ตอนทื่ 42 ข้า...ต้องแข็งแกร่งขึ้นกว่านี้!
ตี้ชิงเทียนหัวเราะกับท่าทางของหลินเฟยการที่จะได้รับพลังที่แข็งแกร่งย่อมต้องมีโชคชะตาวาสนาและความพากเพียรที่ไม่ธรรมดา
ความมุ่งมั่น ความเด็ดเดี่ยว จิตใจที่ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคทุกสิ่งนั้นเป็นคุณสมบัติของผู้แกร่งกล้าที่สามารถพลิกฟ้าคว่ำทะเล ทำให้ผู้คนยอมศิโรราบด้วยความแกร่งกร้าวเหนือผู้ใด!
มันสงสัยว่าหลินเฟยจะสามารถเป็นผู้แกร่งกร้าวเช่นนั้นได้หรือไม่?
คิดมาถึงตรงนี้มันก็ยิ้มตอนนี้มันเป็นเพียงเศษเสี้ยวแห่งจิตวิญญาณมันอาจจะไม่สามารถมีเวลาอยู่รับรู้ถึงคำถามของมันได้ แต่สัญชาติญาณที่ไม่ธรรมดาได้บอกกับมันว่าสักวันหนึ่ง...
หลินเฟยจะกลายเป็นบุคคลที่สามารถกำหนดชะตากรรมของแผ่นดินใหญ่เสวียนจุนแห่งนี้!
ตี้ชิงเทียนโบกสะบัดมือที่เหี่ยวชราของมันไปด้านหลังฉับพลันน้ำตกด้านหลังก็แหวกออกเผยให้เห็นถ้ำขนาดใหญ่มองเข้าไปจะเห็นไอหมอกล้อมวนไปทั่วพร้อมกับสัญลักษณ์เวทแปลกๆเปล่งประกายสีทองปกคลุมไปทั่วบริเวณดูลี้ลับสุดหยั่ง
“เข้าไปยังสระน้ำเทพเซียนที่อยู่ภายในนั้นโคจรลมปราณไปยังเนตรดาราสยบฟ้าแล้วเจ้าจะเข้าใจว่าต้องทำเช่นใดต่อไป
หลินเฟย...เมื่อเนตรของเจ้าคือสมบัติล้ำค่าจากบรรพกาลจนถึงตอนนี้มีสมบัติล้ำค่าอาวุธเวทหรือแม้แต่คัมภีร์วิชาปรากฏขึ้นมาไม่น้อยทั่วทั้งโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรแห่งนี้
แต่สิ่งของล้ำค่าแห่งสวรรค์และปฐพีเหล่านั้นมีเพียงไม่กี่ชิ้นที่คู่ควรจะเทียบเคียงกับเนตรดาราสยบฟ้าอาจจะมีเพียงสองเนตรบรรพกาลที่มีพลังมากพอจะทัดเทียมกับเนตรของเจ้าได้
...ด้วยความที่มันล้ำโลกเช่นนั้นแม้ตอนนี้จะยังไม่ปรากฏเป็นรูปลักษณ์ที่แท้จริงแต่บางทีอาจมีคนสังเกตเห็นแล้วนำภัยมาสู่เจ้าได้ หากวันนึงเจ้าถูกคุกคามประสบเคราะห์ภัยที่อันตรายถึงชีวิตไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
หรือต่อให้เป็นการโจมตีของเซียนสิ่งนี้มันจะช่วยเจ้าให้รอดพ้นจากความตายและสามารถสังหารผู้ที่ต่ำกว่าเซียนได้! แม้ไม่อาจสังหารเซียนแต่ก็ไม่อาจมองข้ามมันได้มันจะช่วยยืดเวลาให้เจ้าเตรียมความพร้อมได้มากขึ้นก่อนที่จะมีพลังมากพอจนปกป้องตนเองได้...”
ตี้ชิงเทียนยิ้มให้หลินเฟยอีกครั้งใบหน้าชราเต็มไปด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนก่อนจะยกนิ้วชี้ไปที่หลินเฟยเส้นแสงสีทองขนาดเท่าเส้นผมพุ่งหายเข้าไปยังหน้าผากของหลินเฟยอย่างรวดเร็ว ในจิตหลินเฟยเห็นเส้นสีทองนี้หายเข้าไปในจุดตันเถียนอย่างรวดเร็วพร้อมกับกลิ่นอายทรงพลังของมันก็ค่อยๆหายไป
แม้จะเป็นอย่างนั้นหลินเฟยก็รู้สึกว่าสามารถเรียกมันออกมาได้ตลอดเวลาแต่ดูเหมือนจะสามารถใช้ได้เพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้นดูเหมือนจะเป็นสิ่งวิเศษล้ำค่าที่ใช้แล้วหมดไป มันคือของวิเศษช่วยชีวิตที่แท้จริง!
“นั่นคือเสี้ยวพลังของข้าเจ้าคงสัมผัสได้ว่ามันไม่ได้มีอย่างไร้ขีดจำกัด...เจ้าต้องคิดให้ดีก่อนจะใช้มันออกไป เรื่องต่อไป นอกจากสระน้ำนั้นแล้วยังมี...
เรื่องของร่างกายของเจ้าตั้งแต่เจ้าฟื้นขึ้นมาอาจจะไม่มีเวลาได้ตรวจสอบข้าบอกได้เลยว่าร่างกายของเจ้านั้นห่างจากร่างศักดิ์สิทธิ์อีกไม่ไกลเพียงแต่พลังตบะของเจ้านั้นถ่วงรั้งมันอยู่
เมื่อเจ้าเข้าฌานในสระน้ำเทพเซียนแล้วทะลวงผ่านจุดตีบตันขึ้นไปได้ก็จะสามารถรับรู้ถึงพลังของกล้ามเนื้อของร่างกายเจ้าได้
ร่างกายที่มีโลหิตเทพและมังกรไหลเวียนอยู่ในตัว...ไม่ธรรมดาจริงๆ
สุดท้ายพลังธาตุที่อยู่ในตัวของเจ้าข้ารับรู้ถึงกลิ่นอายของพวกมันบุคคลที่มีพลังธาตุสามธาตุในตัวเช่นเจ้ารับรองได้เลยถึงความยิ่งใหญ่ในอนาคต
แต่ด้วยร่างกายของเจ้าเช่นนั้นอาจจะสามารถค้นหาธาตุอื่นเพิ่มได้ถ้าสี่ธาตุพลังของเจ้าแทบจะสะกดข่มผู้ที่อยู่ในขั้นเดียวกันได้ทั้งหมด แต่หากเจ้าสามารถทำได้ถึงห้าธาตุนั่นคืออนาคตที่ไร้ขีดจำกัด
นับตั้งแต่โบราณกาลผู้ที่มีสามารถรับพลังธาตุทั้งห้ามาอยู่ในตัวได้นั้นต่างก็กลายเป็นราชันหากแต่มีตำนานเก่าแก่เคยกล่าวไว้ว่าหากสามารถรับพลังธาตุทั้งหกธาตุได้ก็จะสามารถสะกดข่มทุกผู้คนที่อยู่ในขั้นเดียวกันได้อย่างแน่นอนไม่มีข้อยกเว้น”
“แน่นอนว่าไม่อาจสร้างธาตุขึ้นมาจากวิชาพื้นๆหรือความรู้แจ้งกับสิ่งง่ายๆได้หากเจ้าทำเช่นนั้นก็เท่ากับทำมันอย่างลวกอาจจะเพิ่มความแข็งแกร่งได้จริง มีธาตุครบจริง แต่มันก็ไม่สามารถระเบิดพลังออกมาได้อย่างเต็มที่เหมือนกับจอกเล็กๆที่ใส่น้ำได้เพียงน้อยนิด
เปรียบเทียบง่ายๆคือธาตุทองของเจ้ามาจากพื้นฐานวิชาของเนตรดาราสยบฟ้าแม้จะยังไม่ได้ฝึกฝนแต่เพียงดวงเนตรที่ผ่านกาลเวลาอันยาวนานก็คล้ายกับการกลั่นสกัด
มันจึงสามารถปลดปล่อยพลังธาตุทองออกมาจนเกิดเป็นดวงธาตุในตัวของเจ้าได้...”
หลินเฟยตื่นเต้นไปกับทุกสิ่งที่ตี้ชิงเทียนกล่าวออกมาเขาหอบหายใจอย่างหนักหน่วงดวงตาสาดประกายแสงเจิดจ้าเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
“เพียงมีร่างกายที่สามารถรองรับพลังธาตุได้อย่างมหาศาลถึงจะบรรลุถึงขั้นนั้นได้ เจ้า...อาจจะสามารถทำได้ด้วยร่างกายที่มีโลหิตของสองเผ่าที่ยิ่งใหญ่และยังมีความยืดหยุ่นของเผ่ามนุษย์
จุดสำคัญที่สุดนั้นอยู่ที่เจ้าต้องรวบรวมธาตุให้ได้ก่อนที่เจ้าจะก้าวเข้าไปยังอาณาจักรของกำเนิดปราณแท้ เมื่ออยู่ในวงจรสมบูรณ์ของขั้นหลอมรวมปราณกำเนิดทอง ให้หลอมรวมธาตุทั้งหมดเข้าด้วยกันเพื่อทะลวงเข้าไปสู่อาณาจักรของขั้นกำเนิดปราณแท้!
เมื่อทำสำเร็จอนาคตของเจ้าจะต้องไร้ขีดจำกัดอย่างแน่นอน...”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ร่างของตี้ชิงเทียนก็ค่อยๆจางหายไปพร้อมกับข้อความสุดท้าย
“ดูดซับปราณสวรรรค์และปฐพีภายในโลกนี้ให้หมดเจ้าก็จะออกไปได้แม้เจ้าจะเข้ามาที่นี่หลายเดือนแล้วแต่ภายนอกนั้นผ่านไปเพียงแค่ไม่กี่เดือนเท่านั้น
จงตั้งใจขัดเกลาและเรียนรู้ให้ได้มากที่สุดก่อนจะจากไป สักวันหนึ่งเมื่อเนตรดาราสยบฟ้าปรากฏขึ้นอย่างสมบูรณ์...เจ้าก็อย่าได้ทำให้ข้าผู้อาวุโสต้องขายหน้า!”
เสียงนั้นเต็มไปด้วยความอ่อนโยนและยังมีร่องรอยของการฝากฝังหลินเฟยซาบซึ้งจนไม่สามารถบรรยายออกมาได้ เขาโขกศีรษะเคารพให้กับตี้ชิงเทียนอย่างนอบน้อม บุญคุณครั้งนี้แม้จะไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้ตอบแทนหรือไม่แต่หากมีโอกาสเขาจะต้องตอบแทนบุญคุณครั้งนี้อย่างแน่นอน หลินเฟยสาบานด้วยเต๋าของเขาอยู่ภายในใจ
“ข้ารู้สึกว่าที่เจ้าศิษย์หลักขี้เก๊กของสำนักนภาดารานั่นมาแถวนี้ น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเนตรดาราสยบฟ้าของข้าเป็นแน่...”
หลินเฟยครุ่นคิดเขารู้สึกว่ามีความเป็นไปได้หลายส่วนที่สำนักใหญ่อย่างนภาดาราอาจจะกำลังตามหาเนตรนี้อยู่มิเช่นนั้นจำเป็นขนาดไหนถึงได้ให้ศิษย์หลักผู้สูงส่งเดินทางมาไกลเพียงเพื่อกำจัดปักษาวายุตัวนึง?
เพียงแต่เจ้าหยางเทียนนั่นอาจจะไม่อยากให้หลินเฟยสงสัยจึงพูดเช่นนั้นออกมา?
หากกลัวจะยุ่งยาก ทำไมไม่ฆ่าเขา?
สำนักนภาดารามีชื่อเสียงอันดีการจะสังหารผู้ฝึกตนเร่ร่อนอย่างโจ่งแจ้งก็ยังเป็นสิ่งที่ไม่พึงกระทำทั้งหลินเฟยก็ยังไม่ได้มีส่วนรู้เห็นอะไร
เมื่อคิดตามนี้ทุกอย่างมันก็ดูเหมือนจะเข้าที่เข้าทางไปหมด...
“คนไม่ผิด ผิดที่มีหยกติดตัว ข้า...ต้องแข็งแกร่งขึ้นกว่านี้!”
หลินเฟยลุกขึ้นประสานมือโค้งตัวคารวะไปยังจุดที่ตี้ชิงเทียนจางหายไปอีกเนิ่นนานถึงยืดตัวตรงเมื่อทำจิตใจให้เยือกเย็นลงได้ดวงตาก็แวบไปด้วยประกายแสงแห่งความมุ่งมั่น ก้าวยาวๆเดินผ่านไอหมอกและอักขระเวทที่ล่องลอยอยู่ทั่วบริเวณปากถ้ำเข้าไปด้านใน
ภายในถ้ำแห่งนี้คล้ายกับโถงกว้างมันกว้างมากพอหลายร้อยจ้างสิ่งเดียวที่คงอยู่คือบึงน้ำที่ปกคลุมไปทั่วบริเวณสระน้ำนี้ปลดปล่อยกลิ่นอายลมปราณที่ลี้ลับออกมาอย่างน่าพิศวง สีของน้ำเป็นสีทองทั้งหมดมันเปล่งประกายเจิดจ้าทำให้สามารถมองเห็นทุกสิ่งอย่างได้อย่างชัดเจน
หลินเฟยสูดลมหายใจเข้าลึกประกายแสงแวบผ่านดวงตาเต็มไปด้วยความแน่วแน่เขาเดินสำรวจรอบๆอย่างละเอียดก่อนจะเดินลงไปในสระน้ำเทพเซียนช้าๆ
“อึก!”
แรงกดดันมหาศาลราวกับกำลังฉุดกระชากหลินเฟยลงไปภายในสระเทพเซียนเพียงชั่วลมหายใจร่างเขาก็จมลงไปถึงครึ่งตัว ความเจ็บปวดมหาศาลคล้ายกับกำลังบดขยี้ร่างที่แช่อยู่ในน้ำของเขาหากไม่ใช่เพราะความแข็งแกร่งของร่างกายที่เพิ่มเข้ามา
เพียงร่างกายที่พัฒนาจากสายโลหิตของมังกรคงไม่เพียงพอต่อต้านแรงกดดันที่คล้ายกลับภูเขานี้อย่างแน่นอน
ดวงตาของหลินเฟยแดงก่ำเส้นเลือดฝอยปรากฏขึ้นชัดเจนใบหน้าบิดเบี้ยวไปมาเพียงไม่กี่ลมหายใจเท่านั้นสภาพของเขาก็ดูจะร่อแร่ลงไปแล้ว ไม่ต้องพูดถึงการดูดซับอะไรทั้งนั้นเพียงยืนให้มั่นยังทำไม่ได้
เมื่อผ่านไปอีกสิบลมหายใจหลินเฟยกรีดร้องเป็นเสียงแหลมเล็กกระโดดออกมาจากสระน้ำหอบหายใจอย่างหนักหน่วงภายใต้การอกสั่นขวัญแขวนของเขาแสงแปลกๆก็แวบผ่านดวงตาพร้อมกับรอยยิ้ม
“น้ำในสระเทพเซียนนี้เห็นได้ชัดว่ามันคือ...โลหิต สระโลหิต! โลหิตของเผ่าเทพ!”
หลินเฟยตื่นเต้นสุดประมาณช่วงเวลาที่ก้าวท้าวลงไปเขารู้สึกแปลกประหลาดทั้งยังรู้สึกคลับคล้ายคลับคลาแปลกๆนั่นจึงทำให้เขายังไม่ได้โคจรลมปราณไปที่ดวงตา
แต่เลือกจะไขข้อข้องใจของตนเองก่อนหลังจากผ่านไปห้าลมหายใจเมื่อแช่อยู่ในนั้นหลินเฟยก็มั่นใจว่าโลหิตเผ่าเทพที่ไหลวนอยู่ในร่างกายไม่ต่างอะไรกับน้ำในสระเทพเซียนเลย!
“เมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าก็สามารถเพิ่มโลหิตเผ่าเทพในตัวข้าได้และเมื่อมันเทียบเท่าได้กับโลหิตของเผ่ามังกรข้าก็จะหลอมรวมมันเข้าด้วยกัน! เมื่อเป็นเช่นนั้นสายโลหิตของข้าก็จะทรงพลังขึ้นจนน่ากลัว!”
.
.
.