บุปผาคืนชะตา หมื่นิญญาคำนับนาง
ตอนที่ 6 ดินใต้ต้นเหมย
คืนนั้น จวนเสิ่นเงียบเร็วกว่าทุกวัน
หลังงานเลี้ยงชมบุปผาที่ควรจบลงด้วยเสียงหัวเราะและคำชื่นชม กลับเหลือเพียงความอึดอัดที่กระจายอยู่ตามทางเดิน เรือนตะวันออกปิดประตูเงียบ ไม่มีเสียงพิณ ไม่มีเสียงหัวเราะของสาวใช้ และไม่มีเสียงเสิ่นอวี้หรงออดอ้อนมารดาเหมือนทุกคืน บ่าวไพร่ในจวนต่างรู้ว่ามีเื่ผิดปกติเกิดขึ้น แต่ไม่มีผู้ใดกล้าพูดมาก ทุกคนทำงานด้วยเสียงเบาลงกว่าเดิม เหมือนกลัวว่าเพียงคำกระซิบเดียวอาจถูกลมพาไปเข้าหูคนที่ไม่ควรได้ยิน
บนท้องฟ้า เมฆดำบดบังพระจันทร์จนเหลือเพียงแสงซีดจาง
สวนเหมยหลังจวนยิ่งมืดกว่าที่อื่น
ต้นเหมยเก่าแก่ยืนเงียบอยู่ท่ามกลางเงาไม้ กิ่งแห้งบิดงอราวนิ้วมือผอมยาวของผู้ตายที่ชูขึ้นมาจากดิน ดอกเหมยสีแดงหลายดอกที่เพิ่งผลิบานผิดฤดูดูเด่นชัดท่ามกลางความมืด ราวกับหยดเืที่ยังไม่ยอมแห้ง แม้ลมกลางคืนจะพัดผ่านเป็ระยะ แต่กลีบเ่าั้กลับไม่ร่วงง่าย ๆ คล้ายยังรอคอยสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
ในเรือนหลันฮวา เสิ่นเยว่หลันไม่ได้เข้านอน
นางยืนอยู่หลังหน้าต่างชั้นใน สวมเสื้อคลุมสีเข้มทับอาภรณ์เรียบง่าย ผมดำปล่อยลงครึ่งหนึ่ง ไม่ได้ประดับปิ่นใดนอกจากปิ่นหยกดำที่ใช้ในงานเลี้ยง นางมองไปทางสวนเหมยที่อยู่ไกลออกไป ดวงตาสงบนิ่งจนแทบไม่สะท้อนแสงโคม
บนโต๊ะด้านหลังมีชาร้อนหนึ่งถ้วย แต่เย็นไปนานแล้ว
ชิงหลัวยืนอยู่ข้าง ๆ มือกำผ้าเช็ดหน้าจนยับ ใบหน้าของนางยังมีความตื่นเต้นและหวาดกลัวปนกัน นับั้แ่งานเลี้ยงจบลง คุณหนูใหญ่สั่งให้บ่าวในเรือนหลันฮวาปิดประตูเร็วขึ้น ห้ามผู้ใดออกนอกเรือนโดยไม่จำเป็ แต่ขณะเดียวกันกลับแอบให้พ่อบ้านเฉินส่งคนเฝ้าตามทางไปสวนเหมยอย่างเงียบ ๆ โดยไม่จับผู้ต้องสงสัย เพียงสังเกตว่ามีผู้ใดเข้าไปบ้าง
“คุณหนู พวกเขาจะไปจริงหรือเ้าคะ” ชิงหลัวกระซิบ
“ต้องไป” เยว่หลันตอบโดยไม่ละสายตาจากความมืด “วันนี้ข้าพูดชื่อเสี่ยวถง พูดถึงสวนเหมย และทำให้ซูเหลียนมามาเสียอาการต่อหน้าแขกมากมาย ฮูหยินรองเป็คนระวังตัว นางไม่มีทางปล่อยให้สิ่งที่ฝังไว้ยังอยู่ใต้ต้นเหมยต่อไป”
“แต่ถ้าพวกเขาขุดเจอร่างเสี่ยวถง แล้วทำลายเสียล่ะเ้าคะ”
“พวกเขาทำลายไม่ได้ง่าย ๆ” เยว่หลันกล่าว “สวนเหมยอยู่ในเขตหลังจวน ไม่ใช่ป่าร้าง หากขุดลึกจนเจอกระดูก ย่อมทิ้งร่องรอยไว้ และข้าสั่งให้พ่อบ้านเฉินจับตาทางออกไว้แล้ว พวกเขานำสิ่งใดออกไป ย่อมมีคนเห็น”
ชิงหลัวพยักหน้าช้า ๆ แต่แววตายังไม่คลายกังวล “บ่าวกลัวว่าเสี่ยวถงจะต้องเจ็บอีก”
ตรงมุมห้อง เสี่ยวถงยืนอยู่เงียบ ๆ ิญญาเด็กหญิงตัวเล็กกอดถุงหอมสีแดงซีดไว้แน่น แม้ร่างของนางโปร่งแสง แต่ความหวาดกลัวบนใบหน้ากลับชัดเจนราวกับคนเป็ เด็กหญิงมองไปทางสวนเหมยเช่นเดียวกับเยว่หลัน ดวงตากลมโตสั่นไหวเล็กน้อย
“บ่าวไม่เจ็บแล้วเ้าค่ะ” เสี่ยวถงเอ่ยเสียงเบา “บ่าวตายมานานแล้ว”
คำพูดนั้นทำให้หัวใจของชิงหลัวเจ็บจนแทบกลั้นน้ำตาไม่อยู่ แม้นางมองไม่เห็นเสี่ยวถง แต่หลังจากผ่านมาหลายวัน นางเริ่มจับความรู้สึกบางอย่างได้ ทุกครั้งที่คุณหนูหันไปมองมุมห้องว่างเปล่า ทุกครั้งที่ลมเย็นพัดผ่านทั้งที่หน้าต่างปิดสนิท นางรู้ว่าผู้ตายอยู่ตรงนั้น อยู่ใกล้พอจะฟังพวกนางพูด แต่ไกลเกินกว่าคนเป็จะััปลอบโยนได้
เสิ่นเยว่หลันหันไปมองเสี่ยวถง น้ำเสียงอ่อนลงเล็กน้อย “คืนนี้เ้าไม่ต้องไปที่นั่น หากกลัวก็อยู่ที่นี่”
เสี่ยวถงส่ายหน้า ดวงตายังกลัว แต่มีความดื้อรั้นบางอย่างซ่อนอยู่ “บ่าวอยากเห็นเ้าค่ะ บ่าวอยากเห็นวันที่พวกเขากลัวบ่าวบ้าง”
คำตอบนั้นทำให้เยว่หลันเงียบไปครู่หนึ่ง
เด็กที่ถูกฝังใต้ต้นเหมยนานหลายปีไม่ได้ขอสิ่งยิ่งใหญ่ นางเพียงอยากเห็นคนที่ฆ่านางรู้จักความกลัวบ้างเท่านั้น
โลกนี้ช่างใจร้ายกับผู้บริสุทธิ์เกินไป
“ได้” เยว่หลันกล่าว “เ้าจะได้เห็น”
หลัวมามายืนอยู่ข้างเสี่ยวถง ใบหน้าแก่ชราของิญญาเต็มไปด้วยความสงสารและโกรธแค้น “คุณหนูใหญ่ หากคืนนี้จับคนได้จริง เื่นี้จะโยงถึงฮูหยินรองหรือไม่เ้าคะ”
“ยังไม่ถึงนางโดยตรง” เยว่หลันตอบ “คนที่จะไปขุดคงเป็บ่าวหรือคนของซูเหลียน ฮูหยินรองฉลาดพอจะไม่ลงมือเอง แต่ไม่เป็ไร หมากตัวใหญ่ต้องค่อย ๆ ล้อม หากเราขยับเร็วเกินไป นางจะตัดหางทิ้งแล้วถอยกลับเข้ารู”
“เช่นนั้นคืนนี้เรา้าอะไรเ้าคะ” ชิงหลัวถาม
เยว่หลันหันกลับไปมองความมืดนอกหน้าต่าง
“เรา้าให้คนของนางขุดร่างเสี่ยวถงขึ้นมาเอง” นางกล่าวเสียงเรียบ “และ้าให้พ่อบ้านเฉินเห็นกับตาว่า คนที่แตะต้องดินใต้ต้นเหมยไม่ใช่คนของเรือนหลันฮวา”
ชิงหลัวค่อย ๆ เข้าใจ สีหน้าของนางเย็นลง
หากพบศพโดยบังเอิญ อาจถูกกลบเกลื่อนว่าเป็เื่เก่า แต่หากมีคนจากเรือนตะวันออกแอบขุดในยามวิกาล นั่นย่อมไม่ใช่เื่บังเอิญอีกต่อไป
เงียบไปเพียงไม่นาน เสียงฝีเท้าเบา ๆ ก็ดังขึ้นนอกเรือน
ชิงหลัวรีบเดินไปเปิดประตูเล็กด้านข้าง พ่อบ้านเฉินยืนอยู่ตรงนั้นพร้อมบ่าวชายคนหนึ่งที่น่าเชื่อถือ เขาก้มศีรษะให้เสิ่นเยว่หลันอย่างเคารพ ใบหน้าของชายวัยกลางคนเคร่งเครียดกว่าปกติ
“คุณหนูใหญ่ มีคนเข้าไปในสวนเหมยแล้วขอรับ”
ชิงหลัวกลั้นหายใจ
เสิ่นเยว่หลันยังคงสงบ “กี่คน”
“สามคนขอรับ คนหนึ่งคือซูเหลียนมามา อีกสองคนน่าจะเป็บ่าวชายจากเรือนตะวันออก พวกเขานำเสียมเล็กกับโคมปิดแสงไปด้วย”
ซูเหลียนไปเอง
ริมฝีปากของเยว่หลันโค้งขึ้นเล็กน้อย
ดี
ความกลัวทำให้นางทนส่งคนอื่นไปไม่ได้ คงอยากเห็นกับตาว่าถุงหอม จดหมาย หรือหลักฐานใด ๆ ใต้ต้นเหมยยังอยู่หรือไม่
“ท่านเห็นกับตาหรือไม่” เยว่หลันถาม
“เห็นขอรับ” พ่อบ้านเฉินตอบ “บ่าวชายที่ข้าสั่งให้ซ่อนอยู่ข้างทางก็เห็นเช่นกัน”
“ดี” เยว่หลันหยิบเสื้อคลุมสีเข้มมาสวม “เราจะไปดู”
ชิงหลัวใ “คุณหนูจะไปเองหรือเ้าคะ”
“แน่นอน” เยว่หลันกล่าว “หากข้าไม่ไป แล้วใครจะเชิญความจริงออกจากดิน”
พ่อบ้านเฉินลังเล “คุณหนูใหญ่ เื่นี้อาจอันตราย ให้บ่าวไปจัดการแทนดีหรือไม่ขอรับ”
เสิ่นเยว่หลันมองเขา
พ่อบ้านเฉินรับใช้ตระกูลเสิ่นมานาน เขาเคยเป็คนของบิดานาง เคยอุ้มนางั้แ่ยังเล็ก และในชาติก่อน เขาถูกจับพร้อมคนในจวนเพราะไม่ยอมทิ้งตระกูลเสิ่น วันปะา นางเห็นเขาถูกลากผ่านหน้าไปพร้อมเืเต็มตัว ทว่ายังหันมาบอกนางว่า “คุณหนู อย่าก้มหน้า ท่านเป็บุตรีตระกูลเสิ่น”
ชาตินี้ เขายังยืนอยู่ตรงหน้านาง มีชีวิต มีลมหายใจ และยังคงเป็คนซื่อตรงที่นางเชื่อใจได้
“พ่อบ้านเฉิน” นางกล่าวเสียงเบา “ของบางอย่างถูกฝังไว้ในจวนนี้มานานเกินไปแล้ว คืนนี้ข้าไม่อาจให้ผู้อื่นดูแทนได้”
พ่อบ้านเฉินสบตานางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนสีหน้าจะเปลี่ยนจากกังวลเป็หนักแน่น
เขาไม่รู้ว่าเหตุใดคุณหนูใหญ่จึงเปลี่ยนไป ไม่รู้ว่านางรู้อะไรมาบ้าง แต่ในดวงตาของนาง เขาเห็นเงาของฮูหยินใหญ่ผู้ล่วงลับ และเห็นความเด็ดขาดบางอย่างที่คล้ายแม่ทัพเสิ่นยามออกคำสั่งในสนามรบ
“เช่นนั้นบ่าวจะคุ้มกันคุณหนูเองขอรับ”
สวนเหมยในยามดึกเย็นกว่าที่ควรเป็
เมื่อเสิ่นเยว่หลันก้าวเข้าสู่ทางเดินหินด้านหลังจวน ความเย็นชื้นของดินและกลิ่นใบไม้ผุพังลอยขึ้นมาต้อนรับราวกับลมหายใจของผู้ตาย โคมไฟในมือชิงหลัวถูกปิดแสงไว้ครึ่งหนึ่ง ทำให้ทุกอย่างรอบตัวเห็นเพียงเงาราง ๆ พ่อบ้านเฉินเดินนำอยู่ด้านหน้า บ่าวชายสองคนแยกไปปิดทางออกอีกด้านอย่างเงียบเชียบ
เสี่ยวถงลอยตามมาใกล้ ๆ ร่างเล็กโปร่งแสงจับชายแขนเสื้อของหลัวมามาแน่น แม้นางบอกว่าอยากเห็น แต่เมื่อเข้าใกล้ต้นเหมยที่ฝังร่างตนเอง ความกลัวจากวาระสุดท้ายยังคงทำให้ิญญาเด็กตัวสั่น
“ไม่เป็ไร” หลัวมามากระซิบ “คราวนี้คุณหนูใหญ่อยู่ด้วย”
เสี่ยวถงพยักหน้า น้ำตาคลอ
จากระยะไกล เสิ่นเยว่หลันเห็นแสงโคมเล็ก ๆ วูบไหวอยู่ใต้ต้นเหมยเก่า
เสียงขุดดินดังแ่ ๆ ในความมืด
ฉึก
ฉึก
ฉึก
ทุกเสียงเหมือนขูดลงบนกระดูกของคนฟัง
ซูเหลียนมามายืนอยู่ข้างหลุม ใบหน้าซีดเซียวใต้แสงโคม นางสวมเสื้อคลุมสีเข้มและใช้ผ้าคลุมศีรษะปิดบังใบหน้า หากไม่มองใกล้ ๆ คงจำได้ยากว่าเป็มามาผู้เคร่งขรึมของเรือนตะวันออก บ่าวชายสองคนกำลังใช้เสียมเล็กขุดดินใต้ต้นเหมยอย่างเร่งรีบ แต่ไม่กล้าทำเสียงดังเกินไป
“เร็วเข้า” ซูเหลียนกระซิบเสียงแหบ “ขุดตรงโคนต้น น่าจะอยู่ตรงนี้”
บ่าวชายคนหนึ่งเช็ดเหงื่อ “มามา ท่านแน่ใจหรือขอรับว่ามีของอยู่ใต้ต้นนี้ ขุดลึกกว่านี้รากไม้จะเสียหาย หากคนสวนเห็นพรุ่งนี้—”
“ข้าบอกให้ขุดก็ขุด!” ซูเหลียนเสียงสั่นเล็กน้อย “อย่าถามมาก”
นางพยายามทำท่าดุ แต่ความกลัวในน้ำเสียงปิดไม่มิด
ตลอดทางมาที่สวน นางได้ยินเหมือนเสียงเด็กหัวเราะตามหลัง ทั้งที่ไม่มีใครอยู่ ครั้นถึงต้นเหมย ดอกสีแดงบนกิ่งก็ร่วงลงมาแตะไหล่นางพอดี ซูเหลียนแทบกรีดร้อง แต่จำต้องกัดฟันกลืนเสียงไว้ นางบอกตนเองซ้ำ ๆ ว่านี่เป็เพียงเื่บังเอิญ เด็กคนนั้นตายไปนานแล้ว ถูกฝังลึกถึงเพียงนั้น จะกลับมาได้อย่างไร
แต่ถุงหอมของคุณหนูใหญ่วันนี้เหมือนของเสี่ยวถงเกินไป
เหมือนจนทำให้นางนึกถึงคืนที่เด็กคนนั้นร้องไห้และตะเกียกตะกายใต้มือของบ่าวชาย
“ซูเหลียนมามา…” เสียงเด็กในความทรงจำร้องเรียก “ข้าจะไม่พูดแล้ว ปล่อยข้าไปเถิด…”
ซูเหลียนหลับตาแน่น
นางไม่ได้ลงมือฆ่าเอง
ใช่ นางไม่ได้ลงมือเอง
นางเพียงสั่งให้จัดการปัญหา
ในเรือนใน หากไม่จัดการปัญหา ปัญหาย่อมย้อนมาฆ่าตนเอง
นางทำเพื่อเอาชีวิตรอดเท่านั้น
ฉึก
เสียมกระทบของแข็งบางอย่าง
บ่าวชายทั้งสองหยุดพร้อมกัน
ซูเหลียนลืมตาทันที “เจอแล้วหรือ”
บ่าวชายคนหนึ่งก้มลงใช้มือปัดดินออก ทว่าขณะดินร่วนหลุดออก สิ่งที่ปรากฏใต้แสงโคมกลับไม่ใช่กล่องไม้ ไม่ใช่จดหมาย ไม่ใช่ถุงหอม
แต่เป็กระดูกนิ้วมือเล็ก ๆ ขาวซีด
บ่าวชายผงะถอยหลังจนล้มลงกับพื้น “ผะ…ผี!”
อีกคนหน้าซีดแทบหมดสติ “มามา นี่มันกระดูกคน!”
ซูเหลียนแข็งค้างไปทั้งร่าง
สายตานางจับจ้องกระดูกเล็ก ๆ ใต้ดิน ลมหายใจติดอยู่ในลำคอ ความทรงจำที่นางกดทับมาหลายปีกระแทกกลับมาอย่างรุนแรง เด็กหญิงตัวเล็ก ชุดสาวใช้สีเทา ถุงหอมสีแดงซีด ดวงตาที่เบิกกว้างทั้งน้ำตา ขาเล็ก ๆ ที่ดิ้นอยู่กับพื้น ก่อนทุกอย่างจะนิ่งลง
“ไม่…” ซูเหลียนพึมพำ “เป็ไปไม่ได้ ข้าฝังลึกแล้ว…”
ทันทีที่คำพูดนั้นหลุดออกมา ความเงียบรอบสวนเหมยก็หนักขึ้นราวกับฟ้าถล่ม
เสิ่นเยว่หลันก้าวออกจากเงามืด
“ฝังลึกแล้วหรือ”
เสียงของนางไม่ดัง แต่ชัดเจนในความมืด
ซูเหลียนหันขวับ ใบหน้าซีดเผือดราวเห็นผีจริง ๆ บ่าวชายทั้งสองใจนแทบคลานหนี พ่อบ้านเฉินและบ่าวอีกสองคนเดินออกมาจากอีกด้าน ปิดทางถอยไว้พอดี
“คุณ…คุณหนูใหญ่” ซูเหลียนเสียงสั่น “เหตุใดท่าน…”
“ข้าควรถามท่านมากกว่า” เยว่หลันเดินเข้ามาช้า ๆ ชายเสื้อคลุมสีเข้มลากผ่านกลีบดอกเหมยบนพื้น “กลางดึกเช่นนี้ ซูเหลียนมามาพาคนมาขุดสวนเหมยของมารดาข้าเพื่อสิ่งใด”
ซูเหลียนอ้าปาก แต่ไม่มีเสียงออกมา
พ่อบ้านเฉินมองหลุมใต้ต้นเหมยด้วยสีหน้าตกตะลึง เมื่อเห็นกระดูกเล็ก ๆ โผล่พ้นดิน ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างด้วยความโกรธที่ค่อย ๆ ปะทุขึ้น
“นี่มัน…กระดูกเด็กหรือขอรับ”
ชิงหลัวน้ำตาไหลทันที นางแม้เตรียมใจไว้แล้ว แต่เมื่อเห็นกระดูกจริง ๆ ใต้ต้นเหมย หัวใจก็เหมือนถูกใครขยี้ “เสี่ยวถง…”
เสียงเรียกนั้นเบามาก แต่ทำให้บ่าวชายสองคนหน้าซีดยิ่งกว่าเดิม
“เสี่ยวถง?” พ่อบ้านเฉินหันมาทันที “สาวใช้เด็กของเรือนฮูหยินใหญ่ที่หายไปหลายปีก่อนหรือขอรับ”
เสิ่นเยว่หลันพยักหน้า “ใช่ นางไม่ได้ขโมยของหนีไป นางถูกฆ่าแล้วฝังไว้ที่นี่”
“ไม่ใช่!” ซูเหลียนะโขึ้นอย่างเสียสติ ก่อนรู้ตัวแล้วรีบก้มหน้าลง “บ่าว…บ่าวหมายถึง เื่นี้ยังไม่มีหลักฐาน คุณหนูใหญ่จะกล่าวเช่นนั้นไม่ได้เ้าค่ะ”
“ไม่มีหลักฐาน?” เยว่หลันมองนาง “แล้วเมื่อครู่ท่านพูดว่าฝังลึกแล้ว หมายถึงสิ่งใด”
ซูเหลียนตัวสั่น “บ่าวไม่ได้พูด คุณหนูใหญ่คงฟังผิด”
พ่อบ้านเฉินสีหน้าเย็นลง “ข้าได้ยินเต็มสองหู”
บ่าวชายอีกสองคนที่พ่อบ้านเฉินพามาก็พยักหน้า “พวกบ่าวก็ได้ยินขอรับ”
ซูเหลียนหน้าขาวราวหิมะ
นางรู้ทันทีว่าตนพลาดแล้ว
พลาดอย่างใหญ่หลวง
“จับพวกเขาไว้” เยว่หลันสั่งเสียงเรียบ
พ่อบ้านเฉินไม่ลังเล บ่าวชายสองคนของเขาเข้าควบคุมบ่าวจากเรือนตะวันออกทันที ส่วนซูเหลียนถอยหลังหนึ่งก้าว แต่ขาอ่อนจนทรุดลงกับพื้น
“คุณหนูใหญ่ บ่าวถูกใส่ร้าย!” นางรีบร้อง “บ่าวเพียงได้รับคำสั่งให้มาตรวจดูว่ามีสัตว์ขุดดินใต้ต้นเหมยหรือไม่ ไม่รู้เลยว่าจะมีกระดูกอยู่ที่นี่ บ่าวไม่รู้จริง ๆ เ้าค่ะ!”
“ใครสั่งท่านมา” เยว่หลันถาม
ซูเหลียนเงียบไปทันที
“ฮูหยินรองหรือ”
“ไม่ใช่เ้าค่ะ!” ซูเหลียนรีบปฏิเสธเร็วเกินไป “ฮูหยินรองไม่รู้เื่นี้ บ่าวทำเอง บ่าว…บ่าวเพียงสงสัยเื่ที่คุณหนูใหญ่พูดในงานเลี้ยง จึงมาดูเอง”
เยว่หลันมองนางด้วยแววตาเย็นเฉียบ
ซูเหลียนยังพอฉลาด
นางยอมรับว่ามาเองเพื่อปกป้องฮูหยินรอง เพราะรู้ว่าหากลากนายลงมาในตอนนี้ คนที่จะตายก่อนอาจเป็นาง ไม่ใช่นาย
แต่ไม่เป็ไร
เยว่หลันไม่ได้หวังให้นางสารภาพั้แ่คืนนี้
“มาเองกลางดึกพร้อมบ่าวชายและเสียมเล็ก เพียงเพราะสงสัยคำพูดของข้าหรือ” เยว่หลันถาม “ซูเหลียนมามา ท่านรับใช้จวนเสิ่นมานาน คิดว่าคำอธิบายนี้ฟังขึ้นหรือไม่”
ซูเหลียนเหงื่อไหลเต็มหน้า
ทันใดนั้น ลมเย็นวูบหนึ่งพัดผ่านต้นเหมย
โคมไฟในมือบ่าวชายสั่นไหว เปลวไฟเกือบดับ ดอกเหมยสีแดงร่วงกราวลงมาจากกิ่งเหนือหลุม ทั้งที่ลมไม่ได้แรงถึงเพียงนั้น บ่าวจากเรือนตะวันออกสองคนร้องด้วยความกลัว พยายามดิ้นหนี แต่ถูกจับไว้แน่น
ซูเหลียนค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น
ใต้ต้นเหมย ตรงขอบหลุมที่เพิ่งถูกขุด เด็กหญิงตัวเล็กยืนอยู่
เสี่ยวถง
ร่างโปร่งแสงของเด็กหญิงเปื้อนดิน ชุดสาวใช้สีเทาเก่าขาดเป็รอย มือเล็กกำถุงหอมไว้แน่น ดวงตากลมโตมองซูเหลียนอย่างเงียบ ๆ ไม่มีเสียงร้อง ไม่มีการกล่าวโทษ มีเพียงสายตาเด็กคนหนึ่งที่เคยขอชีวิตแล้วไม่ได้รับ
ซูเหลียนกรีดร้องทันที
“อย่าเข้ามา! ข้าไม่ได้ฆ่าเ้า! ข้าไม่ได้ลงมือเอง!”
ทุกคนในสวนสะดุ้ง
คนอื่นมองไม่เห็นเสี่ยวถง แต่เห็นซูเหลียนชี้ไปทางหลุมด้วยใบหน้าบิดเบี้ยวและถอยกรูดอย่างหวาดกลัว
เยว่หลันยืนอยู่ข้าง ๆ เสี่ยวถง
นางเห็นเด็กหญิงตัวเล็กกำลังร้องไห้เงียบ ๆ แต่ครั้งนี้เสี่ยวถงไม่ถอยหนี
ซูเหลียนพูดต่ออย่างเสียสติ “เ้าตายไปแล้วก็อยู่ส่วนตายไปสิ! ใครใช้ให้เ้าเห็นสิ่งที่ไม่ควรเห็น ใครใช้ให้เ้าเก็บจดหมายนั่น ใครใช้ให้เ้าอยากไปบอกคุณหนูใหญ่!”
จดหมาย
พ่อบ้านเฉินตาเปลี่ยนสีทันที
เสิ่นเยว่หลันก้าวเข้าไปใกล้ซูเหลียน “จดหมายอะไร”
ซูเหลียนเหมือนเพิ่งรู้ตัว นางยกมือปิดปาก แต่คำพูดที่หลุดออกไปแล้วไม่อาจดึงกลับได้
“ไม่มี ไม่มีจดหมายอะไรทั้งนั้น บ่าวพูดเพราะใเ้าค่ะ”
“ซูเหลียน” พ่อบ้านเฉินเอ่ยเสียงเข้ม “เ้ารู้หรือไม่ว่าเ้ากำลังพูดเื่คดีคนตายในจวนแม่ทัพ ไม่ใช่เื่เรือนในธรรมดา หากเ้าปิดบังต่อไป เมื่อท่านแม่ทัพกลับมา เ้าอาจไม่มีโอกาสขอความเมตตาอีก”
คำว่าแม่ทัพทำให้ซูเหลียนตัวสั่นยิ่งกว่าเดิม
นางรับใช้ในจวนเสิ่นมานาน ย่อมรู้ว่าเสิ่นจื้อหยวนเป็คนอย่างไร เขาอาจไม่ยุ่งเื่เรือนในมากนัก แต่หากรู้ว่ามีเด็กถูกฆ่าฝังในสวนของภรรยาเอกที่ตายไปแล้ว และบ่าวเก่าของจวนมีส่วนเกี่ยวข้อง เขาจะไม่ปล่อยไว้แน่
“พ่อบ้านเฉิน” เยว่หลันกล่าว “ให้คนเฝ้าที่นี่ ห้ามผู้ใดแตะต้องกระดูกของเสี่ยวถงเพิ่ม ส่งคนไปแจ้งศาลาว่าการหรือไม่ ยังไม่ต้อง รอให้ท่านพ่อกลับมาก่อน แต่ต้องเชิญหมอชันสูตรที่ไว้ใจได้มาตรวจดูอย่างเงียบ ๆ ว่ากระดูกนี้เป็ของเด็กอายุเท่าไร ตายมานานเพียงใด และมีร่องรอยาเ็หรือไม่”
พ่อบ้านเฉินมองนางอย่างแปลกใจ
วิธีสั่งการของคุณหนูใหญ่เป็ลำดับชัดเจนเกินกว่าหญิงสาวในเรือนในทั่วไปมาก
แต่เขาไม่ถาม เพียงก้มศีรษะ “บ่าวจะจัดการทันทีขอรับ”
“อีกเื่” เยว่หลันมองบ่าวชายสองคนจากเรือนตะวันออก “แยกสอบพวกเขา อย่าให้คุยกัน หากคำให้การไม่ตรงกัน จดไว้ทั้งหมด”
“ขอรับ”
ซูเหลียนเริ่มหายใจแรง “คุณหนูใหญ่ ท่านไม่มีสิทธิ์สอบบ่าวเช่นนักโทษ บ่าวเป็คนของฮูหยินรอง เื่นี้ควรให้ฮูหยินรอง—”
“ผิดแล้ว” เยว่หลันตัดบทเสียงเรียบ “ที่นี่คือสวนของมารดาข้า กระดูกที่พบคืออดีตสาวใช้ในเรือนมารดาข้า และท่านถูกจับได้ขณะขุดดินกลางดึกต่อหน้าพ่อบ้านเฉิน ในฐานะบุตรีของฮูหยินใหญ่ ข้ามีสิทธิ์ถามว่าเหตุใดคนของฮูหยินรองจึงมาแตะต้องที่ฝังศพของคนในเรือนมารดาข้า”
ทุกถ้อยคำชัดเจนจนซูเหลียนเถียงไม่ออก
หลัวมามายืนอยู่ข้างเสี่ยวถง มองภาพตรงหน้าด้วยน้ำตาแห่งความเ็ปและโล่งใจ
“ในที่สุด…” ิญญาหญิงชราพึมพำ “ในที่สุดก็มีคนเรียกว่านี่คือที่ฝังศพ ไม่ใช่ดินว่างเปล่า”
เสี่ยวถงมองกระดูกเล็ก ๆ ใต้หลุม น้ำตาของนางหยดลงทั้งที่ไม่มีใครมองเห็น
“นั่นคือข้าหรือเ้าคะ” เด็กหญิงถามเสียงสั่น
เยว่หลันหันไปมองนาง หัวใจเหมือนถูกบีบแน่น
“ใช่” นางตอบเบามาก “นั่นคือเ้า”
“เล็กจัง…” เสี่ยวถงพึมพำ “บ่าวจำได้ว่าตอนนั้นบ่าวคิดว่าตนเองโตพอจะช่วยฮูหยินใหญ่แล้ว แต่กระดูกของบ่าวเล็กจังเลยเ้าค่ะ”
ชิงหลัวแม้ไม่ได้ยินเสี่ยวถง แต่เห็นสีหน้าของคุณหนูก็เดาได้บางส่วน นางยกมือปิดปาก น้ำตาไหลเงียบ ๆ
เสิ่นเยว่หลันกำมือใต้แขนเสื้อแน่น
ใช่ เสี่ยวถงตัวเล็กเกินไป
เล็กเกินกว่าจะถูกฆ่า
เล็กเกินกว่าจะถูกฝัง
เล็กเกินกว่าจะถูกบังคับให้แบกความลับของผู้ใหญ่ใจดำมาหลายปี
“พ่อบ้านเฉิน” เยว่หลันกล่าว “หาผ้าขาวสะอาดมาคลุมไว้ก่อน อย่าให้กระดูกของนางถูกลมเย็นทั้งคืน และสั่งคนเฝ้าให้ดี ห้ามผู้ใดเข้าใกล้โดยไม่ได้รับอนุญาต”
พ่อบ้านเฉินตาแดงขึ้นเล็กน้อย “ขอรับ”
ซูเหลียนเห็นท่าทีของทุกคนก็รู้ว่าตนตกอยู่ในสถานการณ์เลวร้าย นางรีบคลานเข้าหาเยว่หลัน แต่ถูกบ่าวชายกันไว้
“คุณหนูใหญ่ บ่าวผิดไปแล้ว บ่าวผิดที่มาขุดดินโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่เื่เด็กคนนี้ บ่าวไม่รู้จริง ๆ เ้าค่ะ ท่านอย่าเชื่อสิ่งที่บ่าวพูดเมื่อครู่ บ่าวเพียงใ บ่าวเห็นกระดูกคนจึงพูดจาเหลวไหล!”
เยว่หลันมองนางเหมือนมองตัวหมากบนกระดาน
“หากท่านไม่รู้ เช่นนั้นเหตุใดจึงรู้ว่าต้องขุดตรงต้นเหมยต้นนี้”
ซูเหลียนตัวแข็ง
“สวนเหมยมีต้นเหมยมากมาย แต่ท่านมาหยุดตรงนี้ทันที” เยว่หลันกล่าวต่อ “ถ้าไม่เคยรู้ว่ามีสิ่งใดฝังอยู่ ท่านจะรู้ได้อย่างไร”
ซูเหลียนตอบไม่ได้
เยว่หลันย่อตัวลงตรงหน้านางเล็กน้อย น้ำเสียงยังคงนุ่มนวล แต่เย็นจนคนฟังขนลุก
“ซูเหลียนมามา ท่านรับใช้เรือนในมานาน คงรู้ดีว่าความเงียบซื้อเวลาได้ แต่ซื้อชีวิตไม่ได้เสมอไป คืนนี้ข้าจะไม่บังคับให้ท่านสารภาพทั้งหมด แต่ขอให้ท่านจำไว้”
นางหยุดเล็กน้อย
แสงโคมสั่นไหวบนใบหน้างามเย็นของนาง ทำให้เงาของปิ่นหยกดำทอดลงข้างแก้มราวคมมีด
“คนตายเริ่มพูดแล้ว”
ซูเหลียนสั่นสะท้านทั้งร่าง
ขณะนั้นเอง เสี่ยวถงค่อย ๆ เดินเข้าไปใกล้ซูเหลียน ร่างเล็กโปร่งแสงย่อตัวลงตรงหน้าอดีตมามาผู้เคยสั่งฆ่านาง เด็กหญิงไม่แตะต้อง ไม่ทำร้าย เพียงก้มมองด้วยดวงตาเปียกน้ำตา
“ซูเหลียนมามา” เสี่ยวถงกระซิบ “ข้าหนาวอยู่ใต้ดินนานมาก”
ซูเหลียนกรีดร้องอีกครั้ง ทั้งที่ไม่มีใครอื่นได้ยิน
“เอานางออกไป! เอานางออกไป!”
บ่าวทุกคนหน้าซีดด้วยความหวาดกลัว บางคนเริ่มคิดว่าสวนเหมยมีผีจริง ๆ พ่อบ้านเฉินแม้ไม่เชื่อเื่ผีง่าย ๆ ก็ยังรู้สึกเย็นวาบไปทั้งแผ่นหลัง เมื่อเห็นซูเหลียนสติแตกเช่นนี้ เขายิ่งมั่นใจว่านางมีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของเด็กคนนี้
“พานางไปขังไว้ที่ห้องเก็บฟืนด้านหลัง” เยว่หลันสั่ง “ให้คนของพ่อบ้านเฉินเฝ้า ห้ามคนจากเรือนตะวันออกเข้าใกล้ ห้ามส่งข่าวให้ฮูหยินรองจนกว่าข้าจะเป็คนแจ้งเอง”
ซูเหลียนหน้าซีด “ท่านทำเช่นนี้ไม่ได้! ฮูหยินรองต้อง—”
“ฮูหยินรองต้องรู้อยู่แล้ว” เยว่หลันกล่าว “แต่ไม่ใช่จากปากคนที่อาจทำลายหลักฐานก่อนฟ้าสาง”
พ่อบ้านเฉินก้มศีรษะ “บ่าวจะจัดการขอรับ”
ซูเหลียนถูกลากออกไป เสียงร้องของนางค่อย ๆ ห่างออกไปในความมืด เหลือเพียงหลุมใต้ต้นเหมย กระดูกเล็ก ๆ ที่โผล่พ้นดิน และดอกเหมยสีแดงที่ร่วงอยู่รอบ ๆ ราวกับเครื่องบูชาของผู้ล่วงลับ
เสิ่นเยว่หลันยืนอยู่หน้าหลุมนานมาก
ไม่มีใครกล้าพูด
แม้แต่ลมก็เหมือนหยุดฟัง
ในที่สุดนางจึงค่อย ๆ ก้มตัวลง หยิบดอกเหมยสีแดงดอกหนึ่งจากพื้น วางลงข้างกระดูกนิ้วเล็ก ๆ อย่างเบามือ
“เสี่ยวถง” นางกล่าวเสียงแ่ “ข้าพาเ้าขึ้นมาช้าไป”
เด็กหญิงส่ายหน้าทั้งน้ำตา “ไม่ช้าเ้าค่ะ คุณหนูใหญ่กลับมาแล้ว”
ประโยคนั้นทำให้เยว่หลันหลับตาลงชั่วครู่
กลับมาแล้ว
ใช่ นางกลับมาแล้ว
กลับมาในวันที่ยังเปลี่ยนบางสิ่งได้
กลับมาในวันที่คนตายยังมีโอกาสได้รับชื่อคืน
กลับมาในวันที่คนเป็ที่คิดว่าตนรอดพ้นไปแล้วเริ่มสั่นกลัว
“ข้าจะคืนชื่อให้เ้า” เยว่หลันกล่าว “คืนกระดูกให้แสงตะวัน คืนความจริงให้ดินผืนนี้ และคืนความผิดให้คนที่สมควรรับมัน”
เสี่ยวถงก้มศีรษะลงอย่างช้า ๆ
ครั้งนี้ไม่ใช่การคำนับของบ่าวต่อเ้านาย แต่เป็การวางใจของผู้ตายคนหนึ่งต่อผู้ที่ยอมฟังเสียงของนาง
ไม่นานหลังจากนั้น ทุกอย่างในสวนเหมยถูกจัดการตามคำสั่งของเยว่หลัน พ่อบ้านเฉินให้บ่าวชายที่ไว้ใจได้เฝ้าหลุมไว้สองคน ส่งคนไปเชิญหมอชันสูตรเก่าแก่ที่เคยทำงานกับกองทัพและรู้จักตระกูลเสิ่นดี อีกคนถูกส่งไปเฝ้าหน้าห้องขังชั่วคราวของซูเหลียน ส่วนบ่าวชายสองคนจากเรือนตะวันออกถูกแยกกันไว้คนละห้อง
ก่อนแยกจากกัน พ่อบ้านเฉินเดินเข้ามาหาเยว่หลันด้วยสีหน้าหนักใจ
“คุณหนูใหญ่ เื่นี้ใหญ่เกินกว่าที่บ่าวคิดไว้มาก เมื่อท่านแม่ทัพกลับมา…”
“ต้องให้ท่านพ่อรู้ทุกอย่าง” เยว่หลันกล่าว “แต่ก่อนหน้านั้น ห้ามให้ฮูหยินรองแตะต้องหลักฐาน”
พ่อบ้านเฉินพยักหน้า “ขอรับ”
เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยเสียงต่ำ “คุณหนูใหญ่ ก่อนหน้านี้บ่าวละเลยเรือนของฮูหยินใหญ่ไปมาก หากบ่าวใส่ใจสวนเหมยกว่านี้ บางทีเด็กคนนั้นคงไม่ต้องถูกฝังอยู่ที่นี่นานถึงเพียงนี้”
เยว่หลันมองเขา
ความเสียใจในดวงตาของพ่อบ้านเฉินเป็ของจริง
ในจวนที่เต็มไปด้วยคนสวมหน้ากาก ความเสียใจจริงใจเช่นนี้กลับทำให้ใจคนเจ็บมากกว่าเดิม
“คนผิดคือคนฆ่า ไม่ใช่คนที่ถูกหลอกให้ไม่รู้” นางกล่าว “แต่ั้แ่นี้ไป พ่อบ้านเฉิน ข้าต้องให้ท่านช่วยข้ารู้ให้มากขึ้น”
พ่อบ้านเฉินเงยหน้าขึ้น
เยว่หลันกล่าวต่อ “เรือนในของจวนเสิ่นถูกคนบางกลุ่มควบคุมมานานเกินไป ข้า้ารู้ว่าใครเป็คนของใคร ใครรับเงินจากเรือนตะวันออก ใครเคยรับใช้มารดาข้าแล้วหายไป และใครยังภักดีต่อท่านพ่อจริง ๆ”
ดวงตาของพ่อบ้านเฉินเปลี่ยนไป
นี่ไม่ใช่คำสั่งเล็กน้อยของคุณหนูในเรือนใน
นี่คือการเริ่มชำระจวนทั้งหลัง
“บ่าวเข้าใจแล้วขอรับ” เขาก้มศีรษะลึก “บ่าวจะจัดการอย่างระวัง”
“ขอบคุณท่าน”
พ่อบ้านเฉินชะงักเล็กน้อยกับคำขอบคุณนั้น ก่อนความรู้สึกบางอย่างจะพาดผ่านใบหน้า เขาก้มศีรษะอีกครั้งแล้วถอยออกไป
เมื่อกลับถึงเรือนหลันฮวา ฟ้าใกล้ยามสี่แล้ว
ชิงหลัวเตรียมน้ำอุ่นให้เยว่หลันล้างมือ แม้มือนางแทบไม่ได้แตะดินมากนัก แต่กลิ่นชื้นจากสวนเหมยยังติดอยู่ที่ปลายนิ้ว เหมือนดินใต้ต้นไม้ฝากความทรงจำของผู้ตายไว้กับนาง
เสิ่นเยว่หลันล้างมืออย่างช้า ๆ น้ำในอ่างใสกลายเป็สีเทาจาง ๆ จากฝุ่นดิน
เสี่ยวถงนั่งอยู่ใกล้หน้าต่าง ร่างของนางดูจางลงเล็กน้อย แต่ใบหน้ากลับสงบกว่าทุกคืน หลัวมามายืนข้าง ๆ ใช้มือโปร่งแสงลูบศีรษะเด็กหญิงอย่างแ่เบา แม้ัันั้นจะไม่จริงทั้งหมด แต่เสี่ยวถงก็หลับตาราวกับได้รับการปลอบโยน
“คุณหนู” ชิงหลัวกล่าวเสียงเบา “หลังจากนี้ฮูหยินรองต้องโกรธมากแน่เ้าค่ะ”
“แน่นอน” เยว่หลันเช็ดมือด้วยผ้าขาว “คืนนี้นางเสียซูเหลียนไปชั่วคราว เสียความสงบในจวน และอาจเสียความลับที่ฝังมานาน นางย่อมไม่อยู่เฉย”
“เราจะทำอย่างไรเ้าคะ”
“นอน”
ชิงหลัวเงยหน้าทันที “นอนหรือเ้าคะ”
เสิ่นเยว่หลันยิ้มจาง “ใช่ นอนให้พอ พรุ่งนี้ต้องใช้แรงมาก”
ชิงหลัวมองคุณหนูด้วยความไม่เข้าใจ แต่เมื่อคิดอีกที นางก็รู้ว่าพรุ่งนี้คงวุ่นวายยิ่งกว่าวันนี้ ทั้งฮูหยินรอง ซูเหลียน กระดูกของเสี่ยวถง และอาจรวมถึงท่านแม่ทัพที่ใกล้กลับจวน
“เ้าก็ไปพักเถิด” เยว่หลันกล่าว “นิ้วของเ้าเจ็บมากแล้ว”
ชิงหลัวรีบซ่อนมือ “บ่าวไม่เจ็บเ้าค่ะ”
“ข้าเห็นรอยเข็ม” เยว่หลันกล่าว “อย่าโกหกข้าเื่าแเล็ก ๆ เพราะต่อไปเรายังต้องเจอาแใหญ่กว่านี้ หากเ้าฝืนจนล้ม ข้าจะขาดมือขวาไปคนหนึ่ง”
คำว่า “มือขวา” ทำให้ชิงหลัวตาแดงทันที
เมื่อก่อนนางเป็เพียงสาวใช้คนหนึ่ง แต่ตอนนี้คุณหนูใหญ่เรียกนางเช่นนั้น
นางก้มหน้าลง “บ่าวจะดูแลตนเองเ้าค่ะ”
“ดี”
หลังชิงหลัวออกไป เสิ่นเยว่หลันจึงเดินไปนั่งหน้าโต๊ะเขียนหนังสือ นางหยิบกระดาษรายชื่อออกมาอีกครั้ง รายชื่อที่เขียนไว้เมื่อคืนยังอยู่ครบ
ซูเหลียน
ฮูหยินรอง
เสิ่นอวี้หรง
หลี่จวินเฉิง
ฮองเฮา
นางมองชื่อแรกอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนใช้พู่กันแตะหมึกสีแดง ขีดเส้นทับชื่อซูเหลียนเพียงครึ่งหนึ่ง
ยังไม่จบ
ซูเหลียนยังมีประโยชน์
หมากตัวนี้สั่นแล้ว แต่ยังไม่ล้ม
นางต้องรอให้มันสั่นจนลากตัวอื่นตามออกมา
ขณะนั้นเอง ลมเย็นวูบหนึ่งพัดผ่านห้อง เปลวเทียนสั่นไหว เสิ่นเยว่หลันเงยหน้าขึ้น เห็นเงาดำจาง ๆ ปรากฏอยู่นอกหน้าต่างไกลออกไป เพียงเสี้ยวเดียวเท่านั้น เงานั้นสูงโปร่ง สวมชุดดำเหมือนบุรุษบนลานปะาในชาติก่อน แต่เมื่อกะพริบตาอีกครั้ง เงานั้นก็หายไป เหลือเพียงกิ่งเหมยไหวเบา ๆ ในความมืด
หัวใจของเยว่หลันเต้นผิดจังหวะ
เขา
บุรุษชุดดำผู้นั้น
นางลุกขึ้นทันที เดินไปเปิดหน้าต่าง แต่ด้านนอกมีเพียงความมืดและกลิ่นดอกเหมยจาง ๆ ไม่มีร่องรอยคน ไม่มีเสียงฝีเท้า ไม่มีเงาใด ๆ
เสี่ยวถงที่นั่งอยู่ข้างหน้าต่างเงยหน้าขึ้น “คุณหนูใหญ่เห็นหรือเ้าคะ”
เยว่หลันหันไปหานาง “เห็นอะไร”
เด็กหญิงกอดถุงหอมแน่นขึ้นเล็กน้อย “ท่านอ๋องชุดดำเ้าค่ะ”
ลมหายใจของเยว่หลันสะดุด
“ท่านอ๋อง?”
เสี่ยวถงพยักหน้า “ิญญาในจวนบางตนเคยกระซิบถึงเขา บอกว่าเขาเดินผ่านประตูที่คนเป็มองไม่เห็นได้ บอกว่าเขาฟังเสียงคนตายได้เหมือนคุณหนูใหญ่ แต่เขาน่ากลัวกว่าเยอะเลยเ้าค่ะ”
หลัวมามาเองก็มีสีหน้าหวาดหวั่น “บ่าวเคยได้ยินชื่อหนึ่งจากิญญาเร่ร่อนหลังจวนเ้าค่ะ พวกเขาเรียกเขาว่า…ฉีหลิงอ๋อง”
ฉีหลิงอ๋อง
เสิ่นเยว่หลันทวนชื่อนั้นในใจ
ในชาติก่อน นางเคยได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับอ๋องผู้นี้อยู่บ้าง หลี่เฟิงเหยียน ฉีหลิงอ๋อง พระอนุชาต่างมารดาของฮ่องเต้ ผู้มีศักดิ์สูงแต่ไม่ยุ่งราชสำนัก ถูกลือว่าอาศัยอยู่ในจวนที่เต็มไปด้วยยันต์ดำและโคมิญญา ผู้คนกล่าวว่าเขาเป็อ๋องปีศาจ กินิญญาคนตาย และไม่ควรเข้าใกล้ในคืนเดือนมืด
นางไม่เคยพบเขาในชาติก่อน
ไม่สิ
นางพบแล้ว
บนลานปะา
เขายืนอยู่ปลายลานท่ามกลางหมอกโลหิต และเป็คนบอกนางว่า คนเป็หลอกเ้าได้ แต่ิญญาไม่เคยโกหก
เหตุใดเขาจึงปรากฏใกล้จวนเสิ่นคืนนี้
หรือเขาเฝ้ามองนางมาั้แ่ต้น
ความคิดนี้ทำให้เยว่หลันรู้สึกหนาวลึกอย่างประหลาด ไม่ใช่ความกลัวอย่างเดียว แต่เป็ความรู้สึกเหมือนโชคชะตาอีกเส้นหนึ่งกำลังขยับเข้ามาใกล้นางมากขึ้น
นางมองออกไปนอกหน้าต่างอีกครั้ง
ความมืดเงียบสนิท
แต่ครั้งนี้ นางรู้แล้วว่าหลังความมืดนั้นอาจมีคนมองกลับมา
“ฉีหลิงอ๋อง…” นางพึมพำเสียงเบา
นอกเรือน ลมพัดดอกเหมยสีแดงดอกหนึ่งให้ปลิวเข้ามาทางหน้าต่าง มันตกลงบนโต๊ะเขียนหนังสือ ข้างรายชื่อศัตรูของนางพอดี
เสิ่นเยว่หลันมองดอกเหมยนั้นอยู่นาน
หมากในจวนเสิ่นเพิ่งเริ่มเดิน
แต่ดูเหมือนกระดานที่แท้จริงอาจใหญ่กว่าที่นางคิดไว้มาก
และบุรุษชุดดำคนนั้น อาจไม่ใช่เพียงเงาในวาระสุดท้ายของนาง
แต่อาจเป็คนที่รู้ว่าเหตุใดนางจึงกลับมาจากความตาย
คืนนั้น ก่อนเปลวเทียนจะดับลง เสิ่นเยว่หลันเขียนชื่อใหม่ลงบนกระดาษอีกชื่อหนึ่ง
หลี่เฟิงเหยียน
จากนั้นนางวางพู่กันลงช้า ๆ
ข้างนอก ท้องฟ้ายังมืด
แต่ใต้ต้นเหมยหลังจวน ดินที่เคยปิดปากผู้ตายมาหลายปีได้ถูกเปิดออกแล้ว
และเมื่อความจริงเริ่มมีเสียง สิ่งที่ตามมาย่อมไม่ใช่ความสงบ
แต่คือพายุ