หวนคืนมรรคา วิถีสู่สวรรค์

    เล่มที่ 2 บทที่ 40 เงาคนเลือนราง

            เล่มที่ 2 บทที่ 40 เงาคนเลือนราง

            กับความตาย เจียงอวิ๋นคุ้นเคยดีและมิได้หวาดกลัวด้วย หากไม่ได้ปู่ช่วยไว้ เขาคงตายตั้งแต่เมื่อสิบหกปีก่อนแล้วเพียงมีชีวิตอยู่รอดได้นานขึ้นในทุกๆ วันล้วนถือเป็นกำไรชีวิต

            อีกทั้งเขายังเคยผ่านประสบการณ์เฉียดเป็นเฉียดตายในภูเขาไพศาลมาหลายครั้งทำให้เขาเผชิญหน้ากับความตายได้อย่างเฉยชายิ่งกว่าผู้อื่นมากโข ด้วยเหตุนี้เองแม้เวลานี้เขาจะรู้สึกได้ถึงการคุกคามจากความตายอีกครั้งแต่บนใบหน้ากลับไร้ซึ่งความหวาดกลัวอย่างสิ้นเชิงมีเพียงความรู้สึกผิดและและเสียดายอยู่ในใจเท่านั้น

            เขาเสียดายที่จะไม่มีโอกาสได้พบเจอปู่ เยว่โหยวและเหล่าครอบครัวในหมู่บ้านเจียงอีกต่อไปแล้ว ส่วนที่เขารู้สึกผิดก็คือเขาไม่สามารถปกป้องลู่เซี่ยวอวี๋ให้ดีได้ทั้งยังไม่อาจทำตามความคาดหวังของปู่ที่มีต่อเขาได้อีกด้วย

            บัดนี้เขาคร้านจะเอ่ยปากพูดอันใดอีกแล้วเพียงมองดูฟางอวี่เซวียนอย่างเย็นชา รอคอยให้นิ้วมือของฟางอวี่เซวียนแทงทะลุลำคอของตน

            ผู้คนทั้งหมดบนลานกวางแม้ไม่อาจได้ยินเสียงภายในม่านแสงสีทองทว่าพวกเขากลับมองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นข้างในได้อย่างชัดเจนซึ่งภาพเหตุการณ์ที่ปรากฏขึ้นตอนนี้ ทำให้ผู้คนทั้งหมดต่างตื่นตกใจไปตามๆ กันฟางอวี่เซวียนคิดจะสังหารเจียงอวิ๋นหรือ?

            ในความคิดของผู้คนส่วนใหญ่เกรงว่าฟางอวี่เซวียนเพียงแค่จะข่มขู่เจียงอวิ๋นเท่านั้นอย่างไรเสียความแค้นระหว่างเจียงอวิ๋นกับฟางยั่วหลินก็มิใช่ความแค้นเป็นตาย

            โดยเฉพาะจนบัดนี้แล้วประมุขยอดเขาทั้งหลายนั่นก็ยังไม่เผยตัวออกมาเลย เห็นได้ชัดว่าพวกเขาล้วนมั่นใจว่าฟางอวี่เซวียนไม่มีทางลงมือสังหารเจียงอวิ๋นแน่มิฉะนั้นพวกเขาย่อมต้องปรากฏตัวมาขวางแล้ว

            “ฆ่ามันซะ ฆ่ามันซะ!”

            ทว่าฟางยั่วหลินที่มีสีหน้าเกลียดชังกลับพึมพำไม่หยุดนางย่อมคาดหวังให้พี่ชายสังหารเจียงอวิ๋นไปเสียเพราะหนึ่งฝ่ามือของเจียงอวิ๋นเมื่อครู่นี้ ทำให้นางขายหน้ายับเยินมีเพียงการปลิดชีพเจียงอวิ๋นเท่านั้น ถึงจะระบายความคับแค้นของนางได้

            ในตอนที่เจียงอวิ๋นกำลังรอคอยความตายมาถึงเสียงพูดอันแก่ชราพลันดังมาจากไกลๆ “ศิษย์หลานฟาง โปรดออมมือ!”

            มีคนเอ่ยปากขอความเมตตาให้เจียงอวิ๋นแล้วทำให้ผู้คนทั้งหมดล้วนเผยสีหน้าตกใจอย่างอดไม่ได้รีบหันไปมองยังทิศทางที่เสียงดังมา

            ซึ่งต้นเสียงได้ดังมาจากทางยอดเขาร้อยสิงสา

            “นี่คงเป็นเสียงของผู้อาวุโสท่านใดท่านหนึ่งสินะ?”

            “คงจะเห็นใจเจียงอวิ๋น ถึงได้เอ่ยปากช่วยกระมัง”

            ในฝูงชนมีคนเข้าใจทันทีส่วนฟางยั่วหลินเมื่อได้ยินเสียงนี้แล้วก็สีหน้าเปลี่ยนไปโดยพลันเพราะนางรู้ว่าเจ้าของเสียงนี้ก็คือผู้อาวุโสแห่งยอดเขาร้อยสิงสาที่คอยจับตามองลู่เซี่ยวอวี๋อย่างลับๆ นั่นเอง

            ฟางอวี่เซวียนหรี่ตาลงเล็กน้อยนิ้วมือที่กดตรงลำคอของเจียงอวิ๋นไม่ได้กดลงไปต่อ แต่ก็มิได้ดึงกลับเช่นกันทว่าเสียงอันแก่ชรานั่นก็ได้ดังขึ้นอีกครั้ง “ศิษย์หลานฟาง หากให้อภัยได้จงให้อภัยเรื่องนี้ ให้มันจบลงแต่เพียงเท่านี้เป็นอย่างไรทั้งข้าทั้งเจ้าล้วนไม่ต้องสืบสาวเอาความอีกต่อไปแล้ว!”

            ในดวงตาของฟางอวี่เซวียนมีประกายเย็นเยียบปรากฏแวบหนึ่งเขาย่อมรู้ว่านี่เป็นเสียงของใคร และยิ่งเข้าใจดีว่าความหมายในคำพูดของอีกฝ่ายคืออะไร

            อีกฝ่ายไม่คิดจะสืบสาวเรื่องที่ฟางยั่วหลินหลอกลู่เซี่ยวอวี๋ออกจากนิกายใช้เรื่องนี้ในการแลกเปลี่ยนกับการไว้ชีวิตเจียงอวิ๋น

            หลังจากลังเลครู่หนึ่งฟางอวี่เซวียนจึงได้แย้มยิ้มออกมารางๆ ม่านแสงที่ครอบอยู่รอบตัวเขากับเจียงอวิ๋นพลันหายไปอย่างไร้ร่องรอยจากนั้นเขาจึงได้เอ่ยพูดขึ้น “ในเมื่อเป็นผู้อาวุโสซาเอ่ยปากขอร้องศิษย์ย่อมต้องเห็นแก่หน้าท่าน”

            ขณะที่พูดอยู่ ฟางอวี่เซวียนค่อยๆ ดึงนิ้วกลับแล้วในตอนที่ผู้คนทั้งหมดล้วนคิดว่าเขาจะปล่อยเจียงอวิ๋นไปจริงๆ นั่นเอง เสียงพูดของฟางอวี่เซวียนพลันดังขึ้นอีกครั้ง“แต่ว่า เมื่อครู่นี้มันตบหน้ายั่วหลินไปหนึ่งครั้ง โทษตายเว้นได้ โทษเป็นยากอภัยข้าจะทำลายแขนข้างนี้ของเขา เพื่อเป็นการลงโทษ!”

            หลังสิ้นเสียงนิ้วมือของฟางอวี่เซวียนที่กำลังดึงกลับก็พลันเปลี่ยนทิศทางจี้ออกไปทางแขนขวาของเจียงอวิ๋น

            หนึ่งดัชนีนี้ประหนึ่งแปรเปลี่ยนเป็นยอดกระบี่แห่งยุค ทันทีที่จี้โดนแขนขวาของเจียงอวิ๋นจักต้องหมดสภาพโดยสมบูรณ์เป็นแน่ การเสียแขนหนึ่งข้างเท่ากับว่าเส้นทางแห่งการบำเพ็ญมรรคได้ถูกขาดตัดขาดเลยทีเดียว

            ผู้คนทั้งหมดล้วนตื่นตะลึงอย่างอดไม่ได้ผู้อาวุโสในนิกายเอ่ยปากขอความเมตตาให้เจียงอวิ๋นแล้วแต่ฟางอวี่เซวียนยังกล้าลงมือ คิดจะทำลายแขนขวาของเจียงอวิ๋นช่างใจกล้ามากเกินไปแล้ว

            อย่าว่าแต่ลูกศิษย์เหล่านี้เลยกระทั่งชายชราผมขาวในยอดเขาร้อยสิงสาผู้นั้น เมื่อได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่นก็เผยความโกรธออกมาทันที

            ทว่าถึงจะมีโทสะก็ไร้ประโยชน์เขารู้ดีว่าฟางอวี่เซวียนตัดสินใจเด็ดขาดมากเพียงใดในการจะขยี้แขนของเจียงอวิ๋นทิ้งหนึ่งดัชนีนี้ดูเหมือนทั่วไป ทว่าแท้จริงแล้วกลับเป็นดัชนีกระบี่ใช้ดัชนีแปลงกระบี่ แม้เขามีใจอยากช่วย แต่เพราะอยู่ห่างไกลเกินไปจึงทำได้เพียงมองดูเท่านั้น

            ทว่าในเวลานี้เองได้มีเรื่องประหลาดเกิดขึ้นอีกครั้ง!

            เมื่อฟางอวี่เซวียนจี้ออกหนึ่งดัชนีเจียงอวิ๋นที่นิ่งเฉยมาโดยตลอดก็เคลื่อนไหวด้วยแล้วเช่นกัน

            ในฝ่ามือของเขาได้มีเปลวเพลิงลุกโชนขึ้นอีกครั้งแม้จะเป็นเปลวเพลิงที่เบาบางสุดขีดแต่ในเปลวเพลิงกลับมียันต์แผ่นหนึ่งถูกจุดไฟแล้ว

            เมื่อแผ่นยันต์ถูกไฟแผดเผาก็ได้มอดไหม้เป็นเถ้าธุลีในพริบตาทว่าในกองธุลีกลับมีกลิ่นอายอันยิ่งใหญ่ทรงพลังที่สร้างความสั่นสะเทือนขึ้นไปทั่วทั้งแสวงมรรคห้ายอดทะลักออกมา

            กลิ่นอายนี้ได้แปรเปลี่ยนเป็นเงาคนเลือนรางสายหนึ่งยืนอยู่ตรงหน้าเจียงอวิ๋น ขวางดัชนีของฟางอวี่เซวียนที่กำลังพุ่งลงมาเอาไว้

            ในยามที่เงาคนเลือนรางปรากฏภายในป่าทึบที่ไม่รู้ว่าห่างจากนิกายแสวงมรรคไปมากเพียงใด ได้มีสตรีวัยกลางคนกำลังเดินทางอยู่ในป่านางพลันหยุดเท้าลง ขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อย “เจียงอวิ๋นประสบปัญหาแล้ว!”

            “ปัญหาอันใด?” ด้านหน้าสตรีวัยกลางคนชายหนุ่มคนหนึ่งได้หยุดเท้าลงเช่นกัน เขาหันหน้ากลับมา เป็นตงฟางโป๋นั่นเอง

            “ไม่รู้เมื่อครู่นี้เขาจุดยันต์กันตายที่ข้ามอบให้แล้ว!”

            ตงฟางโป๋ขมวดคิ้วขึ้นเช่นกัน“ตอนนี้เขาน่าจะกำลังประลองเล็กหลังทดสอบซ้ำอยู่หรือว่าในงานประลองเล็กจะมีคู่ต่อสู้ที่เขาไม่สามารถต่อกรได้อยู่ด้วย?”

            สตรีวัยกลางคนส่ายหน้า “ไม่รู้! แต่ในเมื่อจุดยันต์กันตายขึ้นมาแล้วเขาย่อมต้องปลอดภัยแน่นอน พวกเรารีบทำเวลาเถอะ หากเสียเวลานานเกินไปเกรงว่าศิษย์น้องสามอาจจะอันตรายยิ่งกว่าเดิม!”

            “อืม!” ตงฟางโป๋พยักหน้ารับทั้งสองไม่กล่าวอันใดอีก เงาร่างกะพริบวูบ ออกเดินทางในป่าทึบต่อทันทีเพียงพริบตาเดียวก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย

            ......

            ภายในนิกาย เมื่อเงาคนเลือนรางปรากฏฟางอวี่เซวียนที่มีสีหน้ายิ้มแย้มมาโดยตลอด ในที่สุดก็สีหน้าเปลี่ยนอย่างชัดเจนไม่เพียงแต่รีบดึงนิ้วกลับเท่านั้น แต่ยังหลบถอยไปด้านหลังด้วยความเร็วสูงสุดขีดประหนึ่งประกายสายฟ้าพยายามเว้นระยะห่างจากเงาคนเลือนรางให้มากที่สุด

            และในพริบตาที่เขาถอยหลังออกไปบนร่างเขาก็ได้มีกลิ่นอายอันทรงพลังประทุออกเช่นกันภายใต้การห่อหุ้มของกลิ่นอายนี้ ตัวเขาก็ราวกับกลายเป็นยอดกระบี่เล่มหนึ่งปราณกระบี่พุ่งขึ้นทะลุฟ้า

            เหนือศีรษะของเขาได้มีกระบี่ที่แท้จริงเล่มหนึ่งปรากฏ เป็นกระบี่สีทองตลอดทั้งเล่มราวกับว่าสร้างขึ้นจากทองคำ สำนึกกระบี่อันคมกริบราวกับว่าสะบั้นอากาศจนฉีกขาดได้ได้แผ่ซ่านออกมาจากตัวกระบี่อย่างต่อเนื่อง

            เหมือนว่ามีเพียงเช่นนี้เท่านั้นจึงจะสามารถต้านทานแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวที่เขารู้สึกได้จากเงาคนเลือนรางนั่น

            ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันย่อมทำให้ลูกศิษย์เกือบทั้งหมดบนลานกว้างฉงนงุนงงสิ่งเดียวที่พวกเขารู้สึกได้ก็คือ ฟางอวี่เซวียนเวลานี้เห็นได้ชัดว่าเค้นพลังทั้งหมดที่มีออกมาแล้ว ฤทธิ์เดชที่เขาสำแดงออกมาให้เห็นนี้ก็ทรงพลังสมกับเป็นลูกศิษย์สายในอันดับหนึ่งอย่างไร้ข้อกังขา!

            ภาพที่เกิดขึ้นย่อมต้องสร้างความตื่นตระหนกในประมุขยอดเขาทั้งห้าเช่นกันมีเงาคนหลายสายที่เปล่งประกายแสงอันทรงพลังออกมา จากนั้นเงาร่างพวกเขาก็กะพริบวูบเห็นได้ชัดว่าคิดจะมุ่งหน้าไปยังลานกว้าง และในเวลานี้เองพลันมีเสียงพูดอันเฉยชาเสียงหนึ่งดังขึ้นที่ข้างหูพวกเขาอย่างกะทันหัน“พวกเจ้าห้ามขยับ!”

    คล้ายกับเรื่องหวนคืนมรรคา วิถีสู่สวรรค์ ที่คุณอ่าน