บทที่ 9 หนึ่งมื้อที่ได้กินอิ่มหมีพีมัน
เหยียนซีพยายามเต็มที่เพื่อให้ได้ของอร่อยมากิน หญิงสาวในร่างเด็กหญิงถือบุ้งกี๋เดินไปที่ริมลำห้วยิ
เมื่อตอนยังเด็ก ครอบครัวของเธออาศัยอยู่ในชนบท เธอมักจะได้ทำสิ่งต่าง ๆ อยู่เสมอ เช่น ตกปลาในแม่น้ำ ปีนต้นไม้จับจักจั่น จึงพอมีประสบการณ์ในเื่พวกนี้อยู่บ้าง
เหยียนซีได้ยินเสียงดังมาจากปลายลำห้วย หญิงสาวรู้สึกว่าไม่้าถูกห้อมล้อมไปด้วยผู้คน เพราะหากคนเยอะเกินไปมันก็ไม่เหมาะที่จะหาปลา เธอจึงหันไปทางขวาและเดินไปตามต้นน้ำของลำห้วยิ
หลังมองหาจุดที่เหมาะสมระหว่างทางแล้ว ในที่สุดเธอก็พบจุดที่ดีในการวางบุ้งกี๋ ที่นั่นมีหินก้อนใหญ่ยื่นออกมาทอดเงายาวลงบนลำห้วย ปลาและกุ้งแหวกว่ายตามเงานี้ มีปลาบางชนิดที่ยาวเท่านิ้วของเธอด้วย
เด็กหญิงลงไปที่ริมน้ำและเห็นว่าน้ำมีสีเข้ม จุดนี้อยู่ใกล้กับด้านข้างของูเา ดวงอาทิตย์จึงไม่สามารถสาดส่องมาถึงและน้ำก็ค่อนข้างเย็น เมื่อเธอได้ัั หญิงสาวก็ไม่กล้าลงไป ทำเพียงผูกปลายเชือกป่านข้างหนึ่งกับด้ามบุ้งกี๋ แล้วโยนลงใต้ชะง่อนหินใหญ่ และผูกปลายอีกด้านไว้กับต้นไม้เล็ก ๆ
เมื่อมองซ้ายขวาแล้ว หญิงสาวก็มองไปรอบ ๆ และเห็นผักจี้ไฉ่*[1] งอกอยู่ริมถนน ตอนนี้เป็่ไถพรวนประจำฤดูใบไม้ผลิ ผู้ใหญ่และเด็ก ๆ ส่วนใหญ่กำลังยุ่งอยู่กับการไถดินและปลูกพืชไร่ จึงมีน้อยคนนักที่จะมานั่งขุดผักป่า
ทว่าเหยียนซีลืมหยิบมีดออกมา เธอจึงต้องเก็บด้วยมือเปล่า ผักจี้ไฉ่ในเดือนสี่ถือว่าราคาไม่ได้ถูกเลย ตอนนี้เธอสามารถกินมันได้โดยไม่ต้องซื้อ หญิงสาวเลือกเก็บยอดอ่อน หลังเก็บมาหนึ่งกำมือ เธอก็ดึงหญ้าหางสุนัขสองถึงสามต้นจากริมถนนมาใช้เป็เชือก เพื่อมัดให้เป็กำแล้ววางไว้ข้าง ๆ จากนั้นเธอไปที่ลำห้วยิเพื่อหยิบบุ้งกี๋ เมื่อมาถึงก็พบว่าในนั้นมีปลาตะเพียนยาวประมาณฝ่ามือและกุ้งฝอยอีกจำนวนมาก
ถ้าจับกุ้งฝอยได้มากแล้วนำไปทำเป็กะปิ ก็คงได้ของอร่อยอีกมากมาย!
เมื่อนึกถึงกะปิก็อดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลาย ในตระกูลหลิวมีการกินขนมอบธัญพืชหยาบและโจ๊กผักทุกวัน แม้ว่าเธอจะไม่จู้จี้เื่อาหารแต่ก็ยังเบื่อที่จะกินมัน
หลังหญิงสาวได้พบใบไม้ใบใหญ่ก็เอามาวางทับที่ก้นตะกร้า เพื่อป้องกันไม่ให้กุ้งเข้าไปติดในช่องเล็ก ๆ หลังจากวางทับลงไปแล้ว เธอมองพลางพยักหน้าด้วยความพอใจ จากนั้นเทปลาและกุ้งในบุ้งกี๋ใส่ลงไป
ทว่าก่อนจะโยนบุ้งกี๋ลงไปอีกรอบ เธอเอากิ่งไม้ดึงไส้เดือนสองสามตัวออกจากดินที่ร่วนแฉะ จัดการยึดไส้เดือนลงในบุ้งกี๋ด้วยกิ่งไม้ จากนั้นโยนบุ้งกี๋ลงไปในน้ำโดยใช้ไส้เดือนเป็เหยื่อล่อ
ตอนนี้มีเหยื่อล่อจึงได้ผลต่างกัน ทันทีที่บุ้งกี๋ลงไปในน้ำ เธอก็เห็นปลาสองสามตัวแหวกว่ายมาใกล้ ๆ แล้ว
เหยียนซีหยุดเก็บผักป่าแล้วมาอยู่ที่ริมน้ำ เมื่อเธอเห็นปลาว่ายเข้ามา ก็ยกเชือกที่มัดบุ้งกี๋ขึ้น และทุกครั้งก็จะได้ปลาไม่มากก็น้อย
หญิงสาวกำลังจับปลาออกมา แต่จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงนางหวังเรียกเธอ “ซีเอ๋อร์ ซีเอ๋อร์”
“ท่านป้า ข้าอยู่ทางนี้!” เธอยืดตัวขึ้นพลางโบกมือไปทางถนน
นางหวังเดินมาตามเสียงของเด็กหญิง ก่อนที่จะเห็นมือข้างหนึ่งโบกไปมาอยู่ข้างถนน พอมองข้ามไปก็เห็นเหยียนซียืนอยู่ริมน้ำ “เ้าเด็กดื้อ มาอยู่ที่นี่คนเดียวได้อย่างไร ระวังจะพลัดตกน้ำ! รีบกลับเถิด นี่ก็บ่ายโมงแล้ว เ้ากับเอ้อร์หลางยังไม่ได้กินข้าวเที่ยง ไม่รู้จักหิวกันเลยหรือไร?”
ในขณะที่ตำหนิอีกฝ่าย นางหวังก็ดึงเหยียนซีเดินกลับไปที่ถนน
ทว่าเหยียนซีไม่รู้สึกรำคาญเลยกับการบ่นของอีกฝ่าย เด็กหญิงจับแขนของนางหวังเอาไว้ “ท่านป้า ท่านดูสิ ข้าจับปลาได้เยอะเลย เราทำน้ำแกงปลากินดีหรือไม่? หลังจากหายป่วย การกินน้ำแกงปลาคือวิธีเติมพละกำลังที่ดีที่สุด ดูสิ ข้ายังเก็บผักจี้ไฉ่มาด้วย”
เธอยื่นของที่หามาได้ให้นางหวังดูราวกับว่าเป็ขุมทรัพย์
นางหวังตบหลังมือของเธอเบา ๆ “ดี ๆ ซีเอ๋อร์ของเราเก่งมาก เ้าช่างเป็เด็กหญิงที่มีความสามารถจริง ๆ”
คำพูดเหล่านี้ทำให้ใบหน้าของเหยียนซีแดงระเรื่อ เด็กหญิงอดไม่ได้ที่จะชักแขนที่ยื่นสมบัติล้ำค่ากลับมา เธอรู้สึกดีมากขึ้นเรื่อย ๆ จะเป็ไปได้ไหมว่าหลังจากเข้ามาอยู่ในร่างของเด็กหญิงตัวน้อยนี้ หัวใจของเธอก็กลายเป็เด็กไปด้วย?
เมื่อเห็นท่าทางเขินอายของเด็กหญิง นางหวังก็หัวเราะขึ้นมา และเดินกลับบ้านพร้อมบุ้งกี๋กับตะกร้า
เหยียนซีถือผักจี้ไฉ่มัดเล็ก พอเดินไปสองสามก้าวก็มองไปทางซ้าย เมื่อผ่านร่มเงาของต้นไม้ ก็เห็นทุ่งนาทางตอนเหนือของหมู่บ้าน มีผู้คนมากมายกำลังยุ่งอยู่ในทุ่งนา
“ท่านป้า เราไม่ต้องไถนาในฤดูใบไม้ผลิหรือ?”
“ครอบครัวของเรามีที่นาเพียงสองหมู่ ข้าปล่อยให้คนอื่นเช่าไปแล้ว” เมื่อนึกถึงสิบตำลึงเงินที่ยืมมา นางหวังก็รู้สึกกังวลเล็กน้อย ในอดีตเมื่อเถียนเตี้ยนออกไปทำนา ข้าวที่เขาเกี่ยวได้ก็เพียงพอสำหรับให้หลิวเหิงกินเป็เวลาหนึ่งปี ส่วนนางหวังก็ปั่นด้าย ทอผ้าและเย็บปักถักร้อย เรียกว่าชีวิตของนางค่อนข้างสงบสุข
ปีนี้นางยืมเงินสองสามตำลึงเพื่อเตรียมให้ลูกชายสอบฝู่ซื่อ และต่อมาก็ยืมอีกจำนวนหนึ่งสำหรับการรักษาเอ้อร์หลาง ตอนนี้ครอบครัวสูญเสียเงินออมทั้งหมดไปแล้วจริง ๆ เมื่อปีนี้พลาดไป ปีหน้าหลิวเหิงต้องไปสอบฝู่ซื่อ ถ้าเขาสามารถผ่านเข้าต้องไปสอบเยวี่ยนซื่อต่ออีก แล้วสภาพทางการเงินที่บ้านจะดีขึ้นได้อย่างไร?
เหยียนซีเห็นปากของนางหวังเม้มเข้าหากันแน่น ไหนจะรอยย่นบนหน้าผาก จู่ ๆ หญิงสาวก็นึกขึ้นได้ว่าตอนที่เธอจะต้องเข้าเรียนนั้น แม่ก็เป็กังวลเช่นนี้...
“ท่านป้า ทุกปัญหาย่อมมีทางแก้ กว่าจะถึงสิ้นปีก็อีกนาน ท่านอย่ากังวลมากเกินไปเลยเ้าค่ะ” เด็กหญิงดึงมือนางหวัง “ทำไมท่านไม่พาข้าไปดูในตำบลบ้างล่ะเ้าคะ?”
“เ้าพูดถูก มันจะดีขึ้นเสมอ” นางหวังถอนหายใจพลางยกยิ้มเล็กน้อย
เมื่อทั้งสองกลับมาถึงบ้าน หลิวเหิงก็กำลังเคี่ยวโจ๊กอยู่ในครัว
“ท่านแม่ นั่งพักเถิด ประเดี๋ยวข้าก็ทำเสร็จแล้ว” หลิวเอ้อร์หลางโยนฟืนลงในเตาไฟอย่างชำนาญ พลางชี้ไปที่หม้อใบเล็กซึ่งอยู่ด้านหลังหม้อใบใหญ่อีกที
“น้ำในนั้นกำลังเดือด ท่านจิบน้ำร้อนสักสองสามอึกก่อนก็ได้ขอรับ ซีเอ๋อร์ เ้าก็ดื่มด้วยสิ”
เหยียนซีไม่คาดคิดว่าหลิวเหิงจะทำอาหารเป็ มีคนพูดกันว่าบัณฑิตไม่อาจทนเห็นเดรัจฉานตายได้ ดังนั้นจึงต้องอยู่ห่างจากห้องครัวไม่ใช่หรือ? ทว่าไม่ต้องพูดถึงคนสมัยโบราณ เพราะแม้แต่พ่อในยุคใหม่ของเธอยังบอกว่าผู้ชายไม่ทำอาหาร และไม่ว่าครอบครัวจะยุ่งแค่ไหน พวกผู้ชายก็ไม่เคยช่วยงานในครัว แต่หลิวเหิงกลับไม่เข้ากับตำรานั้น
หญิงสาวมีความละอายบางอย่างต่อหลิวเหิงอยู่ในใจ เพราะสิ่งที่เด็กชายอายุสิบสี่ปีคนนี้พูดในตอนเช้าได้ทำลายทัศนคติดี ๆ ของเธอที่มีต่อเขาไปแล้ว ทว่าตอนนี้เมื่อเห็นเขาพับแขนเสื้อทำอาหารอย่างชำนาญ เธอจึงรู้สึกว่าต้องมองเขาใหม่อีกครั้ง
นางหวังหยิบถ้วยมาสองใบ ตักน้ำใส่ถ้วยใบหนึ่งแล้วยื่นให้เหยียนซี จากนั้นตักใส่ถ้วยอีกใบให้ตัวเองแล้ววางไว้ด้านข้าง “เ้าลูกคนนี้ ไม่ใช่ว่าแม่แก่เกินไปจนเข้าครัวไม่ได้แล้วหรือ ถ้าคนอื่นเห็นจะกลายเป็เื่น่าขัน วางมือเถิด แม่จะทำต่อเอง”
“ท่านแม่ เราทุกคนคือคนในครอบครัว มีอะไรให้เกรงใจกัน?” หลิวเหิงเบี่ยงหลบมือของนางหวัง “ท่านเหนื่อยจากการเดินมาตั้งนาน ไปนั่งด้านข้างและพักผ่อนเถิด...”
“ใช่ ท่านป้า ไปนั่งพักก่อนเถิด พี่เอ้อร์หลาง ท่านทำโจ๊กเสร็จก็ตักใส่ชาม ข้าจะใช้หม้อต่อ ข้าเพิ่งจับปลามาได้ ประเดี๋ยวข้าจะทำอาหารให้เอง” เหยียนซีหยิบตะกร้าขึ้นมาและเดินไปที่ลานบ้านเพื่อเก็บของอย่างมีความสุข
หลังจากกินธัญพืชหยาบ ๆ มาหลายวัน หญิงสาวก็คิดถึงเนื้อสัตว์เอามาก ๆ
เธอเทปลาและกุ้งในตะกร้าลงถังไม้ ปริมาณสามารถปิดก้นถังได้มิด ทั้งหมดล้วนเป็ปลาและกุ้งตัวเล็ก ๆ ทว่ามันไม่มีเศษดินให้ล้างเยอะนัก เด็กหญิงจึงใช้มีดตัดหัวปลาแล้วโยนให้ไก่ จากนั้นก็ให้อาหารตามปกติแก่พวกมันด้วย
สำหรับตัวปลาที่เหลือ เหยียนซีหยิบปลาตัวยาวออกมาหลายตัวแล้วผ่าท้องของพวกมัน เอาเครื่องในออก ล้างเืและล้างโคลนทรายออกจากปลากับกุ้งฝอยทั้งหมด
เธอเห็นั้แ่ต้นว่าห้องครัวของตระกูลหลิวขาดน้ำมันและเกลือ มีแค่ผักดองเค็มสองขวดและผักดองแห้งอีกหนึ่งขวดเท่านั้น เด็กหญิงหยิบผักดองเค็มมาหนึ่งกำมือจากโถผักดอง นางหวังรักความสะอาดมาก และผักดองเค็มก็สะอาดมากเช่นกัน ดั้งนั้นเธอจึงทำแค่ล้างด้วยน้ำแล้วหั่นมัน
ในห้องครัว หลิวเหิงและนางหวังได้ตักโจ๊กใส่ชามและทำความสะอาดหม้อเรียบร้อยแล้ว
“ข้าจะจุดไฟให้เ้าเอง” หลิวเหิงเห็นว่าเหยียนซีมั่นใจมากเหลือเกิน เขาจึงยกยิ้มแล้วเติมฟืนลงในเตาไฟ
[1] ผักจี้ไฉ่ เป็ผักที่มีใบเป็แฉก ๆ สีเขียวคล้ายต้นขึ้นฉ่าย มีดอกสีขาวครีม ส่งกลิ่นหอมในฤดูหนาว