ตอนพิเศษ เด็กกับชายแก่
ทั้งๆที่เป็หน้าร้อนแต่ฝนกลับตกลงมาไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ทั้งๆ ที่เป็วันหยุดแต่กลับไม่ได้พักผ่อนอย่างที่ตนเองปรารถนา ทั้งๆ ที่เป็ทะเลแต่มันกลับไร้เสียงคลื่นที่คอยปลอบประโลมใจที่เหนื่อยล้าต่อการทำงาน
ชายชาาวอเมริกันนั่งในร้านเหล้าริมทะเลมองสายฝนที่โปรยปรายลงมาด้านนอกร้าน แล้วรำพึงกับตัวเองถึงสิ่งที่เกิดขึ้นและผ่านพ้นชีวิตตนเองจนถึง่เวลานี้
่เวลาที่มันนั้นมีทั้งความสุขและความทุกข์ แม้หลังๆมานี้จะมีเพียงแต่่เวลาแห่งความทุกข์ก็ตาม ความทุกข์ที่ต้องดูเหล่าลูกหลานและบรรดาผู้คนที่รายล้อมแย่งมรดกของเขา ทั้งๆ ที่เขาก่อร่างสร้างตัวเองขึ้นมากับมือ ทั้งๆ ที่เป็พี่น้องกัน เกิดมาเพราะเขา มีอำนาจเพราะเขา แต่ทำไมคนเ่าั้ถึงพยายามแก่งแย่งชิงดีกัน ในหัวใจของคนเป็พ่อเป็แม่ การเห็นลูกๆ ทำร้ายกันเองนั้นเป็สิ่งที่ทรมานใจผู้เป็บิดาเสียเหลือเกิน แม้จะคิดหาทางออกแต่มันก็เสมือนปัญหาโลกแตกที่เขาไม่มีทางคิดได้ ใครดีกว่า ใครด้อยกว่า ใครมีความสามารถ ใครไร้ความสามารถ
เขาจะต้องเลือกใครถึงจะเหมาะสม จะแบ่งยังไงถึงจะดี เพื่อไม่ให้เกิดเื่ขึ้นหลังจากเขาจบชีวิต เพราะตอนนี้วัยของเขาก็ปาเข้าไป 74 แล้ว สติสตังก็เริ่มหลงๆ ลืมๆ
ยังคิดไม่ตกชายชราก็ยกแก้วเหล้าขึ้นมาซดย้อมใจ ในที่ที่ไม่มีใครรู้จักมันเป็ที่ที่สงบที่สุดสำหรับชีวิต ไม่มีข้อผูกมัด ไม่มีข้อโต้แย้ง สำหรับคนที่นี่เขาเป็เพียงลูกค้าคนนึงที่แวะมาแล้วก็จากไปไม่มีค่าให้พูดคุยแม้แต่น้อย เขาจึงมีเวลาปล่อยให้จิตใจนั้นไหลไปตามกระแสของน้ำสีอำพันที่เขาถืออยู่ในมือ
พอเวลาล่วงเลยจนถึงกลางดึกฝนก็หยุดตก สุดท้ายชายชราที่จิตใจห่อเหี่ยวก็ตัดสินใจกลับที่พักของตน
ในวัยหนุ่มเขาถือว่าเป็คนคอแข็งมากเหล้านิดหน่อยแค่นี้ไม่มีสิทธิ์ทำร้ายเขาแม้แต่น้อย การเดินทางกลับห้องพักของเขานั้นจึงไม่มีปัญหา ทว่าขณะนั้นเอง เด็กจรจัดเนื้อตัวมอมแมมคนนึงกลับพุ่งเข้ามาชนเขาจากมุมอับสายตาจนเด็กนั้นล้มลงไป
“เป็อะไรไหม...เ้าหนู?”ชายชรากล่าวถามด้วยความใ
“ไม่ครับ...”เ้าเด็กน้อยกลับตอบกลับมาเรียบๆ
พอลุกขึ้นมาได้เ้าเด็กเนื้อตัวมอมแมมก็วิ่งลับตาชายชราไป ชายชราสับสนเล็กน้อยกับท่าทางนั้น ก่อนจะเดินไปเรียกแท็กซี่ ทว่าพอถึงที่พักกระเป๋าสตางค์ที่เก็บเงินสดไว้ร่วมหลายหมื่นกับหายไป
แทนที่จะรู้สึกเป็เดือดเป็ร้อนชายชรากลับแสยะยิ้มเหมือนเด็กๆที่นึกสนุก คู่กรณีคงเป็ใครอื่นไม่ได้ อาการเมานิดๆ สร่างเมาทันที นานแล้วที่ไม่มีเื่สนุกๆ แบบนี้ให้เขาทำ
ที่ สน.ตำรวจ ชายชรามาแจ้งความและแจ้งพิกัดกระเป๋าสตางค์ที่มีGPSขนาดจิ๋วติดอยู่ ในยุคสมัยนี้ผู้ที่มีฐานะมีมันกันเป็เื่ธรรมดา เครื่องระบุตำแหน่งขนาดจิ๋วที่ซ่อนอยู่ในตัวกระเป๋าสตางค์ที่แม้จะรื้อๆค้นๆ เอาของไปหมดมันก็ยังไม่หายไป และมันจะส่งสัญญาณออกมาทันทีหากอยู่ห่างเ้าของเกิน 20 เมตรในที่ที่ไม่ใช่ที่พัก ให้สถานีตำรวจที่ใกล้ที่สุดรู้ นอกจากGPSกระเป๋าสตางค์นั้นยังมีระบบป้องกันอัตโนมัติต่อทรัพย์สินในกระเป๋าอีกด้วย
ั้แ่ชายชราก้าวขามาที่นี่ตำรวจทั้งโรงพักแทบรู้ทันทีว่าเขามาที่นี่ทำไม และออกไปหาสิ่งนั้นทันที ติดต่อครู่นึงนั่งอยู่ไม่ถึงสิบนาทีตำรวจคนนึงก็นำกระเป๋าสตางค์มายื่นให้เขาจากตอนนั้นถึงตอนนี้เวลาผ่านไปไม่ถึง 30 นาที ตำรวจคนนี้ออกไปและเข้ามาก็ประมาณ 10 กว่านาที เ้าเด็กนั่นน่าเสียดายคงไม่มีทางปลดล็อกกระเป๋าของเขาและได้เงินไปแน่
“นี่ของคุณใช่รึเปล่า”
“ครับ”เขารับเอาไว้ พอมองดูเท่านั้นชายชราถึงกับโพล่งลุกขึ้นยืน หากไม่ใช่ลายนิ้วมือของเขาััหรือใช้เลื่อยยนต์ตัดกระเป๋าสตางค์ชนิดพิเศษนี้ของเขา มันไม่มีทางเปิดออกง่ายๆ แน่ แต่มันกลับเปิดออกแล้วพร้อมกับตัวกระเป๋าที่เปียกปอนทุกอย่างนอกจากเงินยังอยู่ครบ
ชายชรานิ่งคิดแล้วถามนายตำรวจที่นำมาให้ตนไปว่า
“คุณตำรวจเจอเ้าสิ่งนี้ที่ไหน?”
“ทะเลในจุดที่ห่างจากคุณไม่มากครับ”
“ทะเล?”
“ให้ผมเดา พอคุณตำรวจออกไปไม่นานสัญญาณGPSมันก็ดับสินะ”ชายชรากล่าวถาม
“ครับ โปรดเช็คดูให้ดีว่ามีอะไรหายไปเพราะทางเราจะติดตามคนร้ายอย่างสุดความสามารถ”
ชายชราผุดยิ้มอีกครั้งโดยที่เ้าหน้าที่ตำรวจไม่เข้าใจแม้แต่น้อย กระเป๋าสตางค์ของเขาเป็ชนิดพิเศษก็จริงแต่ก็เป็รุ่นล่าสุดกว่าทุกๆรุ่น มีระบบป้องกันตัวเองอัตโนมัติและระบบติดตาม แต่เ้าหนูนั่นกลับฉลาดล้ำกว่าผู้ที่สร้างมัน โดยการเอามันไปแช่ในน้ำทะเลที่มีเกลือมากกว่าน้ำปกติ จนทำให้ตัวเกลือที่เป็ด่างทำลายระบบป้องกันจากตัวกระเป๋าสตางค์ได้
ไม่น่าเชื่อว่าประเทศที่มีพัฒนาการล้าหลังในยุคเทคโนแบบนี้จะมีเื่สนุกๆชายชราคิด พอไตร่ตรองเสร็จสรรพเขาก็วางแผนในหัวทันที จะต้อนหนูก็ต้องต้อนให้จนมุม
“ช่วยออกใบประกาศจับจะได้ไหมครับ หากใครเห็นเด็กที่ขโมยเงินผมผมให้เลย 1 แสน”
“1 แสน!!!”เ้าหน้าที่ตำรวจถึงกับตาโตที่ได้ยินแบบนั้น พอนึกหน้าของชายชราคนนี้ออกก็ยิ่งรู้สึกใ การดำเนินการเริ่มด้วยความรวดเร็ว ไม่ต้องสเกตภาพเหมือนยุคก่อนแล้ว เพียงชายชราผ่านเครื่องสแกนสมองและนึกถึงใบหน้าเด็กคนนั้น ภาพทั้งหมดก็จะขึ้นมาอย่างชัดเจนต่อหน้าคอมเอง
ใบประกาศจับถูกโอนเข้าสู่โลกโซลเชียลชั่วพริบตา เช้าวันต่อมาโทรทัศน์สื่อต่างๆ ก็ประโคมข่าวดังถึงการตั้งรางวัลนำจับเด็กน้อยคนนึงที่มีมูลค่า 1 แสน จากเมืองเป็จังหวัด จากจังหวัดเป็ประเทศ จากประเทศเป็โลก
กระแสมาแรงแบบนี้ไม่ว่าใครก็ทานไม่อยู่จนกระทั่ง
ตู๊ด ตู๊ด ตู๊ด มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นมาชายชราจึงรับโทรศัพท์นั้น
“ฉันไม่อยู่...”
(ก็ท่านพูดอยู่ไม่ใช่เหรอครับท่านประธาน ทำไมท่านถึงก่อเื่เล็กๆให้เป็เื่ใหญ่โตแบบนี้ แค่เงินไม่กี่หมื่นบาทท่านจะห่วงทำไม ท่านมีเงินเป็แสนๆ ล้านดอลล่านะครับ)
“คนอย่างนายไม่เข้าใจฉันหรอกเอาไว้เื่นี้จบแล้วฉันจะกลับไปก็แล้วกัน”
(แล้วเื่งานล่ะครับ?)
“ให้คนอื่นทำแทนไปแล้ว แค่นี้นะ...” พูดจบเขาก็ตัดสายทันที
ชายชราผุดยิ้มขึ้นมาอีกครั้ง เขาอยากจะลองดูว่าหนูที่แสนฉลาดตัวนั้นคราวนี้จะรอดจากมหกรรมการตามล่าจากคนทั่วทั้งโลกรึเปล่า เขาคิดว่าต่อให้มุดลงดินหรือหนีขึ้นฟ้ายังไงก็ตามเ้าเด็กนั่นคงไม่รอดพ้นเย็นวันนี้ ไม่สิเที่ยงนี้แน่นอน เพราะโลกสมัยนี้เป็โลกแห่งข่าวสาร ที่ไม่ว่าจะทำอะไรแม้เพียงเล็กน้อยคนทั้งโลกก็อาจจะรู้ได้
แต่แล้วมันก็กลับไม่เป็ไปอย่างที่เขาคิดอีกครั้ง 1 วันผ่านไป 2 วัน 3 วัน 4 วันจน 1 อาทิตย์เด็กนั่นก็ยังไม่โผล่มา จนชายชราเพิ่มเงินให้อีก 1 แสน และเพิ่มข่าวลือใส่โซลเชียลไปอีกว่าเขาเป็ผู้มีพระคุณช่วยชีวิตตอนกำลังถูกรถชน
จากความโลภคราวนี้ชายชรากับเปลี่ยนมาเล่นด้านเมตตาธรรมบ้าง จุดประสงค์ก็คืออยากไล่ต้อนและชนะศัตรูตัวน้อยของตนเองให้ได้ เขามีทั้งอำนาจล้นฟ้าเงินทองดุจดั่งูเา ในยุคสมัยนี้ขอแค่ 2 สิ่งนี้ไม่ว่าอะไรก็พิชิตได้หมด
แต่มันกลับไม่เป็ไปอย่างที่เขาคิดอีกครั้งจนเขาต้องเพิ่มเงินให้อีก 1 แสน
ทว่าคราวนี้จากต่างจาก 2 ครั้งที่ผ่านมาอย่างสิ้นเชิง ผู้คนในโลกโซลเชียลแทนที่จะดีใจกลับเริ่มหวาดระแวง ในโลกโซลเชียลในยุคสมัยที่ผู้คนสวมหน้ากากไม่ว่าอะไรก็แล้วแต่ ล้วนแล้วเป็สิ่งที่จริงเท็จแน่นอนได้หรือเปล่าใครจะรู้ พอบวกเงินเป็ครั้งที่ 2 กระแสวิจารณ์มันจึงอุปโลกน์ว่าชายชราเป็แค่พวกชอบสร้างภาพสร้างกระแส เด็กนั่นอาจจะมีตัวตนอยู่หรือไร้ตัวตนก็ได้ เพราะจำนวนเงินมากเกินไปจนผิดสังเกต จนแล้วจนรอดแม้จะได้คำยืนยันจากชายชราพวกเขาก็ยังไม่เชื่อ จะชักใบเรือกลับก็ไม่ทันชายชราจึงหยุดเงินแค่นั้นเพียงส่งคำยืนยันไปเรื่อยๆก็พอ
ทว่าเวลาผ่านไปอีก 1 อาทิตย์ 2 อาทิตย์ จนสุดท้ายทุกๆ อย่างก็เหมือนกับกระแสโคมลอยที่ลอยลับฟ้าไป จดจำเพียงชั่วพริบตาแล้วหายไป จะให้เขาตามแกะรอยต่อก็คงไม่ได้แล้วต้องปล่อยให้ตำรวจดำเนินการต่อเท่านั้น เพราะเวลาพักของเขามีมากเกินพอที่จะทำให้บริษัทหรือทั้งโลกวุ่นวาย เขาจึงขอลาจากเื่นี้เสียทีอย่างแคลงใจ
“ขออภัยด้วยนะครับ แต่คราวนี้พวกผมคงต้องทำตามหน้าที่”หนุ่มร่างบึกบึนในชุดสูทคนนึงพูดขึ้นพร้อมกับมีอีกหลายคนและรถหลายคันตามหลังยืนมองชายชราเป็แถว
“ฉันต่างหากที่ต้องขอโทษที่แอบหนีพวกนายไปเที่ยวจนเกิดเื่”ชายชราว่า
และแล้วชายชราก็นั่งรถไปยังสนามบินพร้อมจิตใจที่กลับมาห่อเหี่ยวและนึกถึงความทุกข์อีกครั้ง ทว่าไม่นานรถกลับเบรกกระชากจนชายชราหน้าแทบคะมำ
ชายคนขับรถเปิดกระจกออกไปว่ากล่าวผู้ที่จู่ๆก็เดินมาขวางทางรถเป็ขบวนใหญ่นี้ทันที
“อยากตายรึไงเ้าหนู!!”พอพูดจบคนขับรถถึงกับผงะ ขบวนรถเองก็หยุดลงและพอชายชราเห็นคนที่ยืนขวางรถอยู่เบื้องหน้าก็ถึงกับมองตาไม่กะพริบ
“สตาร์ทเครื่องรถรอไว้นะ”ว่าจบไม่รอให้ตอบรับชายชราก็เดินลงจากรถ
“ฉันรอให้นายมาหาตั้งหลายอาทิตย์แต่กลับไม่โผล่หน้ามาให้เห็น แล้วทำไมตอนนี้กลับมาล่ะเ้าหนู”
ชายชราถามเด็กชายที่อยู่เบื้องหน้า
เขามองชายชราด้วยใบหน้าที่หมองหม่นก่อนจะยื่นของบางอย่างคืนมาให้ชายชรา ชายชรารับมันไว้ก่อนจะมีเครื่องหมายคำถามบนหัว มันคือเงินจำนวนนึงนับหมื่นบาทพอนับๆดูก็ชี้ชัดแล้วว่ามันมีจำนวนเท่าไหร่ และจากที่ดูมอมแมมก็รู้แล้วว่ามันไม่ได้ถูกสับเปลี่ยน
“เอาเงินฉันไปแต่กลับไม่ใช้ แล้วยังเอามาคืนฉันหลังจากที่ฉันพยายามหาตัวนายอีกนี่มันหมายความว่ายังไง?”
เด็กชายไม่ตอบแววตาของเขายังคงหมองหม่น ไม่ใช่แววตาที่สำนึกผิดแต่เป็เศร้าใจและตระหนักถึงคุณค่าของอะไรบางอย่าง
“...แม้จะมีเงินล้นฟ้า...แต่มันก็ไม่สามารถทำได้ทุกอย่าง”ว่าจบด้วยคำพูดที่เหมือนตอกเข้ากลางใจชายชราเด็กชายก็เดินจากไป ชายชราไม่รีรอรั้งแขนเขาเอาไว้
“เ้าหนูนายยังมีหนี้ติดค้างฉันอยู่ จะไปเฉยๆ ได้ยังไง”
“หนี้นั่นก็คืนให้แล้วไม่ใช่เหรอปู่ แล้วคนที่สร้างเื่ใหญ่โตขึ้นมาก็ปู่เองไม่ใช่รึไง” เด็กชายตอบอย่างห่างเหิน
“ท่านครับเราจะตกเครื่องนะครับหากไปสายละก็”ชายร่างบึกบึนลงมาพูดขึ้นกับชายชรา
“ก็ปล่อยให้มันตกไปเลยสิฉันมีธุระกับเ้านี่อยู่”ไม่มีใครกล้าทัดทานการตัดสินใจของชายชราแม้แต่น้อย
ชายชราหันหน้าไปพูดกับเด็กที่เขารั้งเอาไว้ต่อ
“นานแล้วที่ไม่เคยมีใครทำให้ฉันสนุกแบบนี้ฉันอยากรู้จริงๆว่าเธอเป็ใคร?”
เด็กชายยังมีสีหน้าดังเดิม
“สมองปู่กระทบกระเทือนรึเปล่า?”
“ก็อาจจะ..”สุดท้ายชายชราก็รั้งตัวเด็กน้อยเอาไว้ได้
ในเวลานี้ทั้ง 2 อยู่ในร้านอาหารหรูๆ สำหรับครอบครัว ทุกอย่างสดใสสะอาดตากว้างโอ่โถงราวกับหลุดออกมาจากเทพนิยายบริกรและอาหารที่ยกมาเสิร์ฟนั้นเป็ของอย่างดีที่หาที่เปรียบไม่ได้ มีเพียงการแต่งตัวของเด็กชายสิ่งเดียวที่ทางร้านรู้สึกขัดจากภาพลักษณ์ที่มันควรจะเป็
ด้านหน้าแม้จะมีอาหารโอชารออยู่เด็กชายกลับยังมีหน้าตาดังเดิมพูดออกไปไร้อารมณ์
“พาผมมาที่นี่ทำไม?”
“ฉันอยากให้เธอเล่าให้ฉันฟังหน่อย ว่าทำยังไงเธอถึงหลุดพ้นจากเงื้อมมือของฉันตลอดหลายอาทิตย์ที่ผ่านมานี้ได้ แล้วทำไมจู่ๆ ถึงคิดเอาเงินมาคืนฉัน อย่าระแวงไปเลยฉันไม่ได้คิดเอาโทษเธอหรอกกินสิ”
เด็กหนุ่มยังคงจ้องอยู่แต่ก็กลับไม่กินมันลงไป ท่าทางที่เหมือนไม่สนโลกของเขาดึงดูดความสนใจของชายชราอย่างน่าประหลาด
“ตอนนี้ฉันไม่มีอารมณ์ ถ้าอยากรู้อะไรถามมาก็แล้วกัน”
ว่าแล้วชายชราก็เริ่มถาม เริ่มจากจุดแรกเลยที่ทำไมเขาตกเป็เป้าหมายของเด็กหนุ่ม ทั้งๆ ที่ร้านที่เขาเลือกเป็ร้านระดับกลางๆร้านที่หรูๆ กว่านี้ลูกค้ากระเป๋าหนักๆ ชัวร์ๆ มีออกเยอะ
เด็กหนุ่มตอบว่า
“เหล้าที่ปู่กินมันแพงที่สุดในร้านแต่ปู่กลับกินมันทิ้งกินมันขว้างทำอย่างกับของไม่มีราคา แล้วคนปกติกินแก้วเดียวก็เมาหัวทิ่มแล้วปู่กลับยังเดินได้ปร๋อ แปลว่าเคยชินและกระเป๋าหนัก ฉันที่ซุ่มอยู่ที่นั่นประจำทำไมไม่รู้”
“แปลว่านอกจากฉันเธอก็ทำกับคนอื่นเหมือนกันเหรอ”ชายชราถามนอกเื่
เด็กชายกลับส่ายหน้า
“ฉันไม่เคยสนเศษขยะที่พวกคนมีกินเขายกเทิดทูนเหนือหัวหรอก ฉันสนใจเศษอาหารที่ทางร้านขนมาทิ้งต่างหาก แต่วันนั้น...ฉันเลือกไม่ได้”
ท่าทางของเด็กชายช่างดูขมขื่นแต่ความสงสัยยังคงอยู่ในใจชายชรา
“ทั้งๆที่ไม่เคยขโมยของใครมาก่อน แต่รู้ได้ไงว่ากระเป๋านั่นมีระบบป้องกันภัยพิเศษแล้วนายเอาเงินจากในกระเป๋าสตางค์ฉันไปได้ยังไง”
“น้ำทะเลมีแถวนั้นมีด่างเยอะ ของในยุคนี้มีแต่ระบบป้องกันภัยแบบมือถือทั้งนั้น แต่ถ้ามันตกน้ำซะและยิ่งเป็ด่างมันจะยิงพังเร็วก็เท่านั้น”
“ไปรู้มาจากไหน?”ชายชราอดสงสัยไม่ได้อีกครั้ง
“บังเอิญเคยเห็นคนทำโทรศัพท์แพงๆตกน้ำพังทั้งๆ ที่มันกันน้ำได้ เลยสังเกตดู “สิ่งที่เหมือนแต่กลับแตกต่างกัน””
ชายชราเผลอมองเข้าไปในตาของเด็กหนุ่ม ไม่ใช่ฉลาดแต่ช่างสังเกตและมีความคิดที่ไม่สิ้นสุดด้านจินตนาการ หากเป็จิตรกรละก็คงมีฝีมือวาดภาพที่หาใครเทียบยากแน่ๆพอคิดๆ ดูชายชราก็ส่ายหัว นี่เขาคิดอะไรอยู่ แค่พาเด็กที่ขโมยเงินตัวเองมานั่งกินข้าวร้านหรูก็เพี้ยนพอแล้ว ถึงจะรู้ว่าตนเองเพี้ยนอยู่แล้วก็ตาม
คำถามสุดท้ายแล้ว
“สุดท้าย ทั้งๆ ที่ฉันประกาศจับนายซะขนาดนั้นแต่ทำไมนายถึงหายตัวได้ราวกับอยู่กันคนล่ะโลก ฉันอุตส่าห์ใช้อาวุธที่ร้ายกาจที่สุดของยุคสมัยนี้เลยเชียวนะ ข่าวของนายแทนที่จะมีเพิ่มมากขึ้นให้ฉันตามตัวแต่กลับไม่มีแม้แต่นิดเดียว ใช้วิธีบีบน้ำตาเหรอ ไม่สิอย่างนายคงไม่ใช่วิธีแบบนั้นหรอกจริงไหม”
เด็กชายที่เหมือนจะเริ่มหิวแล้วเริ่มทานอาหารตรงหน้า แต่ทั้งๆ ที่รสชาติมันออกจะเลิศรสจนบางคนได้แต่ฝันถึง เด็กหนุ่มกลับมีสีหน้าดังเดิมแล้วกล่าวตอบหลังกินเสร็จ
“ฉันไม่ได้ทำอะไรทั้งนั้นอยู่ที่เดิมของฉัน ที่ที่ฉันอยู่ที่ที่ทุกคนมองฉันเป็สายตาเดียวกัน สายตาของเด็กที่ไร้ค่า ยิ่งปู่เพิ่มราคาตัวของฉันมากเท่าไหร่คนแถวนั้นยิ่งเห็นเสมือนฉันไร้คุณค่า ราวกับจำนวนเงินนั้นเป็สิ่งโกหกที่ตัวตนของฉันไม่ควรจะได้รับ และมันยิ่งปฏิเสธในใจทุกคนว่ามันต้องเป็เื่เข้าใจผิดและไม่ใช่ฉัน”
พอได้ยินแบบนั้นชายชราถึงกับลุกขึ้น
“เธออยู่ที่ไหน?”
เด็กหนุ่มพาชายชราไปตาม้า สถานที่อับตาความเจริญผู้คนมีแต่หลงมัวเมาต่อสิ่งเสพสม มองข้ามคำว่าชีวิต เด็กมากมายไม่ต่างจากเด็กหนุ่มเดินร่อนเร่ไปทั่วที่นี่คือสลัมที่ไร้ค่า ชายชราเข้าใจทันทีว่าทำไมสิ่งที่เขาทำถึงกลายเป็ผลตรงกันข้าม
เพราะที่นี่ต่างเห็นคุณค่าของคนต่ำต้อยยิ่งกว่าผักปลา ยิ่งเขาเพิ่มจำนวนเงินเข้าไปตัวตนของเด็กหนุ่มในที่นี้แทนที่จะโดดเด่นขึ้นมาทันตา แต่เขากลับเป็เสมือนเงาที่น่าชิงชังและลวงโลก ต่อสายตาของผู้เสพติด โง่งม และไร้สติปัญญาที่จะไตร่ตรองโลกเบื้องนอกนอกจากโลกของตนเอง และสิ่งที่เกิดขึ้นที่นี่คงเป็เสมือนกระแสคลื่นที่กระทบต่อผู้คนรอบนอกอีกด้วย เพราะพวกเขานั้นต่างพากันหมางเมินต่อสถานที่โสมมแห่งนี้ราวกับไร้ตัวตนและยังส่งผลต่อเด็กหนุ่มนี้ด้วย
“พ่อแม่ของเธออยู่ไหน?”ชายชราถามแบบข้างๆ คูๆ
“พวกเขาตายหมดแล้ว”
“แล้วเธอนำเงินฉันไปทำอะไร”
“ไปช่วยเหลือเธอ...”น้ำเสียงของเด็กชายเริ่มสั่น ก่อนเด็กชายจะเดินนำไปยังเป้าหมายตรงเข้าไปในป่าออกจากตัวหาด จนเขามาหยุดอยู่ที่หน้าเนินทรายเนินนึงแล้วทิ้งเข่าลงไป
เบื้องหน้าเป็เนินทรายที่พูนขึ้นมาขนาดไม่ต่างจากร่างของเด็กชายมากนัก
“ฉันพาเธอตระเวนไปทั่วทุกที่โดยแบกเธอไว้ที่หลัง แต่ไม่ว่าที่ไหนก็ปฏิเสธที่จะรักษาเธอแม้จะควักเงินออกมาให้ดูพวกเขากลับคิดว่ามันเป็เพียงแค่เศษกระดาษที่ถูกทำให้เหมือนเงินเท่านั้น”เด็กหนุ่มเริ่มทุบกำปั้นไปที่เนินทราย
“...เพราะฉันสกปรกพวกมันเลยหยามเหยียด เพราะฉันดูไร้ราคาพวกมันถึงไม่ให้ราคา เพราะฉันเป็เด็กพวกมันถึงดูว่าเป็การโกหก ในมือของฉันมันก็คือของที่พวกแก้าและเทิดทูนนั่นล่ะ แต่ทำไมถึงไม่มองตัวฉัน ทำไมถึงไม่หยิบมันขึ้นไป ทำไมถึงไม่ช่วยเธอ โลกใบนี้มันบ้ากันไปใหญ่แล้ว!!” น้ำใสๆได้ไหลออกมาจากดวงตาคู่เล็ก
“สุดท้าย...ฉันเลยคืนมันให้ปู่เพราะไม่ได้มีโอกาสใช้มัน”
“แล้วทำไมไม่เก็บเอาไว้ซื้อของกินซื้อเสื้อผ้าใหม่ๆมาสวมใส่ล่ะ”
“ต่อให้ทุกคนบนโลกนี้ให้ราคามันสูงเท่าไหร่ แต่มันก็ไม่สามารถซื้อสิ่งสำคัญคืนมาได้ ฉันก็น่าจะบอกปู่ไปแล้วนี่...” เด็กชายกำเม็ดทรายเบื้องหน้าขึ้นมาด้วยความเจ็บแค้น
“ที่บอกว่า“ถึงจะมีมันล้นฟ้าแต่ก็ทำทุกอย่างไม่ได้” สินะ”
ไม่มีรอยยิ้มนึกสนุกอีกแล้วจากบนใบหน้าของชายชรา เขาเพียงถอนหายใจเบาๆ ออกมา ที่ใดย่อมมีแสงที่นั่นย่อมมีเงา ที่ใดมีความเจริญย่อมมีความไม่เจริญแฝงอยู่ด้านใน ทั้งๆ ที่โลกก้าวหน้าไปเรื่อยๆ แต่คนกลับถอยหลังลงสู่ความเสื่อมแทบจะอยู่ในยุคหิน ที่มักจะใช้สัญชาตญาณในการดำรงชีวิตอยู่แทนสติปัญญา ไม่ต้องพูดคุยแค่มองหน้าก็บาดหมาง ไม่ต้องทำความเข้าใจก็สามารถสังหารกันได้อย่างไร้เยื่อใย
ความอเนจอนาถนี้ช่างปวดร้าวจนยากจะเยียวยา แต่ในเวลานี้สิ่งที่น่าจะทำให้ชายชรารู้สึกดีได้คือสิ่งที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า
เขาตบไหล่ของเด็กชายด้วยความรุนแรงก่อนจะย่อตัวลงไปมองหน้าแล้วกล่าวขึ้นมาด้วยรอยยิ้ม
“ต่อจากนี้เธอจะทำอะไรต่อ?”
“ฉันไม่รู้ คงมีชีวิตไปวันๆ แล้วตายอย่างเธอสักวันล่ะมั้ง”
“ถ้าอย่างนั้นมาอยู่กับฉันไหม ในฐานะลูกของฉัน ถึงฉันจะมีลูกแล้วก็เถอะแต่ฉันอยากรับเลี้ยงเธอ”
“ทำไม?”คราวนี้กลับเป็เด็กชายที่เต็มไปด้วยความสงสัย ชายชรารู้ทันทีว่าสิ่งที่เรียกว่าความเมตตานั้นเขาไม่เคยััมาก่อนจึงถามแบบนั้นออกมา
“เพราะฉันอยากทำให้เธอรับรู้ว่าโลกใบนี้มีสิ่งสนุกๆรอเธออยู่อีกมากมายแทนที่จะอยู่ที่นี่ที่ที่ไม่เห็นคุณค่าเธอ แน่นอนว่าเธอไม่ติดหนี้ฉันแล้วแต่ต่อจากนี้จะต้องมีอีกแน่นอน และเธอจะต้องชดใช้มันให้ฉันในวาระสุดท้ายของชีวิต”
ชายชรามองแววตาเด็กหนุ่มที่มีความเด็ดเดี่ยวและองอาจไม่ต่างจากตนเอง
“ล้อกันเล่นใช่ไหม จะให้ผมคนนี้ มีชีวิตใหม่อย่างงั้นเหรอ?” คำที่เด็กชายใช้ไม่ผิดเพี้ยนแม้แต่น้อย
“จะตกลงหรือไม่ตกลงเลือกเอา”
ในเวลานั้นรอยยิ้มที่ไม่เคยเกิดขึ้นบนใบหน้าของเด็กหนุ่มก็ผุดขึ้นมาก่อนที่เขาจะพยักหน้ารับพร้อมเคล้าน้ำตาจนชายชราที่เห็นยิ่งเอ็นดู เอ็นดูในความไร้เดียงสา เอ็นดูในความบริสุทธิ์ใจ เอ็นดูในความอาจหาญและชอบธรรมยิ่งกว่าผู้ใหญ่หลายคนที่มี
ชายชราหวังว่าชีวิตที่เขาช่วยเหลือในวันนี้ 1 ชีวิต จะเป็สิ่งที่เปลี่ยนแปลงตัวเขาและทุกๆคนที่เขารักได้อย่างแน่นอนในสักวัน