(The Eternal God) ผ่าชะตาสวรรค์ สยบสิ้นสรรพสิ่ง

    บทที่ 40 : มหันตภัยที่ไม่อาจปฏิเสธ (1)



    บรรยากาศของผู้คนรอบด้านนิ่งอึ้งอยู่ชั่วครู่ เสียงอันทรงพลังของผู่เฒ่าหลิงหู่กลับสวนบรรยากาศขึ้นอย่างกะทันหัน“เยี่ยหนิงเอ๋อหลุดออกจากเขตสนามประลอง หยางเทียนเป็นผู้ชนะผ่านเข้ารอบ5 คู่สุดท้าย”



    หลังจากผู้เฒ่าหลิงหู่ประกาศถึงผู้ชนะแล้วนั้น เยี่ยหนิงเอ๋อพลันก้าวเดินเข้าไปหาหยางเทียนอย่างเชื่องช้าหากแต่ทุกอย่างก้าวของหญิงสาวนั้นกลับสะกดสายตารุ่นเยาว์รอบบริเวณคนดูไว้ไม่น้อยด้วยอากัปกิริยาที่ดูอ่อนช้อยและงดงามของหญิงสาววัย18ปีนั้นแทบจะทำให้รุ่นเยาว์หลายคนไม่สามารถสะกดกั้นอารมณ์ตนเองไว้ได้เลยทีเดียว


    “น้องชายหยางเทียน หากเจ้าพอมีเวลาหลังจากจบการประลองนี้ข้าอยากจะขอเชิญเจ้ามาเป็นแขกที่ตระกูลเยี่ยคราหนึ่ง มั่นใจได้เลยว่าตระกูลเยี่ยนั้นจะต้อนรับเจ้าอย่างสมเกียรติ”น้ำเสียงของเยี่ยหนิงเอ๋อนั้นอ่อนหวานและไพเราะเป็นอย่างมากผู้คนที่ได้ยินฟังแทบจะละลายและคล้อยตามวาจาของหญิงสาวนี้ไปอย่างไม่สามารถที่จะควบคุมตนเองได้เพียงแต่เมื่อกล่าวจบหญิงสาวพลันโน้มกายลงเล็กน้อยพร้อมทั้งจูบไปยังแก้มของหยางเทียนอย่างถนัดอีกทั้งหลังจากกระทำเรื่องดังกล่าวเสร็จหญิงสาวพลันขยิบตาให้หยางเทียนอีกหนึ่งครั้งก่อนที่คนพลันจะเดินกลับไปยังตำแหน่งบริเวณที่นั่งของตระกูลเยี่ยในทันที

     


    การกระทำของเยี่ยหนิงเอ๋อนั้นส่งผลให้รุ่นเยาว์รอบบริเวณเกิดนควาอิจฉาขึ้นอย่างอดไม่ได้กับการจูบอย่างกะทันหันของหญิงสาวในเวลานี้  เพียงแต่คนที่ตระหนกใจทั้งยังรู้สึกมึนงงอย่างที่สุดเห็นจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากหยางเทียนที่เป็นดั่งผู้ถูกกระทำอยู่นั่นเองเด็กน้อยพลันเคลื่อนมือมาลูบที่ใบแก้มตนเองอย่างสับสนอีกทั้งแววตาคล้ายว่างเปล่าอยู่บ้างเล็กน้อยหากแต่เพียงชั่วครู่มันก็สามารถคืนสติของตนได้และเดินกลับเข้าสู่ตำแหน่งที่นั่งบริเวณตระกูลหยางอย่างรวดเร็วหากแต่มันยามนี้ยังคล้ายว่าจิตหลุดรอยไปอยู่บ้าง

     

     

    “โอ้ . . . . น้องชายหยางเทียนของข้าแม้แต่บทบู๊ยังแกร่งกล้าไร้ทัดเทียมแล้วหากแต่บทรักเจ้ากลับไม่ด้อยไปกว่ากันอีกอย่างนั้นหรือ  ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า . . . . . . ดี ดี เกิดเป็นชายต้องให้ได้เช่นเจ้านี่แหล่ะ”  เสียงคำยินดีและเป็นมิตรหลุดออกมาจากปากของหยางหลิวเพื่อกล่าวหยอกล้อต่อหยางเทียนในขณะที่มันได้เห็นร่างของเด็กน้อยปรากฏตัวขึ้นมา

     


    หากแต่ทันใดนั้นกลับมีเสียงเย็นชาแค้นออกมาจากลำคออย่างถนัดพร้อมคำพูดที่คล้ายปนโทสะอยู่บ้างสายหนึ่ง“เหอะ ! เจ้าคงจะถูกใจเลยละสิท่า”

     

     

    หากแต่เมื่อผู้คนได้ยินคำกล่าวคล้ายดั่งไม่พอใจนี้ดังขึ้นจากปากของหยางหลิงจื่อผู้คนกลับระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างดังกังวานอีกทั้งหยางหลิวยามนี้ยังได้ก้าวเดินไปพร้อมโน้มกายเข้ากระซิบที่ข้างหูของหยางเทียนอย่างคนเจ้าเล่ห์ “ น้องชายหยางเทียนดูท่าแล้วบทรักเจ้าน่าจะแกร่งกร้าวกว่าพลังยุทธ์เจ้าเสียอีกแต่ว่าการรับศึกกับสตรีสองทางนั้นหาใช่เรื่องง่ายไม่ ข้าขอให้เจ้าโชคดีในเส้นทางสายนี้”เมื่อกล่าวจบมันพลันยืดกายตรงดังเดิมพร้อมทั้งหัวเราะออกมาสมทบกับผู้อาวุโสในตระกูลหยางยามนี้อย่างสนุกสนานเป็นที่สุด


    หยางเทียนที่ได้ยินวาจาของหยางหลิงจื่อพร้อมกับวาจาของหยางหลิว คนพลันทอดถอนใจออกมาสายหนึ่งก่อนจะส่ายศีรษะอย่างจนใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างอดไม่ได้

     

     

    “ทุกท่านโปรดเงียบเสียงลงก่อน ข้าจะขอประกาศการประลองในรอบต่อไปเลยโดยรอบนี้ข้าจะประกาศรายชื่อคู่ประลองก่อนและหากรอบประลองใดชนะแล้วคู่ประลองถัดไปต้องมาเตรียมตัวที่ข้างสนามประลองในทันทีกฎของการต่อสู้ยังคงเป็นเฉกเช่นทุกรอบ” ในยามที่รอบด้านพลันกล่าววาจากันอย่างสนุกสนานนั้นพลันเกิดวาจาอันทรงพลังดุดันออกจากตัวของผู้เฒ่าหลิงหู่ที่ประกาศก้องถึงการประลองถัดไป

     

     

    ชั่วครู่ต่อมาผู้เฒ่าหลิงได้ประกาศรายชื่อผู้เข้าประลองทั้งหมดด้วยเสียงที่ดังฟังชัดเช่นเคยโดยมีการไล่จากคู่แรกถึงคู่สุดท้ายดังนี้


    “คู่แรก หยางหลิงจื่อ ปะทะกับ เว่ยหลี่”
    “คู่ที่สองหยางหลิว ปะทะกับ อู๋เฟย”
    “คู่ที่สามหยางเทียน ปะทะกับ หม่าจิวซา”
    “คู่ที่สี่ถังเลี่ยงหวง ปะทะกับ โหลวไป๋”
    “คู่สุดท้ายเถียนหยาง ปะทะกับ หวงจิวหู”



    หลังจบการประกาศรายชื่อคู่ประลองจนครบแล้วนั้นผู้เฒ่าหลิงหู่พลันเรียกผู้ที่ต้องเข้าประลองเป็นคู่แรกขึ้นบนสนามประทันทีทำให้ยามนี้ปรากฏร่างของหยางหลิงจื่อรุ่นเยาว์จากตระกูลหยางและเว่ยหลี่รุ่นเยาว์จากตระกูลเว่ย อยู่บนสนามประลองทั้งสองฝั่งพร้อมทั้งพุ่งกายเข้าหักหาญเอาชัยกันอย่างดุดันในทันที

     

    การประลองดำเนินไปอย่างไม่นานนักเว่ยหลี่ที่แม้จะมีระดับพลังลมปราณที่สูงกว่าหยางหลิงจื่อถึงหนึ่งขั้นก็ไม่สามารถทนรั้งรับทักษะคลื่นรัศมีผ่าสมุทรของหยางจื่อหลิงได้ จนกระเด็นออกนอกสนามประลองและพ่ายแพ้ไปหากแต่คู่ประลองที่สองนั้นกลับแตกต่างอย่างสิ้นเชิงเนื่องด้วยคู่ประลองของหยางหลิวนั้นคืออู๋เฟยบุตรชายคนโตของหัวหน้าตระกูลอู๋ทั้งยังเป็นพี่ชายของอู๋เหว่ยหากแต่พลังของมันนั้นกลับสูงส่งอย่างมากมันอายุเพียง18ปีแต่กลับสามารถทะลวงขึ้นสู่ขั้นที่9แห่งลมปราณแรกกำเนิดได้แล้วอีกทั้งยังอยู่เพียงครึ่งก้าวก็จะทะลวงไปสู่ขั้นหลอมรวมลมปราณได้ทำให้การประลองในคู่ที่สองนั้นจบลงด้วยชัยชนะเพียงแค่กระบวนท่าเดียวของอู๋เฟยอีกทั้งหยางหลิวนั้นไม่แม้แต่จะสามารถต้านทานอะไรได้เลยด้วยซ้ำ คนพลันกลับสู่สภาพกระดูกแตกหักบริเวณชายโครงด้านซ้ายจากการถูกเพลงเตะของอู๋เฟยอย่างรุนแรง

     

     

    การประลองแล้วประลองเล่าได้ผ่านพ้นไปในคู่ประลองที่สามนั้นก็ยังนับได้ว่าไม่เกินแรงของหยางเทียนอันใดนัก มันกระทั่งใช้เพียงหนึ่งกระบวนท่าเหมือนทุกครั้งผลักพาร่างของคู่ประลองจนหลุดออกนอกสนามประลองอย่างไม่ยินยอมทุกผู้คนรอบบริเวณของผู้ชมนั้นต่างก็ไม่ได้แสดงสีหน้าแปลกใจกับเหตุการณ์นี้แต่อย่างใดเนื่องด้วยหยางเทียนที่แสดงแต่ละอย่างออกมาในกาลก่อนนั้นเป็นสิ่งที่น่าตกตะลึงจนเกินพอแล้วทำให้เรื่องราวในยามนี้กลับคล้ายเป็นเรื่องปกติที่ต้องเกิดขึ้นไปเสียอย่างนั้น

     

     

    หลังจบการประลองของหยางเทียนแล้วนั้น คู่ที่สามและสี่ที่ขึ้นมากลับไม่มีความน่าสนใจอันใดอีกต่อไปเนื่องด้วยการประลองของคู่ที่สี่นั้นถังเลี่ยงหวงผู้ซึ่งเป็นหนึ่งในสองของรุ่นเยาว์ที่มีระดับขั้นปราณอันอยู่ในขั้นที่9แห่งลมปราณแรกกำเนิดนั้นแน่นอนว่าสามารถคว้าชัยต่อคู่ต่อสู้ของมันได้ภายในหนึ่งกระบวนท่าเช่นเดียวกับอู๋เฟยและหยางเทียนอีกทั้งดูไปคล้ายว่ามันยังไม่ได้ใช้กระบวนท่าออกด้วยแรงเต็มสิบส่วนเสียด้วยซ้ำ  ส่วนการประลองรอบสุดท้ายนั้นแม้จะเข้าปะทะกันอย่างยืดยาวถึง100ลมหายใจไปบ้างด้วยที่ว่าทั้งสองรุ่นเยาว์นั้นมีพลังปราณที่เท่าเทียมกันนั่นคืออยู่ในขั้นที่แปดแห่งลมปราณแรกกำเนิดหากแต่ผลสุดท้ายหวงจิวหูก็สามารถคว้าชัยต่อเถียนหยางได้อย่างหวุดหวิดด้วยการที่เถียนหยางเผลอเปิดช่องว่างขึ้นมาอย่างไม่คาดคิดจนทำให้หวงจิวหูใช้ออกด้วยทักษะดาบจู่โจมไปอย่างรุนแรงในตำแหน่งที่ไม่มีเกราะลมปราณขวางกั้นตรงเข้าสู่ร่างกายของเถียนหยางโดยตรงจนกระเด็นออกจากสนามประลองอย่างรุนแรง

     

     

    การต่อสู้ทั้งหมดในรอบนี้นั้นกลับใช้เวลาไม่นานนักแท้ที่จริงกลับใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยามเสียด้วยซ้ำทำให้ผู้เฒ่าหลิงหู่นั้นเผลอส่งเสียงถอนหายใจออกมาสายหนึ่งอย่างอดไม่ได้เนื่องด้วยหากนานกว่านี้ย่อมแน่นอนแล้วว่ามันคงต้องเลื่อนการประลองรอบต่อไปออกไปอย่างเลี่ยงไม่ได้

     

     

    การประลองในรอบต่อไปนั้น เนื่องจากมีผู้ผ่านเข้ารอบมาถึง5คน จึงทำให้มีรุ่นเยาว์อยู่1คนที่จะไม่ได้ประลองกับรุ่นเยาว์ในการแข่งขันหากแต่ต้องประลองกับศิษย์ชั้นนอกแห่งพรรคจันทร์เสี้ยวแทน สิ่งเหล่านี้ทำให้แม้แต่ตัวตนอย่างถังเลี่ยงหวงและ อู๋เฟย ผู้ซึ่งมีขั้นลมปราณที่สูงสุดในการประลองครั้งนี้เกิดอาการหวาดวิตกขึ้นในทันทีไม่ว่าอย่างไรหากต้องเจอกับศิษย์ชั้นนอกแห่งพรรคจันทร์เสี้ยวนั้นพวกมันต้องพ่ายแพ้ไม่เป็นท่าอย่างไม่ต้องสงสัยอาจกระทั่งถูกสยบในกระบวนท่าเดียวเสียด้วยซ้ำ แม้แต่ผู้คนรอบข้างที่กำลังรอการประกาศจับคู่ประลองในยามนี้จากปากของผู้เฒ่าหลิงหู่นั้นก็อดลุ้นละทึกไปกับมันไม่ได้

     

     

    เพียงไม่นานในขณะที่ผู้เฒ่าหลิงหู่กำลังจะเอ่ยปากอยู่นั้น เฉินเยว่ผู้อาวุโสหลักแห่งพรรคจันทร์เสี้ยวที่เงียบงันอยู่นานพลันเปิดปากกล่าวแทรกขึ้นอย่างกะทันหันขึ้น


    “ผู้เฒ่าหลิงหู่ข้าขอเปลี่ยนแปลงตัวตนที่ต้องเข้าประลองกับรุ่นเยาว์ที่ผ่านเข้ารอบมาในยามนี้หน่อยได้หรือไม่ด้วยที่งานประลองในครั้งนี้แท้จริงแล้วกลับมีตัวตนอย่างหลานชายของรองประมุขพรรคจันทร์เสี้ยวมาชมด้วยเพียงแต่หากให้ข้ากล่าวตามจริง งานประลองของหัวเมืองชั้นนอกนี้กลับหามีสิ่งใดที่มันสนใจไม่มันเพียงต้องการแอบอู้ฝึกฝนจากรองประมุขพรรคเพียงเท่านั้นจึงได้ติดตามมายังที่แห่งนี้ หากแต่เรื่องราวกลับกลายเป็นแปรเปลี่ยนด้วยที่ชื่อเสียงของเด็กน้อยหยางเทียนในยามนี้นั้นกลับโด่งดังจนเกินไปหลานชายของรองประมุขพรรคเราได้ยินเข้าจึงเกิดความสนอกสนใจและต้องการลงประลองกับหยางเทียนในครานี้อย่างยิ่งขอผู้เฒ่าหลิงหู่เห็นแก่หน้าข้าผู้อาวุโสหลักแห่งพรรคจันทร์เสี้ยวและโปรดดำเนินการเรื่องนี้ให้ข้าด้วย”


    เสียงกล่าวของเฉินเยว่คล้ายสุภาพอยู่บ้างหากแต่ทุกถ้อยคำกลับแฝงไปด้วยน้ำเสียงดั่งคำสั่งผ่านรอดออกมาสู่ผู้เฒ่าหลิงหู่ที่ยืนทำท่าทางหนักใจอยู่ในขณะนี้ด้วยที่ตลอดเวลาที่ผู้เฒ่าหลิงหู่เป็นผู้ควบคุมการประลองนั้นไม่เคยเกิดเหตุการณ์ที่พรรคใหญ่ในหัวเมืองชั้นกลางจะเข้าแทรกแซงการแข่งขันเช่นนี้เลยอีกทั้งหากมันเห็นด้วยกับเฉินเยว่ นี่ไม่ใช่ว่าต้องส่งหยางเทียนออกไปให้หลานชายของรองประมุขพรรคจันทร์เสี้ยวทุบตีอยู่ฝ่ายดีหรอกหรือชื่อเสียงของหลานชายของรองประมุขแห่งพรรคจันทร์เสี้ยวนั้นเป็นอย่างไรกัน ผู้คนกระทั่งทราบกันดีถึงความเลวทรามของมันกระทั่งการลงมืออย่างโหดเหี้ยมเป็นที่สุดมันไม่แม้แต่จะสนใจกฎเกณฑ์อันใดของเมืองและพรรคมันด้วยซ้ำกระทำการอุกอาจฆ่าคู่ประลองมานักต่อนักอย่างไม่เกรงกลัวด้วยที่มันมีศักดิ์เป็นถึงหลานชายของรองประมุขพรรคใหญ่เขตเมืองชั้นกลางจะมีสิ่งใดให้มันต้องเกรงกลัวได้กัน

     

     

    ในขณะที่ผู้เฒ่าหลิงหู่กำลังขบคิดหาทางออกกับเรื่องนี้อย่างสุดความสามารถนั้นกลับปรากฏร่างของชายหนุ่มสวมใส่อาภรณ์สีเหลืองทองอร่ามดูไปช่างองอาจยิ่งนักรัศมีดั่งนักรบที่ปลดปล่อยออกมายิ่งทำให้ผู้คนไม่อาจไม่เกิดความเลื่อมใสในใจต่อชายหนุ่มผู้นี้ได้เพียงแต่เมื่อทุกผู้คนมองไปยังใบหน้าของชายหนุ่มนี้แล้วนั้นกลับเกิดความรู้สึกไม่พอใจออกมาอย่างอดไม่ได้เช่นกันด้วยที่ว่าใบหน้าชายหนุ่มนี้กลับประดับไปด้วยดวงตาที่คล้ายดูแคลนทุกสิ่งอย่างกระทั่งรอยยิ้มที่มันส่งออกในยามนี้ยังคล้ายดั่งว่ากำลังเหยียดหยามต่อทุกผู้คนรอบบริเวณอย่างที่สุดอย่างไรอย่างนั้น

     

     

    “ข้ามีนามว่า กงเหยี่ยเว่ย ผู้เป็นหลานชายแท้ๆหนึ่งเดียวของรองประมุขพรรคจันทร์เสี้ยวครั้งที่ข้าได้ดูชมการประลองในวันแรกนั้นกลับทำให้ข้าฉุกคิดได้ว่ารุ่นเยาว์ในงานประลองเหล่านี้ก็ไม่ได้แตกต่างจากขยะจากเมืองชั้นนอกเสียเท่าใดนักข้าจึงได้เลือกที่จะอยู่เฉพาะที่พักและไม่สนใจการประลองไร้สาระนี้อีกเพียงแต่เมื่อวันสองวันมานี้ ข้ากลับได้ยินชื่อของหยางเทียนดังกระฉ่อนหนาหูมากจนเกินไปด้วยเรื่องราวที่สามารถกำราบตัวตนที่มีพลังมากกว่ามันถึงสองระดับได้ในกระบวนท่าเดียวข้าจึงได้บังเกิดความสนใจในตัวมันขึ้นทั้งยังได้ลดเกียรติของตนลงมายืนอยู่กึ่งกลางสนามประลองแห่งนี้เพื่อต้องการที่จะทดสอบเด็กน้อยผู้นี้เสียหน่อยข้าได้แต่หวังว่าท่านผู้เฒ่าหลิงหู่จะไม่ทำการใดใดที่ขัดใจต่อข้ากระมังไม่อย่างนั้นแล้วเรื่องราวครั้งนี้จะเลยเถิดไปถึงไหน ตัวข้าก็ไม่อาจรับรองได้แล้ว”



    กงเหยี่ยเว่ย ที่ยามนี้ยืนอยู่บนสนามประลองอย่างสง่าผ่าเผยนั้นกล่าวออกอย่างชัดถ้อยชัดคำอย่างที่สุดแต่ละคำกล่าวของมันชัดเจนว่ามองเห็นตัวตนของหัวเมืองชั้นนอกทั้งหมดเป็นดั่งเศษขยะที่ไม่ควรค่าแก่การมาเสวนาด้วยอย่างไรอย่างนั้นอีกทั้งคำพูดสุดท้ายของมันต่อผู้เฒ่าหลิงหู่นั้นยิ่งเด่นชัดแล้วว่าหากผู้เฒ่าหลิงหู่กล้าที่จะปฏิเสธความต้องการของมันเรื่องราวนี้อาจจะต้องจบลงด้วยโศกนาฏกรรมอย่างเลี่ยงไม่ได้

     

     

    ผู้เฒ่าหลิงหู่ที่แต่เดิมกำลังขบคิดหาหนทางรอดให้แก่หยางเทียนอยู่นั้นพลันแปรเปลี่ยนเป็นสิ้นหวังไปในทันทีกระทั่งแววตาของมันยามนี้ยังได้ลอบมองไปยังเด็กน้อยหยางเทียนพร้อมสายตาเวทนาออกมาอยู่สายหนึ่งถึงแม้ตัวมันจะมีชื่อเสียงจนพรรคน้อยใหญ่ของหัวเมืองชั้นกลางต่างต้องเคารพมันแต่กลับตัวตนเช่นกงเหยี่ยเว่ยที่เป็นถึงหลานชายของรองประมุขพรรคจันทร์เสี้ยวแล้วนั้นตัวมันก็ไม่ต่างอันใดกลับผู้คนทั่วไปที่ได้แต่ต้องฟังวาจาของผู้ที่ยิ่งใหญ่กว่าเพียงเท่านั้นยิ่งคิดได้เช่นนั้นตัวของผู้เฒ่าหลิงหู่พลันทอดถอนใจออกมาอย่างรุนแรงคราหนึ่งอย่างอับจนหนทางในครั้งนี้

     

     

    “เจ้าถึงขนาดออกมายืนกรานกล่าววาจาถึงขนาดนี้แล้วเราผู้เฒ่าจะทำการใดต่อไปได้อีกกัน” ผู้เฒ่าหลิงหู่กล่าววาจาด้วยความอ่อนแรงออกมาสายหนึ่งก่อนที่คนพลันหันกลับไปกล่าวต่อหยางเทียนที่กำลังนั่งอยู่บริเวณของตระกูลหยางในยามนี้

     

     

    “เด็กน้อยหยางเทียนเอ๋ย เจ้าจงลงมาเพื่อประลองกับกงเหยี่ยเว่ยเถอะ”

     

     

    น้ำเสียงที่กล่าวออกต่อหยางเทียนนั้นเด่นชัดว่าเต็มไปด้วยความรู้สึกเวทนาในชะตากรรมของหยางเทียนอย่างสุดแสนเนื่องด้วยเพียงแค่มองดูใบหน้าและท่าทางของกงเหยี่ยเว่ยในยามนี้นั้น ย่อมชัดเจนว่าไม่ได้ต้องการเพียงทดสอบฝีมือของเด็กน้อยหยางเทียนเพียงเท่านั้นการแสดงออกของมันยามนี้ดูอย่างไรก็คล้ายว่าต้องการกำจัดภัยคุกคามต่อมันในอนาคตเสียมากกว่า

     

     

    กระทั่งจิ้นเซิน และ ฮุ่ยซือที่เป็นดั่งตัวตนระดับผู้อาวุโสหลักและผู้อาวุโสคุมกฏแห่งสองพรรคใหญ่เองก็ทำได้แต่เพียงทอดถอนใจเช่นกันเรื่องราวในยามนี้ชัดเจนว่าเกินมือที่มันจะเข้าไปยุ่มย่ามได้แล้วถึงหยางเทียนจะเป็นเด็กที่พวกมันต้องการรับเข้าพรรคอย่างมากเพียงใดหากแต่ถ้าต้องเกิดบาดหมางต่อตัวตนที่เป็นถึงหลานชายหนึ่งเดียวของรองประมุขพรรคจันทร์เสี้ยวแล้วละก็นอกจากไม่ส่งผลดี ยังอาจเกิดสงครามระหว่างพรรคขึ้นมาเลยก็เป็นได้

     

     

    ในขณะที่ทุกผู้คนกำลังทอดถอนใจทั้งยังรู้สึกสงสารต่อหยางเทียนอยู่นั้นพลันเกิดวาจาดังขึ้นอย่างกะทันหันทั้งยังสร้างความตระหนกต่อผู้คนทั้งหมดอีกด้วย


    “ข้าหยางเทียนขอยอมแพ้ในรอบนี้กาประลองที่มีความแตกต่างกันทางพลังปราณอย่างมากมายเช่นนี้หากข้าขึ้นไปก็คงได้กลายเป็นถูกทุบตีอยู่ฝ่ายเดียว แล้วเหตุใดข้าจึงต้องรับมันกัน”เสียงของเด็กน้อยกล่าวรอดออกมาอย่างใสซื่อทั้งยังคล้ายกับว่าเรื่องราวตรงหน้าไม่ได้สลักสำคัญอันใดต่อตัวมันมากมายนักทั้งมันยังคิดเพียงว่าถ้ารู้ตัวว่าสู้ไปก็อาจไม่ชนะ จะนำตัวเองขึ้นไปให้ถูกเชือดทำไมกันผู้ที่จะก้าวขาขึ้นไปประลองนั้นจะไม่ถูกนับว่าเป้นเพียงตัวโง่งมเช่นนั้นหรือ

     

     

    คล้ายกับเรื่อง(The Eternal God) ผ่าชะตาสวรรค์ สยบสิ้นสรรพสิ่ง ที่คุณอ่าน