หน้ากากเสือดำ ยืดอกโชว์ ลอยสักเสือดำ กลางหน้าอก ให้ขจรดู แล้วก็กระโจนเข้าใส่เหมือนเสือดำ ไม่ใช่ท่ามวยไทยแต่อย่างใด พอถึงตัวขจร ก็ใช้มือตะปบ ขจรเหมือนเสือ ขจรเห็นมันพุ่งตัวเข้ามาอย่างรวดเร็วทำให้ไม่ทันได้ ออกอาวุธ จึงหลบออกไปด้านข้าง แล้วเหวี่ยงเท้าเข้าใส่กลางลำตัวของมัน
ป๊าบ !!
หน้ากากเสือดำ ถึงกับสะดุ้ง ถอยไปสองก้าว ขจรเลยพุ่งตัวเข้าหา แล้วยกเข่าลอยเข้าใส่ แต่หน้ากากเสือดได้สติกลับมาเร็ว ใช้มือทั้งสองสะกัดเข่าลอยเอาไว้ แต่สะกัดไม่อยู ถูกอัดเข้าลิ้นปี่อยู่ดี
โครม !!
หน้ากากเสือดำ ลงไปคุกเข่ากุมหน้าอก ที่พื้นเวที ขจรไม่เข้าซ้ำ เสียงเชียร์ในสนามใต้ดินดังกึกก้อง ตะโกนบอกให้ซ้ำมันเลย ซ้ำมันเลย แต่ขจรไม่สนใจ
“ แกรนหาที่เองนะ” หน้ากากเสือดำ พูดแปลกๆ ออกมาทันใดนั้น หน้ากากเสือดำก็กัดริมฝีปากของตนเองออกมา แล้วนำมาป้ายที่รอยสักเสือดำกลางหน้าอก
เลือดที่นำมาป้ายนั้น ตรงกับรอยสักที่ปากของเสือดำ มันค่อยๆดูดซึมเข้าปากเสือดำไปอย่างน่าอัศจรรย์ ขจรเห็นกับตาถึงกับตกใจ
“ คนเล่นของอย่างนั้นรึ?”
แล้วทันในดั้น หน้ากากเสือดำก็ลุกขึ้นยืน แววตาก็ดูแปลกไปจากเดิม คล้ายกับว่าไม่ใช่แววตาคน ขจรในชาติก่อนคลุกคลีกับสัตว์ในป่า มาตั้งแต่เด็กรู้ได้ทันทีว่า
ดวงตาที่ส่องประกายนี้ เป็นดวงตาของสัตว์ป่า ดวงตาเสือ ด้านหลังมีเงาของเสือดำตัวใหญ่ปรากฏขึ้น
หน้ากากเสือดำ เริ่มตัวงอก้มเดินสี่ขาแบบเสือ เดินเยื้องย่างไปมาเหมือนสัตว์ จ้องมองขจรเหมือนกับว่ารอจังหวะ ขจรก็รู้ทัน หันไปจ้องหน้ามัน เพราะรู้นิสัยพวกเสือเป็นอย่างดี พวกมันจะไม่จู่โจมซึ่งๆ หน้า มันชอบจู่โจมด้านข้าง หรือด้านหลังเหยื่อของมัน แล้วขจรก็แกล้งหันข้างให้มัน หลอกล่อให้มันจู่โจม แล้วมันก็ทำจริงๆ มันกระโจนใส่พร้อมกันทั้งสองมือ แต่ขจรก็ใช้เท้าถีบยันเข้าไปที่ลำคอ จนมันกระเด็นกลับไป หน้ากากเสือดำคลำคอของมันแต่ก็หาเป็นอะไรไม่ คราวนี้มันเริ่มจู่โจมอย่างต่อเนื่อง หาใช่แบบเสือในป่าแล้ว มันกลายเป็นเสือในร่างคน เล็บของมันคล้ายยื่นออกมาเหมือนคมมีด ขจรใช้เตะกวาดเข้าที่ลำตัว ของมันไปหลายที แต่มันก็ยังเดินหน้าเข้าหา คราวนี้มันเริ่มแข็งแกร่งขึ้น แม้ขจรจะต่อยเข้าไปที่ปลายคางของมันได้ แต่มันก็หารู้สึกอะไรไม่
ขจรถูกมันฟาดกรงเล็บเข้าใส่ หน้าอกเป็นลอยเล็บ แดงๆ แต่หาได้ระคายผิวของขจรไม่ ขจรนึกถึงคำสอนของ ท่านปูฤาษี เรื่องวิชาหมัดปราบอสูรต่างๆ แล้วเริ่มท่องมนตร์คาถา แล้วเป่าพรวดออกไปที่หมัดขวา
แล้วกระโจนทยานออกไป
“ หมัดปราบพยัคฆา”
กรงเล็บของหน้ากากเสือดำ พุ่งออกมาปะทะด้วย แต่ว่าหมัดของขจรนั้นถึงก่อน
อัดเข้ากลางจมูกเต็มๆ ทำให้ร่างของหน้ากากเสือ ถึงกับปลิวกระเด็นไปติดเสาเวที
ขจรมองเงาเสือดำตัวใหญ่ที่ปรากฏออกมา ก็สลายไปในทันที
ยกนี้ ขจรชนะ
เสียงร้องของกองเชียร์ดังกึกก้อง ในสนามใต้ดิน มีผู้คนเข้ามากดไลค์เกินหมื่นอีกแล้ว ขจรได้แต่ กดเรียกคู่คนที่สองออกมา แล้วก็เดินกลับไปพักข้างล่าง 10 นาทีค่อยขึ้นมาชกใหม่
“ สุดยอดไปเลย กูเพิ่งรู้มึงเล่นของกับเขาด้วย”
“ ไม่ใช่หรอก พวกนี้แค่เดรัจฉานวิชาเท่านั้น หากในใจเรามีสติ แค่นึกถึงพระพุทธคุณ คอยปกป้องคุ้มภัยให้เรา พวกมันก็จะแพ้พ่ายไปเอง”
“ พูดง่ายนะมึง กูเคยชกกับพวกคนสักยันต์พวกนี้ ไม่เคยเอามันลงเลยสักคน”
“ ต่อไปผมจะสอนคาถาปราบอสูรพวกนี้ให้”
“ จริงดิ”
“ อืม”
แล้วคู่ต่อสู้คนต่อไปของขจรก็ขึ้นมา ทางหน้าจอคอมพิเตอร์ ซึ่งทำเสียงฮือฮาให้กับคนในสนามมาก พี่ธงถึงกับอุทานออกมา
“ แย่แล้ว นี่มันหน้ากากเทพมฤตยู ไอ้จรมึงเสร็จมันแน่”
“ ร้ายกาจขนาดนั้นเชียว”
อายุ 22 ปี ชนะรวด 20 ไฟต์ ราคาต่อรอง 2 ต่อ 1
“ โอ้โห เปิดราคามา 2 ต่อ 1 เลยหรือพี่ ตอนนี้เรามีเท่าไรแล้ว
“ 3 ล้าน”
“ ทุ่มหมดตัวไปเลย”
“ ใจเย็นก่อน มึงรู้ไหมว่าทำไมมันถึงให้ราคาต่อมึง ขนาดนี้”
“ ?”
“ เพราะว่ามันมีพลังกำลังภายในแบบวิทยายุทธโบราณ มึงไม่มีโอกาสชกมันได้เลย คู่ต่อสู้คนอื่นๆ ที่เจอ ล้วนพ่ายแพ้ภายในไม่ถึงนาที”
“ มีกำลังภายในด้วยรึ?”
“ เฮ้อ ไฟต์นี้อย่าลงเดิมพันเลย กูขอ”
“ เข้าใจพี่ กำไรแบ่งมาคนละครึ่ง แล้วเอาส่วนของผม ลงไปแทนก็แล้วกัน”
“ เฮ้ยได้ไง ถ้ามึงมั่นใจ กูก็พร้อมจะเสี่ยงกับมึง อย่างน้อยก็จะมีข้าววัดให้กินละวะ”
ทั้งสองหัวเราะให้กัน แล้วขจรก็ถูกเรียกให้ไปขึ้นเวที พบกับหน้ากากเทพมฤตยู ที่ใบหน้าไม่มีลวดลาย แต่หน้ากากทำมาจากวัสดุสีดำเงา รูปหน้าคมคายหล่อเหลาไม่เบา
“ แกทำให้วันพักผ่อนของฉันต้องสิ้นสุดก่อนกำหนด ต้องเดินทางไกลจากญี่ปุ่นเพื่อมาที่นี่คืนนี้ หวังว่า แกคงไม่แกล้งล้มลงไปนอนยอมแพ้เสียก่อน ไม่อย่างนั้นฉันคงผิดหวังที่ตั้งใจบินมา เพื่อชกกับแกในวันนี้”
“ รับรองว่า แกจะไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน”
เสียงสัญญาณดังขึ้น ขจรเดินหน้าเข้าใส่ก่อนทันที คราวนี้ ขจรจู่โจมก่อน เป็นเท้าที่เตะเข้าไปใส่ต้นขา เอง และก้านคอ หน้ากากเทพมฤตยู ยกขาและแขนออกมาป้องกันเอาไว้ อย่างรวดเร็ว ทำให้ขจรต้องถอยตีกรรเชียงไปรอบๆ แล้วปล่อยหมัดซ้ายขวาเข้าใส่อย่างต่อเนื่อง แต่ทุกหมัดที่ต่อย หน้ากากเทพมฤตยูกลับมองเห็น และสามารถต้านรับเอาไว้ได้อย่างง่ายดาย แต่ว่าก็ยังไม่อาจหลบได้ทุกหมัด
ขจรหลังจากต่อยไปหลายหมัด ก็ถอยห่างออกมา แล้วตวัดเท้ายันกลับหลัง ทำให้หน้ากากมฤตยูไม่ทันระวัง โดนลูกถีบไซด์คิดกลับมา เข้าที่ท้องน้อย กระเด็นถอยหลังไปติดเชือก ขจรเห็นเช่นนั้น ก็กระโดดเข้ามาฟันศอกเข้ากลางหน้าผาก แต่ไม่ทันได้ถึง หน้ากากเทพมฤตยูก็ทำท่าชกออกมา มีเงาปราณพุ่งออกมาจากหมัดคล้ายกับของ คุณป้าซินดี้ ที่เคยมาชกซ้อมกับขจร ปะทะเข้าที่ร่างของขจรจนกระเด็นกลิ้งไปกับพื้น แม้นว่าไม่เป็นอะไร ขจรก็ยังตกใจยิ่งนัก ที่เจอคนที่ใช้หมัดปราณเช่นนี้ บนเวทีต่อสู้
“ นี่แกใช้พลังปราณได้ด้วย?”
“ เจ้าโง่ นี่เขาเรียกว่า พลังเทพยุทธ์ แค่มนุษย์ทั่วไป ไม่มีทางสู้เทพมฤตยูอย่างฉันได้หรอกเว้ย”
คราวนี้ หน้ากากเทพมฤตยู เคลื่อนไหว วาร์ปเข้ามาอย่างรวดเร็ว ขจรไม่สามารถเห็นได้ จึงถูกฝ่ามือซัดใส่ จนกระเด็นไปติดเสาเวที กระอักเลือด หน้ากากเทพมฤตยู พุ่งเข้ามาหมายจะซ้ำต่อ แต่คราวนี้ขจรท่องคาถา เปิดใช้งานยันต์เกราะเพชรทันที
“ หมัดสยบมังกร” หน้ากากเทพมฤตยูปล่อยหมัดออกมาพร้อมตะโกนตามมาด้วย
ตูม !!
หน้ากากเทพมฤตยูพอกระทบกับร่างของขจร ก็ต้องกระเด็นถอยกลับไป โดยที่ขจรไม่เป็นอะไรเลย
“ เป็นไปได้ไง แกไม่มีพลังเทพยุทธ์เลยนี่ ทำไมรับหมัด ระดับวิญญาณเทพยุทธ์ได้”
“ เทพยุทธ์บ้าบออะไรกัน นี่คือมหานุภาพของ ยันต์เกราะเพชรต่างหากเล่า มาคราวนี้พวกเรามาเจอกันใหม่ แกมีพลังเทพยุทธ์อะไรนั่น มาเจอกับมหานุภาพของยันต์เกราะเพชรของฉันดูบ้าง”
หน้ากากเทพมฤตยู เกร็งพลังปราณออกมา ปลดปล่อยพลังวิญญาณเทพยุทธ์ ระดับกลางออกมาจนสุด แล้วปล่อยพลังทั้งหมดไปที่หมัดขวา แล้วพุ่งโจนทะยานเงื้อมหมัด เข้าใส่ขจรอย่างเต็มกำลังอีกครั้ง
“ หมัดสยบมังกร”
ขจรได้ยินมันร้องตะโกนออกมาก็ไม่กลัว ก้าวเท้าไปข้างหลังหนึ่งก้าว แล้วเสกคาถาเอาไว้ที่หมัด แล้วตะโกนออกไปบ้าง
“ หมัดหนุมานประสานกาย”
หมัดทั้งสองปะทะกัน กระดูกข้อมือของ หน้ากากมฤตยู ถึงกับหัก ถูกกระแทกกระเด็นไปนอนติดกับข้างเสาเวที กระอักเลือดออกมา จับข้อมือที่หักของตนเอง แล้วมองหน้าขจรอย่างเหลือเชื่อ
“ นี่แกเป็นพวกจอมเวทย์รึ?”
“ จอมเวทย์บ้าอะไรกัน นี่มันแค่หมัดตรงธรรมดาเท่านั้น” แล้วกรรมการก็ประกาศให้ขจรชนะ แล้วก็เดินลงจากเวทีไป พี่ธงรีบเข้ามาหาด้วยความดีใจ
“ นี่มึงมี กำลังภายในเหมือนมันด้วยหรือวะ”
“ ไม่มีสักหน่อย”
“ อ้าว แล้วทำไมต่อยมือมันหักได้วะ”
“ ผมแค่ใช้หมัดที่ต่อยออกไป เข้านิ้วของมันสองนิ้ว หมัดของผมมีห้านิ้วพอปะทะกันกระดูกนิ้วตรงนั้นจะไปทานแรงปะทะหมัดเต็มๆ ได้อย่างไร กระดูกนิ้วของมันเลยเคลื่อนไปกระแทกกับกระดูกข้อมือ ทำให้ดูเหมือนกับ หมัดผมแรงกว่าเท่านั้น”
“ เรียนหมอมาแม่งก็ดีอย่างนี้ กูฟังแล้วยังมึนตึ๊บ ไปเลย ว่าแต่มึงไปเรียนวิชาหมัดแบบพวกมันมาจากไหนวะ”
“ หมัดอะไร”
“ ก็ที่มึงตะโกนบอกชื่อวิชาหมัดหนุมานประสานกาย ออกมานั่นไง”
“ อ๋อ..ไม่มีอะไร เห็นมันร้องออกมา ก็เลยตะโกนขู่มันกลับไป มีที่ไหนหมัดหนุมานประสานกาย”
พี่ธงได้ฟังก็หัวเราะสะใจ พร้อมกับ มิสเตอร์ที ผู้จัดการสนามเข้ามายินดีกับ ทั้งสองคน พร้อมนำการ์ดเงินสดมาให้
“ นี่คือรางวัลของผู้ชนะ สองรอบก็เป็นเงินสี่แสน และชกชนะครบสามรอบ ได้เพิ่มอีกสี่แสน และค่าตอบแทนพิเศษอีก 2 แสน นี่คือการ์ดเงินสด 1 ล้านบาทของคุณ”
“ ขอบคุณครับ”
“ ไม่ต้องห่วง ไว้โอกาสหน้า หากทางสนามเปิดอีกเมื่อไร เราจะแจ้งกลับไปเผื่อว่าคุณต้องการมาชกกับเราอีก”
มิสเตอร์ที่จากไป พี่ธงก็หยิบการ์ดเงินสดออกมาให้กับขจรดู
“ เฮ้ย เรารวยแล้ว วันนี้พวกเราได้เงินมาทั้งหมด 9 ล้าน
หักทุนไป 1.5 ล้าน ก็เหลือ อีก 7.5 ล้าน หักค่าโต๊ะไป 7.5 แสน เหรือ 6.8 ล้าน มึงเอาไป 5 ล้านกูขอแค่ 1.8 ล้านก็พอ”
“ ไม่ซิ พี่แบ่งกันไปคนละครึ่ง ถือว่าผมชดเชยให้พี่ก็แล้วกัน”
“ เฮ้ย เรื่องเล็กน่า แต่ก็ได้วะ แบ่งกันคนละครึ่ง เอานี่ต้นทุนพร้อมกับกำไรของมึง”
วันนี้ขจรได้เงินมา 3.4 ล้านบาท รวมเงินของโยชิและเงินค่าชก ด้วยตอนนี้เขามีเงิน ประมาณ 5.4 ล้านกวบาทแล้ว พรุ่งนี้เขาจะกลับไป หาซื้อบ้านให้แม่และน้องอยู่กัน
“ เฮ้ย คิดอะไรอยู่วะ”
“ ฉันจะเอาเงินที่มีอยู่ไปซื้อตึกแถวให้แม่ พี่ช่วยแนะนำให้หน่อยได้ไหม”
“ ตึกแถวริมถนน แบบที่แม่กับน้องมึงอยู่ตรงนั้นน่ะหรึอ?”
“ ใช่ ราคาอยู่ที่เท่าไร”
“ ถ้าที่แม่เอ็งเช่าอยู่ก็ต้องมีอย่างน้อย 6 ล้าน แต่ถ้าทำเลที่อยู่ติดถนนใหญ่ก็ 16 ล้านขึ้นไป”
“ อะไรนะ ตึกแถวในซอยแบบที่แม่อยู่ ราคา 6 ล้านเชียวรึ?”
“ ใช่ มึงคิดว่าราคาเท่าไรล่ะ”
“ ผมนึกว่าสัก 2-3 ล้านเท่านั้น”
“ ไอ้บ้า ที่ดิน ค่าแรง ค่าวัตถุดิบ แม่งแพงจะตาย ราคา2 -3 ล้านได้แต่ทาวโฮม ที่อยู่อาศัยเท่านั้น พอจะหาได้ แต่ตึกแถวทำการค้านั้น ไม่มีที่ไหนขายหรอก”
“ เฮ้อ คงต้องเก็บเงินอีกต่อไป”
“ ไม่ต้องห่วง เสาร์หน้ามึงก็จะต่อยกับแชมป์แล้ว หากมึงต่อยเหมือนไฟต์นี้ แชมป์ต้องสู้มึงไม่ได้แน่”
“ ทำอย่างนั้นไม่ได้หรอก เวทีมวยไทยเขาไม่ใช้ไสยเวทย์ดำ หรือ พลังภายในแบบนี้ ต้องต่อสู้ด้วย วิถีของมวยไทยเท่านั้น พวกที่ใช้เวทย์ หรือ ไสยดำ พอเจอเชือกมงคลศักดิ์สิทธิ์เข้าไป จะทำให้ของเข้าตัว แพ้พ่ายไปเอง”
“ จริงหรือวะ กูไม่เคยรู้เลยนะเนี่ย”
“ กลับกันเถอะ”
ขจรกลับไปพักผ่อนที่วัดเหมือนเดิม พอล้มตัวลงนอนก็ฝันไปในอดีตอีกครั้ง
หลังจากที่กองทัพพม่าได้ล่าถอยกลับไป คราวนี้กษัตริย์ได้สั่งให้ หน่วยทหารทุกระดับชั้น เข้าฝึกฝนวิชาการต่อสู้ อาวุธทุกชนิด โดยเฉพาะปืนไฟ ได้ทรงสั่งซื้อเข้ามาเป็นจำนวนมาก มีการรับนักรบรับจ้างเข้ามาเสริมทัพเป็นจำนวนมาก ทับเองก็ต้องฝึกการใช้อาวุธประเภทปืนไฟ แบบสั้น และยาว อย่างหนักแม้แต่ธนู หน้าไม้ ดาบ มีดสั้น ล้วนฝึกฝนอย่างหนัก มาวันนี้ที่สนามฝึกฝน มีคนของพระยาตากเข้ามาร่วมฝึกฝนด้วย มีการประลองเชิงมวยกันให้เป็นที่ประจักษ์ ทับนั้นเพิ่งกลับจากฝึกปืนไฟนอกเมืองกลับมา พบว่า มีชายคนหนึ่งเอาชนะนักสู้ของ ครูหาญลงได้ถึง สี่คน แม้กระทั่งคนของ หน่วยจาตุลังคบาท ก็สู้ไม่ได้ สร้างความขุ่นเคืองใจให้กับครูหาญยิ่งนัก
“ ท่านครู เห็นควรพอแค่นี้ก่อนเถอะนะ ไอ้ทองดีมันเป็นนักมวยทางเหนือ ฉันเพิ่งรับมันเข้ามาในสังกัด มันเอาชนะครูมวยมานักต่อนักแล้ว หาคนต่อกรมันได้ยาก”
“ ไม่หรอก มันยังมีอีกคน อ้าว มาพอดี ไอ้ทับ มึงมากราบพระยาตากซะซิ”
ทับเข้าไปกราบ ชายที่มีหนวด ผิวขาวแต่คงกร้านแดด เลยมีผิวสีดำแดง ดูน่าเกรงขาม นั่งเป็นสง่าด้านข้างครูหาญ
“ อืมยังเด็กอยู่เลย อายุเท่าไรแล้วนี่”
“ 13 ขอรับ”
“ โอ้ กระดูกมวยมันยังอ่อนไป ไอ้ทองดีมันอายุ 25 ปีแล้ว อย่าให้มันเสียมวยตั้งแต่เยาว์วัยเลย”
“ ฮ่า ฮ่า ท่านพระยาก็กล่าวเกินไป ไอ้ทับนี่มันเป็นศิษย์ของ ขุนชำนาญฤทธิไกรโดยตรง ฉันเองบอกตามตรง พ่อยังไม่เคยสอนฉันเหมือนกับมันเลย ตอนรับมันเข้ามา แค่แนะนำไปตาม ตำราเท่านั้น แต่จิตวิญญาณการต่อสู้ของมัน ถูกถ่ายทอดมาจากพ่อครูจนหมดสิ้น”
“ อืม หากเป็นศิษย์พ่อครูชำนาญ ขุนศึกผู้พลิกแผ่นดินจริงๆ งานนี้เจอกับไอ้ทองดีคงสนุกแน่”
ทองดีนั่งอยู่ด้านข้าง ยิ้มฟันขาวให้กับ ทับเด็กหนุ่ม ซึ่งก็ยิ้มตอบเช่นกัน
“ เอ็งมันเด็กเกินไป ข้าจะออมมือให้ก่อนก็แล้วกัน” นายทองดีตัวดำเมี่ยม เอ่ยพร้อกกับรอยยิ้มทีดูเมตตา
“ พี่ชาย อย่าทำเช่นนั้น เลย ข้าไม่ต้องการ”
“ เริ่มชกได้แล้วเว้ย” เสียงครูหาญตะโกนลั่น พร้อมตีไม้ให้สัญญาณ
ทับตั้งท่ารับ เป็นท่าเท้าม้าโจนทะยาน ไม่ใช่ท่าเท้าคชสารตั้งรับ
“ ไอ้นี่ มันเตรียมลุยเลยนี่หว่า” พระยาตากเห็นท่าเท้าก็แปลกใจ
“ มันนิสัยแบบนี้ หากมันไม่มั่นใจ มันจะตั้งรับ แต่ดูเหมือนมันจะมั่นใจ เลยเตรียมท่าม้าโจนทะยานแบบนี้” ครูหาญเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
“ ไอ้ทองดีก็ใช่ขี้ไก่ เสียเมื่อไร ครูคอยดูมันก็แล้วกัน”
ทองดี ยกขาขึ้น แล้วกระทืบลงไปที่พื้นดิน เป็นท่าเท้าข่มปฐพี ทับไม่สนใจพุ่งโจนทยานเหมือนม้า ยื่นเข่าลอยเสือกนำไปก่อน ทองดีใช้มือซ้ายกันเข่าเอาไว้ แล้วก้าวเท้าถอยหลังไป เพราะศอกของทับนั้นฟันออกมากลางหัวของนายทองดีแล้ว แต่นายทองดีถอยหลังออกมาก่อนเลยรอดไปได้ แต่ทับยังออกอาวุธอย่างต่อเนื่อง เหวี่ยงเท้าเข้าใส่ บนและล่าง ลำตัวและหัว ไปอีกสามชุด ทำให้นายทองดีที่ยกขากับแขนออกมากั้น ถึงกับสะท้านไปทั่งตัว จนต้องก้าวเท้า ถอยหลังไปอีก
ทับไม่ปล่อยให้นายทองดีหายใจสบายเข้าประชิดระยะหมัด แล้วกระหน่ำหมัดไปอีก 10 กว่าหมัด นายทองดีถึงกับต้องออกตั้งท่ารับปิดป้องเอาไว้ แต่ก็ถูกทับแหวกแขนที่ตั้งรับ ต่อยเข้าไปที่ใบหน้า จนหงายท้องลงไปคลุกฝุ่น
ทับไม่ไปซ้ำ นายทองดีค่อยๆ ยันร่างขึ้นมาอย่างช้าๆ
“ ไม่เลว ไอ้หนูเอ็งทำให้ข้าล้มไปกับพื้นเป็นครั้งแรกในชีวิต คราวนี้เอ็งเจอการตอบโต้ของข้าดูบ้าง”
นายทองดียิ้มเห็นฟันขาว แสงอาฑิตย์ลอยอยู่เหนือหัว แล้วนายทองดีก็กระโดดตัวลอยสูงขึ้นแทบจะปิดบังแสงอาฑิตย์ ทำให้ทับได้แต่หยุดชะงัก ไม่อาจมองเห็นถนัดนัก นายทองดีใช้ท่าฟันศอกมากลางอากาศ ทุกคนเห็นแล้ว ร้องออกมาอย่างตกใจ คิดว่าทับคงโดนศอกสับเข้าที่กลางกระบาลแน่ๆ....