ตอนที่ 17 ฤดูใบไม้ผลิมาเยือน
หานเซ่ออี้ไม่เคยคิดถึงเื่ปลุกพลังสายเืมาก่อน
อันที่จริงแล้วก่อนหน้านั้นเขาเคยคิดและตั้งใจเอาไว้หลายครั้งว่าถ้าหากต้องใช้เงินจริงๆ เขาจะทำอย่างไร
ทว่ามาตอนนี้เขากลับไม่กล้าที่จะคิดถึงมันไม่กล้าคิดถึงวิธีการที่เขาจะใช้เพื่อหาเงินจำนวนมหาศาลมาไถ่ชีวิตและอิสระให้กับตนเอง
เริ่มั้แ่วันที่หานซีหนิงเปลี่ยนไปนางทำตัวเป็น้องสาวของเขาและเริ่มน่ารักมากขึ้นทุกวันเขาเองก็ลืมนึกถึงเื่ปลุกพลังสายเืไปเสียสนิทรู้แค่เพียงว่าทุกวันจะทำอย่างไรให้น้องสาวได้นอนหลับอย่างอบอุ่นทำอย่างไรให้นางได้กินอิ่มท้อง และทำอย่างไรถึงจะรักษาเสียงหัวเราะและรอยยิ้มบนใบหน้าของนางไว้ได้ตลอด
เขาแทบไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าไม่ใช่แค่หานซีหนิงที่เปลี่ยนไปตัวเขาเองก็เปลี่ยนไปด้วย
มาวันนี้เขากลับไม่คิดมาก่อนว่าจะถูกคำถามนี้ของหานซีหนิงกระแทกใจ
ถูกแล้ว...ก่อนหน้านั้นเขา้าปลุกสายเืและไม่อยากเชื่อว่าตอนนั้นเขาจะมีความคิดที่จะขายหานซีหนิงให้ตระกูลเจียงด้วยการเปิดไพ่ใบเดียวที่เขามีอยู่ในมือ นั่นก็คือสายเืตระกูลอวิ๋นของหานซีหนิง
เล่าว่าแคว้นตี้มีสายเืศักดิ์สิทธิ์อยู่สามตระกูลตระกูลแรกคือราชวงศ์ตี้ ตระกูลที่สองคือตระกูลอวิ๋น และสุดท้ายคือตระกูลหาน
เฮอะ! แล้วอย่างไรทุกวันนี้แคว้นตี้มีสายเืศักดิ์สิทธิ์เหลือแค่สองตระกูลแล้วหลังจากที่ตระกูลหานถูกกำจัดจนวันนี้ก็ยังไม่ปรากฏตระกูลใดที่ให้กำเนิดทายาทสายเืศักดิ์สิทธิ์มาคานอำนาจกับตระกูลอวิ๋นได้อีก
ดังนั้นสตรีที่มีสายเืศักดิ์สิทธิ์ไม่ฝ่ายมารดาก็ฝ่ายบิดาล้วนเป็ที่หมายตาของบรรดาตระกูลใหญ่ทั้งสิ้นเพราะไม่ว่าตระกูลใดก็้าให้กำเนิดทายาทสายเืศักดิ์สิทธิ์เพื่อความมั่งคั่งและเรืองอำนาจของตระกูลที่มีทายาทสายเืศักดิ์สิทธิ์นั้นพวกเขาไม่เกี่ยงว่านางมาจากตระกูลใด ขอเพียงในตัวนางมีสายเืศักดิ์และสามารถให้กำเนิดทารกน้อยที่มีสายเืศักดิ์สิทธิ์เหมือนกันก็พอ
แคว้นเทียนเองก็มีตระกูลสายเืศักดิ์สิทธิ์เช่นกันทว่านอกจากราชวงศ์เทียนที่ระยะหลังมานี้ทายาทแต่ละสายที่ปลุกพลังสายเืล้วนแต่ไร้ทายาทสายเืศักดิ์สิทธิ์ แม้สายเืนั้นจะมีความเข้มข้นที่ระดับสีม่วงแต่ก็ถือว่ายังด้อยกว่าสายเืศักดิ์สิทธิ์อยู่มาก
ฉะนั้นแคว้นเทียนจึงมีแค่ตระกูลสายเืศักดิ์สิทธิ์ตระกูลเดียวเท่านั้นนั่นก็คือตระกูลเจียงจึงเป็ที่รู้กันว่าตระกูลเจียงเรืองอำนาจมากเพียงใดในแคว้นเทียน
และเพราะปัญหาของสายเืศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่อาจแปดเปื้อนด้วยเหตุนี้มารดาของเขาถึงได้แต่งสามีเข้าตระกูลส่วนหนึ่งก็เพื่อปกป้องสายเืศักดิ์สิทธิ์ของตระกูลหานยิ่งกับหานซีหนิงที่เกิดจากสายเืศักดิ์สิทธิ์ของสองตระกูลสตรีเช่นนี้มีตระกูลใดที่ไม่้านาง แล้วยอมจ่ายจำนวนมหาศาล
พวกเขาล้วนแต่อยากได้ตัวนางไปคลอดลูกที่มีสายเืศักดิ์สิทธิ์ให้ตระกูลตนทั้งนั้น
เพียงแต่ตอนนี้ไม่เหมือนกันแล้วถึงตายเขาก็ไม่มีวันปล่อยมือจากหานซีหนิง นางคือน้องสาวของเขาคือครอบครัวคนเดียวที่ยังเหลืออยู่ ไม่รู้ว่าั้แ่เมื่อไรที่เขาคิดเช่นนี้เมื่อนึกขึ้นว่าหากไม่มีนางแล้วเขาคงมีชีวิตอยู่ไม่ได้เป็แน่ภายในใจรู้สึกเ็ปรวดร้าวขึ้นมาทุกครั้ง ช่างทรมานยิ่งนัก
เขาต้องปกป้องน้องสาวเพียงคนเดียวให้ได้
"ท่านพี่..."
หานเซ่ออี้คล้ายได้ยินเสียงในหูเหมือนหานซีหนิงกำลังพูดว่า 'ท่านจะขายข้าหรือไม่' ทั้งที่ความจริงแล้วนางไม่ได้พูดกลับเป็เขาที่ตื่นตระหนกไปเอง
หัวใจเด็กหนุ่มหวาดผวารีบคว้ามือเล็กของหานซีหนิงที่วางอยู่บนโต๊ะ พร้อมกับเอ่ยเสียงดังจนเด็กหญิงใ"ไม่! ข้าไม่ยอม"
"ท่านพี่...ท่านเป็อะไรไปเ้าคะ"
หานเซ่ออี้รู้ตัวว่าเผลอไปแล้วจึงปรับสีหน้าให้เรียบนิ่งตอบคำถามที่หานซีหนิงถามก่อนหน้านั้น "เื่ปลุกพลังสายเืนั้นไม่สำคัญจะปลุกเมื่อไรก็ได้ ไม่ใช่ว่ายังมีเวลาอีกหลายปีหรอกหรือ"
เขากำลังบอกเธอว่า...ไม่ปลุกก็ไม่เห็นเป็อะไรมันไม่สำคัญเท่าเ้าหรอก
จากนั้นก็ยิ้มกลบเกลื่อน
หานซีหนิงมองมือพี่ชายที่กุมมือเธออยู่ก็ไม่พูดอะไรเงียบกันไปครู่ใหญ่ ความรู้สึกอยากอาหารก็พลอยลดลงหานซีหนิงมองโจ๊กตรงหน้าก็กินต่อไม่ลงแล้ว
ราวกับมีเสียงหนึ่งดังขึ้นในใจการที่พี่ชายขายเธอนั้นก็ถูกต้องทุกอย่างแล้วเขามีเหตุผลจำเป็มากมายที่ต้องขายเธอฉะนั้นในเวลานี้ภายในใจหานซีหนิงจึงไม่มีความสุข ทั้งอยากถามเขาให้ชัดเจน
"ท่านพี่ข้าได้ยินลุงฉีพูดว่าปลุกพลังสายเืส่วนใหญ่ก็เริ่มกันั้แ่อายุสิบห้าปีหน้าท่านก็จะครบสิบห้าแล้ว ใช่ว่าปลุกพลังสายเืครั้งเดียวแล้วจะสำเร็จที่มีในบันทึกนั้นน้อยมากที่ปลุกสายเืครั้งแรกแล้วก็สำเร็จเลย"
พูดต่อไปว่า"ได้ยินว่าคนที่อายุน้อยที่สุดที่ปลุกพลังสายเืได้คืออายุสิบเก้าแต่คนผู้นั้นก็ผ่านการปลุกสายเืมาเจ็ดครั้งั้แ่อายุสิบสามและทุกครั้งยังต้องใช้เงินจำนวนไม่น้อย หรือไม่แล้วท่านก็ขายข้าข้ามีสายเืตระกูลอวิ๋น หากต่อรองดีๆ ท่านจะต้องได้เงินมาไม่น้อย..."
"เหลวไหล!"
หานซีหนิงสะดุ้งกล่าวยังไม่ทันจบหานเซ่ออี้ก็ตบโต๊ะด้วยแรงโทสะ เธอเด้งลุกจากเก้าอี้ด้วยความใ
หานเซ่ออี้ชี้หน้า"เ้าห้ามพูดถึงเื่นี้อีก ต่อให้จนแทบตายข้าก็ไม่มีวันขายเ้า!"
เด็กหนุ่มเดือดดาลแล้วเื่ที่เขาหวาดกลัวที่สุดตอนนี้คือการสูญเสียน้องสาวครั้งที่มารดาจากไปเขาก็แทบดึงตัวเองไม่ขึ้น ที่ท่านแม่ทิ้งไว้ตอนนี้คือน้องสาวหากยังเสียนางไปอีกเขาก็ไม่รู้ว่าครั้งนี้จะต้องจมอยู่กับความสูญเสียไปอีกนานแค่ไหน
แต่หานซีหนิงกลับพูดมันออกมาได้ง่ายดายนางไม่ผิดต่อเขา ไม่ผิดต่อท่านแม่ แต่เขากลับถูกตราหน้าว่าอกตัญญู ขายน้องสาวกิน!บัดซบ! ชาตินี้นางก็อย่าหวังจากเขาไปไหนทั้งนั้น
หานเซ่ออี้ไม่มองหน้าหานซีหนิงอีกโจ๊กที่เหลือเกินครึ่งชามก็ไม่รู้สึกอยากอีกแล้ว หานเซ่ออี้จึงเดินกลับห้องจากนั้นก็ปิดประตูเสียงดังตึงราวจะะเิอารมณ์
หานซีหนิงถอนหายใจเห็นพี่ชายเดือดดาลทั้งยังพูดยืนยันเสนอคำขาดเช่นนี้ ลึกๆ แล้วเธอรู้สึกยินดีแต่ก็ต้องยอมรับว่าถ้าเขาไม่ขายเธอเธอต้องเป็ฝ่ายหาเงินมาทดแทนให้เขาได้ปลุกพลังสายเืให้ได้และให้เนื้อหานิยายดำเนินต่อไปโดยไม่ส่งผลกระทบต่อตัวละครอื่น
ครั้นนึกถึงเนื้อหาในนิยายขึ้นมาหานซีหนิงก็คิดถึงตัวละครหนึ่ง
เธอมั่นใจว่าในนิยายไม่ได้เอ่ยถึงเจียงเส้าเสียงแม้แต่น้อยชีวิตพระเอกส่วนใหญ่ล้วนเกี่ยวข้องกับนายท่านตระกูลเจียง ซึ่งพระเอกได้รับการสนับสนุนจากชายแก่ผู้นั้นหลังจากที่หานเซ่ออี้ขายเธอเป็อนุคนที่สี่สิบห้าของเขาแต่เพราะเหตุใดกันเธอกับพี่ชายถึงได้พบเจียงเส้าเสียงถึงสองครั้งสองคราไม่ใช่ว่าเธอเผลอทำอะไรที่ไม่ควรลงไปแล้วหรือแล้วมันจะกระทบต่อพี่ชายเธอในอนาคตหรือไม่
หานซีหนิงกังวล
ลับหลังพี่ชายไปแล้วเธอถึงทิ้งตัวนั่งลงบนเก้าอี้อีกครั้งในนิยายบอกไว้ก็จริงว่าพลังสายเืของหานเซ่ออี้นั้นพิเศษมากแต่ไม่ได้บอกว่าเขาปลุกกี่ครั้งถึงสำเร็จตอนที่เขาเดินทางเข้าสำนักยุทธ์ราชวงศ์เทียนระดับพลังก็ผ่านเกณฑ์รับเข้าสำนักไปแล้ว
หานซีหนิงไม่อยากคิดมาก เธอยังเชื่อว่าตัวเองไม่ได้แตะต้องส่วนใดในนิยายเื่นี้แน่นอนดังนั้นทุกอย่างจะต้องดำเนินไปเช่นเดิมโดยไม่กระทบต่อตัวละครใดเธอไม่อยากให้การมีอยู่ของตัวเองไปทำลายสมดุลของโลกในนิยายเื่นี้
ใช่แล้วข้าไม่ได้แตะต้องอะไรทั้งนั้น... หานซีหนิงปลอบตัวเอง
หานซีหนิงเข้าใจว่าเพราะเื่ที่เกิดขึ้นเมื่อวานทำให้เช้าวันนี้พี่ชายเ็าต่อเธอ
ที่จริงแล้วเธอไม่ควรเอ่ยเื่นั้นขึ้นมาเพื่อหยั่งเชิงเขาทั้งๆ ที่ข้างในใจก็ตระหนักดีว่าพี่ชายไม่มีทางขายเธอแต่ไม่รู้เพราะเหตุใดถึงได้หลุดปากออกไป
ถึงอย่างไรเื่มันก็เกิดขึ้นแล้วดังนั้นหานซีหนิงจึงต้องเอาใจเขามากๆ ให้พี่ชายหายโกรธแล้วกลับมาพูดกับเธอตามเดิมลูบศีรษะเธอเหมือนที่เขาชอบทำ
ในสมองของหานซีหนิงมีเื่ดีๆไม่มากนัก ฉะนั้นเธอจึงวิ่งเข้าไปในป่าหลังเรือนพร้อมกับเสี่ยวทู่ที่วิ่งตามคิดว่าถ้าขุดบัวหิมะไปง้อพี่ชายถึงหน้าห้อง เขาก็คงจะหายโกรธได้ไม่ยาก
ความคิดตื้นเขินมาก...เสี่ยวทู่ยืนสองขาเอาใจช่วยหานซีหนิง หูขยับดุ๊กดิ๊กสองสามที
"ท่านพี่ ข้าผิดไปแล้วเ้าค่ะจากนี้ข้าจะไม่พูดถึงเื่ที่ผิดต่อความรักและความหวังดีของท่านอีกเป็ข้าที่คิดน้อยเกินไป ท่านพี่ ท่านให้อภัยข้าเถอะแม้พวกเราจะใช้ชีวิตอย่างลำบาก แต่ข้าให้สัญญา ข้าจะไม่จากท่านไปไหนแน่นอนเ้าค่ะท่านพี่ ท่านเปิดประตูให้ข้าเถอะ หนิงเอ๋อร์ของท่านยืนจนเมื่อยขาแล้ว"
จากประโยคขอโทษกลายเป็เป็ประโยคโอดโอยทั้งชีวิตนี้คงมีแต่หานซีหนิงเท่านั้นที่ทำได้
หานซีหนิงพูดประโยคเดิมซ้ำๆหลายรอบ เมื่อยแล้วก็นั่งพิงหลังกับประตู สองขาเหยียดยาวบนพื้นบางทีก็เท้าคางเขี่ยพุงกระต่ายเล่น ยื่นบัวหิมะหนึ่งหัวให้มันกัดบ้าง
หานเซ่ออี้มองเงาน้องสาวที่นั่งพิงประตูอยู่ด้านนอกหางคิ้วของเขาถึงกับกระตุก บางทีเขาก็ได้ยินเสียงนางเคี้ยวบัวหิมะบางครั้งนางก็หัวเราะคิกคักจิ้มพุงกระต่ายเล่นสรุปแล้วนางตั้งใจมาง้อเขาจริงหรือไม่
เพราะนางเป็เช่นนี้ไม่จริงจังกับอะไรสักอย่าง เผลอพริบตาก็ลืมเื่ทุกข์ใจไปแล้วทุกครั้งเขาจึงโกรธนางไม่ลง ในที่สุดก็ยอมเปิดประตู
"ท่านพี่!"
หานซีหนิงร้องขึ้นด้วยความดีใจดีดตัวลุกขึ้นยืนแล้วยื่นบัวหิมะที่มีรอยฟันกระต่ายกัดให้เขา
"เ้าเก็บไว้กินเองเถอะ"จากนั้นเขาก็เดินลงจากเรือน โดยมีหานซีหนิงเดินตามต้อยๆเมื่อเด็กหนุ่มเหลือบมองกลับหลัง ภายในใจก็รู้สึกอิ่มเอม
ใช้เวลาไม่นานสองพี่น้องก็ลบรอยบาดหมางที่มีต่อกันทิ้งจนหมดสิ้นแล้วกลับมารักใคร่กลมเกลียวกันเช่นเดิม
หิมะปกคลุมผืนแผ่นดินได้ไม่นานเมื่อแสงตะวันร้อนแรงกว่า เกล็ดหิมะเล็กๆ ก็สลายกลายเป็น้ำในที่สุด
ไม่เว้นแม้แต่ใจคนจากที่เคยเ็าเหน็บหนาว เมื่อสายลมฤดูใบไม้ผลิพัดผ่านจิตใจที่เคยแข็งดั่งหินผาก็พลันอบอุ่นอ่อนโยนดุจสายธาร
เวลาเพียงพริบตาเดียวก็ถึงฤดูใบไม้ผลิแล้ว
หานซีหนิงนั่งหย่อนขาแกว่งเล่นอยู่บนระเบียงหน้าเรือนมองต้นไม้ดอกใบที่เริ่มกลับมาเขียวขจีอีกครั้ง ใบหน้างามยิ้มแย้มอย่างร่าเริงสดใสปากเล็กๆ ขยับฮัมเพลงของโลกก่อน ส่งเสียงหัวเราะคิกคักสนุกสนานนึกไปว่าผ่านมาหนึ่งปีแล้ว คิดถึงเื่นี้ขึ้นมาครั้งใดเธอก็ยังรู้สึกเหลือเชื่อ
จากที่เคยเป็เด็กสาวในโลกที่ทุกอย่างล้วนทันสมัยมีพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกมาตอนนี้กลับกลายเป็ชีวิตที่สุดจะพะ...บัดซบกว่า!
เธอถอนหายใจที่จริงจะโลกนี้หรือโลกก่อนก็ล้วน...อืมทั้งนั้น
เมื่อนึกถึงแผนการร่ำรวยที่วางไว้หานซีหนิงก็รู้สึกตื่นเต้น เอ่ยกับกระต่ายขาว "เสี่ยวทู่ได้เวลาอาบน้ำเปลี่ยนโฉมกันแล้ว"
ร่างเล็กๆ ของหานซีหนิงในวัยเก้าขวบวิ่งไปยังลำธารก่อนจะตักน้ำมาเติมในอ่างไม้จนเต็ม แล้วเทน้ำร้อนผสมให้อุ่นจากนั้นก็ลงไปแช่ในน้ำอย่างสุขสำราญใจ
เสี่ยวทู่วิ่งไปรอบๆถังไม้อาบน้ำอย่างตื่นเต้น มันเป็กระต่ายอสูรที่รักสะอาดแต่กลับมอมแมมมานานเดิมทีมันเสียใจที่รู้ว่าเ้านายเป็คนสกปรกแต่เมื่อมารู้ภายหลังว่าเ้านายตั้งใจให้มันสกปรก มันก็ยิ่งเสียใจไปยกใหญ่วันนี้มันจะขออาบน้ำบ้าง!
"อ๊า! เ้ากระต่ายสกปรกใครให้เ้าะโลงถัง!"
หานซีหนิงอาบน้ำเสร็จแล้วก็วิ่งมาเปิดหีบเก็บของภายในห้องข้างในนั้นมีกล่องไม้ทั้งหมดสามใบ เป็อาภรณ์ของบุรุษสองชุดและอาภรณ์ของสตรีอีกหนึ่งทั้งหมดนั้นเป็อาภรณ์ที่หานซีหนิงสั่งตัดเย็บเมื่อต้นฤดูหนาวปีที่แล้ว
ลักษณะเป็เสื้อตัวยาวทรงเงียบง่ายแต่กลับเหมาะจะใช้สวมเป็พิธีการมากกว่าเนื้อผ้านุ่มลื่น แม้ไม่ใช่ผ้าไหมแต่คุณภาพก็ไม่ห่างกันมากนัก ซึ่งคนส่วนใหญ่ที่ไม่ใช่ชนชั้นแรงงานชอบสวมใส่หากแต่ชุดเหล่านี้ดูเรียบหรูและสุภาพมากกว่า
เด็กหญิงสวมอาภรณ์สตรีที่สั่งตัดไว้ไม่ให้รุ่มร่ามชายกระโปรงจึงเล็กแคบและเรียบยาว ดูแล้วก็คล้ายอาภรณ์บุรุษอยู่สามส่วนเธอผูกสายรัดเอวสีฟ้าครามตัดกับสีเสื้อม่วงอ่อนแล้วก็แลดูงดงามไม่น้อย ทั้งยังให้กลิ่นอายความเป็สุภาพชนในตระกูลบัณฑิตผู้มีภูมิความรู้อีกด้วย
ทันทีที่แต่งกายเสร็จเรียบร้อยหานซีหนิงก็หยิบถุงเงินห้าสิบเงินขาวออกจากเรือนพร้อมกับหิ้วกล่องอาภรณ์ที่เหลืออีกสองกล่องติดมือออกไปด้วยมีเสี่ยวทู่ที่วิ่งตามหลัง
เมื่อวานหานซีหนิงนัดหมายกับลุงฉีไว้แล้วว่าวันนี้พวกเขาจะเข้าตัวเมืองดังนั้นหานซีหนิงจึงต้องซื้อใบอนุญาตออกจากหมู่บ้านทั้งของเธอและลุงฉีเป็จำนวนเงินสิบเหรียญเงินขาวเป็เวลาทั้งหมดห้าวัน
เจียงปิงฮั้วลงนามในใบอนุญาตทั้งสองแผ่นเรียบร้อยตอนนั้นเขายังมองหานซีหนิงด้วยแววตามีคำถาม แต่เธอกลับดึงใบอนุญาตมาจากมือเขาฉีกยิ้มกว้างแล้ววิ่งออกไปจากห้องหนังสือของเขา
หานซีหนิงส่งกล่องอาภรณ์ใบหนึ่งให้ลุงฉี"รับไปสวมเ้าค่ะ"
ฉีชวนรู้สึกกระอักกระอ่วนอยู่เล็กน้อยสบตาหานซีหนิงที่กำลังนั่งเท้าคางมองเขาอยู่บนโต๊ะภายในห้องโถงเล็กในเรือนของฉีชวน เขาสวมอารมณ์ใหม่แล้วก็ดูดีขึ้นมากเสียแต่เขาแก่เกินไปจะใช้คำว่า...หล่อเหลาคมคาย
"งดงามมากเ้าค่ะ"หานซีหนิงเอ่ยชม
ฉีชวนยิ่งกระดากอายไปใหญ่...เ้าไม่ชมข้าว่าหล่อแต่กลับพูดว่างดงามฮึ่ย!
พวกเขาสวมแต่อาภรณ์เก่าขาดมาทั้งชีวิตให้เปลี่ยนมาสวมอาภรณ์ที่ตระกูลระดับกลางสวมใส่กัน มันก็จะอายๆ อย่างไรไม่รู้
"ลุงฉี! หูท่านอะไรกัดเ้าคะเหตุใดถึงแดงแจ๋" เธอไม่พูดเปล่าแต่เล่นชี้ให้เห็น
"..."
เขาจะกลับไปเปลี่ยนอาภรณ์มันเดียวนี้แหละ!
หลังขอร้องแกมบังคับอยู่นานในที่สุดฉีชวนก็ยอมสวมอารมณ์ที่หานซีหนิงนำมาจากนั้นหานซีหนิงก็ส่งใบอนุญาตให้เขาเก็บไว้ทั้งสองใบบอกฉีชวนว่าเธอจะติดตามเขาในฐานะลูกสาว
"หนิงเอ๋อร์เ้าบอกข้าว่าพวกเราจะไปทำการค้า แต่กลับไม่มีเงินลงทุนสักเหรียญเดียวแบบนี้จะใช้ได้หรือ เ้าไปเอาความคิดนี้มาจากที่ใดกัน"
"ในหนังสือเ้าค่ะ ข้าอ่านไปไม่น้อยข้าจะเอาสิ่งที่รู้ไปขาย"
ฉีชวนหัวเราะ "ได้ๆจะขายความรู้ก็ไม่ผิด อย่างมากได้มาสักสองสามเหรียญทองแดงก็มหาศาลแล้ว"
ใครให้ท่านโลภน้อยกันเ้าคะแค่เหรียญทองแดงจะไปพออะไร หานซีหนิงยิ้มกรุ้มกริ่ม ดันหลังฉีชวนให้ออกเดินทาง
พวกเขาออกจากหมู่บ้านไปพร้อมกับขบวนเคลื่อนย้ายสัตว์อสูรเมื่อมาถึงตัวเมืองเทียนชิงก็แยกลงที่หน้าประตูเมืองทางทิศใต้ผู้คนยังพลุกพล่านเช่นเดิม
หานซีหนิงได้นัดแนะกับซานเอ้อร์ขอทานหนุ่มไว้แล้วอีกฝ่ายจึงไปอาบน้ำรอหานซีหนิงที่แม่น้ำจู่ชีเมื่อเปลี่ยนมาสวมชุดที่เด็กหญิงเตรียมให้ ก็เปิดปากเอ่ยอย่างถูกใจ
"ฮ่าๆ ข้าเกิดมาเพื่อสวมชุดนี้จริงๆน้องซีหนิงเ้าดู หล่อมากใช่หรือไม่"
หานซีหนิง "......"
จากนั้นคนทั้งสามพร้อมกระต่ายขาวขนฟูอีกหนึ่งตัวก็เริ่มทำการออกรบอย่างเต็มกำลัง
เริ่มแรกหานซีหนิงให้ซานเอ้อร์บอกข้อมูลของพ่อค้าระดับล่างทั้งสิบตระกูลที่ผ่านการคัดเลือกและตรวจสอบมาอย่างดีแล้วให้ฉีชวนฟังเขาฟังแล้วก็รู้สึกงุนงงใน่แรก แต่หลังจากนั้นก็เข้าใจ
เมื่อตะวันตรงศีรษะซานเอ้อร์ก็พาฉีชวนและหานซีหนิงไปเคาะประตูเรือนของพ่อค้าทั้งสิบคน