ฮูหยินเหวินชางปั๋วหมดความอดทนเสียแล้ว
“ข้าบอกว่าตรวจพบในชาดกล่องนั้นหากไม่เชื่อ เช่นนั้นก็ไปพบกันในศาล บุตรสาวในจวนของข้าถูกวางยาจนเสียโฉมแต่พวกท่านกลับกล่าวหาว่านางไปโดนพิษมาจากที่อื่นแล้วโยนความผิดกลับมาให้เราข้าได้ยินแล้วรู้สึกอับอายเสียเหลือเกิน เช่นนั้นวันนี้ก็พอแค่นี้ อิ้งเส่ว์กลับ!"
ซูอิ้งเส่ว์ลุกขึ้นอย่างหมดอาลัยตายอยากพยุงตัวเดินตามฮูหยินเหวินชางปั๋วออกไปอย่างโซซัดโซเซ
ฉู่ไฉเหลียงจะปล่อยให้เรื่องนี้ถึงขั้นขึ้นโรงขึ้นศาลได้อย่างไร
ตลอดหลายปีที่ผ่านมาเขาเลื่อนขั้นลำบากนัก เพิ่งได้มีโอกาสเกี่ยวดองกับจวนกงติ้งอ๋องนี่ไม่ใช่เวลาที่จะให้เรื่องใดมาเป็นอุปสรรค!
“โปรดรอก่อน โปรดรอก่อน!เรื่องนี้ข้าเข้าใจกระจ่างดีแล้วฮูหยินเหวินชางปั๋วยังไม่ไปฟ้องร้องที่ศาลก็เพราะเห็นแก่ไมตรีระหว่างจวนของเราเช่นนั้นเชิญที่เรือนฮวาทิงของจวนเราก่อนเถิด พวกเราหารือกันอย่างรอบคอบเผื่อจะหาทางออกร่วมกันได้ดีทั้งสองฝ่าย”
ฉู่ไฉเหลียงหาใช่คนโง่หากฮูหยินเหวินชางปั๋วคิดจะดำเนินคดีจริงวันนี้คนที่มาด้วยคงเป็นเจ้าหน้าที่จากศาลซุ่นเทียนไปแล้ว อีกทั้งซูอิ้งเส่ว์ก็ไม่ใช่บุตรสาวแท้ๆของนาง และจวนเหวินชางปั๋วก็ย่ำแย่ลงมากในระยะหลัง เห็นได้ชัดว่านางต้องการบางสิ่ง
“ก็ได้อย่างไรเราก็เป็นขุนนางในราชสำนักเดียวกันท่านโหวของข้ากับท่านอย่างไรก็ยังต้องพบหน้ากันอีกอย่าให้เรื่องเล็กต้องกลายเป็นเรื่องใหญ่จะดีที่สุด”ฮูหยินเหวินชางปั๋วยอมรับแบบเสียมิได้
“ขอบคุณฮูหยินเหวินชางปั๋ว”
ฉู่ไฉเหลียงกลืนความอัปยศก่อนผายมือเชิญฮูหยินเหวินชางปั๋วกับซูอิ้งเส่ว์ไปยังเรือนฮวาทิงโดยมีพวกองครักษ์ของจวนเหวินชางปั๋วเดินตามไปด้วย
บรรยากาศในโถงหน้าพลันเงียบงัน
ครึ่งชั่วยามต่อมาฉู่ไฉเหลียงเดินกลับมาด้วยใบหน้าเคร่งเครียด
“ฮูหยินเหวินชางปั๋วเสนอทางเลือกไว้สองทางหนึ่งยอมความ สองขึ้นศาล”
ฮูหยินผู้เฒ่าร้อนใจรีบยื่นถ้วยชาให้ฉู่ไฉเหลียง“ไฉเหลียง เรื่องขึ้นศาลเกรงว่าจะไม่เหมาะ อาจกระทบกับตำแหน่งหน้าที่ของเจ้า”
“ใช่แล้วพี่ชายใหญ่”ฉู่ไฉจวิ้นกล่าวเสริมเช่นกัน
“คิดว่าข้าไม่รู้หรือ แม้นางจะพูดว่าให้ข้าเลือกแต่จริงๆ ข้ามีทางเลือกเพียงทางเดียว คือยอมความยอมความก็คือชดใช้เป็นเงินทองอย่างไรเล่า”
ฮูหยินผู้เฒ่าขมวดคิ้วแน่น“พวกเขาเรียกเงินเท่าไหร่กัน”
“แปดพันตำลึงเงิน!”ฉู่ไฉเหลียงกัดฟันกรอด
“แปดพันตำลึง?นางไม่ปล้นกันไปเลยเล่า!” ฮูหยินผู้เฒ่าตกใจจนหน้าแดงก่ำด่าทอเสียงดัง “ข้าว่าจวนเหวินชางปั๋วนั่นคงจนจนเพี้ยนไปแล้ว!”
อนุหวังก็กรีดร้องขึ้นมา“เป็นไปไม่ได้! พวกเราจะไปหาเงินตั้งแปดพันตำลึงจากที่ไหน!”
แปดพันตำลึงเงินนับว่าเป็นเงินจำนวนมหาศาลแม้แต่จวนอันลู่โหวผู้มั่งคั่งเวลาจัดหาสินเดิมให้บุตรสาวภรรยาเอกก็แค่สองพันตำลึงแปดพันตำลึงพอให้จวนเหวินชางปั๋วที่ตกต่ำในยามนี้หาภรรยาให้บุตรชายทั้งสี่คนได้เลยทีเดียว
“เป็นไปไม่ได้อย่างนั้นหรือตอนนี้พวกเรายังมีสิทธิ์จะพูดคำนั้นอีกหรือ!”ฉู่ไฉเหลียงลุกพรวดขึ้นเดินวกไปวนมาทั่วห้องด้วยความหงุดหงิด“ตอนนี้ดาบจ่อที่คอแล้ว จะพยักหน้าหรือไม่ก็โดนฟันอยู่ดี!”
“เช่นนั้นก็ให้พวกนางไปฟ้องเอาเลย!”ฉู่เมิ่งอิ๋งกรีดร้อง “อย่างไรข้าก็ไม่ได้ทำ ใครเป็นคนทำก็ให้คนนั้นรับโทษไปเถิด!”
“หุบปาก!”ฉู่ไฉเหลียงตวาดลั่น “เจ้าลูกอกตัญญู! ข้ายังไม่ได้คิดบัญชีกับเจ้าเลย!วางท่าสง่างามราวกับคุณหนูผู้สูงศักดิ์ แต่ลับหลังกลับขโมยของน้องสาวตัวเอง!ศีลธรรมของเจ้าอยู่ที่ใด กลืนหายลงไปในท้องสุนัขหมดแล้วหรือ!”
ฉู่เมิ่งอิ๋งถูกด่าจนหน้าแดงก่ำสะอื้นไห้ออกมา
อนุหวังที่อยู่ด้านข้างกำผ้าเช็ดหน้าแน่นแต่สุดท้ายก็ไม่กล้าพูดแทนบุตรสาวแม้แต่คำเดียว
“อย่างไรก็ต้องจ่ายหากเรื่องแดงออกไป อนาคตของข้าต้องพังยับเยินเป็นแน่ถึงตอนนั้นพวกเราคงต้องกลับไปทำไร่ไถนาอยู่ที่ชนบทลูกหลานตระกูลฉู่ก็จะหมดโอกาสได้ผงาดในราชสำนัก!”
“หากคิดถึงผลในระยะยาวก็ควรยอมความจริงๆ” ฉู่ไฉจวิ้นพูดอย่างลังเล“แต่จะหาเงินจำนวนมากเช่นนี้จากไหนเล่า พี่ชายใหญ่มีเงินเก็บถึงแปดพันตำลึงเลยหรือหากขายที่ดินสำหรับเซ่นไหว้กับทรัพย์สมบัติที่สืบทอดกันมาคงพอขายได้สักสามพันตำลึงแต่หากขายหมดเกรงว่าเหล่าบรรพชนจะมาเข้าฝันด่าพวกเราทั้งคืนแน่”
ฉู่ไฉเหลียงสบถเสียงต่ำ“ใครว่าต้องขายมรดกบรรพบุรุษกันเล่า! ข้าขอคิดอีกหน่อย”
“คิดเจ้าจะคิดอะไรอีก” ฮูหยินผู้เฒ่าจ้องฉู่ไฉเหลียงเขม็ง“ข้าคิดว่าเจ้าฉลาดหลักแหลมมาตลอดถึงได้ปล่อยให้เจ้าสร้างตัวอยู่เมืองหลวงมาหลายปี แต่เจ้าดูเอาเถิดเรือนในของเจ้าลุกเป็นไฟขนาดไหนเจ้าดูอนุพวกนั้นสิว่าสั่งสอนลูกเจ้าจนกลายเป็นเช่นไร ฉู่หวาอวิ๋นถึงขั้นกล้าใส่มูลหนูในชาของพี่ชายตาบอด!ฉู่เมิ่งอิ๋งก็กล้ารังแกบุตรสาวภรรยาเอกถึงขั้นไปแย่งชาดของนาง!”
“ฮูหยินผู้เฒ่า!พวกเรา...”
“คุกเข่า!ข้าสั่งให้เจ้าพูดหรือ!”
อนุหวังเห็นสถานการณ์ไม่สู้ดีนักเพิ่งจะอ้าปากก็ถูกฮูหยินผู้เฒ่าตวาดใส่ ทำได้เพียงรีบคุกเข่าลงอย่างเชื่อฟัง
“ฮูหยินผู้เฒ่าวิเคราะห์ได้กระจ่างแต่ผู้น้อยขอพูดอย่างหนึ่งเถิดเมิ่งอิ๋งใช้เวลานานกว่าจะผูกมิตรกับคุณหนูจวนเหวินชางปั๋วได้นั่นก็เป็นสายสัมพันธ์ที่มีค่าในอนาคตเช่นนั้นแล้วนางจะวางยาทำลายสหายรักของตนเองทำไมกันเรื่องนี้เห็นชัดว่ามีคนจงใจใส่ร้ายเมิ่งอิ๋งเจ้าค่ะ!”
ฉู่ไฉเหลียงยังไม่ทันเอ่ยปากฮูหยินผู้เฒ่าก็ตวาดลั่น
“เจ้ายังจะเถียงอีก? คิดว่าตัวเองเลี้ยงลูกสาวได้ดีนักหรือข้าเคยบอกแล้วว่าสตรีเช่นพวกเจ้าไม่มีคุณสมบัติจะมีอำนาจพอได้ลิ้มรสวันดีคืนดีไม่กี่วันก็ลำพองเสียจนเกินตัว! ข้าให้เจ้าเป็นคนดูแลจวนแทนภรรยาเอกเพราะเห็นแก่หน้าไฉเหลียงแต่ดูซิว่าเจ้าทำให้จวนนี้วุ่นวายเพียงใด! เมื่อก่อนกดขี่บุตรจากภรรยาเอกจัดการเรื่องอย่างไม่เป็นธรรม ลับหลังยังกล้าทุจริตทรัพย์สินของจวนบัดนี้ยิ่งไปกันใหญ่ เลี้ยงลูกสาวให้เป็นเช่นนี้ ทำจวนเกือบล่มสลาย! คนเช่นเจ้ายังมีหน้ามาคุมจวนอีกหรือ”
คำพูดนี้ทำเอาฉู่ไฉเหลียงใจหล่นวูบ
ฮูหยินผู้เฒ่าพูดต่ออย่างไม่ปล่อยโอกาส
“อนุหวังคืนป้ายดูแลเรือนมาเสียเพื่ออนาคตของจวน เพื่อไม่ให้ตระกูลนี้พังพินาศในวันหน้าเจ้าไม่ต้องจัดการเรือนอีกต่อไปแล้ว”
“ฮูหยินผู้เฒ่า!ไม่ได้...!”
“ไม่ได้อะไรข้าเป็นมารดาของฉู่ไฉเหลียง แล้วเจ้าคือใคร เป็นแค่อนุ!แค่ไฉเหลียงไว้หน้าให้เจ้าดูแลจวนมาสิบกว่าปีก็ถือว่าเจ้ามีบุญแล้วทุจริตไปเท่าไหร่ก็พอเสีย ยังจะหน้าด้านอยู่อีกหรือ!”
“ท่านพี่...ข้าไม่ได้...ข้า”
“พอเถิด”ฉู่ไฉเหลียงรู้ดีว่าฮูหยินผู้เฒ่ารอวันนี้มานาน หากตนยังเถียงอีกคงต้องโดนหาว่าเป็นลูกอกตัญญูแน่ ขณะนี้เขาเป็นฝ่ายเสียเปรียบ จำต้องก้มศีรษะกล่าว“ท่านแม่อายุมากแล้ว แต่ยังต้องมาวุ่นวายกับเรื่องหลังเรือนของลูก ลูกรู้สึกผิดนัก”
ฮูหยินผู้เฒ่าพอใจแต่ยังคงทำทีว่าเศร้าใจ “ช่างเถิด เจ้าคือความหวังของตระกูลเราตั้งใจทำหน้าที่ขุนนางให้ดี ทั้งตระกูลฉู่ยังต้องฝากความหวังไว้กับเจ้า”
ฉู่ไฉเหลียงจึงสั่งให้อนุหวังนำป้ายดูแลจวนออกมา
อนุหวังร้องไห้จนแทบหายใจไม่ทันแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ทำได้เพียงยอมส่งมอบอำนาจดูแลจวนไป
ฉู่เมิ่งอิ๋งถึงกับหน้าซีดเผือดเพราะอนุหวังมีอำนาจควบคุมจวน ชีวิตของนางจึงสุขสบายตลอดหลายปีบัดนี้อนุหวังเสียอำนาจไป แล้วนางจะอยู่ต่ออย่างไร!
อนุซุนที่ยืนอยู่ข้างๆดึงมือฉู่อวิ๋นเจียวไว้ มองอนุหวังเสียอำนาจจนแทบกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่
ถึงแม้พิษที่นางใส่ลงไปในชาดกล่องนั้นจะไม่ทำลายฉู่จวินหลันและไม่ได้เห็นฉู่จวินหลันกับอนุหวังกัดกันราวกับสุนัขแต่กลับกลายเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างไม่คาดฝันเช่นนี้!
ขณะที่อนุซุนกำลังลิงโลดในใจเงยหน้ามาก็เห็นสายตาของฉู่จวินหลันมองมายิ้มๆ
แม้นางจะยิ้มแต่แววตากลับเย็นเยียบดั่งคมมีด ราวกับมองทะลุความคิดทุกอย่าง
อนุซุนพลันหัวใจหดวูบ!
ช้าก่อน...นางเด็กนี่บอกเองไม่ใช่หรือว่าเพราะพบร่องรอยของพิษ‘ลั่วเหยียน’บนตัวซูอิ้งเส่ว์จึงถามเพื่อยืนยันให้แน่ใจว่าอีกฝ่ายได้ใช้ชาดของร้านเฟิ่นเตี๋ยหรือไม่
หรือว่า...นางรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าชาดกล่องนั้นมีพิษ!