ก่อนหว่านซีจะเข้านอนในที่สุดก็มีข่าวมาว่าต่งเอ้อซื่อให้กำเนิดทารกหญิงที่อ่อนแอคนหนึ่งริมฝีปากของนางอดไม่ได้ที่จะกดรอยยิ้มบนใบหน้าให้ลึกขึ้นไปอีก
สุดท้ายแล้วโชคชะตาของคนเราก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ดูเหมือนว่าชะตาจะได้ลิขิตให้ต่งเอ้อซื่อมีแต่บุตรสาวเท่านั้นไม่รู้ว่าหลังจากนี้นางจะสามารถทำลายคำสาปแห่งโชคชะตาสามารถตั้งครรภ์อีกครั้งรวมถึงให้กำเนิดบุตรชายแก่องค์ชายได้หรือไม่
บุตรชายสายตรง!
นับตั้งแต่เกิดใหม่ นางเฝ้ารอ เฝ้าดู พยายามที่จะเปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง ตอนนี้ดูเหมือนโชคชะตาจะยังอยู่เคียงข้างนางอย่างน้อยนางก็บรรลุความปรารถนาของตนเองแล้วในขณะที่ต่งเอ้อซื่อยังไม่สามารถทำได้สำเร็จ
เป็นอีกคืนที่นางนอนหลับฝันดี
วันรุ่งขึ้น หว่านซีรับประทานอาหารเช้าแล้วและกำลังจะไปหาหงหมินเมื่อนางเห็นเกาหมัวมัวเดินเข้ามาจากข้างนอกด้วยสีหน้ากังวลใจ
หว่านซีมองไปที่เกาหมัวมัวผู้ซึ่งสงบมาโดยตลอดกลับมีทีท่าวิตกเช่นนี้จึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม“หมัวมัว เหตุใดจึงดูตื่นตระหนกเช่นนี้”
"ชายารองเจ้าคะ พระชายาตกเลือดเจ้าค่ะ!"เกาหมัวมัวกล่าวอย่างเคร่งขรึม
นางกังวลมาก ไม่ใช่เพราะนางกังวลเรื่องความปลอดภัยของต่งเอ้อซื่อแต่เพราะนางกังวลว่าจะมีใครฉวยโอกาสราดน้ำสกปรกใส่เจ้าของนาง
"ทุกคนในจวนรู้แล้วหรือไม่" หว่านซีถามเบาๆ
"นี่..." เกาหมัวมัวลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะพูดว่า“ความจริงแล้วเรื่องนี้ต่งเอ้อฮูหยินสั่งให้ปิดข่าวทันทีบ่าวทราบเรื่องนี้เพราะว่าทิงฉินเป็นคนไปสืบมาเจ้าค่ะ”
หว่านซีพยักหน้าอย่างเคร่งขรึม เป็นอย่างที่นางพูด คนอย่างต่งเอ้อฮูหยินจะปล่อยให้ข่าวเช่นนี้รั่วไหลออกไปได้อย่างไร
การที่ต่งเอ้อซื่อตกเลือดเป็นเพราะชะตาลิขิตหรือเพราะมนุษย์ขีดเขียนกันแน่
แต่หากเป็นฝีมือคนแล้วใครกันที่มีความสามารถในการฝ่าปราการป้องกันที่ต่งเอ้อฮูหยินสร้างขึ้นมาได้
จ้าวเจียซื่อ? หรือเป็นคนที่อยู่เบื้องหลังนาง
“หมัวมัวอย่าเพิ่งแพร่งพรายเรื่องนี้ออกไปส่งคนไปสืบความเคลื่อนไหวของจ้าวเจียซื่อด้วย ดูให้ถี่ถ้วนว่านางติดต่อกับใครเป็นการส่วนตัวหรือไม่”
“ชายารองท่านหมายความว่าเรื่องนี้คือ..."
เมื่อเผชิญกับสีหน้าประหลาดใจของเกาหมัวมัว หว่านซีก็เผยรอยยิ้มเย้ยหยันก่อนเอ่ย "หมัวมัวคงไม่คิดว่าจ้าวเจียซื่อจะรับมือได้ง่ายจริงๆ ใช่หรือไม่“
เกาหมัวมัวหน้าแดงด้วยความละอายนางลืมไปได้อย่างไรว่าจ้าวเจียซื่อนั้นมีไหวพริบเล่ห์กลไม่แพ้สตรีในเรือนหลังคนใดเลยมีแต่จะมากกว่าด้วยซ้ำ
หว่านซีไม่ได้ตั้งใจให้เกาหมัวมัวต้องขายหน้าในเรื่องนี้นางเพียงเอ่ยเตือนอีกฝ่ายว่าไม่ควรดูหมิ่นจ้าวเจียซื่อและคนที่อยู่เบื้องหลังนาง
"หมัวมัวไม่จำเป็นต้องกังวลถึงเพียงนั้น มีต่งเอ้อฮูหยินอยู่ในเรือนคงไม่มีเหตุวุ่นวายเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้แน่นอน" ร่องรอยของความเสียดายฉายอยู่ดวงตาของหว่านซีหากต่งเอ้อซื่อตายไปในครั้งนี้เสียความรู้สึกคับแค้นใจของนางอาจจะพอหายไปได้สักครึ่งหนึ่ง
น่าเสียดายที่คนดีมักอายุสั้นแต่คนชั่วกลับอยู่ยาวพันปีคำพูดนี้ก็หมายถึงคนอย่างต่งเอ้อซื่อนี่เอง
"เอาล่ะ ถึงเวลาที่ข้าต้องไปหาหงหมินแล้วเขาจะโกรธแน่หากข้าไปสาย”
เมื่อมองดูรอยยิ้มเย้ยหยันบนริมฝีปากของหว่านซีแล้วเกาหมัวมัวก็รู้ว่านางมีแผนอยู่ในใจแต่เมื่อคิดถึงจ้าวเจียซื่อผู้มากด้วยกลอุบาย นางก็ไม่อาจสงบใจได้เลยจริงๆ
เมื่อเปรียบเทียบกับความสงบของหว่านซีและความระแวดระวังของเกาหมัวมัวแล้ว อีเอ่อร์เกินเจวี๋ยหลัวซื่อที่อยู่ในเรือนหลักกลับมีสีหน้าเศร้าหมองอยากจะตามหาศัตรูที่มองไม่เห็นและฉีกเนื้อมันออกมาเป็นชิ้นๆ ให้หายแค้น
อิ่นหมัวมัวและตงกูกูยืนอยู่ด้านข้างต่างพากันเงียบกริบเหมือนจักจั่นในหน้าหนาวสีหน้าฉายแววอึดอัดใจเล็กน้อย ทั้งยังปรากฏร่องรอยแห่งความพ่ายแพ้อยู่เลือนลาง
“หากมีผู้ใดแพร่ข่าวลือนี้ออกไปจะต้องถูกฆ่าในทันที”ดวงตาของอีเอ่อร์เกินเจวี๋ยหลัวซื่อเย็นชาและคำพูดของเขาเต็มไปด้วยความเกลียดชัง
“เจ้าค่ะ”อิ่นหมัวมัวและตงกูกูตอบอย่างระมัดระวัง
แม้ว่าเรื่องนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อพวกนางทว่าสตรีที่ตั้งครรภ์ได้ยากย่อมส่งผลถึงความโปรดปรานและสถานะของตัวนางเองยิ่งไปกว่านั้นต่งเอ้อซื่อเองก็ไม่ใช่ผู้ที่ได้รับความโปรดปรานอยู่แล้วเดิมพวกนางยังคงหวังว่าต่งเอ้อซื่อจะสามารถกำเนิดบุตรชายสายตรงได้ในครั้งนี้และสามารถพลิกสถานการณ์ขึ้นมาได้อีกครั้งหนึ่งไม่นึกเลยว่าหลังจากใช้เวลานานถึงเพียงนี้ นอกจากบุตรสาวคนโตที่ร่างกายอ่อนแอแล้วที่เหลือก็เหมือนเมฆที่ลอยอยู่บนท้องฟ้า ห่างไกลสุดสายตาและไม่อาจเอื้อมถึงได้
อีเอ่อร์เกินเจวี๋ยหลัวซื่อชำเลืองมองไปทางห้องคลอด ดวงตาฉายแววเคร่งขรึมคนเหล่านั้นกล้าแตะต้องบุตรสาวของนาง หากไม่สนองกลับไปเสียบ้าง คนคงจะคิดว่าสกุลต่งเอ้อนั้นรังแกได้ง่ายเป็นแน่
น่าเสียดายที่นี่ไม่ใช่จวนสกุลต่งเอ้อ หาไม่แล้ว ด้วยวิธีการของนางแม้ว่าอีกฝ่ายจะซ่อนตัวอยู่ใต้ดิน นางก็สามารถขุดดินสามฉื่อ[1]เพื่อที่จะดึงคนผู้นั้นออกมาให้ได้ และถึงแม้จะมีข้อจำกัดแต่ก็ยังดีที่บุตรสาวของนางคือพระชายาและสกุลต่งเอ้อของนางก็มีรากฐานที่มั่นคงพร้อมกับอำนาจล้นเหลือหากนางต้องการสืบหาเรื่องใดแล้วถึงแม้ว่าจะยังไม่ได้ความจริงในทันทีแต่ก็ต้องได้เบาะแสทุกครั้ง
"อนุคนหนึ่งที่ลงมือซ้ำแล้วซ้ำเล่าแล้วยังประสบความสำเร็จมาจนป่านนี้ได้เบื้องหลังเรื่องนี้..." อีเอ่อร์เกินเจวี๋ยหลัวซื่อนั่งนิ่ง ใบหน้าเคร่งขรึมและดวงตามืดครึ้มราวกับพายุกำลังตั้งเค้า
วังหลวงและฝ่ายในเกี่ยวพันโยงใย ในฐานะของนายหญิงแห่งสกุลต่งเอ้ออีเอ่อร์เกินเจวี๋ยหลัวซื่อไม่ได้รับรู้เรื่องราวซับซ้อนเหล่านี้มากนักนางไม่เข้าใจว่าจะมีคนอยากลงมือกับบุตรสาวนางด้วยเหตุใดหรืออาจเป็นเพราะคนเหล่านั้นต้องการลงมือกับองค์ชายเก้าก็เป็นได้
เมื่ออิ่นหมัวมัวได้ยินคำพูดนี้ ใบหน้าของนางก็เผยแววตกใจขึ้นมาทันทีก่อนจะเริ่มไตร่ตรองเรื่องนี้อีกครั้งเมื่อตอนที่หว่านซีถูกคนเล่นงานระหว่างตั้งครรภ์นางก็เห็นแล้วว่าจ้าวเจียซื่อผู้ซึ่งเพิ่งเข้ามาเป็นอนุในครั้งนั้นกลับมีวิธีการ เส้นสายหรือแม้แต่ข่าวสารที่รวดเร็วยิ่งกว่าพระชายา คนเช่นนี้จะไม่ให้หวาดระแวงได้อย่างไร
ต่อมาหลังจากที่องค์ชายลงมือจัดการจ้าวเจียซื่อแล้วนางก็คิดว่าเส้นสายโยงใยที่จ้าวเจียซื่อมีกับคนในวังนั้นถูกทำลายลงแล้วเมื่อเข้ามาสู่วังหลังโดยปราศจากความรักใคร่โปรดปรานไร้ซึ่งภูมิหลังครอบครัวที่ดีและเงินตรามั่งคั่งสตรีคนนั้นก็ไม่ควรสร้างปัญหาอะไรขึ้นมาได้อีกดังนั้นนางจึงผ่อนคลายความระมัดระวังในตัวอีกฝ่ายลงไม่คิดเลยว่าจ้าวเจียซื่อผู้ไม่มีอะไรโดดเด่น กลับมีผู้หนุนหลังเป็นผู้สูงศักดิ์ในวัง
ไม่แปลกใจเลย...
ไม่แปลกใจเลยที่สนมชายาตัวเล็กๆ คนหนึ่งจะมีเส้นสายดีเยี่ยมถึงเพียงนี้
“ฮูหยินบ่าวมีเรื่องรายงานเจ้าค่ะ” อิ่นหมัวมัวพูดขึ้นทันที
"มีอะไร" อีเอ่อร์เกินเจวี๋ยหลัวซื่อชำเลืองมองอิ่นหมัวมัวด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ราวกับกำลังรอให้นางเปิดปาก
อิ่นหมัวมัวเงยหน้าขึ้นมองอีเอ่อร์เกินเจวี๋ยหลัวซื่ออย่างระมัดระวังเมื่อเห็นว่านางไม่แสดงสีหน้าใดๆและแม้แต่ดวงตาก็ปราศจากอารมณ์ นางก็อดไม่ได้ที่จะลังเล"ก่อนหน้านี้เมื่อตอนที่ชายารองหวันเหยียนซื่อตั้งครรภ์ จ้าวเจียซื่อก็ลงมือแล้ว นางเป็นอนุที่เพิ่งเข้ามาใหม่ไม่พูดถึงอุบายเต็มท้องของนางในมือนางมีเส้นสายอยู่มากมายซึ่งเป็นเรื่องผิดปกตินักบ่าวเองเคยสังเกตเรื่องนี้เช่นกัน แต่หลังจากนั้นองค์ชายก็ถอนตะปู[2]ในมือนางออกจนสิ้น...”
"เหตุใดเจ้าไม่พูดก่อนหน้านี้!"อีเอ่อร์เกินเจวี๋ยหลัวซื่อจ้องอิ่นหมัวมัวด้วยความโกรธจากนั้นจึงหันไปมองตงกูกู เมื่อเห็นอีกฝ่ายคุกเข่าลง นางก็พูด “ช่างเถอะ นี่เป็นเพราะข้าประเมินคนต่ำเกินไปคิดว่าขอเพียงชายารองอย่างหวันเหยียนซื่อไม่ลงมือก็คงจะไม่มีเรื่องแล้วตอนนี้เมื่อมาย้อนคิดดู คนที่เก่งกาจที่สุดกลับเป็นคนที่ไม่โดดเด่นเลยสักนิดเดียว”
อีเอ่อร์เกินเจวี๋ยหลัวซื่อชิงชังอิ่นหมัวมัวและคนอื่นๆ ที่ทำให้นางสับสนหากนางรู้ก่อนหน้าที่จะเกิดเรื่อง แม้จะไม่สามารถค้นหาบุคคลเบื้องหลังจ้าวเจียซื่อแต่อย่างน้อยนางก็คงลงมือไม่สำเร็จ
"ฮูหยินโปรดยกโทษให้บ่าวด้วยเจ้าค่ะ..."เห็นอีเอ่อร์เกินเจวี๋ยหลัวซื่อยกมือขึ้นอิ่นหมัวมัวที่ได้สติก็เงียบลงทันที
"เจ้ามีความผิดจริง แต่เห็นแก่ความพยายามของพวกเจ้าดังนั้นข้าจะให้โอกาสชดเชยความผิดอีกครั้ง หากพลาดอีกเจ้าเองก็คงรู้วิธีการของข้าดี" อีเอ่อร์เกินเจวี๋ยหลัวซื่อเหลือบมองไปยังอีกฝ่ายริมฝีปากแต้มรอยยิ้มหยัน ใบหน้าฉายแววเย็นยะเยือก
"ฮูหยินอย่าได้กังวล พวกข้าจะทำให้ดีที่สุดเจ้าค่ะ"อิ่นหมัวมัวและตงกูกูชำเลืองมองกันและกันหน้าผากของพวกนางเต็มไปด้วยเหงื่อเย็นที่ชุ่มไปจนถึงแผ่นหลัง
ในห้องคลอด เมื่อต่งเอ้อซื่อตื่นขึ้นจากการหลับใหลความเจ็บปวดจากร่างกายท่อนล่างทำให้นางหายใจไม่ออกโดยไม่รู้ตัว เยียนจือที่เฝ้าอยู่ด้านข้างได้ยินการเคลื่อนไหวจึงเดินไปทันที "พระชายา ตื่นแล้วหรือเพคะ”
"ขอน้ำข้าสักแก้ว" ต่งเอ้อซื่อเพิ่งรับรู้ว่าเสียงนางแหบแห้งเพียงใด
เยียนจือไม่กล้าละเลย นางรีบส่งน้ำอุ่นให้ผู้เป็นนาย
“เวลาเท่าใดแล้ว” ต่งเอ้อซื่อสับสนอยู่เล็กน้อย
“ทูลพระชายา ท่านหลับไปหนึ่งวันหนึ่งคืนเลยเพคะ”เยียนจือตอบอย่างแผ่วเบา
“ใช่แล้วลูกข้าล่ะ เป็นบุตรชายหรือไม่” ต่งเอ้อซื่อทบทวนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะทำท่าเหมือนนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้แล้วหันมามองเยียนจือด้วยสายตาบีบคั้นเพื่อให้นางตอบ
นางไม่อาจอธิบายได้ว่าเหตุใดเพียงคิดถึงลูกก็ทำให้นางรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาแล้ว
เยียนจือมองผู้เป็นนายผุดลุกขึ้นกะทันหันนางรีบเข้าไปพยุงร่างนั้นเอาไว้ก่อนใช้อีกมือดึงหมอนมารองซ้อนไว้ข้างหลังนาง “ทูลพระชายาเป็นท่านหญิงน้อยเพคะ”
"อะไรนะ!" ต่งเอ้อซื่อดวงตาเบิกกว้างใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่ยินยอมพร้อมใจ จากนั้นนางก็ตะโกนออกมาอย่างโกรธเกรี้ยว"จะเป็นท่านหญิงไปได้อย่างไรต้องเป็นท่านชายสิ บอกข้ามา ใครมาสับเปลี่ยนตัวบุตรชายของข้าพระชายาผู้นี้ไป อา...”
"พระชายา ร่างกายท่าน..." เมื่อเห็นท่าทางจวนเจียนจะเสียสติของต่งเอ้อซื่อ เยียนจือก็ถอยออกไปสองก้าวด้วยความตกใจไม่รู้ว่าควรจะเดินเข้าไปหาผู้เป็นนายอีกครั้งหรือไม่ตอนนั้นเองที่อีเอ่อร์เกินเจวี๋ยหลัวซื่อซึ่งได้รับข่าวเดินเข้ามาอย่างเร่งรีบพลางโบกมือให้เหยียนจือและคนอื่นๆออกไปจากห้องให้หมดแล้วจึงตะคอกเสียงดัง “พอได้แล้ว!"
ต่งเอ้อซื่อ ที่ถูกตำหนิจ้องมองไปยังมารดาซึ่งอยู่ไม่ไกลอย่างว่างเปล่า นิ่งไปอยู่นานก่อนจะร่ำไห้ออกมาพลางเอ่ยเสียงสะอื้น“ท่านแม่ เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้เล่า หรือชะตาจะลิขิตให้ข้าต้องเป็นรองหวันเหยียนซื่อตลอดกาลอย่างนั้นหรือ”
เมื่อเห็นบุตรีของนางร้องไห้อย่างโศกเศร้า อีเอ่อร์เกินเจวี๋ยหลัวซื่อพลันรู้สึกย่ำแย่แต่นางจะทำอย่างไรได้ หากชะตาของบุตรสาวนางเป็นเช่นนี้หมอหลวงบอกว่าร่างกายของต่งเอ้อซื่อได้รับการกระทบกระเทือนและมีโอกาสตั้งครรภ์อีกครั้งน้อยมากแม้ว่านางจะสามารถหายดีได้ แต่ก็ต้องรักษานานถึงเจ็ดหรือแปดปีนับจากนี้แล้วนางยังจะทำอะไรได้อีกหากมีข้อร้องเรียนว่าองค์ชายเก้าจะไร้บุตรชายสายตรงไว้สืบสกุล
แน่นอนว่าไม่ได้
หลายปีมานี้นางไม่ได้ให้กำเนิดบุตรชายแต่เหตุใดนางถึงสามารถนั่งตำแหน่งต่งเอ้อฮูหยินได้อย่างมั่นคง รูปร่างหน้าตาความสามารถ หรือความช่วยเหลือจากบ้านเดิมนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างแน่นอนแต่สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่เรื่องเหล่านี้แต่นั้นเป็นเพราะนางรู้จักวิธีอ่านสีหน้าคน รู้จักการรุกและการถอย เพราะนางไม่อาจคลอดบุตรชายจึงไม่อาจขัดขวางผู้อื่นไม่ให้คลอดได้ดังนั้นนางจึงยังคงนั่งอยู่ในตำแหน่งฮูหยินอยู่ได้นางจะไม่ยอมให้ใครมาทำลายสถานะของนางลงได้เด็ดขาด
ในทางกลับกัน บุตรีของนางกลับเป็นคนเอาแต่ใจ ทำอะไรไม่ยั้งคิดรู้จักแต่การแก่งแย่งชิงดีอิจฉาริษยานี่ต่างหากจึงต้องควรกังวลว่านางจะนั่งอยู่ในตำแหน่งพระชายาไปได้อีกนานเท่าใด
"ตราบใดที่เจ้าไม่ทำผิดพลาดก็ไม่มีใครสามารถกดเจ้าไว้ได้เด็ดขาด" อีเอ่อร์เกินเจวี๋ยหลัวซื่อมองต่งเอ้อซื่อที่ดวงตาเต็มไปด้วยน้ำตาและพูดอย่างจริงจัง
“แต่..."
"ฟังแม่ ครั้งนี้เจ้าถูกคนวางแผนท้ายที่สุดแล้วก็ยังเป็นความสะเพร่าของแม่แต่แม่จะไม่ปล่อยให้เจ้าทุกข์ใจเพียงลำพัง เรื่องหวันเหยียนซื่อนั่นต่อไปไม่ต้องแย่งชิงกับนางอีกแล้วอันดับแรกที่ต้องทำคือดูแลตัวเองให้ดี” อีเอ่อร์เกินเจวี๋ยหลัวซื่อนั่งลงที่ขอบเตียงจับมือของต่งเอ้อซื่อเอาไว้ “ลูกเกิดมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นท่านชายหรือท่านหญิงต่างก็เป็นก้อนเนื้อที่หลุดออกมาจากตัวเจ้าทั้งนั้น”
แม้ว่าต่งเอ้อซื่อจะผิดหวัง แต่ตามที่ท่านแม่ของนางเอ่ยสุดท้ายแล้วก็เป็นเพียงเนื้อที่หลุดออกมาจากร่างกายนางจริงๆ"ท่านแม่ ลูกเข้าใจแล้วมันเป็นเพียงร่างกายของลูก…”“
"อย่าห่วง! ตราบใดที่เจ้าดูแลตัวเองได้ดี ถึงจะใช้เวลานานแต่ก็ใช่ว่าจะคลอดบุตรอีกครั้งไม่ได้" โอกาสมีน้อย แต่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้
“ลูกฟังท่านแม่เจ้าค่ะ” ต่งเอ้อซื่อสูดจมูกเบาๆพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
[1] หน่วยวัดของจีนโบราณ โดย 1 ฉื่ออยู่ที่ประมาณ33.3 เซนติเมตร
[2] เป็นคำเปรียบเปรย หมายความถึงกำจัดสิ่งหรือผู้คนที่วางเอาไว้ในที่นี่คือเปรียบถึงการกำจัดเส้นสายของจ้าวเจียซื่อออกทั้งหมด