ตอนที่แปดสิบสี่ Red Dragon Clan 14
อาณาจักรทางด้านจิตวิญญาณนั้นมีจุดเด่นทางด้านการวิจัยด้านพลังจิตและจำนวนของคนมีพลังจิตในอาณาจักรนั้นๆ
แต่มีจุดอ่อนด้านความรวดเร็วในการค้นคว้าเทคโนโลยีทางเครื่องจักรกล
แต่เป็นกลาง Neutral ในเรื่องของการค้นคว้าเรื่องเทคโนโลยีสายชีวะ
ดูเหมือนจะยุติธรรม
แต่เทคโนโลยียานอวกาศมันต้องใช้เครื่องจักรกลโว๊ย
หรืออาจจะกล่าวได้ว่ามันเหมือนยุติธรรมแต่ไม่ยุติธรรม
ว่าเราอาจจะคิดค้นวิจัยเทคโนโลยีสายพลังจิตที่สร้างยานจากพลังจิตล้วนๆได้ก็จริง
แต่เราก็ยังมีข้อจำกัดในด้านจำนวนผู้ใช้พลังจิตที่สามารถบังคับยานได้
หรือยานสายชีวะภาพที่เป็นสิ่งมีชีวิตแบบพวกผู้กลืนกินดวงดาว
แต่พวกนั้นก็มีข้อจำกัดในการผลิต
การผลิตยานในสภาพเครื่องจักรกลมาตรฐานที่ใช้โลหะจำนวนมากนั้นจึงเป็นอะไรที่มั่นคงและสามารถผลิตได้จำนวนมากที่สุดแล้ว
หากเรามองว่าการศึกคือจำนวน
การที่เราผลิตยานรบอวกาศพลังจิตที่สามารถเอาชนะฝูงยานได้ทั้งฝูงแต่ผลิตได้แค่ไม่กี่ลำมันก็เท่านั้น
ไม่สามารถสู้การผลิตยานแบบเครื่องจักรเทคโนโลยีทางวิทยาศาสตร์ปรกติที่มีมากกว่าจำนวนมากได้
ที่เราจะเอาทหารเกณฑ์ ทหารโคลนหรือแม้แต่หุ่นดรอยด์มาบังคับยานอวกาศยอย่างไรก็ได้
แม้คุณภาพจะไม่ดีเท่า
แต่จำนวนก็คือคุณภาพอย่างหนึ่งในการสงคราม
ผมไม่คิดว่าผมจะสามารถเป็นแม่ทัพในตำนานที่สามารถเอาชนะฝ่ายตรงข้ามที่มีจำนวนมากกว่าหรือเท่ากันได้ขนาดนั้น
การสร้างจุดได้เปรียบให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้คือแผนการของผม
และผมมองดูระบบของผม
ได้ค้นพบว่าขนาดผมปั๊มห้องวิจัยมาจำนวนมากที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้ว
ดีบัฟในเรื่องเครื่องจักรกลก็น้อยจนน่าใจหาย
แต่เทคโนโลยีเพื่อความบันเทิงนั้นสูงขึ้นเรื่อยๆเพราะอาณาจักรของผมเน้นไปในแนวทางนั้น
ชอบการร้องรำทำเพลง กิจกรรมเข้าสังคมcommunion
มีข้อดีคือการเพิ่มแต้มทางการเมืองให้ผมมากขึ้นและเพิ่มความมั่นคงของอาณาจักร
แต่การจะหาเทคโนโลยีสายเครื่องจักรที่ก้าวหน้า
ผมคงต้องใช้เงินแก้ปัญหาในการกว้านซื้อเทคโนโลยีกล่องดำต่างๆจากตลาดมืดนั่นเอง
แคลนเร้ดดราก้อนคือเครื่องมือของผมในแง่นี้
ผมไม่ใช่จักรพรรดิชั่วร้ายที่หลอกให้คนไปตายอยู่แล้ว
แค่ต้องการให้พวกเขาเป็นนอมินี่ให้ผมในการติดต่อค้าขายกับโลกภายนอกเท่านั้นเอง
วิธีการที่เราจะไม่แพ้สงครามคือเราต้องไม่เข้าไปสู่สงคราม
เมื่อมีสงครามแล้วเราต้องรีบจบให้มันเร็วที่สุด
นั่นคือคติของผมเวลาทำสงคราม
และกลยุทธการป้องกันที่ดีที่สุดคือกองยานรบจำนวนมากที่สุด
นั่นคือพิชัยสงครามของผมที่ผ่านการรบในอวกาศ(ในเกมส์)มานับพันชั่วโมง
ผมโผล่มาที่โบสถ์ในดาวนครหลวงของผมอีกครั้ง
เพื่อทำการค้นคว้าวิจัยด้าน Blessing การอวยพร ให้เพิ่มระดับมากขึ้นอีก
ตามที่ผมคำนวณหากมีระดับการอวยพรมากขึ้นอาจจะเพิ่มความฉลาดให้คนในอาณาจักรของผมมากขึ้นได้และเป็นการเพิ่มความเร็วในการวิจัยในทางอ้อมด้วย
...
“ท่านจักรพรรดินำแสงสว่างสู่พวกเรา”
เสียงนักบวชกล่าวนำให้แคลนเร้ดดราก้อน
ท่านจักรพรรดินำแสงสว่างสู่พวกเรา
เสียงกระหึ่มดังทั่วห้อง
บรรดาคนในแคลนเร้ดดราก้อนน้ำตาไหลรู้สึกถึงความอบอุ่นเติมเต็มในหัวใจหลังจากที่ได้สวดมนต์ทำพิธีภาวนาถึงท่านจักรพรรดิ
และทุกครั้งที่ทำพิธีทางศาสนาจะมากจะน้อยภายในร้อยคนจะมีอย่างน้อยสักหนึ่งคนที่ได้รับการอวยพรจากท่านจักรพรรดิ
นั่นคือคุณสมบัติของเทคโนโลยีการวิจัยด้านพลังจิตBlessing การอวยพรนั่นเอง
ว่ายิ่งมีการวิจัยเพิ่มระดับมากขึ้น
โอกาสการที่คนที่ภาวนาต่อจักรพรรดิในพิธีทางศาสนาจะได้คำอวยพรก็ยิ่งมีมากขึ้น
เป็นการสุ่มแบบแรนด้อม
ที่ทำให้ท่านจกัพรรดิที่ชอบความมั่นคงแน่นอนนั่นไม่ชอบเพรามองว่าพึ่งโชคชะตาการสุ่มมากเกินไป
แต่สำหรับสายตาเร้ดดราก้อนแคลนแล้ว
แม้แต่คนที่ขี้สงสัยช่างระแวงมากที่สุด
ก็ไม่คิดสงสัยอีกแล้วว่าการอวยพรนี่คือของจริง
พวกเขามองว่าหากโดนหลอกด้วยคนที่มีพลังจิตสามารถอวยพรเราข้ามดวงดาวได้ขนาดนี้
มันต่างอะไรกับเทพเจ้าที่แท้จริงในตำนานกัน?
และหากภาวนาอย่างนี้
โอกาสที่คนที่จะได้รับการอวยพรในครั้งหน้าอาจจะเป็นเราก็เป็นไปได้
แม้กระทั่งนักรบที่ยอมตายไม่ยอมแพ้
สามารถคุกเข่าลงได้ด้วยความเชื่อทางศาสนาไม่ใช่ด้วยอาวุธแต่ประการใด