Evolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว

    เล่มที่ 2 บทที่ 50 การปรากฏตัวของเหมืองหินวิญญาณ

            “ชิงเอ๋อร์ในตอนนี้ในถิ่นของมนุษย์มีเหตุการณ์ยิ่งใหญ่เกิดขึ้นบ้างไหม?”

            บรรยากาศเริ่มกระอักกระอ่วนอวี๋จื่ออวี๋จึงจำใจต้องเปลี่ยนเรื่อง

            “เรื่องใหญ่เหรอคะ?”

            ชิงเอ๋อร์ใช้มือเรียวสวยพิงลำต้นหนาของอวี๋จื่ออวี๋ราวกับกำลังใช้ความคิด

            ครู่หนึ่งดวงตาของเธอก็ทอประกายคล้ายนึกเรื่องบางอย่างออก ก่อนจะตอบว่า

            “เมื่อไม่นานมานี้ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือดูเหมือนจะมีการค้นพบเหมืองหินวิญญาณตามธรรมชาติทำให้ศูนย์วิจัยพลังวิญญาณกว่าสิบแห่งกำลังเปิดศึกแย่งกันอย่างดุเดือดเลยค่ะ”

            “หืม...”

            อวี๋จื่ออวี๋ถึงกับชะงักโดยไม่ทันได้ตั้งตัว

            เหมืองหินวิญญาณงั้นหรือ?

            ชิงเอ๋อร์สังเกตเห็นความฉงนของอวี๋จื่ออวี๋เธอจึงอธิบายว่า

            “หินวิญญาณคือแร่ธาตุพิเศษที่กักเก็บพลังวิญญาณไว้มหาศาลค่ะพลังวิญญาณในแร่ชนิดนี้บริสุทธิ์มากจนคล้ายจะสามารถดูดซับได้โดยตรงและเป็นหนึ่งในสสารเพียงไม่กี่ชนิดที่มนุษย์ค้นพบว่าสามารถเร่งการบ่มเพาะพลังได้”

            “ผู้เชี่ยวชาญบางคนถึงขั้นวิเคราะห์ว่าการปรากฏขึ้นของเหมืองหินวิญญาณจะช่วยให้มนุษย์สามารถไล่ตามวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติชนิดอื่นให้ทันได้ในระยะเวลาอันสั้นเลยทีเดียวค่ะ”

            เมื่อได้ฟังคำอธิบายของชิงเอ๋อร์กิ่งก้านของอวี๋จื่ออวี๋ถึงกับสั่นสะท้านไม่หยุด

            ในส่วนลึกของจิตใจราวกับมีฝูงม้าโคลนหญ้านับหมื่นตัวกำลังวิ่งพล่านจนชุลมุน

            “เอ่อ... ให้ตายสิ ข้ายอมเลยพวกเขาจะเล่นกันแบบนี้จริงๆ หรือ?”

            “แบบนี้ก็เท่ากับว่าข้อได้เปรียบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติหายไปหมดเลยไม่ใช่หรือ?”

            แม้จะเคยคิดว่ามนุษย์คงจะหาวิธีไล่ตามวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติอื่นให้ทันได้แต่เมื่อได้ยินเรื่องนี้เข้าจริงๆ อวี๋จื่ออวี๋ก็ยังคงมึนงง

            ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วเกินไป

            รวดเร็วเสียจนอวี๋จื่ออวี๋ไม่ทันได้เตรียมใจ

            เขายังตั้งใจว่าจะแสดงพลังให้มนุษย์เห็นหลังจากบรรลุระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่สามแล้วแท้ๆ

            แต่ใครจะคาดคิดชิงเอ๋อร์กลับมาเคาะระฆังเตือนสติเขาอย่างกะทันหันว่ามนุษย์ได้ค้นพบกุญแจสำคัญที่จะไล่ตามวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติอื่นได้ในระยะเวลาอันสั้นแล้ว

            “บ้าจริง เรื่องนี้ชักจะบานปลายแล้ว”

            อวี๋จื่ออวี๋พ่นลมหายใจออกมา พลางบ่นอุบในใจ

            แต่ในเวลานั้นชิงเอ๋อร์คงจะเห็นความตึงเครียดของอวี๋จื่ออวี๋ จึงปลอบใจว่า“นายท่าน นี่เป็นเพียงการวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญความน่าเชื่อถือไม่สูงนักหรอกค่ะ”

            “ข้ารู้สึกสังหรณ์ว่ามันคือเรื่องจริง”

            อวี๋จื่ออวี๋ตอบกลับไปอย่างไม่ใส่ใจนักแต่ในใจกลับยิ่งมั่นใจ

            ขนาดรากของเขายังสามารถดูดซับแม่น้ำวิญญาณใต้ดินได้แล้วทำไมมนุษย์จะดูดซับพลังวิญญาณบริสุทธิ์ที่อยู่ในเหมืองหินวิญญาณไม่ได้กันเล่า

            ยิ่งไปกว่านั้นสถานการณ์เช่นนี้ยังทำให้อวี๋จื่ออวี๋นึกถึงตำนานการบำเพ็ญเซียนในยุคโบราณ

            ซึ่งในตำนานเหล่านั้นมนุษย์มักมีพรสวรรค์ด้อยกว่าเผ่าพันธุ์อื่นแต่สุดท้ายก็อาศัยหินวิญญาณและของวิเศษอื่นๆ มาช่วยบ่มเพาะจนสามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้ปกครองโลกได้สำเร็จ

            และตอนนี้สถานการณ์ของมนุษย์ก็ไม่ต่างจากตำนานเหล่านั้นเลย

            มีพรสวรรค์ด้อยกว่าสัตว์และพืชพรรณเช่นกัน

            และได้ค้นพบแร่ธาตุที่กักเก็บพลังวิญญาณไว้เช่นกัน

            “พับผ่าสิสมดุลของสถานการณ์นี้พังทลายลงในพริบตาเดียว”

            อวี๋จื่ออวี๋อดไม่ได้ที่จะบ่นออกมาอีกครั้งแต่เขาก็พยายามระงับความหงุดหงิดที่เกิดขึ้นในใจ

            บางเรื่อง รีบร้อนก็ไร้ประโยชน์

            และสิ่งที่เขาสามารถทำได้ตอนนี้ก็คือการรอคอยเท่านั้น

            แน่นอน ในขณะที่รอคอยเขาก็ต้องเริ่มเตรียมการบางอย่างด้วย

            นิ่งสงบสยบความเคลื่อนไหวคือวิถีแห่งราชันย์

            ทว่าสถานการณ์ที่ไม่เปลี่ยนแปลงนั้นมีเงื่อนไขว่าตนเองต้องแข็งแกร่งพอเสียก่อน

            เมื่อคิดเช่นนี้ทุกกระบวนการของเขาก็ต้องเร่งให้เร็วขึ้น

            เมื่อนึกถึงเรื่องนี้อวี๋จื่ออวี๋ก็แหงนหน้ามองท้องฟ้า

            “แกว๊ก... แกว๊ก... แกว๊ก...”

            เสียงร้องแหลมดังต่อเนื่องติดกันเป็นระยะเมื่อแสงแปดสายพุ่งทะยานราวลูกศรหลุดจากคันก็ชะงักนิ่งกลางอากาศอย่างพร้อมเพรียง

            เมื่อมองดูอย่างละเอียดจึงพบว่าเป็นเหยี่ยวเพเรกรินแปดตัวที่มีขนาดเท่ากำปั้นเท่านั้น

            อาต้า อาเอ้อร์ อาซาน...

            บริวารทั้งแปดตัวที่อวี๋จื่ออวี๋ฟูมฟักมา

            ทว่า มันต่างจากอสูรกลายพันธุ์อื่นๆที่ยิ่งแข็งแกร่งร่างกายยิ่งใหญ่ขึ้น

            สัตว์ตัวน้อยทั้งแปดนี้กลับยิ่งแข็งแกร่งร่างกายยิ่งหดเล็กลง

            การควบแน่นคือแก่นแท้สินะ?

            อวี๋จื่ออวี๋คิดแล้วก็นึกขบขัน

            แน่นอน ถึงแม้ขนาดจะเล็กลงก็ไม่อาจมองข้ามความน่าสะพรึงกลัวของพวกมันได้

            ยามนี้พวกมันทั้งหมดล้วนอยู่ในระดับแรกเริ่มขั้นที่เจ็ดแล้ว

            ปีกสีดำสนิทเงางามเพียงกระพือเบาๆก็สามารถพัดพาหิมะให้ปลิวหายไป

            ที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นคือเมื่อพวกมันต้องการพุ่งดิ่งลงมา เพียงแค่พลิกปีกด้านหนึ่งก็จะเปลี่ยนเป็นสายฟ้าสีดำพุ่งทะยานลงมาเบื้องล่างทันที

            “ฟึ่บ!”

            ในชั่วพริบตาพวกมันพุ่งผ่านหน้าผาที่แหลมคมราวใบมีด ทิ้งไว้เพียงร่องรอยลึกที่ไม่อาจหยั่งถึง

            “เจ้าพวกนี้เริ่มจะมีราศีของจ้าวเวหาขึ้นทุกวันจริงๆ”

            ขณะพึมพำ อวี๋จื่ออวี๋ก็ฉายแววตาคมกริบออกมา

            เหยี่ยวเพเรกรินเหล่านี้คือหูตาของเขาบนท้องฟ้าและเป็นเพียงหนทางเดียวที่อวี๋จื่ออวี๋จะควบคุมน่านฟ้าได้ในเวลานี้

            ด้วยพละกำลังของสัตว์ตัวน้อยทั้งแปดและการสนับสนุนของนกกระเรียนขาวระดับแรกเริ่มขั้นที่หกในปัจจุบันทำให้พวกมันสามารถครองความเป็นใหญ่เหนือท้องฟ้าของขุนเขาแห่งหมอกได้อย่างแท้จริง

            จนถึงขณะนี้ไม่มีวิหคใดในขุนเขาที่ปกคลุมด้วยหมอกกล้าที่จะท้าทายพวกมัน

            ทว่า หากเป็นเมื่อก่อนอวี๋จื่ออวี๋คงจะรู้สึกพอใจแล้ว

            แต่ตอนนี้เมื่อได้รู้ว่ามนุษย์สามารถใช้เหมืองหินวิญญาณเพื่อเร่งการบ่มเพาะได้อวี๋จื่ออวี๋ก็เริ่มอยู่ไม่สุข

            “เฮ้อ...”

            อวี๋จื่ออวี๋พ่นลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่พลางมองเหยี่ยวเพเรกรินทั้งแปดที่กำลังโฉบเฉี่ยวบนท้องฟ้าจากนั้นก็หันสายตาไปอีกทางหนึ่ง

            เพียงครู่ต่อมาสิ่งที่ปรากฏสู่สายตาคือทะเลสาบแห่งหนึ่ง

            ทะเลสาบแห่งนี้อวี๋จื่ออวี๋เคยสร้างขึ้นเพื่อเร่งการบ่มเพาะของอสูรกลายพันธุ์ที่อยู่ภายใต้การดูแลของเขาให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

            และตอนนี้ ใจกลางทะเลสาบนั้นมีนกกระเรียนขาวตัวหนึ่งกำลังยืนหยัดบนผิวน้ำ

            มันกางปีก ยื่นคอเงยหน้าพ่นน้ำออกมาเป็นสายสายน้ำตกลงสู่ผิวน้ำที่สงบนิ่ง เกิดเป็นคลื่นวงกลมเล็กๆและยังมองเห็นเงาสะท้อนของมันได้อีกด้วย

            นี่คือนกกระเรียนขาวบริวารที่รักความสะอาดและเย่อหยิ่งที่สุดของอวี๋จื่ออวี๋

             [เผ่าพันธุ์:นกกระเรียนขาวกลายพันธุ์

            ระดับ: แรกเริ่มขั้นที่หก

            พรสวรรค์ประจำตัว: เสียงกัมปนาท -เสียงร้องอันแหลมคม สามารถทะลุผ่านโลหะและหิน ทะลวงผ่าฟ้ายามราตรีได้

            ความสามารถพิเศษ: ปีกกระเรียนสังหาร -ปีกของมันคมกริบดุจใบมีด สามารถตัดผ่านสสารได้อย่างง่ายดาย...]

            บริวารอีกตัวที่มีพลังต่อสู้ไม่ธรรมดา

            ทว่า หากเทียบกับการต่อสู้จริงแล้วแม้มันจะสู้สุดชีวิต ก็ไม่อาจเอาชนะเหล่าเหยี่ยวเพเรกรินได้เลย

            ในฐานะนักล่าสูงสุดในห่วงโซ่อาหารเหยี่ยวเพเรกรินได้มอบบทเรียนแก่นกกระเรียนขาวมาแล้วนับไม่ถ้วน

            และด้วยเหตุผลนี้เองนกกระเรียนขาวจึงยอมจำนนต่ออวี๋จื่ออวี๋ เพื่อแสวงหา‘ที่พึ่งพิง’

            “ถึงเวลาแล้วที่จะส่งพวกมันไปล่าเหยื่อแล้ว”

            ความคิดหนึ่งแล่นเข้ามาในหัวอวี๋จื่ออวี๋จึงใช้กิ่งก้านส่งข้อมูลบางอย่างเข้าสู่จิตใจของพวกมันทันที

             

    คล้ายกับเรื่องEvolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว ที่คุณอ่าน