“อึก เจ้า!” มู่เหลียนฮวาถูกถีบจนจุก นางเกือบจะผ่านไปได้แล้วเชียวหันมองคนคุ้มกันทั้งสองที่ติดพันอยู่ก็ขมวดคิ้ว ดูเหมือนคนของนางจะมีพลังสูงกันทุกคนเลยจริงๆ
“จะรีบไปไหนเล่า?”ซูเจินมองรอยเท้าบนชุดขาวอย่างสะใจ นางหมั่นไส้มานานแล้ว
มู่เหลียนฮวาไม่ตอบนางใช้บทเวทธาตุไม้ปรากฏเป็นแท่งไม้แหลมพุ่งเข้าใส่สตรีตรงหน้ามืออีกข้างก็ปล่อยพลังลงพื้นดินด้านหลัง
ซูเจินมองแท่งไม้แล้วเบี่ยงหลบได้อย่างง่ายดายแต่ถูกเถาวัลย์ที่โผล่มาจากพื้นดินด้านหลังพันข้อเท้าเอาไว้ทั้งสองข้างคิดจะใช้เถาวัลย์พวกนี้หยุดนางเอาไว้อย่างนั้นหรือ? อ่อนหัดนัก
ซูเจินสะบัดมือเบาๆก็ตัดเถาวัลย์พวกนั้นจนขาดกระจุยแล้ววิ่งตามมู่เหลียนฮวาไปอย่างรวดเร็ว ช่างหนีเร็วจริงๆ
บุรุษทั้งสองคนปลีกตัวออกมาแล้วเข้าขวางซูเจินไว้อีกครั้งซูเจินโบกมือพัดพวกเขากระแทกยังต้นไม้ด้านข้างทันที “คราวนี้ไม่ต้องยั้งมือต่อให้ตายก็ไม่เป็นไร”
ซูเจินกล่าวทิ้งท้ายแล้วรีบตามมู่เหลียนฮวาไปคนอย่างนางต้องเจอบทเรียนเสียบ้าง คราวหน้าจะได้ไม่ไปหาเรื่องผู้อื่นไม่ดูตาม้าตาเรือเช่นนี้อีก
จือเหลียงรีบตามนายหญิงไปทันทีบุรุษสองคนนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของสองสาวใช้ก็เพียงพอแล้วไห่จินจูกับสองพี่น้องตระกูลซิ่นก็ตามสตรีอีกสามนางไปก่อนหน้านี้แล้ว
เหลียงจือมองคนนั้นคนนี้ไปมาก่อนจะหอบกระเป๋ายาวิ่งตามซูเจินกับจือเหลียงไป
พอมีคำสั่งให้ไม่ต้องออมมือหนิงจูก็ดูเหมือนจะดีใจไม่น้อยเสวี่ยซูมีรอยยิ้มที่มุมปาก หนิงจูสังหารชายผู้นั้นได้ในครั้งเดียวแล้วรีบตามนายหญิงไป
ส่วนเสวี่ยซูรู้สึกราวกับได้ปลดปล่อยนางอยู่เล่นกับเขาอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะสังหารทิ้งนางถอนหายใจแล้วทิ้งกระบี่เปื้อนเลือดของชายผู้นั้นทิ้ง แล้วจึงค่อยตามนายหญิงไป
ซูเจินเห็นหลังของมู่เหลียนฮวาอยู่ไกลๆก็เร่งฝีเท้าขึ้นอีก อีกไม่ไกลก็จะถึงลานที่อยู่นอกป่าแล้ว หนีเร็วอย่าบอกใครเชียว
ซูเจินกางพัดเหล็กวายุออกมาโบกสะบัดเป็นลมวายุมุ่งตรงไปยังมู่เหลียนฮวาสายลมตัดเฉือนนางไปมา แต่ไม่โดนจังๆเลยเพียงโดนถากๆเท่านั้นซูเจินไม่ได้มีเจตนาฆ่าแค่อยากจะสั่งสอนสักหน่อยเท่านั้นการฆ่ามู่เหลียนฮวาตอนนี้จะเกิดปัญหาตามมาไม่สิ้นสุด
“อ๊า” มู่เหลียนฮวาร้องออกมาแม้จะโดนถากๆแต่ก็ได้เลือด รู้สึกเจ็บแสบไม่น้อย นางแตะต้นไม้ตามทางขณะที่วิ่งผ่านต้นไม้เหล่านั้นก็กลายเป็นกับดักเล่นงานซูเจินที่ตามมาด้านหลัง
ถึงพลังของนางจะสู้อีกฝ่ายไม่ได้แต่ถ้าเรื่องหนีละก็นางมั่นใจพอตัว เวทเคลื่อนไหวนางให้ความสนใจและฝึกจนเชี่ยวชาญขอเพียงถ่วงเวลาได้สักเล็กน้อยนางก็มั่นใจได้ว่าต้องไปถึงลานได้ก่อนที่จะถูกจับตัวได้
หลังจากนี้นางไม่ปล่อยคนพวกนั้นไว้แน่นางจะให้บิดาเล่นงานพวกนางให้ได้ คอยดูเถอะ แล้วเจ้าจะเสียใจที่กล้ามีเรื่องกับข้า!
ซูเจินฝ่าต้นไม้พวกนั้นได้ง่ายๆสายตาเย็นเยียบขึ้นเมื่อมู่เหลียนฮวาใกล้จะออกจากป่าได้ไปทุกทีฟ้าเองก็สว่างมาพักนึงแล้วด้วย อย่างนี้นางต้องหนีรอดไปได้แน่
ซูเจินคิดว่าอย่างไรก็ต้องสั่งสอนนางให้ได้สักแผลสะกิดเท้าเร่งพลังขึ้นอีกเล็กน้อยก็ตามมู่เหลียนฮวามาได้ทันนางเข้าประชิดตัวอยู่ด้านหลัง มู่เหลียนฮวาหันมองอย่างตะลึง ไม่จริงน่าเหตุใดนางจึงตามมาได้เร็วนัก นางมั่นใจในวิชาก้าวย่างของตัวเองแท้ๆ
ลานอยู่เพียงไม่กี่สิบลี้แล้วตอนนี้สามารถมองเห็นได้ในระยะสายตา อีกเพียงนิดเดียวนางก็จะออกจากป่าได้สำเร็จมู่เหลียนฮวาตั้งสมาธิแล้ววิ่งทะยานเร็วขึ้น
ซูเจินที่เผลอเอาจริงเล็กน้อยไม่ปล่อยให้นางทิ้งห่างได้อีกนางตวัดพัดไปโดนสีข้างของมู่เหลียนฮวาจนได้เลือด ชุดขาวมีเลือดซึมออกมาเป็นวงกว้าง
“อ๊า!” มู่เหลียนฮวายกมือขึ้นกุม ยังคงแข็งใจวิ่งต่อซูเจินกดมุมปากเป็นรอยยิ้ม ในเมื่อนางอยากจะไปที่ลานเร็วๆนัก นางก็จะสงเคราะห์ให้
ฟุบ!
ซูเจินโบกพัดอีกรอบ สายลมหมุนรอบมู่เหลียนฮวาสายลมเปลี่ยนเป็นใบมีดคมเฉือนนางทั่วร่างกาย แผลไม่ลึกแต่ก็ทำให้เจ็บแสบพอสมควรซูเจินกระโดดถีบนางจากด้านหลังเมื่อพ้นชายป่ามู่เหลียนฮวาถลาหน้าทิ่มเข้ายังลานกว้าง เท่านั้นยังไม่พอ ซูเจินที่ตามมาทีหลังยังเหยียบนางซ้ำหยุดยืนอยู่บนหลังของมู่เหลียนฮวาอย่างสง่างาม
เหล่าศิษย์สำนักสวรรค์ต่างมองตาค้างผู้เข้าสอบที่มาถึงแล้วก็มองเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างตื่นตะลึงแม้จะเพิ่งฟ้าสางได้ไม่นานแต่ผู้ที่มาถึงแล้วก็มีถึงสิบกว่าคนอาจารย์ทั้งสามคนก็มาถึงแล้ว พวกเขานั่งที่เก้าอี้บนเวทีในตำแหน่งเดิมเหมือนเมื่อสิบวันก่อนไม่มีผิด
พวกเขามองสตรีที่ยืนอยู่บนหลังผู้อื่นอย่างตื่นตะลึงตอนแรกเห็นสตรีชุดขาวหน้าทิ่มเข้ามาก็ว่าตกใจมากแล้วแต่พอเห็นสตรีอีกคนวิ่งมาเหยียบยืนบนหลังนางก็ตื่นตะลึงยิ่งกว่า
“อะ...โอ๊ย” มู่เหลียนฮวาร้องครางออกมาเมื่อได้สติรู้สึกเจ็บทั้งยังรู้สึกกดทับที่หลังก็หันหัวไปมองเห็นสตรีน่าตายเหยียบหลังนางอยู่ก็ให้เดือดดาล ทว่าพอขยับตัวเล็กน้อยคนที่เหยียบนางอยู่ก็ขยับขาตาม เหมือนพยายามทรงตัวอยู่บนหลังนางทำให้นางเจ็บปวดมากกว่าเดินจนไม่กล้าขยับอีก
“ชะ...ช่วยด้วย”มู่เหลียนฮวาเงยหน้าที่เปื้อนดินขึ้นร้องขอความช่วยเหลือเหล่าศิษย์ของสำนักจึงได้สติ รีบเข้ามายังคนทั้งคู่อยู่
“มาถึงลานแล้วก็ถือว่าการสอบสิ้นสุดห้ามลงมืออีก” ศิษย์พี่ผู้หนึ่งรีบเข้ามาห้ามปราม
ซูเจินหันมองเขาทันทีนางไม่เพียงหันแต่หัวนางยังขยับขาหันไปด้านข้างด้วย
กร๊อบ!
“โอ๊ย!” มู่เหลียนฮวาร้องลั่นเจ็บปวดราวกับกระดูกสันหลังจะหัก
“แน่นอนว่าเป็นอย่างที่ศิษย์พี่กล่าวข้าเองก็ยังไม่ได้ทำอะไรนี่เจ้าคะ?” ซูเจินพูดอย่างใสซื่อน้ำเสียงก็กระจ่างใสราวกระดิ่ง ใบหน้าปรากฏรอยยิ้มบางขึ้น
ศิษย์ชายผู้นั้นกะพริบตาปริบๆหากเป็นยามปกติพวกเขาก็คงเชื่อท่าทางใสซื่อนั่นอยู่หรอกแต่ตอนนี้ก็เห็นๆกันอยู่ว่านางกำลัง...เอ่อ นั่นสิ นางยังไม่ได้ทำอะไรเลย นางเพียง‘ยืน’ อยู่เฉยๆเท่านั้น
...แต่เดี๋ยวก่อน นี่ไม่ถูกต้อง
“ยังไม่รีบลงมาอีก!”อาจารย์จากสาขาปรุงโอสถรีบย้ายตัวเองมาทันที สตรีชุดขาวเป็นผู้เข้าสอบของสาขาปรุงโอสถทั้งนางยังมีพรสวรรค์ไม่เลวจะให้นางเป็นอะไรไปไม่ได้
ซูเจินมองยังชายชราเล็กน้อย มาเร็วเสียจริง“เจ้าค่ะ”
ซูเจินทำท่าจะลงมาแต่ก็เปลี่ยนใจย่ำเท้าไปที่จุดเดิมอีกครั้งมู่เหลียนฮวาร้องครวญคราง ชายชราก็เริ่มร้อนใจ
“อะไรอีกเล่า รีบลงมาเร็วๆ”
ซูเจินทำท่าลังเลก่อนจะเอ่ยเสียงเบา“จะ...จะดีหรือเจ้าคะ?”
“มีอะไรไม่ดี?” ชายชราถามกลับยิ่งนางลงมาจากหลังผู้อื่นเร็วก็ยิ่งดีไม่ใช่หรือ?
“ก็ถ้าหากข้าลงมาแล้ว แม่นางมู่ก็ต้องลุกขึ้นพอลุกขึ้นแล้วผู้อื่นก็เห็นเนื้อตัวของนางน่ะสิเจ้าคะข้ากลัวว่าแม่นางมู่จะเสื่อมเสียนางเป็นคุณหนูผู้สูงศักดิ์คงถือเรื่องพวกนี้ไม่น้อย”ซูเจินกล่าวแล้วก็ทำหน้าตาเห็นใจ