“เจ้าได้ยินหรือไม่”
ลาม่อนยิ้มพลางนำมือจับถ้วยชาบนโต๊ะ
“ได้ยินอะไร?”
พานเซอทำหน้านิ่งก่อนกล่าว
“เอิลเจ้ามีธุระอะไรกับลาม่อนก็ว่ามา”
เอิลมองไปทางพานเซอ ใบหน้าแสดงออกอย่างงุนงง
“...”
“กล่าวมันกับลาม่อนสิ จะรออะไร”
พานเซอกล่าวพลางมองไปยังถ้วยชาที่อยู่บนโต๊ะ
“เอ่อ...”
เอิลส่ายหัวไปมาเล็กน้อย ก่อนหันไปทางลาม่อน
“ท่านลาม่อนข้ามาปรึกษาท่านเรื่องอาคมเรียกอัสนีที่ใช้ในคุกร้อยระยะ”
“เหลวไหล! พานเซอเจ้าคิดจะเล่นสกปรกเช่นนี้รึ”
ลาม่อนกล่าวพลางตบโต๊ะเสียงดัง ด้านพานเซอทำเพียงแบมือยื่นมาด้านหน้า
“โมฆะ! การพนันครั้งนี้ไม่นับ เจ้าใช้อำนาจทางทหารบังคับลูกน้องให้กล่าวถามข้า”
ลาม่อนกล่าวเสียงดัง
พานเซอมองลาม่อนที่แสดงออกอย่างหงุดหงิด เขายิ้มเล็กน้อยพร้อมหยิบถ้วยชาขึ้นมาจิบ
“ท่านนายพล ข้าการอนผู้นำตระกูลแรนเชอมีเรื่องต้องการกล่าว”
การอนก้าวผ่านเอิลไปยืนด้านหน้า พร้อมก้มตัวลง
ชิลมองไปทางการอนที่กำลังทำท่าทางนอบน้อมต่อชายชราชุดเทา เขายิ้มเล็กน้อยพร้อมส่งสัมผัสจิตวิญญาณออกไปตรวจสอบ จึงพบว่าชายชราชุดเทาผู้นี้อยู่ในระดับวัฏจักรเคลื่อนย้ายชั้นสูง แต่ที่น่าตกใจกว่าก็คือชายชราในชุดขาวที่ชื่อลาม่อนนั่น
‘ระดับคลายสมดุล’
เขาหรี่ตาจ้องไปทางลาม่อนอย่างจริงจัง ดูเหมือนลาม่อนเองจะสามารถสัมผัสได้ว่ามีผู้กำลังจ้องมองอยู่ จึงเงยหน้าขึ้นพร้อมมองย้อนกลับไป เมื่อเห็นว่าผู้ที่กำลังมองมา เป็นเพียงเด็กชายที่อายุราวๆสิบหกถึงสิบเจ็ดปี ก็เกิดความแปลกใจขึ้นบนใบหน้ารูปไข่
ลาม่อนนำมือขึ้นมาสาวหางคิ้วอย่างครุ่นคิด
“เป็นเช่นนั้นรึ”
พานเซอหรี่ตา ฟังการอนเล่าเรื่องอยู่สักพัก ไม่นานก็ดันตัวลุก ก้าวเดินไปยังรถเข็น เมื่อนายทหารที่เป็นผู้ลากรถเข็นเห็นเช่นนั้น จึงก้มตัวลงต่ำจนถึงเอว ก่อนก้าวถอยออกไปยืนด้านข้าง
“ไม่ผิดแน่ พวกมันคือกลุ่มพยัคฆ์โลหิต”
พานเซอกล่าว พลางจ้องมองสัญลักษณ์กรงเล็บแดงบนแก้มของหัวไร้ร่าง
ลาม่อนที่นั่งจิบชาอยู่ได้ยินดังนั้น ก็ลุกขึ้นเดินตรงไปยังรถเข็นทันที
“เป็นรอยตัดที่งดงามยิ่งนัก”
“เจ้าบอกว่าผู้ที่สังหารพวกมันคือผู้ลงอาคมที่พวกเจ้าจ้างมาเมื่อวาน เช่นนั้นผู้ลงอาคมนั่นอยู่ที่ใด”
พานเซอกล่าวพร้อมปรายตาไปทางการอน
“คือ...”
การอนกล่าวเสียงค่อย ก่อนหันไปทางริเช่ ไม่นานเขาก็ส่ายหัวไปมา
“เป็นเขา”
การอนชี้มือไปทางชิลที่ยืนอยู่ด้านหลัง นี่ทำให้พานเซอ ลาม่อนและเอิลมองไปที่เด็กชายนัยน์ตาองุ่นในชุดขาวเป็นสายตาเดียวกัน
“เป็นเขารึ”
ลาม่อนหรี่ตาลงเล็กน้อย
“นี่เจ้ากำลังล้อข้าเล่น”
เห็นพานเซอจ้องมาด้วยท่าทางจับผิด การอนก็อ้ำอึ้ง ไม่รู้ควรกล่าวอย่างไรให้พวกเขาเชื่อ แม้ตัวเขาเองจะเชื่อเรื่องที่ริเช่เล่า แต่ก็ยังไม่เคยเห็นความสามารถจริงๆของชิลเลยสักครั้ง
“เอิล”
พานเซอกล่าวเสียงต่ำ
ได้ยินดังนั้น เอิลก็ก้าวตรงไปยังด้านหน้าชิลพร้อมกล่าว
“แสดงมันให้ข้าดู”
เมื่อเห็นถึงท่าทางคุกคาม ริเช่จึงวิ่งเข้าไปขวางด้านหน้าไว้ทันที
“นี่พวกท่านจะบ้ารึ! จุดประสงค์หลักของเรื่องนี้คือการรับรู้ว่ากลุ่มพยัคฆ์โลหิตยังมีตัวตนอยู่ และเตรียมพร้อมรับมือกับพวกมันในอนาคต แต่พวกท่านกลับสนใจเพียงใครเป็นผู้สังหารพวกมัน!!”
ชิลจ้องนิ่งที่เอิล ก่อนหันสายตามองไปยังถ้ำขนาดเล็กด้านหลังลาม่อน ถ้าสัมผัสจิตวิญญาณมิได้ตรวจสอบผิดพลาด พื้นที่ภายในถ้ำแห่งนี้ก็คือจุดที่มีพลังงานสวรรค์ไหลเวียนเข้มข้นมากเป็นพิเศษ
ไม่นานก็ปรากฏรอยยิ้มจางๆขึ้นบนใบหน้า คราแรกชิลคิดแอบเข้ามายังพื้นที่แห่งนี้ โดยพยายามเดินสำรวจรอบนอกอาณาเขตกองทัพวายุอัสนีเพื่อหาทางเข้า แม้พื้นที่โดยรอบจุดที่มีพลังงานสวรรค์หนาแน่นจะถูกลงไว้ด้วยอาคมอาณาเขตม่านกระจก แต่มันก็ไม่เป็นปัญหาสำหรับเขาที่จะแก้ไขมัน
อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ดูเหมือนจะมีหนทางที่สามารถเข้ามายังพื้นที่แห่งนี้โดยมิต้องหลบซ่อน
“หลีกไปริเช่”
ชิลกล่าวเสียงเรียบพร้อมหันหน้าไปทางพานเซอ
“ในเมื่อพวกเขาอยากจะทดสอบข้า เพื่อยืนยันสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดว่ามันเป็นเรื่องจริง ก็ปล่อยเขา”
“เหตุใดต้องยืนยัน?”
ริเช่หันกลับมาหาชิล นางไม่อยากยอมรับความคิดเช่นนี้
“สาวน้อย กองทัพวายุอัสนีของเราขึ้นชื่อในเรื่องซื่อตรง ผ่าเผย หากมีเรื่องใดมิชัดเจนก็จำเป็นต้องทำให้มันชัดเจน”
พานเซอกล่าวพลางยิ้ม ส่งให้เขาดูราวกับชายชราใจดีผู้หนึ่ง แต่ความเป็นจริงนั้นไม่ใช่ นายพลพานเซอขึ้นชื่อเรื่องความโหดเหี้ยม ทั้งมีทักษะทวนอันแข็งแกร่ง ภายในสงครามกลางเมืองเมื่อห้าปีก่อน เขาเพียงผู้เดียวสังหารกลุ่มพยัคฆ์โลหิตได้นับพัน เป็นตัวตนที่สร้างจุดเปลี่ยนให้สงครามเป็นอย่างมาก ทำให้ในเวลาต่อมาเหล่าทหารที่รับรู้วีรกรรมนั้น ต่างเรียกเขาว่า ‘เทพวายุสงคราม’
แม้พานเซอจะถูกเล่าว่า เป็นผู้แข็งแกร่งที่รักสงบ และมีจิตใจอันดีงาม แต่หากใครรู้จักนิสัยที่แท้จริง จะรู้ว่าเขานั้นเป็นผู้ชื่นชอบการต่อสู้ เข่นฆ่าเป็นชีวิตจิตใจ
“ท่านพ่อ”
ริเช่มองไปทางการอน พยายามร้องขอให้ช่วยพูดในเรื่องนี้ ทว่าสิ่งที่ได้กลับมามีเพียงท่าทางส่ายหัวไปมาอย่างลำบากใจ
นายพลพานเซอนั้นหากตัดสินใจแล้วว่าต้องการให้ใครสู้ มันผู้นั้นก็ต้องสู้
“ให้ข้าแสดงอะไร ลงอาคมศาสตราวุธ?”
ชิลกล่าวพลางส่งสัมผัสจิตวิญญาณออกไปตรวจสอบเอิล พบว่าเป็นผู้ฝึกรากฐานปฐพีระดับวัฏจักรเคลื่อนย้ายชั้นกลาง
“แสดงวิธีที่เจ้าใช้สังหารพวกมัน”
ลาม่อนกล่าวขึ้นจากระยะไกล เขาแลดูจะสนใจชิลมากเป็นพิเศษ ตั้งแต่ที่ชิลมองมาในคราแรก เขาก็สัมผัสได้ว่าเด็กชายผู้นี้มีจิตวิญญาณอันเฉียบคมจนน่าทึ่ง ราวกับมันถูกหลอมรวมเป็นใบดาบ
“งั้นรึ”
ชิลกล่าวก่อนสะบัดมือขวา ดาบสีฟ้าปรากฏขึ้นกลางอากาศ เขาคว้าจับ พลางวาดปลายดาบไปด้านข้าง
“ศาสตราวุธระดับหายากรึ ไม่เลว”
พานเซอกล่าวพลางยิ้ม
‘ศาสตราวุธระดับหายาก’
การอนมองไปที่ศาสตราวุธในมือชิล แม้ศาสตราวุธระดับสามัญจะมิได้หาซื้อยากมากนัก แต่กับศาสตราวุธระดับหายากนั้นไม่ใช่ ผู้มีมันครอบครองได้ จำต้องเป็นตัวตนอันไม่ธรรมดา อย่างในตระกูลแรนเชอก็มีศาสตราวุธระดับหายากอยู่เพียงไม่กี่ชิ้น
ริเช่มองไปที่ชิลอย่างเป็นกังวล เวลานี้นางไม่คิดจะใส่ใจกับระดับศาสตราวุธของเขามากนัก ต่อให้มันเป็นศาสตราวุธระดับหายาก หรือลึกลับก็ตาม
ต้องรู้ว่า ถึงชิลจะมีทักษะดาบอันแข็งแกร่ง สามารถสังหารผู้มีระดับรากฐานฝึกฝนสูงกว่าได้ถึงสามระดับ แต่นี่มันคนละเรื่อง ระดับวัฏจักรเคลื่อนย้ายกับระดับผสานกาย ต่างกันราวกับอยู่คนละโลก
แม้นมีผู้ฝึกฝนรากฐานระดับผสานกายขั้นเจ็ดมากกว่าสิบคน ยังไม่อาจล้มระดับวัฏจักรเคลื่อนย้ายเพียงคนเดียว แล้วนี่ยังเป็นถึงระดับวัฏจักรเคลื่อนย้ายชั้นกลาง
“เข้ามา”
เอิลกล่าวอย่างแผ่วเบา ไม่คิดเคลื่อนพลังงานปฐพีคลุมกาย อย่างไรชิลก็อยู่เพียงระดับผสานกายขั้นแรก มิมีความจำเป็นจะต้องเอาจริงเอาจังมากนัก
นัยน์ตาสีองุ่นหรี่ลงเล็กน้อย บรรยากาศรอบตัวชิลเริ่มนิ่งสงบจนน่าประหลาด
ลาม่อนที่สังเกตเห็นทุกการกระทำ บัดนี้ปรากฏรอยยิ้มจางๆบนใบหน้ารูปไข่
ฟืบ!!
ร่างชิลหายไปจากจุดที่ยืนอยู่
เอิลเห็นดังนั้นจึงหรี่ตา ส่งสัมผัสจิตวิญญาณออกไปตรวจสอบพื้นที่โดยรอบ แต่จู่ๆชิลก็โผล่เข้ามาด้านหน้า พร้อมฟาดดาบสีฟ้าตรงไปยังกลางลำคอ ก่อนถูกมือข้างหนึ่งของเอิลปัดออก
ดาบสีฟ้าถูกปัดอย่างง่ายดาย
ดวงตาสีองุ่นเบิกกว้าง พร้อมเบี่ยงตัว สะบัดดาบกลับไปยังตำแหน่งกลางลำคออีกครั้ง
แต่ดูเหมือนเอิลจะเห็นการเคลื่อนไหวทั้งหมด เขาชกหมัดอีกข้างสวนไปในจังหวะเดียวกับที่ชิลโจมตี
ปัง!!
ร่างชิลกระเด็นออกไปไกลมากกว่ายี่สิบเมตร ชนเข้ากับต้นไม้ใหญ่ด้านหลัง ส่งให้ต้นไม้สั่นไปมา ก่อนใบไม้นับร้อยจะร่วงลงมาทับบนตัวเขา
“เป็นทักษะดาบที่รวดเร็วไม่เลว แต่อย่างไรก็ยังอ่อนหัดนัก”
เอิลกล่าวพลางมองชิลที่นอนอยู่ในระยะไม่ไกลนัก
“งันรึ”
ชิลยิ้ม พลางดีดตัวขึ้นมายืน วาดมือปัดเศษใบไม้ออกจากตัว
“มะ...มือเจ้า! เอิล มือขวาเจ้า!”
การอนกล่าวตะกุกตะกัก
“หืม”
เอิลก้มมองมือขวา ซึ่งเป็นมือข้างเดียวกับที่ใช้ปัดดาบสีฟ้า ที่ตอนนี้ด้านหลังมือปรากฏเส้นขนาดเล็กเป็นทางยาวคาดจากข้อนิ้วโป้งไปจนถึงข้อนิ้วก้อย พร้อมมีเลือดสีแดงสดไหลออกมา
‘นี่มัน’
เอิลจ้องหลังมืออย่างแปลกใจ สักพักจึงเงยหน้ามองชิล
“เป็นทักษะดาบที่ทรงพลังยิ่ง”
พานเซอกล่าวอย่างชื่นชม ก่อนหันไปทางลาม่อน
“เจ้าเก็บท่าทางหน่อยก็ดี”
ปัจจุบันลาม่อนแสดงออกอย่างเปิดเผยว่าสนใจในตัวชิลเป็นอย่างมาก ภายในใจเขาปรากฏเพียงคำเดียว
‘อัจฉริยะ’
“นี่ ข้าขอเสนอ ข้อเรียกร้องบ้างได้หรือไม่”
ชิลกล่าวไปทางพานเซอ ในขณะที่ยืนสะบัดขาผ่อนคลายกล้ามเนื้อ
“โอ้ เจ้าคิดจะเรียกร้องอันใด”
พานเซอมองชิลด้วยรอยยิ้ม เขาเป็นผู้ชื่นชมในผู้แข็งแกร่ง และยิ่งคนผู้นั้นเป็นผู้เยาว์ที่มีอนาคต ก็จักยิ่งชื่นชมมากเป็นพิเศษ
“หากข้าสามารถชนะเขา ท่านต้องทำตามคำขอข้าหนึ่งอย่าง”
“ฮ่าๆ เจ้านี่มันบ้าดีเดือดจริงๆ”
พานเซอกล่าวพร้อมหัวเราะออกมาเสียงดัง ไม่นานก็กล่าวต่อ
“ได้! หากเจ้าสามารถ ข้าจะทำตามคำขอเจ้าอย่างหนึ่ง แต่คำขอนั้นต้องไม่ผิดต่อหลักความเชื่อข้า”
“แน่นอน”
ชิลยิ้มก่อนเลื่อนสายตากลับมาที่เอิล
“เจ้าไม่คิดรึ! ว่าเจ้ามั่นใจตนเองมากเกินไป”
เอิลกล่าวพลางกำมือขวาแน่น เขาเคลื่อนพลังงานปฐพีครอบคลุมที่มือ ไม่นานเลือดที่ไหลอยู่ก็หยุด
“มิใช่ว่ามั่นใจ แต่ข้าสามารถ”
ชิลกล่าวพร้อมเคลื่อนพลังงานสวรรค์ครอบคลุมร่างไปจนถึงปลายดาบ
“หึ! ข้าละชอบนักที่ได้สั่งสอนพวกเด็กอวดดี”
กล่าวเสร็จเอิลก็เคลื่อนพลังงานปฐพีไปรอบตัว มวลพลังงานปฐพีอันเข้มข้นสั่นไหวไปมาจนเกิดระลอกคลื่น พร้อมสายลมตีกระจายออกด้านข้างอย่างรุนแรง