บทที่ 9 ข้ายังไม่ได้แต่งงาน!
“ยังมีคนอื่นอีกหรือ?”
ซูฝานรีบเก็บเตาหลอมราชันมาร และยัดเสื้อผ้าของสวีตงเข้าไปในถุงเก็บของ จากนั้นก็เห็นเงาร่างสีดำร่างหนึ่ง เคลื่อนที่ราวกับเสือดาวที่ว่องไว พุ่งออกมาจากป่าทึบเบื้องหน้า
นี่คือสตรีนางหนึ่ง ผิวขาวเลอโฉม รูปร่างอรชร
นางอายุราวสิบแปดสิบเก้า สวมชุดรัดรูปสีดำ ผมดำขลับรวบเป็หางม้า ดูสง่างามองอาจ และเปี่ยมด้วยความคล่องแคล่ว หญิงสาวมองมาที่ซูฝาน แล้วกวาดตามองรอยเืที่พื้น ก่อนจะถามว่า
“ที่นี่เพิ่งมีการต่อสู้เกิดขึ้นหรือ?”
‘ช่างเป็สตรีที่งดงามนัก’
นางมิได้แต่งแต้มเครื่องสำอางใด ๆ แต่กลับงดงามตามธรรมชาติ
ั้แ่เล็กจนโต หญิงงามที่สุดที่ซูฝานเคยพบในหมู่บ้านก็คือสวีเจียวเจียว แต่เมื่อเทียบกับโฉมงามตรงหน้าแล้ว สวีเจียวเจียวก็เป็เพียงสาวงามสามัญมิอาจเทียบชั้นกันได้เลย ในชั่วขณะนั้น เขาจึงมองจนเหม่อลอย
หญิงสาวขมวดคิ้วเรียวงาม น้ำเสียงเข้มขึ้นอย่างมิอาจยับยั้ง กล่าวว่า “ข้าถามเ้าอยู่นะ!”
“หา?” ซูฝานได้สติกลับมา รีบเช็ดน้ำลายที่มุมปากพลางพยักหน้าพร้อมกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ใช่ ๆ ๆ เมื่อครู่มีสัตว์อสูรตนหนึ่งวิ่งมาจู่โจมข้า แต่ข้าได้ขับไล่มันไปแล้ว”
หญิงสาวชะงักไป นางเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าควรพิจารณาพลังบำเพ็ญของซูฝาน “เ้าชื่ออะไร?”
เด็กหนุ่มผู้นี้ดูอายุราวสิบสองสิบสามปี แต่กลับมีพลังบำเพ็ญขอบเขตหลอมกายาขั้นกลาง หรือว่าจะเป็อัจฉริยะน้อยที่สำนักเพิ่งรับเข้ามาใหม่?
“ข้านามว่าซูฝาน เป็เด็กกำพร้า อายุเพิ่งครบสิบสองปี เป็ศิษย์แห่งยอดเขาที่สิบ และตอนนี้… ยังไม่ได้แต่งงาน...”
การแนะนำตัวนี้… ดูเหมือนจะละเอียดเกินไปสักหน่อย
ถึงขนาดที่เขาเผลอหลุดพูดคำว่ายังไม่แต่งงานออกมาด้วย ราวกับว่ากำลังไปดูตัวคู่ครองเลยทีเดียว
ซูฝานรู้สึกตื่นตระหนก
‘พี่หญิงผู้เลอโฉมท่านนี้ จะคิดว่าข้าเป็คนไม่จริงจังหรือไม่’
สมดังคาด!
หญิงสาวขมวดคิ้วเล็กน้อย ในดวงตาฉายแววไม่เป็มิตร แต่พอคิดอีกที เด็กน้อยเช่นนี้จะมีความคิดชั่วร้ายอันใดได้
“ข้ามีนามว่าเหลิ่งเยว่ เป็ศิษย์แห่งยอดเขาที่สิบเช่นกัน”
นางทิ้งวาทะเ็าไว้เพียงเท่านั้น ไม่สนใจซูฝานอีก ก่อนจะหมุนตัวจากไปโดยไม่หันกลับมามองแม้แต่น้อย
“เหลิงเยว่...” นางเป็ดั่งชื่อของนาง เ็าดุจจันทราในเหมันตฤดู
หัวใจดวงน้อยของซูฝานเต้นระรัวไม่หยุด
‘ฮ่า ๆ ๆ! นี่คือรักแรกพบกระนั้นหรือ?’
‘คุณชายน้อยดูเหมือนจะตกหลุมรักเสียแล้ว’
ถ้ำพำนัก
“ศิษย์คารวะท่านอาจารย์”
เหลิ่งเยว่ยืนอย่างนอบน้อมอยู่เบื้องหน้าสวี่ซานอิน “อืม”
สวี่ซานอินพยักหน้า มองสำรวจเหลิ่งเยว่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มพลางเอ่ยว่า “ไม่เลว หลายเดือนที่ผ่านมาเ้าได้รับการฝึกฝนจนในที่สุดก็ก้าวข้ามขีดจำกัดจนถึงขอบเขตหลอมกายาขั้นบริบูรณ์แล้ว”
ท่าทีของสวี่ซานอินที่มีต่อเหลิงเยว่นั้นแตกต่างจากตอนที่เผชิญหน้ากับซูฝานอย่างสิ้นเชิง สีหน้าของนางเต็มไปด้วยความชื่นชมและความปลาบปลื้ม กระทั่งยังดูมีเมตตาอีกด้วย
“ทั้งหมดล้วนเป็เพราะท่านอาจารย์สั่งสอนได้ดี”
เหลิงเยว่แสดงความเคารพอย่างมีมารยาท ในความคิดนางผุดภาพของเด็กหนุ่มขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว นางกล่าวต่อว่า “ต้องขอแสดงความยินดีกับท่านอาจารย์ด้วย”
“ยินดีเื่อะไรหรือ?”
สวี่ซานอินชะงักไป
เหลิงเยว่กล่าวว่า “ยินดีด้วยที่ท่านอาจารย์ได้ศิษย์ที่มีพร์ในการบำเพ็ญคนหนึ่ง”
“พร์?” สวี่ซานอินยิ่งฟังก็ยิ่งงุนงง
เหลิงเยว่หัวเราะพลางกล่าวว่า “ระหว่างทางกลับมา ข้าได้พบกับเด็กน้อยที่ชื่อซูฝาน อายุเพียงสิบสองปีก็สามารถบรรลุถึงขอบเขตหลอมกายาขั้นกลางได้แล้ว หากมิใช่อัจฉริยะในฝึกบำเพ็ญแล้วจะเป็อะไรได้อีก”
“ที่แท้ก็พูดถึงเขานี่เอง” สวี่ซานอินพยักหน้าอย่างเข้าใจ ก่อนจะเอ่ยด้วยสีหน้าดูแคลน “เขาก็แค่ร่างิญญาไร้ค่า จะนับว่าเป็อัจฉริยะในการบำเพ็ญได้เยี่ยงไร?”
“ร่างิญญาไร้ค่า?”
เหลิงเยว่ถึงกับตะลึงงันอยู่กับที่ นางรู้สึกประหลาดใจยิ่ง
“อย่าเพิ่งกล่าวถึงเขา อาจารย์ได้เตรียมโอสถรวมปราณให้เ้าไว้แล้ว ก่อนที่ถ้ำหมื่นอสูรจะเปิด เ้าจำเป็ต้องบรรลุขอบเขตขยายเส้นลมปราณให้ได้”
สวี่ซานอินหยิบกล่องหยกขนาดเท่าฝ่ามือออกมาจากถุงเก็บของ แล้วยื่นให้เหลิ่งเยว่ “เพื่อจะได้โอสถรวมปราณเหล่านี้มา ข้าต้องจ่ายราคาไม่น้อยเลยทีเดียว แม้แต่ซูฝานมีการประลองที่สำคัญ ข้ายังไม่ยอมให้เขาเลย เ้าอย่าได้ทำให้ข้าผิดหวังเป็อันขาด”
ให้ซูฝานไปก็ไร้ประโยชน์ สิ้นเปลือง!
เหลิงเยว่รู้สึกตื่นเต้น รีบยื่นมือทั้งสองรับกล่องหยกมา ค่อย ๆ เปิดออก เห็นโอสถสิบเม็ดนอนนิ่งอยู่ในกล่องหยก เปล่งแสงสลัว “ขอบพระคุณท่านอาจารย์ ศิษย์จะต้องพยายามอย่างเต็มที่ ไม่ทำให้ความคาดหวังของท่านอาจารย์ต้องผิดหวัง”
เหลิ่งเยว่กดความตื่นเต้นในใจเอาไว้ แล้วค้อมกายคำนับขอบคุณ
เมื่อนางถือกล่องหยกเดินออกมาจากถ้ำ ก็บังเอิญพบซูฝานที่เชิงเขาพอดี ดวงตาของนางที่สว่างราวกับอัญมณีฉายแววอยากรู้อยากเห็น ซูฝานไม่ได้สังเกตห็นเหลิ่งเยว่เหนือศีรษะ เขาวิ่งตรงกลับไปยังถ้ำที่พัก ปิดประตูหิน แล้วหยิบถุงเก็บของของสวีตงออกมา
เขานับจำนวนสิ่งของอย่างละเอียด
ไม่น่าเชื่อว่าจะมีศิลาิญญาสองร้อยสามสิบก้อน! โอสถสิบสามเม็ด!
นอกจากนั้นก็มีเพียงของใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น อาภรณ์ อุปกรณ์ชำระล้างร่างกาย และอื่น ๆ ไม่มีอะไรมีค่า
“มีศิลาิญญามากมายขนาดนั้น ยังจะมาปล้นของข้าอีก งูอยากกลืนช้าง ช่างโลภมากเสียจริง” ซูฝานมองไปยังโอสถิญญาทั้งสิบสามเม็ด แล้วถามอย่างสงสัย “นี่คือโอสถอะไรกัน มีสรรพคุณอย่างไร”
“โอสถฟื้นาแ มีสรรพคุณในการรักษาาแ เป็แค่โอสถธรรมดา ๆ ไม่มีค่าอะไรมากนัก” ต้าเฮยโก่วส่ายหัวอย่างดูแคลน
“รักษาาแ?” ซูฝานชะงักไปครู่หนึ่ง หยิบโอสถฟื้นาแขึ้นมาหนึ่งเม็ด แล้วใส่เข้าไปในปาก
กลิ่นหอมของสมุนไพรโชยเข้าจมูกทันทีที่ััลิ้น
พลังชีวิตอันทรงพลังไหลเวียนไปทั่วร่างกายราวกับคลื่นวารี าแทั่วร่างที่ได้รับจากการต่อสู้ตลอดทั้งคืนกำลังฟื้นฟูด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
“นี่คือโอสถหรือ? มหัศจรรย์จริง ๆ “ ซูฝานมองจนตาเบิกโพลง อ้าปากค้าง
“เ้าจะทำหน้าเหมือนไม่เคยเห็นอะไรมาก่อนไปถึงเมื่อใด น่าอับอายนัก รู้หรือไม่?”
ต้าเฮยโก่วกล่าวด้วยน้ำเสียงดูแคลน “ข้าไม่เคยเห็นโลกกว้างมาก่อน”
ซูฝานหัวเราะแหะ ๆ อย่างหน้าด้านไร้ยางอาย
สำหรับต้าเฮยโก่วแล้ว โอสถฟื้นาแนั้นเป็ของธรรมดา ทว่าสำหรับเขาแล้ว มันคือโอสถวิเศษที่ช่วยชีวิตเขาเอาไว้
ซูฝานเก็บโอสถฟื้นาแที่เหลือไว้ แล้วหยิบไข่มุกปราณโลหิตออกมา จากนั้นก็ฝึกฝนอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยทั้งวันทั้งคืน
ในยามนั้น เซวียฉางซานเคยกล่าวไว้ว่า ด้วยพร์ของเขา การบรรลุขอบเขตหลมกายาขั้นกลางคือขีดจำกัดสูงสุดแล้ว กล่าวอีกนัยหนึ่ง ไม่ว่าเขาจะพยายามเพียงใด ก็ไม่มีทางที่จะก้าวข้ามไปถึงขอบเขตหลอมกายาขั้นสูงได้
ดังนั้น แม้จะมีไข่มุกปราณโลหิต เขาก็ต้องทุ่มเทความพยายามเป็สองเท่า เพื่อให้คนที่ดูแคลนเขาต้องหุบปากกันให้หมด