ราชันเวทเทพองเมียว

    94 กับดักที่แหลมฟ้าผ่า (3) – ศึกนองเลือด (ต้น)

    แสงตะวันแรกประหนึ่งประกายดาบ ฟาดฟันความมืดด้วยแสงอำไพ

    ต้าหมินเฝ้ามองผืนป่าเขียวขจีเบื้องหน้า สายหมอกลอยเลื่อนปกคลุมเหนือยอดเขา

    ‘เทือกเขาคี’

    เขาจำไม่ได้ว่ายุคเฮอันเรียกบริเวณนี้ว่าอะไร แต่ไม่ว่ายุคใดสมัยใดเทือกเขานี้ก็เต็มไปด้วยทิวเขาสลับซับซ้อน ทอดยาวต่อเนื่อง อีกต้นไม้หนาทึบ  มีที่ราบเป็นพื้นที่เล็ก ๆ อยู่ติดทะเล ถ้าจำไม่ผิดแถวนี้มีเมืองเล็กอยู่สองเมือง

    เมืองหนึ่งมีวัดโบราณสร้างตั้งแต่ครั้งคณะภิกษุจากแผ่นดินใหญ่มาเผยแผ่ศาสนาเมื่อสองร้อยปีก่อน อีกเมืองยุคนี้น่าจะมีขนาดเท่าหมู่บ้านชาวประมง พอนำมาเปรียบเทียบกับผืนป่ากว้างใหญ่ซึ่งมีขนาดเท่ากับพื้นที่ของเฮอัน เฮโจและนานิวะรวมกัน เมืองน้อยสองเมืองนี้ก็เปรียบดังเข็มสองเล่มในมหาสมุทร

    ต้าหมินนึกทบทวนคำโฆษณาของบริษัททัวร์ ที่ค้นเจอในอินเทอร์เน็ตก่อนที่จะเดินทางมาทัศนศึกษา ในนั้นบอกว่าจากเมืองน้อยนี้มีเส้นทางเชื่อมไปยังเทือกเขาโคยะ ในเมื่อเขาสามารถบินข้ามทะเลป่านี้ไป ย่อมสามารถบินตรงไปเทือกเขาโคยะได้เลย หรือจะเลาะริมชายหาดบินกลับไปนานิวะก็ได้ หรือจะขึ้นเหนือไปอิเสะ

    ไม่ว่าอย่างไรถือว่าสามารถฝ่าวงล้อมแล้ว

    “แผนการของเจ้าคือหลบภัยที่เทือกเขาโคยะกับภิกษุเฒ่านั่นหรือ”

    เสียงของโนะฮิเมะดึงต้าหมิงออกจากห้วงความคิด

    โนะฮิเมะจำชายชราได้ เค้าหน้าเมตตาการุญ คิ้วเคราขาวโพลน ใบหน้าเหี่ยวย่น ภายนอกคล้ายตาแก่อยู่เหมือนกัน

    “วันนั้นท่านมาเป็นตัวแทนนิกายชินกง ประจำอยู่ในวัดสาขาที่เทือกเขาโคยะ น่าเสียดายไม่รู้ชื่อนี่สิ ไปถึงแล้วคงไม่เป็นไรหรอกมั้ง”

    “แล้วชินโนสุเกะล่ะ”

    โนะฮิเมะมองไปยังนกอีกตัวที่บินเคียงข้าง ชินโนสุเกะนั่งสัปหงก ร่างพิงทานูกิเฒ่าอยู่

    “ต้องถามอยู่แล้ว สองคนนั้นไปไงมาไงทำไมไปที่นั่นได้ แต่ไม่ว่าผลจะเป็นเช่นไร ข้าคงไม่ไปส่งชินโนสุเกะถึงหมู่บ้าน ไม่อาจให้คนพวกนั้นรู้ว่าพวกเราสนิทกัน ไม่อย่างนั้นภัยอาจลามถึงครอบครัว ให้เหมือนพวกเราเป็นแค่คนผ่านทางแล้วกัน”

    โนะฮิเมะสัมผัสได้ถึงความอ้างว้างที่แทรกอยู่ในคำพูด เธอปรารถนาให้ทานูกิเฒ่าเป็นคนขายพวกตนมากกว่า เพราะคบกันด้วยผลประโยชน์มาตั้งแต่ต้น

    “อืม”

    เธอพยักหน้า ยามนี้พูดอะไรก็เท่านั้น รอให้ผลแน่ชัดก่อนดีกว่า อย่างน้อยพวกเธอสองคนปลอดภัยแล้ว แม้จะชั่วครู่ชั่วยามก็เถอะ การต่อสู้ในน้ำน่าพรั่นพรึงกว่าบนบก ชิกิงามิลอยตัวอยู่บนฟ้าก็จริง แต่หากศัตรูซ่อนตัวอยู่ในน้ำคอยลอบกัดจากระยะไกล ทะเลกว้างใหญ่ออกอย่างนั้น แค่คิดก็เสียวสันหลังแล้ว เกิดตกน้ำขึ้นมายิ่งน่ากลัวเข้าไปใหญ่ เธอไม่ชอบการต่อสู้ในน้ำเอาเสียเลย

    ต้าหมินทำท่ามุทราให้นกพิราบร่อนลงตรงผาขาดข้างหน้า ด้านบนเป็นลานกว้าง ด้านหลังเป็นป่าทึบ เขาสั่งให้ทหารยืนรักษาการณ์ตามชายป่า การเร่งเดินทางสิ้นเปลืองพลังวิญญาณอย่างยิ่ง ทว่านี่เป็นสิ่งจำเป็น เขาไม่อยากให้สองคนนั้นรู้ว่ากำลังหนุนที่มาด้วยไม่ใช่มนุษย์ อย่างน้อยให้รอหลังแยกมิตรแยกศัตรูก่อน

    ยังไม่ทันที่การสอบสวนจะเริ่มต้น ชินโนสุเกะรีบปรี่เข้ามาหา คุกเข่าโขกศีรษะรับสารภาพ 

    “ข้าขอโทษ พวกมันข่มขู่ หากไม่บอกเรื่องท่านมันจะทำร้ายน้อง ๆ ข้าไม่มีทางเลือก ขอคุณชายโปรดยกโทษด้วย”

    ชินโนสุเกะน้ำตาคลอโขกศีรษะไม่หยุด

    “เจ้าเล่าอะไรไปบ้าง”

    โนะฮิเมะเห็นโคทาโร่สีหน้าไม่สู้ดี เธอจึงขอถามเอง

    “ข้าบอกแค่พวกเราเจอกันได้อย่างไร ส่วนธุระระหว่างพวกท่านกับท่านผู้เฒ่าข้าไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งนั้น”

    ชินโนสุเกะเปิดแผ่นหลังให้ดู มีรอยแผลยาวหลายสาย ดูท่าเขาไม่ได้หลอกลวง

    “ท่านผู้เฒ่า ท่านมีอะไรจะบอกพวกเราไหม”

    ทานูกิเฒ่ายืนไพล่หลังด้วยสีหน้าเรียบเฉย

    “ข้าไม่ได้บอกข้อตกลงระหว่างเราสอง บอกเพียงพวกเรารู้จักกันระหว่างเดินทาง พวกมันเลยเชิญข้าไปเป็นแขก อันที่จริงข้าจะเลือกจากไปก็ได้แต่เราคงไม่ได้เจอกันอีก”

    ขณะทานูกิเฒ่ากำลังตอบคำถาม ต้าหมินลอบส่งเสียง ท่านผู้เฒ่าเอาแต่ส่ายหน้า ดวงตาของเด็กชายฉายแววครุ่นคิดคล้ายกับคำถามนี้จึงเป็นคำถามที่แท้จริง

    หลังซักถามได้ความเรียบร้อยต้าหมินค่อยบอกแผนการของตน 

    “ข้ากับโนะฮิเมะมีธุระที่ภูเขาโคยะ ท่านผู้เฒ่าเดินทางไปกับพวกเราแล้วกัน ส่วนชินโนสุเกะคงต้องแยกกันตรงนี้ ข้าจะให้ชิกิงามิส่งเจ้าที่ตัวเมืองนานิวะ”

    ชินโนสุเกะโวยวายขึ้นทันที

    “คุณชายท่านทำอย่างนี้ไม่ได้นะขอรับ พวกมันต้องไม่ปล่อยข้าแน่นอน ไหนจะครอบครัวอีก ไม่แน่พวกมันอาจวางแผนจู่โจมหมู่บ้านของข้าก็ได้ ท่านพ่อ ท่านแม่ น้องชาย น้องสาวจะอยู่อย่างไร ไม่ ไม่ จะให้เป็นบ่าวเป็นทาสก็ยอม ท่านเซียน ท่านได้โปรดช่วยครอบครัวบ่าวด้วย อย่างน้อยส่งถึงหมู่บ้าน ไปเก็บของตอนนี้ยังทัน ฮือ ฮือ”

    ชินโนสุเกะร่ำไห้แทบขาดใจ พวกท่านใช้ชีวิตดั่งเทพเซียน ไม่เห็นหัวไม่เห็นหาง เหล่าปีศาจทำอะไรพวกท่านไม่ได้ เกิดเพลิงพิโรธไม่มีที่ระบายคงมาลงกับตนเป็นแน่ พอคิดได้แบบนี้ชินโนสุเกะอยากให้เร่งเดินทางตอนนี้เสียด้วยซ้ำ ขอแค่ภูตรับใช้ไปส่งก็ได้

    ชินโนสุเกะร้องไห้คร่ำครวญ พร่ำกล่าวขอให้ยกโทษ ทั้งขอให้ช่วยคนในหมู่บ้าน ช่วยคนในครอบครัว เพียะ เพียะ เสียงตบปากดังระรัว หากไม่ใช่ตนปากเบาเรื่องวันนี้คงไม่เกิดขึ้น วาจาคล้ายคนเสียสติ ท่าทางคล้ายคนคลุ้มคลั่ง

    ท่าทีของต้าหมินและโนะฮิเมะอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด

    “เจ้าอย่าทำเช่นนี้เลย คุณลุงคุณป้าพวกเราไม่ใช่ไม่เคยเจอ...” โนะฮิเมะกล่าวได้เท่านี้พลันถูกต้าหมินห้ามไว้ ชิกิงามิเดินมาลากตัวชินโนสุเกะออกไป เสียงคร่ำครวญหวนไห้ฟังแล้วบีบหัวใจยิ่ง

    ทานูกิเฒ่าหันหลังเดินห่างออกไป ปล่อยให้เด็กทั้งสองตกลงกันเอง

    “คิดว่าอย่างไร?”

    “ทางนั้นจะเป็นอะไรไหม?”

    สองคำถามหนึ่งความหมาย ไม่ว่าใครก็ไม่มีคำตอบของคำถามนี้ ปีศาจกลุ่มนั้นเหมือนไม่ชั่วร้ายสักเท่าไร อีกไม่มีเหตุผลให้ทำเช่นนั้น พวกตนกับคนในหมู่บ้านแทบไม่รู้จักกัน

    อาศัยชาวบ้านที่เจอกันครั้งสองครั้งมาเป็นตัวประกันฟังแล้วไร้เหตุผลสิ้นดี ทว่าความคิดของปีศาจไม่อาจคำนวณด้วยความคิดของมนุษย์ อีกอย่างพวกมันดักรอระหว่างทางกลับหมู่บ้าน นี่คือความจริง ส่วนพวกมันจะดักรอที่หมู่บ้านแล้วกางตาข่ายฟ้าดินรอสังหารอยู่หรือไม่ อันนี้ยากบอกได้

    “เขากับเราไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ทำไมไม่ปล่อยไปตามยถากรรมนะ”

    สุ้มเสียงของเด็กชายแหบพร่าอยู่บ้าง

    เด็กหญิงมองลึกเข้าไปในดวงตาคล้ายกำลังค้นหาบางสิ่ง เธอถามย้ำอีกครั้ง

    “เจ้าแน่ใจนะ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นข้าพร้อมอยู่เคียงข้างเสมอ”

    คนที่หักหลังคือชินโนสุเกะ ไม่มีความจำเป็นใด ๆ ที่เจ้าเกาะต้องจับตัวชาวบ้านธรรมดา นอกเสียจากชาวบ้านผู้นั้นอ้างว่าตนคือสหายของลูกศิษย์ปรมาจารย์องเมียว ไม่ว่าเพื่อรางวัล ต้องการอวดโอ่ ถูกข่มขู่ หรือด้วยเหตุผลอื่นก็ตาม ทานูกิเฒ่าไม่ได้บอก ปัญหาเรียบง่ายเพียงนี้หากท่านขบคิดไม่เข้าใจก็ไม่สมควรอ้างตนว่าเป็นองเมียวจิ

    หนทางไหนเป็นหนทางที่ถูกนะ

    เด็กชายเหม่อมองท้องฟ้าครามซึ่งอาบย้อมด้วยเส้นแสงสีทอง ราวกับต้องการเก็บภาพอันงดงามนี้ไว้ในความทรงจำ

     

    ห้องลับใต้ชะง่อนผา

    คนหมู่มากอยู่รวมกันไม่มีทางไม่มีความขัดแย้ง ปีศาจบนเกาะก็เช่นกัน หากไม่ยอมรับคำตัดสิน ยืนยันแก้ไขปัญหาด้วยกำลัง เกิดพ่ายแพ้ขึ้นมาย่อมถูกจับกุมคุมขังในสถานที่พิเศษ เนื่องจากปีศาจมากอิทธิฤทธิ์ห้องขังธรรมดาไม่อาจกักขังได้

    ข้างใต้ของชะง่อนผาที่ฟ้ามักผ่าลงมา มีถ้ำอยู่แห่งหนึ่ง ภายนอกเหมือนถ้ำธรรมดา แต่หากเดินลึกเข้าไปจะเจอห้องโถงห้องหนึ่งเต็มไปด้วยสายฟ้าเล็ก ๆ วิ่งผ่าน ผนัง ลูกกรง เพดาน กระทั่งพื้นล้วนเต็มไปด้วยสายฟ้า ผู้ใดถูกขังอยู่ภายในย่อมต้องถูกไฟช็อตตลอดเวลา ถ้าเป็นมนุษย์ธรรมดาคงตายไปนานแล้ว ทว่าผู้ถูกคุมขังทุกคนที่อยู่ในนี้ล้วนยังมีชีวิตอยู่

    เหล่าผู้เฒ่าหน้าตาเหี่ยวย่น ผมเผ้าขาวโพลน บ้างนั่ง บ้างนอน บ้างยืน บ้างจับกลุ่มพูดคุย สีหน้าปกติไม่มีเค้าความกังวลใด ๆ 

    พื้นที่ตรงกลางถูกเว้นว่างให้ชายชราสามคน

    “ข้าเป็นห่วงพวกเด็ก ๆ เหลือเกิน การตัดสินใจกลับไปสวามิภักดิ์ต่อองค์ราชันเหมือนหวังผืนหนังจากเสือ หามีข้อดีไม่”

    ชายชราร่างสูงใหญ่ศีรษะล้านเลี่ยนเอ่ยขึ้น

    “เฮ้อ พวกนั้นล้วนใจร้อน ไม่ฟังคนเฒ่าคนแก่อย่างพวกเรา ชีวิตที่นี่ถึงลำบากแค่ไหนก็ยังเป็นอิสระ ไม่ต้องฟังคำสั่งใคร ดีกว่าชีวิตที่ต้องแขวนอยู่บนเส้นด้ายถูกสั่งซ้ายหันขวาหันถมไป หากไม่อยากอยู่บนเกาะนี้ คุยกันดี ๆ ก็ได้ไม่เห็นต้องทำเรื่องหักหาญน้ำใจอย่างนี้เลย”

    ชายชรานัยน์ตาเหยี่ยว มือมีตุ่มหนาคล้ายกับจับอาวุธมาตลอดชีวิตเอ่ยขึ้น

    ทั้งสองต่างมองไปยังชายชราตรงกลางที่เค้าหน้าสามัญ ทว่ามีประกายความเหี้ยมหาญปกคลุมอยู่ทั่วกาย

    “ตอนนี้ได้แต่หวังว่าความรู้ที่พวกเราสั่งสอนมาหลายปี คงช่วยพวกเขาให้เลือกหนทางที่ถูกต้อง” ชายชราผู้นี้กล่าวเสร็จก็หลับตาลงเหมือนไม่อยากสนทนาเรื่องนี้อีก

     

    กระทั่งเวลาผ่านไปนานเท่าใดไม่อาจทราบ เสียงฝีเท้าดังขึ้น

    คล้ายกับเรื่องราชันเวทเทพองเมียว ที่คุณอ่าน