สำหรับประชาชาติจีนแล้วแม่น้ำเหลืองมีความหมายเป็นพิเศษเพราะวัฒนธรรมหัวเซี่ยทั้งหมดอาศัยแม่น้ำเหลืองในการพัฒนาและขยายตัวนี่เป็นความจริงในประวัติศาสตร์ที่ราชวงศ์และรัฐบาลใดก็เปลี่ยนแปลงไม่ได้
ผมเดินมาที่ข้างหน้าโต๊ะ ยืนเผชิญหน้ากับชายชุดยาวสีเทาแล้วสั่นศีรษะเบาๆ
“ดังนั้นฉันจะทำเรื่องหนึ่งเรื่องใหญ่ที่สะเทือนเลื่อนลั่น” เขาพูด
นิ้วชี้ของเขายังคงกดบนแผนที่ ที่ทำให้ผมแปลกใจก็คือเล็บเขาเป็นสีเงินแวววาวเหมือนทาด้วยยาทาเล็บสีเงิน
ที่แปลกยิ่งขึ้นคือเมื่อปลายนิ้วเขาแตะถูกแผนที่แม่น้ำมารดรที่มีชื่อเสียงสายนั้นบนแผนที่ก็เปลี่ยนเป็นสีเงินแวววาวสีเหมือนเล็บเขา
ผมก้มลงมองอย่างละเอียด แผนที่แผ่นนี้เป็นฉบับที่โบราณมากชื่อสถานที่ ชื่อแม่น้ำและภูเขาใช้อักษรจีนแบบเก่าเขียนกำกับสีกระดาษแทบจะเป็นสีเทาเข้ม มองออกว่าเก่าแก่มาก
ในประวัติศาสตร์นั้นสายน้ำของแม่น้ำเหลืองมีการเปลี่ยนเส้นทางหลายครั้งไหลกัดเซาะที่ราบสูงดินเหลืองจนในที่สุดกลายเป็นทางน้ำรูป “จี่” (几) ที่มีชื่อเสียง
แผนที่ตรงหน้านี้เส้นทางไหลของแม่น้ำเหลืองก็เป็นรูป“จี่” (几)แต่กลับมีความแตกต่างจากแม่น้ำเหลืองฉบับต่างๆ ที่ผมเคยเห็นบ้าง โดยเฉพาะสีของสายน้ำซึ่งไม่อาจปรากฏให้เห็นบนแผนที่ใดๆบนโลก
บนแผนที่ปกตินั้นแม่น้ำจะมีรูปแบบเป็นเส้นทึบสองสายขนานกันระหว่างสองเส้นนี้ถ้ามีการลงสีส่วนมากจะเป็นสีน้ำเงินและสีฟ้าจะไม่ใช้สีเงินเด็ดขาด เพราะสีแบบนี้แสบตาเกินไป ทำให้คนอ่านใจไม่สงบ
“น่าเสียดายเรื่องที่ฉันทำเป็นเพราะถูกบีบเป็นวิธีการรับมือชั่วคราว” ชายชุดยาวสีเทายังคงขมวดคิ้ว
ผมไม่สามารถพูดแทรกได้ทำได้เพียงมองดูแผนที่ นิ่งเงียบฟังเขาพูด
“เวลาและสถานการณ์ขณะนี้เหมือนกันมากกับเมื่อจิงเคอผู้พลีชีพร่ำลาไท่จื่อตานแห่งแคว้นเยียนที่ริมแม่น้ำอี้สุ่ย”เขาพูด
จิงเคอคือบุคคลที่ยิ่งใหญ่ในวงนักเลงสมัยโบราณแม้ว่าแผนลอบสังหารจิ๋นซีฮ่องเต้จะล้มเหลว แต่ต่อมากลับเป็นแบบอย่างให้กับจอมยุทธ์นักฆ่าและมือสังหารบนแผ่นดินจีน เพราะเขาเป็นผู้ริเริ่มการลอบสังหารฮ่องเต้ ทำให้คนรุ่นหลังคิดว่าลอบฆ่าได้แม้แต่โอรสสวรรค์ผู้สูงศักดิ์แล้วยังมีใครที่จะถูกลอบฆ่าไม่ได้
ดังนั้นจิงเคอจึงเป็นบรรพชนของเหล่านักฆ่าอย่างไม่ต้องสงสัย
“คุณจะลอบสังหารจะลอบสังหารทหารระดับสูงของผู้รุกรานงั้นหรือ จะเอาอย่างจิงเคอในสมัยโบราณงั้นหรือ”คำพูดนี้มาถึงริมฝีปากผม แต่ไม่ได้พูดออกมาเพราะผมรู้ว่าชายชุดยาวสีเทาไมใช่จอมยุทธ์ที่ห้าวหาญและไม่ใช่มือกระบี่อย่างหลี่ไท่ไป๋ที่สิบก้าวสังหารหนึ่งคนพันลี้ไร้ร่องรอย
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขาเป็นผู้ทรงภูมิปัญญาชั้นยอดไม่กล้าบอกว่าทัดเทียมกับคนระดับขงเบ้ง แต่อย่างน้อยก็มีสติปัญญาเหนือกว่าคนทั่วไป
“เธอคิดว่า...ฉันสามารถดูดวงตาเธอแล้วรู้ว่าเธอต้องการพูดอะไรงั้นหรือแต่ที่เธอไม่พูดเป็นการพิสูจน์ว่าเธอคิดอย่างมีความหมายลึกซึ้งขึ้นไปอีก”เขายิ้มพร้อมกับพูดชม
ตะเกียงแขวนไม่สว่างนักแต่ยังมองเห็นประกายตาที่เฉลียวฉลาดของเขา
ขณะที่เขาจ้องมองผมผมรู้สึกว่าผมถูกเขามองทะลุปรุโปร่งแล้ว
“ที่จิงเคอลอบสังหารจิ๋นซีเพราะถูกบีบคนที่อ่านประวัติศาสตร์จนขึ้นใจย่อมรู้ว่า ถ้ามองว่าจิงเคอเป็นเพียงแค่นักฆ่าย่อมเข้าใจเขาผิดอย่างมหันต์
ถ้าหากไม่มีเหตุการณ์ที่เขาลอบฆ่าจิ๋นซีอุดมการณ์สูงสุดของจิงเคอคือการเป็นผู้มีเมตตา”
เหมือนที่เม่งจื๊อกล่าวไว้ว่า“ผู้ที่ไม่ประสบความสำเร็จต้องหมั่นเพียรฝึกฝนตนเอง ส่วนผู้ที่ประสบความสำเร็จต้องเผยแพร่ความดีงาม”
อย่างจิงเคอที่เป็นคนที่มีสติปัญญา มีใจเมตตาและมีวรยุทธ์ในยุคจั้นกั๋วชุนชิวที่บ้านเมืองวุ่นวายถ้าไม่ตายจะต้องเป็นเจ้าครองแคว้นที่เกิดขึ้นใหม่ไม่ด้อยไปกว่าเจ้าครองเจ็ดแคว้นใหญ่ในยุคนั้น อย่างแคว้นฉี ฉู่ เยียน หัน จ้าวเว่ยและฉิน แต่น่าเสียดายที่เขาไม่อาจปฏิเสธคำเชิญของไท่จื่อตานแห่งเยียน ถูกบีบให้เดินทางไปสุดท้ายไปแล้วไม่ได้กลับมา เหลือเพียงชื่อทิ้งไว้ให้ผู้คนรู้จัก
“เดิมฉันคิดว่าทัพใหญ่ห้าหมื่นจะตั้งมั่นทางฝั่งใต้ของแม่น้ำเหลืองปกป้องความปลอดภัยของจี่หนาน ห้าหมื่น ต่อให้ลดเหลือเพียงหนึ่งในสิบ ฉันยังประกันว่าโจรญี่ปุ่นไม่กล้าข้ามแม่น้ำเหลืองแม้แต่ก้าวเดียว”คิ้วเขาขมวดแน่น รอยยิ้มบนใบหน้ากลายเป็นยิ้มที่ขมขื่น
เวลานั้นเขตแดนซานตงทั้งหมดอยู่ในการควบคุมของผู้บัญชาการทัพแซ่หันมีทหารชั้นเยี่ยมในสังกัดสองหมื่น กองทหารที่ระดมมาร่วมสังกัดสามหมื่นนอกจากนี้ยังมีกองทหารบ้านท้องถิ่นอีกสองหมื่น รวมแล้วมากกว่าเจ็ดหมื่นดังนั้นที่ชายชุดยาวสีเทาบอกว่ามีทัพใหญ่ห้าหมื่นจึงไม่ใช่คำพูดลอยๆ แต่น่าเสียดายที่รัฐบาลของเมืองออกคำสั่งให้ทหารเจ็ดหมื่นนี้เคลื่อนพลไปห้าหมื่นปลดประจำการสองหมื่น ชั่วพริบตาเมืองจี่หนานจึงกลายเป็นเมืองว่างไม่มีการป้องกัน
ผมเข้าใจแล้วชายชุดยาวสีเทาไว้ใจผู้บัญชาการหัน คิดว่าในมือมีทหารเอาเข้าจริงพอใกล้เกิดศึกกลับไม่มีแม้แต่ทหารสักคนกระสุนสักนัด
“คุณไว้ใจคนผิดแล้ว” ผมพูด
ชายชุดยาวสีเทาดีดนิ้ว “นั่นแหละ”
“ถ้าอย่างนั้นก็รักษาแม่น้ำเหลืองไว้ไม่ได้”ผมพูด
ชายชุดยาวสีเทาสั่นหัว “มิได้ มิได้ครั้งนั้นท่านขงเบ้งใช้พิณหนึ่งตัวกับเด็กสองคนทำให้ทัพเว่ยสองแสนถอยไป อาศัยปัญญาไม่ใช่กำลังทหาร บทเพลงกลยุทธ์เมืองว่างบนกำแพงเมืองของซีเฉิงเป็นที่กล่าวขานมาถึงทุกวันนี้”
ผมไม่สามารถพูดเสริมได้ เพราะในศึกน้อยใหญ่นับพันครั้งในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่งครั้งที่สองและสงครามต่อต้านญี่ปุ่นไม่เคยมีเรื่องน่าอัศจรรย์ที่หนึ่งคนเอาชนะหมื่นคนได้ในอดีตที่ขงเบ้งใช้กลยุทธ์เมืองว่างขู่จนสุมาอี้ถอยทัพนั้นเป็นการประสานระหว่างจิตวิทยากับพิชัยสงครามในระดับสูงพื้นฐานของชัยชนะคือขงเบ้งเข้าใจสุมาอี้เป็นอย่างดี
แต่วันนี้ไม่มีคนขี้ระแวงอย่างสุมาอี้ยิ่งไม่มีคนที่กล้าดีดพิณบนกำแพงเมืองตามลำพังอย่างขงเบ้ง
“จี่หนานไม่ใช่เมืองซีเฉิงของท่านขงเบ้งโจรญี่ปุ่นก็ไม่ใช่สุมาอี้” ผมพูดตรงๆ
“เธอไม่ใช่คนญี่ปุ่น รู้ได้ยังไงว่าพวกนั้นไม่ใช่สุมาอี้”เขาถาม
ความนัยที่ซ่อนอยู่ในคำพูดนี้ก็คือ“เธอไม่ใช่ฉัน รู้ได้ยังไงว่าฉันเทียบขงเบ้งไม่ได้” เมื่อคิ้วสวยของเขาเชิดขึ้นเล็กน้อยเป็นการถ่ายทอดความคิดนี้ให้ผมอย่างชัดเจน
แววตาเขาลึกล้ำมากในส่วนลึกของดวงตาเหมือนมีไฟลึกลับสองกองที่เผาไหม้ไม่มีวันหมด
“ผมไม่รู้ครับ” ผมยอมรับ
“ฉันเองก็ไม่รู้ ฮ่าๆ ฮ่าๆ...”เขาหัวเราะร่วน
“ในเมื่อถูกบีบจนหมดหนทางทำไมจึงยังจะฝืนทำ นี่ไม่ต่างจากตั๊กแตนตำข้าวกางขาขวางรถม้าไม่รู้จักประเมินตัวเองหรือครับ” ผมถามอีก
ก่อนหน้านี้แม่ทัพส่วนหนึ่งของกองทัพจีนบอกว่าปล่อยให้ผีญี่ปุ่นเข้าด่านซานไห่มาแล้วเข้ามาในภาคเหนือของเรา จากนั้นก็ปิดประตูตีสุนัขคนพวกนั้นเสนอให้ล่อข้าศึกเข้ามาลึก จากนั้นคอยล้อมบุกทำลายแต่ต่อมาดูแล้วพวกเขาดูเบาผีญี่ปุ่นเกินไป
ผมไม่อยากเห็นเขาตายเปล่าต่อหน้าข้าศึกที่เข้มแข็งถ้าหลบหลีกไปชั่วคราว ยังมีโอกาสกับมาใหม่ ทำให้ดีกว่าเดิม
“จำเป็นต้องทำ รากฐานฉันอยู่ที่จี่หนานเมืองอยู่คนก็อยู่ เมืองถูกยึดคนก็ตาย” เขาตอบง่ายๆ แต่นี่ไม่ต่างกับคำประกาศเลือด
ผมเชื่อว่าในเมื่อเขาพูดเช่นนี้ก็ต้องทำได้ขณะเดียวกันผมรู้สึกหนักใจเพราะประวัติศาสตร์บันทึกไว้อย่างชัดเจนว่าทัพญี่ปุ่นบุกตรงเข้าเมืองจี่หนานถ้าเช่นนั้นคนตรงหน้าผู้นี้ย่อมมีสภาพที่เมืองถูกยึดคนก็ตายอย่างแน่นอน
เอกสารในหอประวัติศาสตร์แห่งเมืองจี่หนานบันทึกเหตุการณ์ที่จี่หนานถูกยึดครองในปี1937 ไว้ดังนี้
ปลายเดือนกันยายน ปี 1937ทัพหน้าญี่ปุ่นเคลื่อนทัพจากปักกิ่งและเทียนสินลงใต้ มาถึงแถบเมืองเต๋อโจวในซานตง
ต้นเดือนตุลาคม หันฟู่จวี่ทำตามคำสั่งเคลื่อนพลจากแนวเส้นทางรถไฟเจียวโจว-จี่หนานที่แถบเมืองเกามี่ไปยังแนวเส้นทางรถไฟสายเทียนจิน-ผู่โข่ว
ครึ่งแรกของเดือนพฤศจิกายน แม่ทัพหันนำกองพลน้อยแม่นปืนข้ามแม่น้ำเหลืองไปรบกับทัพญี่ปุ่นปะทะกับทหารญี่ปุ่นที่จี่หยาง ทัพจีนพ่ายแพ้ยับเยินแตกหนีไป
วันที่ 14 พฤศจิกายนทัพญี่ปุ่นยึดครองอวี่เฉิง ทัพของแม่ทัพหันรีบถอยมารักษาฝั่งใต้ของแม่น้ำเหลือง
วันที่ 15 ทัพของแม่ทัพหันระเบิดสะพานเหล็กข้ามแม่น้ำเหลืองเพื่อขัดขวางการรุกของทัพญี่ปุ่น(คล้ายกับยุทธวิธีในการรบที่พ่ายแพ้ในที่ต่างๆ ในประวัติศาสตร์อย่างน่าตกใจ)
วันที่ 23 ธันวาคมกองทัพญี่ปุ่นกองพลที่สิบราวสองหมื่นกว่านายภายใต้การบัญชาของนายพลเรนสุเกะ อิโตไคแยกเป็นสองสายข้ามแม่น้ำเหลืองที่จี่เหอและจี่หยาง เข้าล้อมเมืองจี่หนาน
วันที่ 24แม่ทัพหันสั่งให้ซุนถงเซวียนแห่งกรมทหารที่สามกองพลที่สิบสองเป็นทัพหลังยกทัพออกจากจี่หนาน
วันที่ 26กองทัพญี่ปุ่นฝั่งเหนือของแม่น้ำเหลืองบริเวณเขาเช่วซานข้ามแม่น้ำเหลืองที่ลั่วโข่ว
เช้าตรู่วันที่ 28 ธันวาคม กรมทหารที่สามกองพลที่สิบสองของกองทัพจีนในบัญชาของซุนถงเซวียนทิ้งเมืองจี่หนานตามคำสั่งของหันฟู่จวี่หนีลงใต้โดยไม่สู้รบ ขุนศึกเก่าอย่างหม่าเหลียงกับพวกต้อนรับทัพญี่ปุ่นเข้าเมืองจี่หนานถูกยึดครอง
สาเหตุที่ผมยกตัวเลขเหล่านี้ขึ้นมานั้นเพื่อเป็นการบอกกับเขาและบอกตัวเองด้วย“นี่คือประวัติศาสตร์นี่คือประวัติศาสตร์ที่ถูกต้องที่จี่หนานถูกโจรญี่ปุ่นยึดครองในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง”
จากตัวเลขที่ถูกต้องนี้สามารถวิเคราะห์ได้ว่าการต่อสู้อย่างดุเดือดระหว่างชายชุดยาวสีเทาและซังชิงหงกับโจรญี่ปุ่นเกิดขึ้นในราววันที่26 ธันวา ปี 1937 คือช่วงที่ทัพญี่ปุ่นข้ามแม่น้ำเหลืองที่ลั่วโข่ว
พอจะนึกภาพได้ว่าสมมติว่าตอนนั้นมอบทัพจีนให้ยอดฝีมือบัญชาการรบหาชัยภูมิที่เหมาะสมจริงๆ ไม่ใช่ระเบิดสะพานข้ามแม่น้ำเหลืองอย่างง่ายๆผลลัพธ์ของศึกครั้งนี้อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่
แม่น้ำเหลืองเป็นปราการธรรมชาติอย่างแท้จริงแต่ถ้าไม่รู้จักใช้ประโยชน์จากปราการธรรมชาตินี้ สุดท้ายจะทำให้ฝ่ายตั้งรับตกอยู่ในสภาพคับขันกลับเป็นภัยต่อตัวเอง
ที่น่าเสียดายคือชะตากรรมของกองทัพจีนขณะนั้นตกต่ำมากไม่ว่าจะปรับทัพอย่างไรก็ไม่รอดพ้นจากชะตากรรมที่ต้องแตกพ่ายถอยหนี
เมื่อเมืองถูกยึดไม่มีใครมีชีวิตที่สงบสุขได้ ชาวบ้านตาย วีรบุรุษตาย ทุกชีวิตล้มตายกำแพงเมืองกลายเป็นกองดิน
ปัจจุบันทั่วโลกต่างรู้ว่าสงครามรุกรานจีนของกองทัพญี่ปุ่นเป็นส่วนหนึ่งของสงครามโลกครั้งที่สองซึ่งเป็นสงครามใหญ่ในขอบเขตทั่วโลกครั้งหนึ่ง ไม่ใช่จบลงได้ในชั่วข้ามคืนยิ่งไม่ใช่คนคนเดียวหรือไม่กี่คนจะทำให้จบลงได้
ประชาชนจีนใช้เวลายาวนานถึงแปดปีจึงสามารถได้รับชัยชนะในสงคราม
ผมหวังว่าอีกฝ่ายจะเข้าใจต่อให้ทุ่มชีวิตออกไปก็ไม่อาจรักษาจี่หนานไว้ได้
“ผมนับถือท่านมาก” ผมพูดจากใจจริง“แต่คนฉลาดย่อมไม่เอาไข่ไปกระทบหิน ควรพายเรือตามน้ำคล้อยตามสถานการณ์”
เขายกมือขึ้นทันที ฟันฉับกลางอากาศ“ครั้งนี้ฉันวางแผนรอบคอบแล้ว จะเผาผาแดงกลางหิมะ กำจัดโจรญี่ปุ่นในแม่น้ำเหลือง!”
ตามประวัติศาสตร์ทัพพันธมิตรของซุนกวนกับเล่าปี่เผาทัพเรือโจโฉที่ผาแดงจนทัพโจโฉแตกพ่าย แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้ยินว่าเผาผาแดงกลางหิมะ
ผมไม่พูดตอบ เขาเข้าใจความคิดผมทันที“บ่ายวันพรุ่งนี้ หิมะจะตกหนักมาก นั่นแหละเป็นโอกาสที่ดีที่สุดที่จะกำจัดข้าศึกกลางหิมะ
ผมได้แต่ตอบด้วยรอยยิ้มเจื่อนๆ
ด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยของกองทัพญี่ปุ่นการจัดขบวนทัพที่รอบคอบและการจัดวางกำลังพลอย่างมีแบบแผนขณะนั้นมีเพียงกองทัพเยอรมันในยุโรปเท่านั้นที่เทียบได้ แต่เยอรมนีญี่ปุ่นและอิตาลีร่วมกันเป็นพันธมิตรฝ่ายอักษะที่แข็งแกร่ง ร่วมเป็นร่วมตายกันรุกถอยด้วยกัน ฝ่ายหนึ่งยึดครองยุโรป อีกฝ่ายกวาดล้างเอเชียกลายเป็นพายุหมุนทมิฬสองสายบนแผ่นดินใหญ่ยุโรปและเอเชียที่ไม่อาจต้านทานได้
ประวัติศาสตร์ไม่สามารถเกิดขึ้นอีกครั้งการที่สงครามโลกครั้งที่สองดึงทุกประเทศทั่วโลกเข้าสู่ปลักโคลนนั้นเป็นความบังเอิญทางประวัติศาสตร์แต่ก็เป็นความจำต้องเป็นทางประวัติศาสตร์ด้วย
ในฐานะคนยุคปัจจุบันความเข้าใจของผมต่อประวัติศาสตร์ทั้งหมดของสงครามโลกครั้งที่สองน่าจะมากกว่าที่ชายชุดยาวสีเทามองชะตาชีวิตได้ชัดเจน
ชะตาชีวิตที่นี่ไม่ใช่เรื่องของคนคนหนึ่งแล้วแต่เป็นชะตากรรมของเมืองหนึ่ง ประชาชาติหนึ่ง ประเทศหนึ่งกระทั่งทั่วโลก
คิ้วผมขมวดแน่นเหมือนอีกฝ่ายอย่างไม่รู้ตัว
เขากำลังวิตกกับความปลอดภัยของจี่หนานตลอดเวลาแต่ผมวิตกกับการจมลึกอยู่ในสภาพการณ์ที่ไม่รู้
ทั้งหมดเกิดจากป้ากวนแต่เมื่อพิจารณาจากเรื่องประหลาดที่โรงพยาบาลแล้วป้ากวนกับซังชิงหงอาจจะเป็นคนคนเดียวกัน
ขณะนี้ผมเองเป็นห่วงถังหว่าน ถ้าหากเธอเผชิญกับเรื่องทำนองเดียวกันขณะนี้เธอจะอยู่ที่ไหน