธเจ้ายืนหันหน้ารออยู่ก่อนแล้ว ชายหนุ่มคุกเข่าลง พนมมือยกไหว้เอ่ยถามอย่างเคารพ



            "พระบรมครูขอรับ… ที่แท้แล้วผ่านไปกี่ปีกันแน่? ตัวข้าคิดว่าอย่างน้อยๆ ก็ต้องหลายร้อยปีเป็นแน่ หากแต่เมื่อพิจารณาโดยรอบ ข้ากลับรู้สึกราวกับพึ่งผ่านไปเพียงแค่ไม่กี่ลมหายใจ…"



            "ดูกรผู้มีวาสนา… เวลานั้นสำคัญไฉน… ทุกสิ่งล้วนอนิจจัง มีความไม่เที่ยงเป็นของตน หากให้อมเหล็กร้อนลวกเพียง 1 นาที เวลาย่อมยาวนานเสมอเหมือน 1 ปทุมะนรก มโนกรรมย่อมมีจิตคิดว่ายาวนานนัก แต่หากให้อมน้ำตาลอ้อยที่หอมหวานละลายนานถึง 1 กัลป์ เวลาย่อมผ่านไปไวนัก เสมอเหมือนไม่กี่วินาที มโนกรรมย่อมมีจิตคิดว่าสั้นนัก เช่นนั้นไซร้ล้วนแต่คิดไปเอง… นี่คือธรรมสุดท้ายแห่งเราที่จะมอบให้…"



            พระพุทธองค์ประทับมืออีกครั้งน้ำทั้งบ่อถูกดูดซับผ่านกอบัว และถูกส่งไปรวมตัวที่เมล็ดสุดท้าย ความเสื่อมสลายปรากฏขึ้นที่ส่วนราก ก่อนจะค่อยๆ กระจายขึ้นมาจนถึงดอกบัวสีน้ำผึ้ง ที่มีเมล็ดบัวเม็ดสุดท้ายซึ่งกำลังหลุดลอยออกมา มุ่งหน้าออกจากถ้ำแก้วที่อยู่ลึกที่สุด เพียงไม่นานก็พุ่งหายเข้าไปกลางหว่างคิ้วของชายหนุ่ม ที่กำลังคุกเข่าอย่างนอบน้อม รอชมธรรมสุดท้ายที่กำลังจะแสดง



            "ไพฑูรย์เล่า… กันฟอนไฟ ภัยทั้งผอง…"



            ที่เหนือหัวด้านบนสูงขึ้นไป มิเนอร์วามองเห็นฝ่ามือสีเหลืองน้ำผึ้งขนาดเท่ามือมนุษย์ปกติ ที่แบมือออกอย่างเรียบง่าย ฝ่ามือที่กำลังตกลงมาอย่างช้าๆ แต่ความจริงกลับรวดเร็ว และมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ มองเห็นอีกทีก็ทะลุผ่านทุกสิ่ง มุ่งหน้าลงไปด้านล่างยากที่จะหยุดยั้ง แววตาของชายหนุ่มหดแคบทันที มองเห็นสิ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อนตลอดชีวิต



            "ดลบันดาล… ให้เทวา มาคุ้มครอง…"



            เพียงไม่นานก็พุ่งลงไปกระแทกกับผืนปฐพีหายวับไป และโผล่มาตกลงสู่นรกขุมที่ลึกที่สุด แตกกระจายที่ชั้นอเวจีมหานรก กลายเป็นละอองกุศลอ่อนโยนสาดส่อง ส่งซึมซับไปทั่วความว่างเปล่าทั่วนรกภูมิทั้ง 8 ชั้น



            "สบสนอง คุณค่าแจ้ง แห่งนพรัตน์!"



            เมื่อสิ้นเสียงกล่าวของพระปัจเจกพุทธเจ้าแล้ว เหล่าเวไนยสัตว์ผู้ทนทุกข์ทรมานจากกรรมอันเป็นอกุศล ก็ราวกับได้รับพรเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่ชายหนุ่มจะมองเห็นทัณฑ์ทรมานทั้งหมด ได้กลับมาทำงานต่ออย่างที่ควรจะเป็น ที่เคยแทงก็ทิ่มแทง ที่เคยเผาก็ผลาญไหม้ ที่มัดพันก็ม้วนขังมาจองจำ ในห้วงความคิดนั้นกำลังพิจารณาถึงกรรมของตนเองอย่างสำนึกผิด ไม่กล้าเทียบตัวเองกับคำว่าทายาทของอีกฝ่าย



            "พระบรมครูขอรับ… ตัวข้าคงไม่บังอาจขวัญกล้ารับมรดกจากท่าน ด้วยกายนี้ วาจานี้ จิตนี้ ได้แปดเปื้อนโสมมมากเกินไป ไม่อาจกล้าคิดยกตน กลายเป็นพุทธวงศ์เฉกเช่นพระองค์ท่าน"



            พระปัจเจกพุทธเจ้ายกยิ้มน้อยๆ อย่างอ่อนโยน พุทธจักษุย่อมมองเห็นหลายสิ่งอย่างผ่านญาณอันสูงล้ำ ไม่ยินดียินร้ายในสิ่งใด ละทิ้งซึ่งความโกลาหลอันฟุ้งซ่าน เอ่ยด้วยเมตตาธรรมหวังให้เห็นแจ้งซึ่งสรรพสิ่ง



            "ดูกรผู้มีวาสนาเอ๋ย… ชะตาเจ้าอาภัพน่าเวทนานัก เรามิเคยกล่าวให้เจ้ากลายเป็นพุทธวงศ์ เพียงหลงเหลือไว้ให้ผู้มีเมตตาได้มีใช้ซึ่งสิ่งสืบทอดแห่งเรา ในการโปรดเหล่าเวไนยสัตว์ช่วยโลกภูมิทั้ง 6 เพียงเท่านั้น ทุกสิ่งนั้นอนิจจาดังเช่นที่เคยกล่าว แม้แต่ภิกษุที่น่าจะครองไว้ซึ่งธรรมวินัย อันเป็นสิ่งที่พระศากยมุนีพุทธเจ้าได้เหลือไว้ ก็กลับสามารถแปรเปลี่ยนเป็นมารศาสนา สร้างอกุศลโดยการบิดเบือนไม่ปฏิบัติตาม เผยแพร่สิ่งผิดให้บิดเบือน ปทปมรบุคคลแท้ๆ หนอ… ดังเช่นอหิงสกะที่กลับใจจากการเป็นโจรปล้นฆ่า ก็กลับสามารถบรรลุอรหันต์ได้ เพียงเพราะเจริญมรรค 8 เป็นผู้ไกลจากกิเลส ทุกชีวิตมีกรรมเป็นที่ตั้ง หากแสวงหาการหลุดพ้น ธรรมแห่งเราย่อมเป็นประตูที่ปิดไว้ รอการเปิด…"



            มิเนอร์วาก้มลงกราบหนึ่งครั้งอย่างเคารพเลื่อมใส ไม่เอ่ยสิ่งใดจิตใจนิ่งสงบ สมาธิพลันบังเกิดอย่างฉับพลัน ร่างกายเคลื่อนไหวไปเองไม่รู้ตัว



            "ดูกรผู้มีวาสนาเอ๋ย… ผนึกแปดวิถีก็รู้แจ้งแล้ว เก้าบงกชรัตนชาติก็มองเห็นแล้ว ภายหน้าก็หวังว่าเจ้าจะมีเมตตาลงไปช่วยพวกเขาบ้าง ที่ถ้ำทองมีบงกชรังสีแห่งพุทธะ ที่ถ้ำเงินมีกงล้อสังสารวัฏ ได้มากได้น้อยก็อยู่ที่ตัวเจ้าแล้ว… จงจำไว้ให้มั่นว่าอย่าได้ยึดติด คิดแต่ในสิ่งที่เป็นอจินไตย"



            มิเนอร์วากราบลงไปอีกเป็นครั้งที่สอง สรรพเสียงรอบตัวล้วนเงียบหาย แม้แต่อากาศก็ไร้เสียง ปรากฏเพียงเสียงธรรมเท่านั้นที่กระจ่างจิต ปิดหมดแล้วซึ่งอารมณ์อันวุ่นวาย



            "ดูกรผู้มีวาสนาเอ๋ย… บางทีในภายภาคหน้า หากแม้มิอาจสลายกรรมที่ก่อขึ้นเองได้ทั้งหมด… เช่นนั้นก็จงหมั่นสร้างกุศลไว้เสียบ้าง เพื่อแบ่งเบาเถิด… นี่คือพยากรณ์จากตัวเรา จำให้มั่นว่าสิ่งทั้งปวงมีเสื่อมและสิ้นไปเป็นธรรมดา จงอยู่ด้วยความไม่ประมาทเป็นที่ตั้งเถิด…"



            มิเนอร์วากราบลงพื้นอีกครั้งเป็นหนที่สาม เสมอเหมือนรับรู้ได้ว่าถึงเวลาแล้ว ชอบแล้ว เมื่อเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง พระปัจเจกพุทธเจ้าก็หายไปพร้อมกับความว่างเปล่า ราวกับไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อนบนโลกนี้ สรรพเสียงล้วนคืนกลับ เหล่าปักษาเริ่มร้องเพลงบรรเลงดนตรี มีเหล่าแมลงคอยส่งเสียงเรียงจังหวะ ห้วงสมาธิล้วนแตกดับฉุดสติให้คืนกลับมา



            "เจ้าหนูเกิดอะไรขึ้นกัน ข้าจำได้ว่าเมื่อตะกี้เจ้ากำลังแช่น้ำอยู่ด้านในนี่!"



            แอสคลีเพียสเองก็ตกตะลึง มิเนอร์วาเองก็พึ่งได้สติ หันซ้ายแลขวาก็เห็นแต่ตัวเองเพียงเท่านั้น ที่พึ่งเงยตัวขึ้นจากการก้มกราบ ภาพทุกอย่างและเสียงทุกสำเนียงต่างก็แจ่มชัดในห้วงความทรงจำ เป็นดังเช่นการหลับฝันไปตื่นหนึ่ง



            "ศิษย์ข้าเจ้าพบเจอกับอะไรมากันแน่ ทำไมกลิ่นอายแห่งกาลเวลาถึงได้เข้มข้นนัก?"



            อีฟริทเองก็ถามขึ้นอย่างสงสัยเช่นกัน กลิ่นอายแห่งกาลเวลาเข้มข้นขนาดนี้ตัวมันเองก็พึ่งเคยสัมผัส มีเพียงเฉพาะเวลาที่อยู่กับเหล่าจักรพรรดิผู้พิทักษ์โชคชะตาทั้ง 36 พระองค์เท่านั้น ที่จะรู้สึกเช่นนี้ได้ นอกนั้นในเหล่าทวยเทพและมวลมาร ผู้ที่มีกลิ่นอายแห่งกาลเวลาเข้มข้นมากที่สุด ก็ยังมีไม่เท่าที่มิเนอร์วามีในตอนนี้ ไม่แปลกที่มันจะรู้สึกตกใจจนเสียอาการ กลิ่นอายระดับจักรพรรดิเทวะไหนเลยจะสามัญ



            "ตัวข้าพึ่งได้รับมรดกแห่งพุทธะและกำลังอยู่ในช่วงหลอมรวม อาจเป็นเพราะสิ่งนี้เป็นอจินไตย… ย่อมยากที่จะหาคำตอบ"



            ชายหนุ่มเองก็ได้แต่ส่ายศีรษะ ไม่รู้เช่นกันว่าเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายและวิญญาณ ซึ่งกำลังปรับสภาพให้สมดุลอย่างต่อเนื่องอยู่ในตอนนี้

    คล้ายกับเรื่องThe SRP (ปราชญ์พิสดาร ผนึกมาร สังหารเทพ) ที่คุณอ่าน