หนึ่งดาบสังหาร ปรมาจารย์อสูร [นิยายแปล]

    ตอนที่ 39 ทักษะที่น่าตะลึง

               

    ทั่วร่างของมารสีชาดมีขนปกคลุมอยู่ มันแยกเขี้ยวยิงฟัง จ้องหลันเฟิงเขม็งอย่างโหดเหี้ยม

            แต่หลันเฟิงรู้ว่ามารสีชาดขี้ขลาด แม้ว่าร่างกายจะใหญ่โตเพียงใด แต่ความจริงแล้วพลังกลับอ่อนแอเมื่อเทียบกับปีศาจอสูรด้วยกัน จึงมักจะกลายเป็นอาหารให้กับปีศาจอสูรที่ร้ายกาจเหล่านั้น ด้วยเหตุนี้แม้ว่าภายนอกจะดูร้ายกาจมาก แต่ความจริงแล้วกลับเป็นปีศาจอสูรที่จัดการง่ายที่สุดในป่าอสูร แข็งแกร่งกว่าปีศาจอสูรเทียมเพียงเล็กน้อย

            “ปีศาจอสูรระดับดาราขั้นต้น ข้าจัดการได้” แม้ว่าจะไม่เคยประมือกับปีศาจอสูรที่แท้จริง แต่หลันเฟิงกลับมั่นใจในพละกำลังของตนเองเป็นอย่างมาก

            หลันเฟิงเดินเข้าไปหามารสีชาดอย่างแช่มช้าอย่างเยือกเย็น แต่ในใจ เขากลับรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย

            “จะว่าไปแล้วนี่เป็นครั้งแรกที่เจ้าต่อกรกับปีศาจอสูร มารสีชาดอยู่ระดับล่างสุดในหมู่ปีศาจอสูร เหมาะกับการใช้ฝึกฝนพอดี” ชายชราที่อยู่ด้านข้างเองก็ไม่ได้เห็นมารสีชาดอยู่ในสายตาเช่นกัน

            มารสีชาดมองหลันเฟิงที่เดินเข้ามาหาตนเอง แววตาดูลนลาน ปากที่เป็นดั่งบ่อโลหิตขยายใหญ่ขึ้น ร้องคำรามออกมาไม่หยุด ดูเหมือนอยากขู่ให้หลันเฟิงตกใจกลัวจนล่าถอยไป

            ยามอยู่ห่างจากมารสีชาดแค่สามจั้ง หลันเฟิงถึงได้หยุดฝีเท้า

            หนึ่งคนหนึ่งอสูรยืนเผชิญหน้ากันอย่างเงียบเชียบ

            ยืนเงียบๆ อยู่ตรงนั้นสามชั่วลมหายใจ จากนั้นหลันเฟิงพลันเคลื่อนไหว ร่างกายของเขาแฉลบผ่านด้านหน้ามารสีชาดด้วยความเร็วที่น่าตกตะลึง ยกมือขวาอันผ่ายผอมขึ้นพร้อมแนบนิ้วติดกัน ราวกับกระบี่ที่แหลมคมอย่างไรอย่างนั้น “คาถาเพลิงคลั่ง!”

            “กรร์~!”

            มารสีชาดรู้สึกถึงอันตราย รูม่านตามันพลันหดเล็กลง ร้องคำรามด้วยความหวาดกลัว ร่างอันใหญ่โตมหึมาสั่นสะท้าน ทันใดนั้น...ก็หันกายหนีไป

            และเสียงร้องคำรามของมารสีชาดกลับทำให้หยางจ้าน หลัวเทียนและพวกที่อยู่ห่างออกไปสองสามร้อยหมี่หน้าเปลี่ยนสี

            “ปีศาจอสูร!” หยางจ้านดูกังวล แต่เขาก็ออกคำสั่งทันที “ทุกคน บุก!”

            ถึงอย่างไรเสียสำหรับชายหนุ่มที่เป็นอัจฉริยะระดับดาราอย่างเขา ระยะห่างสองสามร้อยหมี่ใช้เวลาเพียงสิบกว่าชั่วลมหายใจก็มาถึงแล้ว

            “ฟึบ ฟึบ...”

            เงาร่างแปดสายแทบจะแฉลบไปด้านหน้าพร้อมกัน แม้ว่าความเร็วจะสู้หลันเฟิงไม่ได้ แต่ก็ไม่ถือว่าช้า

            “หวังว่าคงไม่ใช่ปีศาจอสูรที่ร้ายกาจอะไรหรอกนะ!” ขณะที่เคลื่อนไปข้างหน้าด้วยความเร็ว หยางจ้านก็ภาวนาอย่างเงียบๆ

            ประมาณสามชั่วลมหายใจ หลังจากอ้อมผ่านต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งไปนั้น เงาร่างของหลันเฟิงและมารสีชาดก็เข้าสู่ครรลองสายตาของทุกคน

            เมื่อเห็นว่าเป็นมารสีชาด หยางจ้านก็ผ่อนลมหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง ปีศาจอสูรระดับดาราขั้นต้น แม้ว่ายังคงไม่อาจดูแคลนได้ แต่ก็น่าจะทำอันใดหลันเฟิงไม่ได้ง่ายๆ หรอกกระมัง

            ถึงอย่างไรเสียพลังยุทธ์ของหลันเฟิงก็ไม่ด้อยไปกว่าเขา ระดับไอปราณขั้นสี่หรือก็คือระดับไอปราณขั้นกลาง การต่อกรกับปีศาจอสูรระดับดาราขั้นต้นตัวหนึ่ง คิดดูแล้วปัญหาก็คงไม่มีมากนัก

            แต่ทว่าฉากต่อไปกลับทำให้ทุกคนพลันแข็งค้าง

            มารสีชาดหันกายหนีออกไปได้สามจั้งก็ถูกหลันเฟิงไล่ตามทัน เปลวเพลิงราวกับกระบี่แหลมคมสายหนึ่งตวัดผ่านร่างของมันไปราวกับตัดเต้าหู้อย่างไรอย่างนั้น

            การเคลื่อนไหวของมารสีชาดหยุดชะงัก ร่างกายมหึมานั้นแบ่งออกเป็นสองส่วนทันที ก่อนถูกเปลวเพลิงอุณหภูมิสูงลิ่วเผาจนเป็นตอตะโก ส่งกลิ่นเหม็นไหม้ออกมา

            “ตึง”

            ศพขนาดมหึมาที่แยกออกเป็นสองส่วนล้มกระแทกพื้นดังสนั่น เกิดเป็นฝุ่นสีเทาฟุ้งกระจาย กดทับกิ่งไม้สองสามกิ่ง

            และฉากนี้กลับเหมือนค้อนอันหนักหน่วงกระแทกใจเหล่าอัจฉริยะหนุ่มทั้งแปดคน

            ดวงตาของอาวุโสใหญ่จ้าวหยวนซานและอาวุโสรองจ้าวตงเหลยที่ติดตามทุกคนอยู่ด้านหลังเงียบๆ พลันขุ่นมัว มีลำแสงวาบผ่าน ใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่นพลันแข็งค้าง มุมปากกระตุกเล็กน้อยอย่างอดไม่ได้

            เงียบกริบ!

            เงียบกริบราวกับตายไปแล้ว!

            สายตาของทุกคนล้วนรวมกันอยู่ที่เงาร่างผ่ายผอมของชายหนุ่ม ในแววตามีความเลื่อมใสศรัทธาเล็กน้อย!

            ปีศาจอสูรในระดับเดียวกันจะแข็งแกร่งกว่ามนุษย์เสมอ พวกมันเกิดมาพร้อมกับความได้เปรียบทางการต่อสู้ ตัวอย่างเช่นกายเนื้อหยาบหนายากจะทำลาย แม้ว่ามารสีชาดจะเป็นแค่ปีศาจอสูรระดับดาราขั้นต้น แต่พละกำลังของมันกลับเข้าใกล้ยอดฝีมือระดับดาราพลังยุทธ์ระดับไอปราณขั้นกลางของมนุษย์ แม้ว่ามันจะไม่ใช่คู่ต่อสู้ของมนุษย์ระดับไอปราณขั้นกลาง แต่หากมนุษย์ระดับไอปราณขั้นกลางอยากจัดการมัน กลับยังต้องใช้ความพยายามเล็กน้อยถึงจะจัดการมันได้

            แต่พวกเขากลับเห็นกับตาว่ามารสีชาดตัวนี้ถูกหลันเฟิงสังหารทันที!

            ‘สังหารทันที’ การต่อสู้เพียงพริบตาเมื่อครู่ได้สะท้อนความหมายของคำนี้ออกมาอย่างชัดเจนแล้ว

            แม้จะเป็นยอดฝีมือระดับไอปราณขั้นสี่เช่นเดียวกัน แต่หยางจ้านจำต้องยอมรับว่า อย่างน้อยเขาก็ไม่มั่นใจว่าจะสังหารมารสีชาดได้อย่างหมดจดเพียงนี้

            กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือพละกำลังของหลันเฟิงแซงหน้าเขาที่เป็นอัจฉริยะที่เข้าสู่ระดับดาราได้ตั้งแต่เมื่อสองสามปีก่อนแล้ว

            แม้ว่าจะรู้สึกยากจะรับไหว แต่หยางจ้านกลับจำใจต้องยอมรับ พละกำลังของหลันเฟิงน่าจะเหนือกว่าตนเอง!

            หลังจากผ่านไปชั่วครู่พลันมีเสียงสูดลมหายใจเย็นเยียบและกระชั้นดังขึ้น “ซี้ด...”

            สายตาของทุกคนที่มองมาทางหลันเฟิงพลันเปลี่ยนไปมากเพราะฉากเมื่อครู่ หากก่อนหน้านี้ทุกคนยังรู้สึกสงสัยในพลังยุทธ์และพละกำลังของหลันเฟิง ฉากเมื่อครู่ก็ทำให้ความสงสัยเหล่านั้นมลายหายไปแล้ว

            “ดูเหมือนอสูรปีศาจระดับดาราขั้นต้นจะไม่ได้เก่งกาจสินะ? ข้ายังไม่ได้ออกแรงเต็มที่เลย!” ความสนใจของหลันเฟิงพลันลดลง

            หากออกแรงเต็มที่ เขาสามารถจุดไฟได้ทั้งสองมือ และเปลวเพลิงเหล่านี้ก็จะซ้อนทับกัน พลานุภาพก็จะเพิ่มขึ้นกว่าเมื่อครู่สองสามเท่า!

            ชายชราได้ยินก็เบะปากมองค้อน “พลังยุทธ์ของเจ้าถึงระดับไอปราณขั้นห้าแล้ว หากสำแดงทักษะปราณออกมาอานุภาพก็ไม่ด้อยไปกว่าทักษะปราณสีเขียวระดับสูง แค่อสูรปีศาจระดับดาราขั้นต้นตัวเดียว ย่อมไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเจ้า และยิ่งไปกว่านั้นมารสีชาดก็ขี้ขลาดมาก หากมันสัมผัสได้ถึงภัยคุกคามที่เจ้ามีต่อมัน มันก็หันกายหนีแล้ว แล้วผู้ใดจะรู้ว่าพอหันหลังให้กลับทำให้ความตายของมันมาเยือนเร็วยิ่งขึ้น!”

            “นั่นมันก็ใช่ ทว่าปีศาจอสูรระดับดาราขั้นต้น ท่านคาดหวังว่ามันมีสติปัญญาสูงส่งหรือ” หลันเฟิงกลับไม่แปลกใจกับการกระทำของมารสีชาดนัก

            ชายชราเงียบขรึมไปเล็กน้อยแล้วเอ่ยว่า “เดิมข้าคิดว่ามารสีชาดเหมาะให้เจ้าฝึกฝีมือ ทว่ายามนี้ดูแล้วมันอ่อนแอเกินไป บางทีอาจจะต้องเป็นอสูรปีศาจระดับดาราขั้นกลางถึงจะเหมาะสม”

            หลันเฟิงยังไม่ทันได้ตอบข้างหูก็มีเสียงของหยางจ้านดังขึ้น

            เขาหันหน้าไปมอง ก็เห็นหยางจ้านที่สีหน้าสลับซับซ้อนกำลังมองมาทางตน ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงที่เจ็บปวดเล็กน้อย “น้องหลันเฟิง เจ้าเก็บซ่อนความสามารถไว้ลึกจริงๆ !”

            หากไม่ใช่เพราะการล่าประสบการณ์ครั้งนี้ เกรงว่าคงไม่มีผู้ใดรู้ว่าพละกำลังที่แท้จริงของหลันเฟิงแข็งแกร่งถึงเพียงนี้แล้ว

            เมื่อได้ยินดังนั้น หลัวเทียน หยางกวงและพวกก็รู้สึกสับสนสลับซับซ้อนและหงุดหงิด

            ต้องเข้าใจว่าอายุของหลันเฟิงยังน้อยกว่าพวกเขาเล็กน้อย

            สีหน้าของอาวุโสตระกูลจ้าวทั้งสองที่แอบอยู่เคร่งขรึมเป็นอย่างยิ่ง แม้กระทั่ง...มีหวาดกลัวอยู่เล็กน้อย

            อายุสิบหกก็มีพละกำลังขนาดนี้ เช่นนั้นหากอายุยี่สิบหรือสามสิบปี พละกำลังของเขาจะแข็งแกร่งถึงขั้นไหนกัน

            “เก็บเด็กผู้นี้เอาไว้ไม่ได้” แทบจะมีความคิดเช่นนี้ผุดขึ้นมาจากจิตใต้สำนึกของจ้าวหยวนซาน

            ทว่าความคิดนี้เพิ่งจะผุดขึ้นมาก็ถูกเขาโยนทิ้งไป

            หากหลันเฟิงไม่กินยามรกต เขาย่อมต้องหาทุกวิถีทางเพื่อสังหารหลันเฟิง แต่น่าเสียดาย หลันเฟิงกินยามรกตไปแล้ว หากเขาลงมือกับหลันเฟิง ตรงหว่างคิ้วจะเกิดรอยสายหนึ่ง ในนั้นจะมีกลิ่นอายพิเศษของหลันเฟิงแฝงอยู่ และตระกูลหยางที่ให้ความสำคัญกับหลันเฟิงมากจะต้องตามแก้แค้นอย่างบ้าคลั่งแน่ จ้าวหยวนซานไม่คิดว่าตนจะรักษาชีวิตจากการล้างแค้นที่บ้าคลั่งของตระกูลหยางได้ และตระกูลจ้าวก็ไม่อาจเปิดศึกกับตระกูลหยางเพื่อปกป้องเขาได้เช่นกัน เพราะค่าตอบแทนมันมากเกินไป แม้ตระกูลจ้าวจะเป็นหนึ่งในสามตระกูลใหญ่ของตำบลเฟิงก็ยังยากจะรับผิดชอบ

            เมื่อคิดถึงผลลัพธ์เช่นนี้จ้าวหยวนซานก็ระงับความคิดนี้เอาไว้

            ถึงอย่างไรเสียแม้ว่าเขาจะเป็นอาวุโสใหญ่ตระกูลจ้าว แต่กลับไม่ได้รู้สึกอยากพลีชีพเพื่อตระกูล

            จ้าวหยวนซานถอนหายใจออกมายาวๆ ก่อนโคลงศีรษะพร้อมกับหัวเราะขมขื่นในใจ “แต่หากพลาดโอกาสนี้ไป วันหน้า...”

            เขาไม่เต็มใจจะปล่อยไปเช่นนี้

            “หากเด็กคนนี้เกิดในตระกูลจ้าวของเราก็ดีสิ!” จ้าวหยวนซานถอนหายใจอย่างเสียดายและอิจฉาความโชคดีของตระกูลหยาง

             

    คล้ายกับเรื่องหนึ่งดาบสังหาร ปรมาจารย์อสูร [นิยายแปล] ที่คุณอ่าน