ราชันหมื่นอักขระ

จารึกที่ 277 : เบาะแสสุดท้าย

จารึกที่ 277 : เบาะแสสุดท้าย : ปริศนาแผนที่หุบเขาต้องห้าม


แสงจันทร์สีเลือดสาดส่องผ่านรอยแตกร้าวของแผ่นกระเบื้องหลังคา ทอดตัวลงมากระทบผงธุลีที่ล่องลอยเค้งคว้างอยู่ในอากาศธาตุ บานประตูไม้บานใหญ่ของ 'หอจารึก' ซึ่งเต็มไปด้วยรอยขีดข่วนและคราบตะไคร่น้ำ ถูกผลักให้เปิดออกอย่างเชื่องช้า เสียงบานพับเหล็กขึ้นสนิมดังกีดแก้วเสียดแทงโสตประสาท ทำลายความเงียบงันที่หลับใหลมาเนิ่นนาน


เงาร่างของบุรุษหนุ่มในชุดคลุมสีดำที่ขาดวิ่น ก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามาภายในหอคัมภีร์ที่เก่าแก่ที่สุดของสำนักหมึกวารี ปัจจุบันได้เปลี่ยนชื่อมาใช้สำนักหมื่นอักขระ อาเจียทอดสายตามองไปรอบบริเวณ กลิ่นอับชื้นของกระดาษเก่า กลิ่นหมึกที่แห้งกรัง และกลิ่นของไม้ผุพัง ลอยมาปะทะนาสิกประสาท มันคือกลิ่นที่เขาคุ้นเคยยิ่งกว่ากลิ่นของดอกไม้วิญญาณใดๆ บนโลกผู้แสวงมรรค มันคือกลิ่นของ 'บ้าน' ที่เขาเติบโตขึ้นมาพร้อมกับการถูกตราหน้าว่าเป็นเพียงคนไร้ค่า


ชั้นวางไม้ไผ่ที่สูงตระหง่านจรดเพดาน เรียงรายไปด้วยม้วนคัมภีร์และแผ่นจารึกที่ถูกทิ้งขว้าง บางม้วนถูกหนูกัดแทะจนแหว่งวิ่น บางแผ่นตัวอักษรเลือนหายจนอ่านไม่ออก สำหรับผู้ฝึกตนคนอื่น สถานที่แห่งนี้คือบ่อขยะที่ไม่มีค่าแม้แต่จะเหลือบมอง ทว่าสำหรับ 'ปู่หลิน' และ 'ผู้เฒ่าไป๋' มันคือสถานที่ที่พวกท่านใช้ชีวิตปกป้องด้วยลมหายใจ และสำหรับอาเจีย... มันคือสถานที่ซ่อนความลับแห่งต้นกำเนิดของเขา


ชายหนุ่มก้าวเดินอย่างแผ่วเบาประหนึ่งเกรงว่าจะไปปลุกวิญญาณของบรรพชนที่หลับใหล เขาเดินลึกเข้าไปจนถึงใจกลางของหอจารึกขยะ ตรงไปยังแท่นศิลาเก่าๆ ที่ปู่หลินเคยนั่งหลับและผู้เฒ่าไป๋มักจะนั่งกวาดพื้นอยู่เป็นประจำ


อาเจียหยุดยืนอยู่หน้าแท่นศิลานั้น นัยน์ตาสีเงินยวงแปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทไร้ก้นบึ้ง 'เนตรสูญตา' ถูกกระตุ้นให้ตื่นขึ้นเพื่อมองทะลุเปลือกนอกของสรรพสิ่ง!


ในสายตาของคนทั่วไป แท่นศิลานี้ก็แค่ก้อนหินรองนั่งธรรมดา ทว่าภายใต้การมองทะลุของความว่างเปล่า อาเจียกลับเห็น 'เส้นสายอักขระ' สีโลหิตที่ละเอียดอ่อนยิ่งกว่าเส้นใยแมงมุม ถูกถักทอและซุกซ่อนอยู่ลึกลงไปใต้แผ่นหิน มันคือค่ายกลระดับสูงที่ถูกอำพรางไว้อย่างแยบยลที่สุด!


"ผู้เฒ่าไป๋... ปู่หลิน... พวกท่านซ่อนบางสิ่งไว้ที่นี่จริงๆ..." อาเจียพึมพำ น้ำเสียงของเขาแผ่วเบาทว่าเจือไปด้วยความเจ็บปวดเมื่อนึกถึงการเสียสละของชายชราทั้งสอง


ชายหนุ่มย่อตัวลง นั่งคุกเข่าเบื้องหน้าแท่นศิลา เขายื่นมือขวาที่สลัก 'อักขระมาร' ออกไปสัมผัสกับพื้นหิน ทว่าทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัส ค่ายกลสีโลหิตที่ซ่อนอยู่พลันสว่างวาบ มันแผ่คลื่นพลังต่อต้านที่รุนแรงและเต็มไปด้วยจิตสังหาร หากเป็นผู้ฝึกตนระดับแก่นทองคำทั่วไปมาสัมผัส แขนทั้งข้างคงถูกสับเป็นชิ้นๆ ด้วยค่ายกลที่มองไม่เห็นนี้ไปแล้ว


"ค่ายกลสังเวยโลหิต... รูปแบบบรรพกาล..."


อาเจียหรี่ตาลง วิเคราะห์กฎเกณฑ์ของมันอย่างรวดเร็ว "ต้องใช้โลหิตที่มีระดับพลังวิญญาณเข้มข้นมหาศาล เพื่อปลดล็อกและหล่อเลี้ยงเส้นชีพจรของค่ายกลนี้... หยดเลือดธรรมดาไม่อาจเปิดมันได้ หากฝืนใช้กำลังทำลาย ของที่อยู่ข้างในย่อมถูกทำลายทิ้งไปพร้อมกัน..."


รอยยิ้มที่เหี้ยมเกรียมและเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นที่มุมปากของชายหนุ่ม เขาล้วงมือเข้าไปในสาบเสื้อ หยิบเอาขวดหยกสีขาวบริสุทธิ์ออกมา ภายในขวดนั้นบรรจุของเหลวสีทองแดงที่เดือดพล่านและแผ่กลิ่นอายพลังปราณที่หนักอึ้ง!


มันคือ 'โลหะวิญญาณผสมโลหิตแก่นแท้' ของผู้อาวุโสลำดับสามแห่งตำหนักเทพวิถีฟ้า เซียนระดับวิญญาณแรกเริ่มขั้นกลางที่เขาเพิ่งจะบดขยี้จุดตันเถียนและรีดเร้นโลหิตมาจากร่างของมันก่อนที่มันจะสิ้นใจ! แม้ชัยชนะครั้งนั้นจะแลกมาด้วยการที่เส้นชีพจรลมปราณของเขาปริแตกไปหลายสาย และแก่นวิญญาณสั่นคลอนจนแทบกระอักเลือด ทว่าผลลัพธ์ที่ได้ก็คุ้มค่ายิ่ง


"โลหิตวิญญาณระดับนี้... หากนำไปขายที่หอสุวรรณดารา คงได้ศิลาปราณระดับสูงหลายแสนก้อน..." อาเจียเดาะขวดหยกในมือด้วยความเสียดาย ทว่าแววตาของเขากลับแน่วแน่ "แต่เพื่อแลกกับเบาะแสของพวกท่าน... ต่อให้ต้องเททิ้งเป็นล้านก้อน ข้าก็ไม่เสียดาย!"


ชายหนุ่มเปิดจุกขวดหยกออก กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งไปด้วยพลังกฎเกณฑ์ระดับวิญญาณแรกเริ่มลอยฟุ้ง อาเจียเทโลหิตวิญญาณสีทองแดงลงบนพื้นศิลาเหนือค่ายกลที่ซ่อนอยู่


"ซูมมมมมมมม!"


ทันทีที่โลหิตของเซียนระดับวิญญาณแรกเริ่มสัมผัสกับพื้นหิน ค่ายกลบรรพกาลที่ซุกซ่อนอยู่ก็แสดงความหิวกระหายอย่างป่าเถื่อน! พื้นศิลาประหนึ่งมีชีวิต มันสูบกลืนโลหิตสีทองแดงลงไปจนแห้งเหือดในพริบตา เส้นสายอักขระสีโลหิตที่เคยมองไม่เห็น พลันสว่างวาบเจิดจ้าทะลุขึ้นมาจากใต้ดิน ถักทอกันกลายเป็นกุญแจเบิกทาง!


เสียงกลไกศิลาดังลั่นกึกกัก แท่นศิลาที่หนักอึ้งนับหมื่นชั่งค่อยๆ แยกออกเป็นสองฝั่ง เผยให้เห็นช่องลับที่ถูกเจาะลึกลงไปในแกนกลางของยอดเขา

กลิ่นอายความเก่าแก่และลี้ลับที่ถูกปิดตายมาเนิ่นนาน แผ่พุ่งออกมาจากช่องลับนั้น มันมิใช่กลิ่นอายของวิถีเซียนที่ศักดิ์สิทธิ์ ทว่ามันแฝงไปด้วยความรู้สึกหนาวเหน็บและว่างเปล่าประหนึ่งกลิ่นของขุมนรก


อาเจียยื่นมือลงไปในช่องลับ สัมผัสวิญญาณของเขาคลำพบวัตถุชิ้นหนึ่ง ชายหนุ่มค่อยๆ ดึงมันขึ้นมาสู่แสงจันทร์


มันคือ 'กล่องศิลาสีดำทมิฬ' ขนาดเท่าฝ่ามือ กล่องใบนี้มิได้ทำจากหินธรรมดา ทว่ามันถูกหล่อหลอมมาจากกระดูกของสัตว์อสูรชนิดใดก็ไม่อาจทราบได้ บนฝากล่องไม่มีแม่กุญแจ ทว่าถูกปิดผนึกไว้ด้วยคราบเลือดที่แห้งกรังจนกลายเป็นสีดำสนิท


อาเจียใช้ปลายนิ้วหัวแม่มือกรีดลงบนรอยแยกของกล่อง ทันทีที่กล่องถูกเปิดออก กลิ่นอายความตายที่เข้มข้นจนแทบจะจับตัวเป็นก้อนพลันทะลักออกมา!


ภายในกล่องศิลา ไม่มีคัมภีร์วิชา ไม่มีของวิเศษชั้นยอด ทว่ามีเพียง 'แผ่นหนังมนุษย์' สีซีดเผือดแผ่นหนึ่งวางพับอยู่ มันเป็นแผ่นหนังที่ว่างเปล่า ไร้ซึ่งตัวอักษรหรือแผนที่ใดๆ สลักไว้


อาเจียขมวดคิ้ว นัยน์ตาสีเงินยวงจ้องมองแผ่นหนังมนุษย์นั้นอย่างพินิจพิเคราะห์ หากเป็นคนทั่วไปคงคิดว่าถูกหลอก ทว่าสัมผัสจากเนตรสูญตาบอกเขาว่า แผ่นหนังแผ่นนี้ซ่อนความลับที่ลึกล้ำที่สุดเอาไว้


ชายหนุ่มนึกถึงสิ่งหนึ่ง... ของวิเศษชิ้นแรกที่เปลี่ยนชะตากรรมของเขา!


อาเจียตวัดมือ เรียกเอา 'กิ่งไม้ดำ' ท่อนสั้นๆ ที่มีรูปลักษณ์ประหนึ่งกิ่งไม้แห้งตายออกมาจากแหวนมิติ มันคือกิ่งไม้ที่ผู้เฒ่าไป๋มอบให้เขา ก่อนที่เฒ่าใบ้ผู้นั้นจะสละวิญญาณปกป้องเขาจากการตามล่าของสำนักอัสนีบาต!


ทันทีที่กิ่งไม้ดำปรากฏขึ้น แผ่นหนังมนุษย์ในกล่องศิลาพลันเกิดปฏิกิริยาสั่นสะเทือน! มันส่งเสียงกรีดร้องแหลมเล็กประหนึ่งวิญญาณอาฆาตที่ถูกกักขัง!


อาเจียไม่รอช้า เขากดกิ่งไม้ดำลงบนกึ่งกลางของแผ่นหนังมนุษย์นั้นอย่างหนักแน่น!


"วูบบบบบบบบบบ!!!"


พริบตาที่กิ่งไม้ดำสัมผัสกับแผ่นหนัง กฎเกณฑ์มิติในหอจารึกขยะพลันพังทลายลง!


แสงสีดำสนิทที่ปราศจากความสว่าง ระเบิดออกจากแผ่นหนังมนุษย์ มันก่อตัวเป็นวังวนแห่งความมืดมิดขนาดยักษ์ กลืนกินร่างของอาเจียเข้าไปในห้วงลึกของมันอย่างรวดเร็วและไม่อาจขัดขืน!


วิญญาณของอาเจียถูกกระชากออกจากร่างกายเนื้อ พุ่งทะยานข้ามผ่านมิติและกาลเวลาที่บิดเบี้ยว! ชายหนุ่มรู้สึกประหนึ่งกำลังตกลงไปในหุบเหวที่ไม่มีก้นบึ้ง เสียงหวีดร้องของอสูรบรรพกาลและเสียงสวดมนต์ของทวยเทพที่ถูกสังหาร ดังก้องกังวานสลับกันในโสตประสาท


และแล้ว... ภาพนิมิตแห่งอดีตกาลอันโหดร้าย ก็สาดซัดเข้าสู่แกนวิญญาณของเขา!


อาเจียพบว่าตนเองกำลังลอยตัวอยู่เหนือดินแดนลี้ลับแห่งหนึ่ง มันมิใช่ดินแดนของโลกผู้แสวงมรรคที่เขาคุ้นเคย


เบื้องล่างคือ 'หุบเขาขนาดยักษ์' ที่กว้างใหญ่ประหนึ่งทวีปย่อย ทว่ามันถูกปกคลุมด้วย 'หมอกสีดำสนิท' ที่หนาทึบและเคลื่อนไหวประหนึ่งมีชีวิต หมอกเหล่านั้นมิใช่ไอน้ำ ทว่ามันคือกลิ่นอายแห่งความตายนับล้านสายที่ควบแน่น! แม้แต่วิถีเต๋าหรือกฎเกณฑ์ของสวรรค์ ก็ไม่อาจแทรกซึมเข้าไปในหุบเขาแห่งนี้ได้ ดินแดนแห่งนี้คือ 'หุบเขาต้องห้าม' ที่ถูกสวรรค์และวัฏจักรทอดทิ้ง!


ในนิมิต อาเจียมองทะลุผ่านม่านหมอกสีดำลงไป ภาพที่ปรากฏทำให้แม้แต่ผู้ที่อาบเลือดมารอย่างเขาถึงกับวิญญาณสั่นสะท้าน!


พื้นปฐพีของหุบเขาต้องห้าม มิได้ปูด้วยดินหรือหิน ทว่ามันปูทับด้วย 'ซากศพ'! ซากศพของอสูรบรรพกาลที่มีขนาดใหญ่เท่าภูเขา ซากศพของมังกรสวรรค์ที่ถูกฉีกกระชาก ซากศพของเซียนระดับวิญญาณแรกเริ่มและระดับที่สูงส่งกว่านั้น... นอนเกลื่อนกลาดทับถมกันเป็นภูเขาเลากา! โลหิตของพวกมันไหลรวมกันกลายเป็น 'แม่น้ำสีโลหิตคล้ำ' ที่เชี่ยวกราก ตัดผ่านใจกลางของหุบเขา


สถานที่แห่งนี้คือสุสานของเหล่าเซียน คือลานประหารที่แท้จริงของเอกภพ!


จู่ๆ ภาพนิมิตก็เคลื่อนตัวอย่างรวดเร็ว พุ่งตรงไปยังใจกลางของแม่น้ำสีโลหิตนั้น!


ท่ามกลางคืนที่ท้องฟ้าไร้แสงดาราและถูกย้อมด้วยสีเลือด... หมอกสีดำสนิทที่เคยกดทับเหนือแม่น้ำ พลัน 'แหวกออก' เป็นทางยาวประหนึ่งหวาดกลัวบางสิ่งอย่างสุดซึ้ง! กฎเกณฑ์แห่งความตายในหุบเขาต้องห้าม ถึงกับต้องหลีกทางให้!


จากต้นน้ำของแม่น้ำสีโลหิต... ปรากฏสิ่งหนึ่งกำลังลอยมาตามกระแสน้ำที่เชี่ยวกราก


มันมิใช่เรือ หรือศัสตราวิเศษ ทว่ามันคือ 'ดอกบัวกระดูก' ที่ถูกแกะสลักอย่างวิจิตรบรรจงจากกะโหลกศีรษะของสิ่งมีชีวิตบางอย่าง ภายในดอกบัวกระดูกนั้น แผ่กลิ่นอายที่แปลกประหลาดที่สุด มันมิใช่ปราณเซียน มิใช่ปราณมาร และมิใช่ความตาย... ทว่ามันคือ 'ความว่างเปล่า' ที่บริสุทธิ์และทรงอำนาจเหนือทุกสรรพสิ่ง!


อาเจียเพ่งสายตามองทะลุเข้าไปในดอกบัวกระดูกนั้น...


สิ่งที่นอนสงบนิ่งอยู่ภายใน... คือ 'ทารกแรกเกิด' ผู้หนึ่ง!


ผิวพรรณของทารกนั้นซีดขาวประหนึ่งหิมะ ทว่าทั่วทั้งร่างกายเล็กๆ กลับถูกสลักเสลาและปกคลุมไปด้วย 'ลวดลายอักขระบรรพกาล' สีดำสนิทที่ดิ้นพล่านประหนึ่งมีชีวิต! อักขระเหล่านั้นกำลังดูดกลืนกฎเกณฑ์ของฟ้าดินรอบข้างเข้าไปหล่อเลี้ยงร่างกายของทารกอย่างป่าเถื่อน!


และทันใดนั้น... ทารกน้อยที่ลอยมาตามกระแสน้ำเลือด ก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้น!


พริบตาที่ดวงตาคู่นั้นเปิดออก... วิญญาณของอาเจียพลันถูกกระแทกอย่างรุนแรงประหนึ่งถูกค้อนสวรรค์ทุบ!


ดวงตาของทารกผู้นั้น... ไม่มีตาขาว ไม่มีตาดำ! ทว่ามันเป็นสีดำสนิท ไร้ก้นบึ้ง และปราศจากอารมณ์ความรู้สึกใดๆ มันคือวงแหวนสีเงินยวงที่ซ้อนทับกันอยู่ในความมืดมิด!


มันคือ 'เนตรสูญตา'!


ทารกไร้เนตรที่ลอยมาท่ามกลางความตายและความว่างเปล่า... ทารกที่ถูกสวรรค์ปฏิเสธและหวาดกลัว... คือตัวเขาเอง!


"อ๊ากกกกกก!"


ภาพนิมิตระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ! วิญญาณของอาเจียถูกกระชากกลับเข้าร่างเนื้ออย่างรุนแรง!


ชายหนุ่มแผดเสียงร้องลั่น ล้มหงายหลังลงกระแทกพื้นศิลาของหอจารึกขยะ เลือดสีสดพุ่งทะลักออกจากริมฝีปากและหางตา นัยน์ตาสีเงินยวงเบิกกว้าง หอบหายใจอย่างบ้าคลั่งประหนึ่งคนใกล้จมน้ำ อาการบาดเจ็บทางจิตวิญญาณจากการสอดแนมความลับสวรรค์ ผนวกกับความบอบช้ำที่ซ่อนไว้จากการปะทะกับเซียนระดับวิญญาณแรกเริ่ม ทำให้ชายหนุ่มแทบจะสิ้นสติ


กลิ่นไหม้เกรียมลอยมาเตะจมูก เมื่อเขาตวัดสายตาไปมอง แผ่นหนังมนุษย์และกิ่งไม้ดำที่วางอยู่เบื้องหน้า ได้ถูกเผาไหม้กลายเป็นเถ้าถ่านสีดำสนิทไปแล้ว!


ทว่า... แม้วัตถุจะสูญสลาย แต่สิ่งที่ถูกทิ้งไว้กลับฝังรากลึกอยู่ในแกนวิญญาณของเขา!


เส้นทาง ดวงดาว ภูมิทัศน์ และ 'พิกัด' ของหุบเขาต้องห้าม ที่ลอยอยู่ท่ามกลางทวีปอันไกลโพ้นและอันตรายที่สุด... ได้ถูกสลักและเผาไหม้ลงบนจิตวิญญาณของเขาอย่างไม่มีวันลบเลือน! มันคือแผนที่ที่ถูกซ่อนไว้ในความทรงจำแห่งนิมิต!


"หุบเขาต้องห้าม... ดินแดนที่ซ่อนชาติกำเนิดของข้า... สุสานของเหล่าทวยเทพ..."


อาเจียค่อยๆ หยัดกายลุกขึ้นยืน ใช้หลังมือเช็ดคราบเลือดที่มุมปาก นัยน์ตาสีเงินยวงที่เคยมืดมิดจากนิมิต ค่อยๆ กลับมาเป็นประกายเด็ดเดี่ยวและแฝงไปด้วยรังสีสังหารที่โหดเหี้ยมยิ่งกว่าเดิม


ความลับที่ปู่หลินและผู้เฒ่าไป๋ปกป้องมาตลอดชีวิต... เบาะแสสุดท้ายที่ต้องแลกมาด้วยการหลั่งเลือด... บัดนี้ได้อยู่ในกำมือของเขาแล้ว!


ชายหนุ่มหันหลังก้าวเดินออกจากหอจารึกขยะ บานประตูไม้เก่าแก่ถูกผลักให้เปิดออก แสงจันทร์สีเลือดสาดส่องลงมากระทบใบหน้าที่เยือกเย็นของบุรุษหนุ่มผู้มีรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ทว่าแฝงความละโมบ


"ความว่างเปล่าที่แท้จริง ไม่ได้อยู่ที่ดวงตาของข้า... แต่อยู่ที่ต้นกำเนิดของข้า..." อาเจียพึมพำกับสายลม "ไม่ว่าผู้ชักใยเบื้องหลังจะเป็นเทพเซียนจากสวรรค์ชั้นใด หรือมารร้ายจากนรกขุมไหน... หากมันคือผู้ที่กำหนดให้ข้าต้องสูญเสียครอบครัวและเผชิญหน้ากับความตาย... บิดาจะไปฉีกกระชากหน้ากากของพวกมันถึงหุบเขาต้องห้าม และริบทรัพย์สินของพวกมันจนหมดตัว!"


เป้าหมายใหม่ที่ยิ่งใหญ่และอันตรายที่สุดในชีวิตได้ถูกกำหนดขึ้นแล้ว อาเจียเดินตรงไปยังลานกว้าง ที่ซึ่งผู้พิทักษ์ศิลาร่างยักษ์กำลังยืนตระหง่านท้าทายแสงจันทร์ มิตรสหายของเขากำลังรอคอยอยู่... การเตรียมตัวออกเดินทางครั้งยิ่งใหญ่ข้ามทวีป และความวุ่นวายที่จะเกิดขึ้นในโลกใบเล็ก กำลังจะอุบัติขึ้น!

คล้ายกับเรื่องราชันหมื่นอักขระ ที่คุณอ่าน