เย็นวันศุกร์จิ๋วยืนรอพ่อมารับใต้อาคารเรียน หยาดฝนโปรยปรายลงมาจนภาพเบื้องหน้าขาวโพลน บ้านของจิ๋วไม่เหมือนเพื่อนคนอื่นที่มีรถประจำทางผ่านบ่อยๆ ่หน้าร้อนและหน้าหนาวถึงอนุญาตให้ขับมอเตอร์ไซค์มาโรงเรียนเองได้ ส่วนหน้าฝนนั้นที่บ้านห้ามเด็ดขาด ทุกวันพ่อจะคอยรับส่ง พอเป็ลูกหลานในบ้านเพียงคนเดียว เลยห่วงเป็พิเศษ
ไจ๋กับม่อนบ้านอยู่ในเมือง พวกมันแจ้นกลับั้แ่กริ่งบอกเวลาเลิกเรียน ด้วยอยากกลับไปเล่นเกมออนไลน์ใจจะขาด
จิ๋วมองหยาดน้ำหยดลงในอ่างบัว สูดกลิ่นดินเข้าปอด พอมีเวลาอยู่กับตัวเอง เขาก็วกนึกถึงเหตุผลที่มาอยู่ที่นี่ จิ๋วไม่มีอะไรให้เสียใจในอดีต เขาทำดีที่สุดเท่าที่เด็กคนหนึ่งจะทำได้ และเรียนรู้อะไรตั้งมากมาย แต่พอคิดว่าไม่มีตัวละครย้อนอดีตเื่ใดที่ย้อนมาเฉยๆ โดยไร้เป้าหมาย จิ๋วเลยมีคำถามให้ขบคิด แล้วเขาย้อนมาทำไม ์ทำพลาดเหรอ
แต่ถ้าพลาดไปจริงๆ ก็ช่วยไม่ได้…
มือขาวยื่นรองน้ำฝน ผ้าพันแผลสีขาวเปื้อนเป็ดวง คิดจะชักมือกลับแต่คงไม่ทันใจคนที่บังเอิญมาเห็น
“เล่นอะไรน่ะจิ๋ว” เสียงนุ่มทุ้มดังอยู่ข้างหู
จิ๋วเหลียวมองเ้าของจดหมายรักในหนังสือเล่มที่สิบแปด คิ้วตรงย่นเข้าหากันเล็กน้อย
“เพิ่งเลิกเรียนเหรอ” จิ๋วถาม เห็นเด็กห้องพิเศษทยอยลงกันมาจากอาคาร
“อืม ไจ๋กับม่อนล่ะ”
“กลับตั้งนานแล้ว” ตอบตาใสแจ๋ว
“แล้วจิ๋วกลับยังไง” น้ำเสียงเหมือนผู้ใหญ่ห่วงเด็ก พวกเขาสลับบทบาทกันอยู่หรือเปล่า จิ๋วสิที่ไส้ในแก่กว่า มือเรียวดึงจิ๋วเข้าไปนั่งโต๊ะไม้ที่มีกระเป๋านักเรียนสองใบวางอยู่ ใบนึงห้อยตุ๊กตาหนุมานเป็ของจิ๋ว
“รอพ่อมารับ แล้วนายล่ะ”
“รอคนมารับเหมือนกัน”
จากนั้นก็นั่งกันเงียบๆ วังเหนือไม่คุย จิ๋วก็ใช่ว่าจะชอบชวนคนอื่นคุยนัก ตาตี่เหลือบมองหน้าจอมือถือของฝั่งตรงข้าม มือเรียวกดเล่นเกมนกหัวร้อนที่จิ๋วลืมไปนานแล้วอย่างเมามัน มุมปากยกเล็กน้อย ความรู้สึกถวิลหาอดีตของใครหลายคนย่อมต้องมีเกมนกนี่รวมอยู่ด้วยไม่มากก็น้อย จิ๋วเองก็เช่นกัน
ดวงตาของวังเหนืออ่อนลง ยามเหลือบเห็นหัวทุยของใครบางคนก้มมองของในมือตนด้วยท่าทีสนอกสนใจ อย่างไรเกมก็ยังหลอกเด็กได้อยู่วันยังค่ำสิน่า
“เล่นไหม ดูว่าใครได้คะแนนเยอะกว่ากัน”
จิ๋วเอียงคอหาคนพูด “เยอะกว่าแล้วได้อะไร”
“เลี้ยงไอติมไหม”
จิ๋วยกยิ้ม “ตกลง”
ระยะระหว่างพวกเขาขยับเข้าใกล้กันมากขึ้นนิดหน่อย วังเหนือเล่นก่อนเงียบๆ แพ้แล้วถึงยื่นมือถือตัวเองให้จิ๋ว มือขาวรับมาเลื่อนนิ้วบนหน้าจอเตรียมดีดหนังสติกส่งเ้านกอ้วนทำลายเสากำแพง
เขาลืมไปแล้วว่าทำไมสมัยนั้นคนชอบเกมนี้กันจัง พอดีดนกอ้วนตัวหนึ่งออกไปถึงรู้ จิ๋วขำคิกคักหัวเราะจนดวงตาเป็ประกาย
“เสียงนกอ้วนกับหมูเขียวแม่งโคตรตลกเลย”
“เราแพ้จิ๋วแล้ว”
จิ๋วยักไหล่ “แค่ตาเดียว มาลองกันสามตาเพื่อความชัวร์”
ปรากฏว่าจิ๋วก็ยังชนะอีก ไม่ทันได้เล่นตาที่สาม มือถือในกระเป๋ากางเกงนักเรียนสั่น พ่อจอมโทรหา
“ถึงละก๊ะ จิ๋วยังอยู่ในโรงเรียน วนรถเข้ามาฮับได้ก่อ”
รอครู่เดียวรถกระบะคันหนึ่งก็จอดเทียบรออยู่หน้าอาคาร จิ๋วหันมองคนที่ต้องรอต่อคนเดียว จะให้ติดรถกลับก็ใช่ว่าจะไปทางเดียวกัน
“รถเราก็ใกล้มาแล้วเหมือนกัน วันอาทิตย์เจอกันนะจิ๋ว” วังเหนือเอ่ยพร้อมโบกมือให้
จิ๋วเลยผงกหัวรับโบกมือกลับ “ไปนะ”
วังเหนือมองกันจนลับตา จิ๋วขึ้นรถแล้วยังต้องไปคลินิกตัดไหมอีก อย่างไรทุกคนก็จะมาเที่ยวบ้านจิ๋วอยู่แล้ว ห่างกันแค่วันเดียวก็เจอกันใหม่ ไม่ต้องร่ำลาให้มากมาย
????
วันอาทิตย์เสียงฝนโปรยปรายลงมาแต่เช้า ปลุกคนหลับสบายให้ลืมตาตื่น จิ๋วเดินลงจากบ้านมานั่งเฝ้าย่านึ่งข้าวเหนียว ไอควันร้อนพวยพุ่งจากข้าวซึ่งถูกเทลงกั๊วะเพื่อกวน ข้าวปั้นเล็กๆ ยื่นจ่อปากด้วยมือเหี่ยวชรา
“รำก่อ”
“อื้อ”
“วันนี้เสี่ยวตั๋วมากี่คน”
“สามคนครับ ไจ๋ ม่อน กับวังเหนือ”
“วังเหนือนี่ไผ บ่ะเกยได้ยินจื่อเลย”
“เปื่อนใหม่ กะลังฮู้จักกั๋นปีนี้ แต่น่าฮักหนา ย่ารอผ่อ”
ในบรรดาเพื่อนทุกคนมีแค่วังเหนือที่ยังไม่แปลงร่างเป็ลิง พูดจาอ่อนหวานรื่นหู คำว่าน่ารักนั้นถือว่าเหมาะสมดีแล้ว
พอพระอาทิตย์ขึ้น ฝนหยุดตก แดดเปรี้ยง สิบโมงไจ๋กับม่อนก็มาถึง บ้านทั้งสองอยู่ใกล้กัน ม่อนเลยซ้อนท้ายไจ๋มาด้วย พอมาถึงพวกมันไหว้ปู่ย่าเสร็จก็วิ่งขึ้นห้องจิ๋วตึงตัง ไม่ใช่กระตือรือร้นจะติวหนังสือ พวกนี้แค่อยากเห็นกองการ์ตูนของจิ๋วเท่านั้น
จิ๋วยังต้องรอวังเหนือ อีกฝ่ายบอกใกล้ถึงแล้ว จิ๋วคิดว่าอีกฝ่ายขี่จักรยานยนต์มาเหมือนไจ๋ วัยรุ่นเมืองน่านขับขี่แบบนี้กันทั้งนั้น แต่พอเห็นรถยนต์สีดำเงาวับเลี้ยวเข้าบ้านก็เข้าใจ เอามาตรฐานตัวเองไปวัดวังเหนือคงไม่ได้ ขนาดเสื้อผ้าที่สวมใส่ยังต่างจากจิ๋วเด็กมอซอ เคยเห็นแต่ตอนชุดนักเรียน พออยู่ข้างนอกอีกฝ่ายดูโตกว่าวัยมากจริงๆ ถึงว่าตำรวจไม่โบก อายุแต่ละคนถึงเกณฑ์ทำใบขับขี่รถยนต์เสียที่ไหน
“ไจ๋กับม่อนล่ะ” วังเหนือถาม
“อยู่บนห้อง”
คิ้วคมเลิกขึ้น “จะติวกันในห้องนอนจิ๋วเหรอ”
“ไม่ได้คิดว่าจะติวที่นั่นหรอก แต่พวกมันไปอ่านการ์ตูน” จิ๋วเอ่ย พร้อมถอดรองเท้าวางบนชั้น “ปู่กับย่าเราอยู่บ้านนะ”
วังเหนือยิ้มรับ เดินเข้าบ้านก็เจอหญิงชายวัยชรานั่งโซฟาไม้ดูรายการโทรทัศน์ มือยกไหว้โค้งหัวนอบน้อม เสียงที่เปล่งออกมานุ่มทุ้ม พวกผู้ใหญ่ชอบเด็กว่าง่าย ย่าของจิ๋วเองก็เป็หนึ่งในนั้น เจอหน้าก็ถูกชะตา ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ จิ๋วกระตุกมือเรียวพยักพเยิดขึ้นบนบ้าน
“ย่า จิ๋วขึ้นห้องก่อนเน่อ”
“ไปเต๊อะ แล้วไปลืมลงมากินข้าวตอนหนา”
“ครับโผมมมม”
จิ๋วเดินนำขึ้นบ้าน พอเปิดประตูก็เป็ไปตามคาด ไจ๋กับม่อนปูเสื่อกกฝีทอของย่านอนอ่านการ์ตูนกลิ้งเกลือกกับพื้น พวกมันเอาหมอนข้างของจิ๋วลงไปใช้อีกต่างหาก
จิ๋วตบมือไล่ที่ “ลุกๆ มาติวหนังสือครับ เก็บการ์ตูน”
“มึงงกอ่ะจิ๋ว” ไจ๋บ่น
“กูไม่ได้งกค่ะ ติวเสร็จวิชานึงแล้วค่อยอ่าน ไม่งั้นมึงก็มาเล่นๆ เหมือนทุกที วางๆๆๆ”
ไจ๋วางการ์ตูนลงอย่างเสียไม่ได้ ก่อนสายตาจะจับที่เพื่อนใหม่
“มึงหล่อจังวะ” สิ่งที่คนอื่นคิดแต่ไม่พูด ไอ้ไจ๋กลับพูดได้แบบไม่คิด
ห้องของจิ๋วไม่ได้กว้างขวางพอให้เด็กผู้ชายตัวโตสี่คนนั่งเบียดกันที่พื้น จิ๋วเลยบุ้ยปากให้วังเหนือขึ้นเตียง ส่วนตัวเองก็เดินไปค้นหนังสือ วันนี้พวกเขาจะติวภาษาอังกฤษ คณิตกับวิทย์พื้นฐาน ถ้าไม่จบก็ไปต่อ่เย็นของวันปกติแทน อีกสัปดาห์เดี๋ยวก็จะสอบแล้ว จะเอ้อระเหยไม่ได้
“เอาภาษาอังกฤษก่อนแล้วกัน เราเอาโจทย์มาให้ฝึกทำกัน วิชาพื้นฐานยังเรียน Present tense กันอยู่ใช่ไหม อันนี้ไม่ยากเลย เราจะอธิบายแล้วค่อยๆ ทำโจทย์ไปด้วยกันนะ”
วังเหนือสวมบทบาทติวเตอร์มือฉมัง ค่อยๆ อธิบาย แล้วให้ทำแบบฝึกหัดสลับกัน สอนครบหัวข้อหนึ่ง ก็ให้พลิกดูโจทย์หน้าหลังเพื่อทำข้อสอบ
“จำจุดสังเกตที่เราบอกได้ไหม ลองหาคีย์เวิร์ดจากในบริบทนั้นๆ ก็จะรู้คำตอบเอง”
“มึงเก่งจังวะวังเหนือ” ม่อนชม
วังเหนือส่ายหน้า “เพราะเคยเรียนมาก่อนต่างหาก”
และตามสัญญา จบหนึ่งวิชาต้องปล่อยให้พวกมันอ่านการ์ตูนในห้องได้ จิ๋วนอนแผ่บนเตียงหลับตา เตียงสามฟุตครึ่ง จิ๋วนอนคนเดียวถือว่าพอดีตัว แต่พอมีอีกคนนั่งอยู่ด้วยเลยคับแคบลงถนัดตา สายตาคมตกลงบนร่างผอมบางที่นอนหลับตาพริ้ม ดึงผ้าห่มขึ้นคลุมอก
ไจ๋ช่างสังเกต เห็นสายตานั้นชัดเจน ทว่ามันก็ทำแค่อ่านการ์ตูนผ่าพิภพไททันเล่มสิบแปดในมือต่อ มุมปากกระตุกน้อยๆ
ตอนเที่ยงหลังกินข้าวฝีมือย่า เหล่าเด็กมอปลายย้ายสำมโนครัวลงมาข้างล่าง จิ๋วช่วยติววิทยาศาตร์ให้ เขานั่งอ่านจนจบไปรอบหนึ่ง สรุปเนื้อหาคร่าวๆ ไว้หมดแล้ว
“พวกมึงจินตนาการปราดเปรื่องไม่ใช่หรือไงวะ วิทยาศาตร์นี่มันวัตถุดิบของแฟนตาซีเลยนะเว่ย”
“ไอ้จิ๋ว ในการ์ตูนเื่ไหนพูดถึงเซลล์แบบละเอียดบ้าง หาาา” ไจ๋บ่น
“เออ เรียนเอาไปทำอะไรวะเนี่ย” ม่อนเสริม
“มึงก็จินตนาการว่าเซลล์เป็โรงงานสักแห่งสิวะ นิวเคลียสเป็สมองกล แล้วไมโตคอนเดียคือแหล่งพลังงาน มึงจะเข้าออกโรงงานต้องอาศัยบัตรผ่านใช่ไหม ใครต้องคัดกรองล่ะ นี่เลยเยื่อหุ้มเซล์”
“จบวิชานี้ กูจะไปซื้อขนมนะ” ไจ๋โอด สมอง้าน้ำตาลด่วนๆ
“กูไปด้วยๆ”
สาเหตุหนึ่งที่เลือกบ้านจิ๋วในการติวหนังสือ เพราะสิ่งกระตุ้นน้อย ใกล้สุดก็วัด รื่นเริงใจสุดก็ร้านสหกรณ์หมู่บ้าน ติวไม่เสร็จก็ไม่ได้ไปไหน จบวิทย์พื้นฐานได้สมองแทบบวม
ไจ๋กับม่อนปาหนังสือทิ้ง วิ่งไปใส่รองเท้า
“ใครถึงทีหลังคนนั้นเลี้ยงไอติม” เพื่อนเริ่มแข่งกัน
“จะไปไหม เรายังติดเลี้ยงไอติมจิ๋วอยู่นะ” วังเหนือเอ่ยถาม
“ไปดิ แต่เราจะต่อให้พวกนั้นก่อน”
วังเหนือเลิกคิ้ว มาเข้าใจก็ตอนจิ๋วเดินจูงจักรยานแม่บ้านคันหนึ่งออกมา “ซ้อนเลย ซิ่งแป้บเดียวถึง”
เอวบางถูกยึดด้วยสองมือ จิ๋วออกแรงปั่นพุ่งไปข้างหน้า แซงไอ้สองตัวที่วิ่งเอาเป็เอาตัวอยู่ข้างหลัง
“ไปก่อนนะ วู้” เยาะเย้ย
เสียงหัวเราะนุ่มทุ้มดังมาจากคนข้างหลัง มีความสุขอยู่เหรอ หัวเราะอยู่สินะ ดีจัง
พวกเขาเลือกขนมเสร็จ ไอ้ม่อนที่รั้งท้ายอาสาเลี้ยง แต่วังเหนือขอแยกจ่ายเพราะจิ๋วกับเขามากับจักรยาน ผลสรุปก็ตามนั้น แต่ขากลับนี่สิ พวกมันดันอยากขึ้นจักรยานกลับ อยากลองต่อตัวแบบโชว์มอเตอร์ไซค์ของอินเดีย ทุลักทุเลจนจิ๋วทนไม่ไหว ต้องสละให้ม่อนกับไจ๋ปั่นกลับบ้าน
“สนุกขนาดนั้นเชียว” จิ๋วถามคนที่เอาแต่หัวเราะ
ดวงตาคมเป็ประกาย “สนุกมาก”
เหรอ…ถ้าอย่างนั้นก็ดี
????