เจ้าภูแสนเดินหายลับไปในความมืด มานพก็หันมาหาอลินตาเปลี่ยนเรื่องคุย
“อลิน ที่เธอบอกว่ามาหาฉันเพราะมีเรื่องอยากจะให้ช่วยเรื่องอะไรเหรอ?” มานพถามประสาซื่อ อลินตาหันมามองหน้ามานพ นึกขึ้นได้จึงทำให้หญิงสาวคลายความขุ่นมัวเมื่อสักครู่ลงแทบทั้งหมด
“เกือบลืมเลยสิ นี่มานพนายช่วยหาต้นตีนเป็ดให้ฉันหน่อยนะแล้วเอาต้นตีนเป็ดพวกนี้ไปปลูกไว้ที่สวนหลังบ้านของฉันติดต่อเนตรนภาน้องสาวฉันได้เลย ปลูกให้เยอะ ชนิดปูพรมเลยก็แล้วกัน” ทุกคนในที่นั้น มานพ เป๋า และหมิง มองสบตากันเพราะไม่เข้าใจว่าอลินตาจะเอาต้นตีนเป็ดไปทำอะไรเยอะแยะกลิ่นก็ออกจะแรงไปด้วยซ้ำ เป๋ารีบถามตามประสาคนช่างเจรจา
“คุณอลินจะเอาต้นตีนเป็ดไปทำอะไรคะ?” อลินตานิ่งไปสักพักก่อนจะพูดชัดเจน
“เตรียมเอาไว้สำหรับประกอบพิธีส่งวิญญาณไปเกิด...” อลินตาพูดพลางนึกไปถึงไอวิญญาณที่เหลือเพียงแค่ประกายแสงเพราะธาตุวิญญาณเหล่านั้นโดนปีศาจอสูรกายควันดำ และผีปอบมุกนวลกินจนแทบจะไม่หลงเหลือธาตุวิญญาณที่มากพอจะส่งไปเกิดใหม่ได้
“ต้นตีนเป็ดน่ะเหรอครับที่จะส่งวิญญาณเหล่านั้นไปเกิดใหม่ได้?”หมิงถามด้วยความสงสัยทันที อลินตาพยักหน้า
“พวกนายคงไม่รู้ ว่าต้นตีนเป็ด มีชื่ออีกชื่อหนึ่งที่ใช้เรียกกันคือ พญาสัตบรรณ” อลินตาเริ่มเล่าเรื่อง ทุกคนเพียงแค่ได้ยินอีกชื่อของต้นตีนเป็ดก็บังเกิดความสนใจขึ้นมาทันทีอลินตาเล่าต่อเรื่อยๆ ตามที่ตนได้รู้และเคยสัมผัสมา
“เอาจริงๆ พญาสัตบรรณ หรือว่าต้นตีนเป็ดเนี่ยเป็นต้นไม้ที่มีความหอม หอมมาก มากจนหลายคนบอกว่าเป็นกลิ่นฉุนแปลกๆสรรพคุณของต้นตีนเป็ดน่ะมีประโยชน์เยอะแยะอย่างเช่นช่วยให้เจริญอาหารช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด อะไรประมาณนี้” อลินตาเล่าไปเรื่อยตามประสาคนที่พอจะรู้เรื่องด้านนี้มาบ้างซึ่งนักเรียนในชั้นนั่งฟังปากหวอจากวิชาพรรณไม้มุ่งสู่วิชาสุขอนามัยในไม่กี่นาที..
“แต่... สรรพคุณอีกด้านหนึ่ง พญาสัตบรรณนี้ เป็นไม้เนื้อแข็งสามารถนำมาทำเป็นดินสอ เป็นกระดานดำ หรือแม้แต่ต่อเป็นโลงศพก็ยังได้ สมัยก่อนๆ ชาวบ้านยังนำไปทำเป็นดอกไม้จันทน์เผาผีอีกด้วยวิธีทำก็ง่าย เอาต้นมันมาไสให้เป็นขี้กบ ที่พอไสแล้วมันก็ม้วนตัวหล่นลงข้างล่างเนื้อไม้ของพญาสัตบรรณจะขาวละเอียดบางทีก็ไม่ต้องเอามาย้อมแต่ถ้าเอามาย้อมส่วนมากก็จะย้อมเป็นสีขาว สีดำ หรือสีอื่นๆ ที่ไม่ฉูดฉาดแล้วจับจีบให้เป็นกลีบ จากนั้นก็เอาดอกไม้จันทน์มาเสียบเข้าไปอีกชั้นหนึ่งแต่สมัยนี้ไม่รู้จะยังมีหรือเปล่า เพราะส่วนมากทำสำเร็จรูปหมดแล้ว” เด็กนักเรียนมานพ เป๋าและหมิงฟังเหมือนเริ่มจะเข้าใจในความรู้ใหม่นี้มานพที่เริ่มเข้าใจเพราะอยู่วัดมาก่อนก็พูดขึ้นทันที
“เธอก็เลยจะให้ฉันเอาต้นตีนเป็ดไปปลูก เพื่อแทนดอกไม้จันทน์ ในการทำพิธีส่งวิญญาณที่สวนหลังบ้านเธอไปเกิดอย่างนั้นเหรอ?”อลินตายิ้มย่องนี่ถ้าไม่ติดว่าเป็นเพื่อนจะรับเข้ามาเป็นลูกน้องในสังกัดอีกคนเชียวล่ะ
“นายก็ยังเป็นนายนะ มานพ หัวเร็ว เข้าใจอะไรง่ายเอาเป็นว่านายหาต้นตีนเป็ดมาปลูกไว้ให้ฉันด้วย ปลูกล้อมรอบสวนของฉันเลยนะต้นตีนเป็ดปลูกง่ายลัดเร็ว เดี๋ยวฉันจะให้เบอร์ติดต่อเนตรนภาเอาไว้ ส่วนนายก็เอ่ยปากแล้วว่าจะจัดการให้ฉันฟรีทั้งค่าต้นตีนเป็ด และค่าแรงต่างๆ นายก็จัดให้ฉันเลย ลูกผู้ชายรักษาคำพูดด้วยถ้าคนในบ้านที่ไม่ใช่เนตรนภาถามถึงเรื่องนี้ ให้บอกว่านี่เป็นคำสั่งของฉันเจ้าของบ้านตัวจริงเสียงจริงเขาก็จะไม่ถามอะไรให้มากความอีก” เป๋ากับหมิงแทบอยากจะลุกปรบมือให้เจ้านายสาวของตัวเองเพราะว่าคุณเธอคิดอะไรไว้เสร็จสรรพตั้งแต่แรก และการปราบผีเมื่อสักครู่นี้ก็ทำให้มานพไม่สามารถปฏิเสธที่จะช่วยเพื่อนได้เลย
เมื่อเห็นว่าเข้าทางที่จะไม่เสียค่าใช้จ่ายอะไรนอกจากแรงงานการปราบผี อลินตาก็พูดดักคอเพื่อนรักเรื่องงานฟรีทันทีรอบคอบเกินมนุษย์ก็แม่นางเกลือทะเลนี่แหละจ้า.. พูดจบอลินตาก็อ้าปากหาวหวอดๆคล้ายๆ โทรศัพท์กำลังแบตจะหมด หญิงสาวหันไปถามมานพ
“มีที่พักของโยมผู้หญิงหรือว่ากุฏิแม่ชีว่างไหม? ไม่ต้องห่วงว่าจะมีผีบุกมาอีก ไม่มีหรอกมั่นใจได้ ฉันอยากล้างหน้าล้างเนื้อล้างตัวแล้วก็นอนสักหน่อยหมดแรงจะไปต่อจริงๆ” ก็แน่ล่ะ ใครจะมาห่วงแม่ล่ะ นาทีนี้ผีเปรต สัมภเวสีภายในวัดเห็นพิษสงการปราบผีซะขนาดนั้น
“มี..” มานพตอบรวดเร็ว อลินตาขยี้ตาราวเด็กน้อยก่อนจะบอกอย่างคนที่มีแต่กายหยาบหาได้มีจิตวิญญาณอยู่ในกายนี้ไม่
“พาไปหน่อย ไม่ไหว ง่วงแบบไม่มีอะไรมากั้นแล้วได้งีบสักสองสามชั่วโมงก็ยังดี ออ..” คำสุดท้ายหญิงสาวอุตส่าห์หันมาทางสองลูกน้อง
“พวกนายไปนอนกับมานพนะ แล้วเจอกันตอนพระฉันเช้า บาย..” ว่าแล้วอลินตาก็เดินตัวปลิวออกหน้ามานพผู้เป็นเจ้าของถิ่น ข้างฝ่ายหมิงกับเป๋าก็ยืนส่ายหน้าระอากับความไม่มีเป้าหมายของเจ้านายตัวเอง ตอนแรกบอกจะนอนเรือนไม้ชายป่าพอมาตอนนี้ กลับไปหากุฏินอนเอาดื้อๆ
“เหมาะสมกันจริงๆ” อยู่ๆ หมิงก็พูดขึ้นเป๋าหันมาจิกตาทันที เพราะถ้าเพื่อนคนนี้พูดอะไรลอยๆขึ้นมาแสดงว่าต้องมีมูลบางอย่างที่ควรสืบต่อ เพื่อนซี้ที่รู้ใจกันรีบถาม
“รู้อะไรมา เล่ามาเดี๋ยวนี้” หมิงมองเป๋าสายตาเป็นประกายเพราะตัวเองก็คันปากยิบๆไม่ใช่น้อย
“คุณอลินตาก็แบบนี้ เจ้าภูแสนก็แบบนั้น แต่ดีกรีความทารุณผีและศัตรูฉันให้ร้อยแต้มเลยแก...” เป๋าพยักหน้าอย่างเห็นด้วย และขอเมาส์บ้าง
“แต่ฉันว่าเจ้าภูแสนดูแปลกๆ นะ ดูอารมณ์แปรปรวน เดี๋ยวเงียบขรึมเดี๋ยวก็วีนเหวี่ยงโมโหร้าย ตกลงเจ้านี่มีกี่ร่างกันแน่วะไอ้หมิง” เมื่อเป๋าบ่นมาถึงตรงนี้ หมิงรีบขยับอีกนิด ก่อนจะทำท่าทางกระซิบ
“กี่ร่างล่ะ เมื่อกี้ฉันได้ยิน คุณอลินบอกว่าเจ้าไม่ใช่เจ้าภูแสน..!”หมิงพูดจบเป๋ายกมือทาบอกทันควัน
“คุณพระ.. ไม่ใช่เจ้า แล้วเป็นใครล่ะ??” เป๋าถามทันทีหมิงส่ายหน้าทันทีเช่นกัน
“จะไปรู้เหรอ เจ้าดูลึกลับยิ่งกว่าแม่หญิงแพงอรอะไรนั่นอีก” หมิงบ่นอุบ เป๋ายังไม่เลิกถาม
“แต่แปลกนะแกพักนี้ไม่เห็นคุณอลินบ่นว่าฝันเห็นแม่หญิงแพงอรเลยอ่ะ รึเธอจะไปเกิดใหม่แล้ว?”หมิงส่ายหน้าช้าๆ เพราะก็ไม่รู้เหมือนกัน ขณะที่เพื่อนรักทั้งสองกำลังเมาส์มอยฝอยน้ำลายอยู่นั้นชายหนุ่มกลับรู้สึกว่ามีใครมาจับชายเสื้อก็เลยหันลงไปมองดู อ้าว.. ปรากฏว่ามีเด็กน้อยตัวเล็กจ้ำม่ำนุ่งโจงกระเบนไม่ใส่เสื้อ แก้มยุ้ย ผิวขาว ดวงตากลมโตน่าหยิกหมิงหันมามองเด็กคนนั้นก่อนจะยิ้มทัก
“ลูกใครทำไมมาเล่นในวัดดึกดื่นขนาดนี้” เป๋าเห็นก็เอ็นดูสะบัดก้นเดินสับขามานั่งข้างๆ เด็กน้อยก่อนจะหยิกแก้มไปหนึ่งบิด นางทำตัวประหนึ่งนางงามโลกที่รักเด็กสุดชีวิต
“นี่ไอ้หมิงอนาคตฉันก็อยากจะรับอุปการะเด็กน้อยหน้าตาน่ารักแบบนี้แหละแล้วก็ตามหาพ่อเด็กเอาแบบหล่อล่ำ ตาคม คิ้วเข้ม ประมาณแถบอิหร่าน ปากีสถานมาเป็นพ่อของลูกฉัน..” หมิงเบ้หน้าเอือมระอากับความบ้าผู้ชายของเพื่อนสาวสองในขณะที่สองเพื่อนรักกำลังคุยกัน เด็กน้อยปริศนาผู้น่ารักก็ถามขึ้นน้ำเสียงใสวิ้งแต่ผิดสังเกตตรงที่มีเสียงสะท้อนก้องแปลกๆ
“แม่ให้มาถามว่าเมื่อไรพี่ทั้งสองจะไปนอน..”หมิงรีบหันซ้ายหันขวามองหาแม่ของเด็กทันที
“อ้าวแม่มาด้วยเหรอ ทำไมมาวัดเวลานี้ มารอใส่บาตรเหรอ มันยังดึกอยู่เลยนะ...” เด็กน้อยยืนยิ้มดูดนิ้วจั๊บๆ ก่อนจะพูดเสียงเย็นยะเยือก...