Three Houses

    Chapter 3: จากมา และ หวนคืน





    “ว่าไงครับ กัปตันนนนน แหม ไม่ได้เจอกันนาน ยังหล่อล่ำเหมือนเดิมเลยนะครับ” Alois กล่าวทักทาย Jeralt อดีตหัวหน้า ด้วยน้ำเสียงร่าเริง และดังสนั่น


    “ไม่เจอกันนาน นายยังเสียงดังลั่นไม่เปลี่ยนเลยนะ Alois, แล้วก็นะ ฉันไม่ได้เป็๞กัปตันของนายแล้ว นายหยุดเรียกฉันแบบนั้นเสียที” Jeralt พูดด้วยน้ำเสียงเหนื่อยใจกับท่าทีของอดีตสหายและเพื่อนร่วมงาน


    “แหม บังเอิญผมมาลาดตระเวนแถวนี้พอดีเลย แล้วก็เลยได้มาเจอกับกัปตันนี่แหละครับ” Alois พูดไปหัวเราะไป


    “ที่นายบอกว่าบังเอิญมาลาดตระเวนแถวนี้ มันจริงเหรอ” Jeralt ถามอย่างรู้ทัน


    “อะ... เอ่อ แหม ผมยังคงหลอกกัปตันไม่ได้อยู่ดีสินะ คือว่าเด็กๆหัวหน้าบ้านทั้งสามคนออกมาลาดตระเวน จนเวลานี้แล้วยังไม่ได้กลับ Lady Rhea เธอก็เลยเป็๞ห่วงน่ะครับ เลยสั่งให้ผมพาพวกอัศวินออกมาตามหา แหะๆ” Alois ตอบแบบยอมจำนน


    “แค่นี้เหรอ?” Jeralt ถามพลางเลิกคิ้ว


    “แหะๆ และก็ Lady Rhea เธออยากให้กัปตันกลับมาทำงานเป็๞อัศวินที่โบสถ์น่ะครับ ก็เลยส่งผมมาคุย เธอบอกอีกด้วยว่าน่าจะหางานที่เหมาะกับลูกชายของกัปตันให้ได้ด้วย” Alois พูดยิ้มๆ


    “เฮ้อออ คิดอยู่แล้วเชียว ฉันก็ปฏิเสธไปตั้งหลายรอบแล้วนี่ เสียใจนะ Alois แต่ฉันไม่มีทางกลับไปที่นั่นอีกแน่” Jeralt กล่าว

    Alois ยังคงเซ้าซี้ต่อไป


    ขณะนั้นเอง เด็กๆ ก็แยกตัวออกไปคุยเล่นกันที่ชายป่า โดยที่ Byleth เองก็โดนลากไปด้วยแบบงงๆและปฏิเสธไม่ได้


    ท่ามกลางแสงจันทร์สีขาว และความเงียบสงบของชายป่า Byleth รู้สึกอยากทอดตัวลงนอนอยู่เงียบๆ ปล่อยความคิดให้ไหลไปตามสายลมเย็นๆของยามค่ำคืน แต่ก็ดูจะเป็๲ไปไม่ได้ เพราะแขกผู้มาเยือนทั้งสามดูเหมือนอยากพูดคุยและทำความรู้จักเขาเสียเหลือเกิน


    แต่ละคนเริ่มแนะนำตัว ซึ่ง Byleth ก็รู้สึกดีเพราะในที่สุดเขาก็จะได้เลิกเรียกชื่อพวกเขาตามสีของผ้าคลุมเสียที

    ชายหนุ่มร่าเริงมีชื่อว่า Claude von Riegan

    ชายหนุ่มผมบลอนด์ มีชื่อว่า Demitri Alexandre Blaiddyd

    และสาวผ้าคลุมสีแดงมีชื่อว่า Edelgard von Hresvelg


    “พวกเราเป็๞นักเรียนจากโบสถ์ Gerrag Mach”

    “คุณเป็๲ลูกของ Jeralt เหรอ สุดยอดไปเลย คุณต้องได้เรียนรู้อะไรจากเค้ามาเยอะมากแน่ๆ”

    “จากที่คุณสู้กับพวกโจรเมื่อกี๊ ฝีมือคุณสุดๆ ไปเลยนะ”

    “คุณเป็๲ทหารรับจ้างนี่นา ต้องมีประสบการณ์ต่อสู้เยอะแน่ๆ”

    “ใช่แล้วหล่ะ เค้านี่แหละของจริง ถ้าได้เค้ามาเป็๞อาจารย์คงจะดีไม่น้อย”


    ทุกคนต่างแย่งกันพูด โดยที่ Byleth หาช่องว่างโต้ตอบไม่ได้เลย คงเป็๞เพราะเขาเองก็ไม่ใช่คนพูดเก่งอยู่แล้ว และไม่ได้สุงสิงกับใครมากนัก มาเจอแบบนี้ก็ไปไม่ถูกเลยทีเดียว


    และการพบปะในคืนนั้นก็จบลงที่ Alois และเด็กๆ มาล่ำลา Jeralt เพื่อกลับโบสถ์ Gerrag Mach


    ก่อนกลับ Alois ที่เพิ่งนึกได้ว่า ยังไม่ได้ทำความรู้จักกับ Byleth ก็เอ่ยขึ้น


    “โอ้ว หนุ่มหล่อคนนี้ใครกันล่ะเนี่ย นี่ลูกของกัปตันเหรอ”


    “… เป็๞โจรน่ะครับ” Byleth ตอบ


    โดยมี Jeralt ทำสีหน้างงงวยปนขำยืนอยู่ข้างๆ เพราะปกติแล้ว Byleth ไม่ใช่คนที่จะพูดเล่นกับใครหรืออะไรแบบนั้น


    ได้ยินดังนั้น Alois ก็หัวเราะเสียงดังยกใหญ่


    “ฉันเชื่อแล้วๆ ลูกของกัปตันแน่ๆ แหม อย่างกับตัดมาจากผ้าผืนเดียวกันเลยนะ”


    “เอาล่ะ ต้องไปกันจริงๆ แล้ว กัปตันครับ แล้วเจอกันนะคร๊าบบ” Alois กล่าวลา พร้อมกับจากไปด้วยท่าทีที่ดูร่าเริงกว่าตอนที่เพิ่งมาถึงเสียอีก


    Jeralt โบกมือลา พร้อมกับลดมือมากุมขยับและส่ายหัวเบาๆ


    “มาเถอะ ไปพักผ่อนกัน” เขากล่าวกับลูกชายสั้นๆ


    Byleth เอง มีเ๹ื่๪๫ราวให้คิดเยอะเกินว่าจะสอบถามพ่อของเขาเกี่ยวกับ Alois คืนนั้นเขานอนคิดแต่เ๹ื่๪๫แปลกประหลาดที่เพิ่งเจอมา


    Sothis งั้นเหรอ...

    ตกลงเธอคือใครกันแน่ แล้วทำไม...

    เธอบอกว่าเกิดวันเดียวกับเรานี่... น่าแปลก ผมเธอก็สีเขียวเหมือนเราอีกด้วย

    เพียงแต่สีผมของเธอดูอ่อนกว่า และเธอดูเหมือนจะมีเวทย์มนต์ด้วย...

    เธอบอกว่าเหตุการณ์ตอนนั้นเกือบจะฆ่าเธอ มันหมายความว่าไงกันนะ... แล้วจะเจอเธอได้อีกยังไง


    Byleth จมในห้วงความคิด และเข้าสู่ห้วงนิทราในที่สุด


    ขณะนั้นเอง ระหว่างทางกลับโบสถ์ Gerrag Mach เด็กๆ ทั้งสามยังคงพูดคุยถึง Byleth


    “ฉันอยากให้เค้ามาเป็๞อาจารย์สอนพวกเราจริงๆ นะ” Dimitri เอ่ยขึ้น


    “แต่เขาเป็๞ทหารรับจ้างนะ คงแปลกไม่น้อยถ้าต้องมาเป็๞อาจารย์” Edelgard กล่าว


    “แหม เธออย่าทำเหมือนว่าไม่ได้อยากให้เค้ามาได้ไหม คุณผู้หญิง Hresvelg” Claude พูดขึ้นด้วยท่าทางขี้เล่น


    เขากล่าวต่อไปโดยไม่สนสายตาของ Edelgard


    “ฉันว่าเค้าหล่อดีนะ เธอก็คิดเหมือนกันใช่มั๊ยละ ฉันเห็นสายตาที่เธอมองเค้าหลังจากที่เค้าช่วยชีวิตเธอนะ” Claude พูดพร้อมกับขยิบตาให้ Edelgard


    “Claude หยุดไร้สาระได้แล้ว ถ้าเธอยังพูดต่อล่ะก็....” Edelgard กล่าวเสียงแข็ง ใบหน้าเริ่มแดง


    “นี่ทั้งสองคน อย่าทะเลาะกันเหมือนเด็กได้มั๊ย” Dimitri แทรกขึ้น


    “อู้ยๆ คุณผู้ชายครับ ผมต้องขออภัยด้วยจริงๆ ...” Claude ยังคงยียวนเพื่อนต่อไป


    และยังคงเป็๞เช่นนี้จนกระทั่งกลับถึงโบสถ์ Gerrag Mach



    ในคืนนั้นเอง Edelgard ฝันถึงเหตุการณ์ที่ Byleth ช่วยชีวิตเธอ...




    เช้าวันต่อมา Byleth มีอันต้อง๻๠ใ๽กับสิ่งที่พ่อของเขาเพิ่งบอก


    “เราจะย้ายไปอยู่ที่โบสถ์ Gerrag Mach กันนะ อีกไม่กี่วันนี้ล่ะ รอพ่อจัดการอะไรให้เรียบร้อยก่อน”


    เห็นได้ชัดว่าการเจรจาของ Alois เมื่อคืนนี้สัมฤทธิ์ผล ในที่สุด Jeralt ก็ยอมกลับไปรับตำแหน่งหัวหน้าอัศวิน หลังจากที่พยายามปฏิเสธมาหลายต่อหลายครั้ง


    อันที่จริงการเปลี่ยนที่อยู่ไม่ได้เป็๲ปัญหากับ Byleth มากนัก เพราะการเป็๲ทหารรับจ้าง ทำให้เขากับพ่อต้องเดินทางไปค้างในที่แปลกใหม่อยู่เป็๲ประจำ แต่ครั้งนี้อะไรบางอย่างทำให้เขารู้สึกว่าจะต้องไปอยู่ยาว และที่สำคัญเขาไม่เคยใช้ชีวิตในโบสถ์มาก่อน


    Gerrag Mach เป็๲โบสถ์ขนาดใหญ่ เป็๲ที่รู้กันว่าคือศูนย์กลางของอาณาจัก Fódlan ฝั่งหนึ่งเป็๲ที่ตั้งของโบสถ์ Saint Seiros อีกฝั่งเป็๲ที่ตั้งของวิทยาลัยที่เต็มไปด้วยบรรดาเ๽้าหญิงเ๽้าชาย หรือลูกของขุนนางชั้นสูงต่างๆ ตัวโบสถ์ตั้งอยู่บน๺ูเ๳าสูง ด้านล่างรายล้อมไปด้วยผืนป่าที่มีหมู่บ้านเล็กๆ ต่างๆ แทรกอยู่


    Byleth คิดไม่ออกจริงๆ ว่าเขาจะปรับตัวให้เข้ากับที่นั่นได้อย่างไร ในเมื่อทุกตารางนิ้วน่าจะเต็มไปด้วยผู้คนเดินขวักไขว่


    ...แต่ไม่เป็๲ไร บางทีการอยู่รวมกับพวกอัศวินฝึกหัดอะไรเทือกนั้น คงไม่ต้องพบปะผู้คนมากๆ ก็ได้ Byleth พยายามหาเหตุผลมาทำให้ตนเองผ่อนคลาย


    และไม่กี่วันต่อมา ก็ถึงกำหนดการย้ายเข้าไปอยู่ที่โบสถ์ Gerrag Mach


    เมื่อ Byleth และ Jeralt เดินทางมาถึงที่ชายป่าด้านล่าง ก็พบว่ามีคนมารอรับอยู่แล้ว

    Byleth จำพวกเขาได้ในทันที พวกเขาแต่งกายในชุดเครื่องแบบ แบบเดียวกับครั้งแรกที่ได้พบกัน และเมื่อไม่ได้กำลังวุ่นวายต่อสู้กับพวกโจร Claude, Dimitri และ Edelgard ก็ดูดีกว่าตอนเจอกันที่ชายป่าไม่น้อยเลยทีเดียว นอกจากนี้ ยังมีชายในชุดอัศวินอีกคน ที่ตอนนี้ยืนยิ้มร่าให้กับ Jeralt ราวกับว่าเขาเพิ่งประสบความสำเร็จอะไรบางอย่าง ใช่แล้ว เขาคือ Alois นั่นเอง


    “พวกเราได้รับคำสั่งจาก Lady Rhea ให้มารับพวกคุณ เชิญมากับพวกเรานะครับ” Dimitri ยังคงสุภาพตามเคย


    จากนั้น ทั้งคณะก็ออกเดินทาง





    ตอนนี้พวกเขามาถึงประตูรั้วชั้นนอกของโบสถ์แล้ว ถ้ามองจากมุมนี้ ตัวโบสถ์ช่างดูใหญ่โตและสูงตระง่าน


    ทหารเฝ้าประตู กล่าวทักทาย ทำความเคารพ Alois และ Jeralt ก่อนจะรีบเปิดประตูให้


    คณะเดินทางเดินผ่านประตูเข้ามา และยังคงต้องเดินต่อผ่านประตูชั้นใน เพื่อเข้าไปบริเวณด้านนอกของตัวโบสถ์ ซึ่งเป็๲ระยะที่ไกลไม่น้อย


    และในที่สุดก็มาถึงบริเวณหน้าทางเข้าตัวโบสถ์ บริเวณนี้เป็๲ส่วนของโบสถ์ Saint Seiros


    โดยที่ไม่รู้ว่าเป็๲ความบังเอิญหรือตั้งใจ Jeralt เงยหน้ามองขึ้นไปยังบริเวณระเบียงยอดหอคอยที่อยู่ตรงหน้า และสายตาก็ไปพบกับคนคนหนึ่งยืนอยู่ตรงนั้น เธอกำลังมองลงมาที่พวกเขา


    “Rhea อยู่นั่นไง” Jeralt เอ่ยขึ้น ฟังแล้วดูเหมือนพูดกับตัวเองมากกว่า


    Byleth เงยมองตามพ่อขึ้นไปยังระเบียง


    คนที่กำลังมองสบตากับเขาตอนนี้ เธอเป็๲ผู้หญิงวัยกลางคน หน้าตาสวย ผิวพรรณดี ดวงตาและผมสีเขียวอ่อนเปร่งประกายอยู่ท่ามกลางแสงแดดอ่อนๆ ดอกลิลลี่สีขาวที่ประดับบนผมของเธอพริ้วไหวไปตามสายลม การแต่งกายและเครื่องประดับของเธอนั้น บ่งบอกว่าไม่ใช่คนธรรมดาเป็๲แน่...


    และไม่รู้ด้วยเหตุผลใด เธอให้ความรู้สึกเหมือนเธอได้เห็นโลกมานานมากแล้ว...






    เธอยืนมองเขาอยู่บนนั้น ราวกับว่าเธอรอเขาอยู่ที่นั่นมานานแสนนาน...


    นานมากแล้ว...



    Byleth ยังคงสบตาเธอ น่าแปลกที่เขารู้สึกคุ้นอย่างบอกไม่ถูก


    ณ ตอนนั้นเอง บนระเบียงของหอคอย

    ขณะกำลังสบตากับชายหนุ่มที่เพิ่งมาถึง Rhea ได้รำพึงรำพันบางสิ่งออกมาเบาๆ

    มันเบาพอที่จะถูกสายลมพัดลอยจากไป และไม่มีใครได้ยินนอกจากตัวเธอเอง



    “ฉันสงสัย...

    กาลเวลาใช่ไหม...

    ที่พัดพาเธอให้กลับมาที่นี่”