ตอนที่เจอกันครั้งแรก เจ้าคางคกบุนตะนี่ใช้วิชากริชวายุ
“ไม่มีครับ” หลี่จงหยวนรีบตั้งสติก่อนก้มหน้าตอบกลับทันที “คุณสวีครับ...พลังเวทถือว่าเป็นเครื่องมือที่ทุกตระกูลใช้ดึงดูดคนเก่งๆผนวกกับศาสตร์วิชาด้านต่างๆ ที่เอามาล่อตาล่อใจ หากไม่ได้อยู่ในองค์กรใหญ่ๆไม่มีทางได้พลังเวทมาอย่างง่ายๆ แน่นอน สำหรับเผ่าปีศาจอย่างพวกเราปีศาจที่มีเลือดปีศาจบริสุทธิ์เข้มข้นก็จะโชคดีหน่อยเพราะจะมีพลังเวทปีศาจหนึ่งถึงสองกระบวนท่าติดตัวมาผ่านทางสายเลือดต่างจากผู้ฝึกตน...”
“สำหรับวิชาเวทเล็กๆ น้อยๆ อย่างวิชากริชวายุ วิชาลูกบอลเพลิงอะไรพวกนี้ถ้ามีเงินหน่อยก็สามารถหาซื้อตำราฝึกได้ ราคาก็น่าจะไม่เกินสองล้านส่วนวิชาเวทป้องกันก็แพงหน่อยเพราะแค่ตำราวิชาโล่ธุลีธรรมดาก็ประมาณห้าล้านขึ้นไป... นะ นายท่าน!!”
พูดยังไม่ทันจบ หลี่จงหยวนก็ขาอ่อนยวบยาบลงไปกองที่พื้น!
เพราะว่าเบื้องหน้าเขาตอนนี้ปรากฏมังกรเพลbงตัวหนึ่งโดยที่สวีหยางอี้กำลังยืนหรี่ตามอง มือข้างหนึ่งเท้าคางส่วนอีกข้างก็ชูนิ้วขึ้นเคลื่อนไหวไปมาและมังกรเพลิงตัวนั้นก็เคลื่อนไหวตามนิ้วมือเขา
มังกรตัวนั้นยาวประมาณสามสี่เมตร ทั่วลำตัวเป็นเปลวไฟแดงฉานลอยพลิ้วไหวในอากาศประหนึ่งมีชีวิต ครั้นมันลอยเข้าใกล้หลี่จงหยวน ก็ทำเอาเส้นผมและขนตามตัวคุดไหม้ส่งกลิ่นตลบ!
อุณหภูมิร้อนแรงน่ากลัวปานนี้ เขารับรู้ขึ้นมาทันทีว่าความร้อนขนาดนี้สามารถเผาเขาจนกลายเป็นเถ้าธุลีได้เลย!
เพราะว่า... ขนาดเขายืนอยู่ตรงนี้ยังรับรู้ได้เลยว่าของเหลวภายในร่างกายตัวเขาระเหยออกอย่างรวดเร็ว!
“นะ นี่มัน...” เขาไม่สนใจความรู้สึกของตัวเองอีกต่อไป เขามองดูมังกรลอยเฉวียนอย่างไม่อยากเชื่อพลางพูดด้วยเสียงสั่นเครือ “พลังเวทงั้นเหรอ?!”
แม้แต่สวีหยางอี้ที่ดูนิ่งขรึมดวงตาก็ยังสะท้อนแววตาอันตื่นเต้นออกมาอย่างข่มไม่อยู่
เขาจำได้อย่างชัดเจน ในการแข่งขันจัดอันดับปีนั้น พลังยุทธเวทปืนของฉู่เจาหนานทำเอาผู้คนทั่วทั้งสนามตื่นตระการได้ไม่น้อย!
และตอนนี้ ในที่สุดเขาก็มีพลังเวทเป็นของตัวเองแล้ว!
ซึ่งไม่ใช่วิชาเวทราคาถูกอย่างวิชากริชวายุและไม่ใช่วิชาเวททางกายภาพอย่างวรยุทธ์ร้อยกระบวนท่าพรรค์นั้นแต่เป็นวิชาเวทโบราณที่เหนือกว่าคัมภีร์ลับพรหมเทวสูตรและได้มาหลังจากการทดสอบจากปฐมบท!
ไม่สิ... พูดแบบนี้ไม่ถูกทั้งหมด เพราะจากการฝึกตามปฐมบททักษะควบคุมไฟเขาได้พลังเวทมาสองท่าด้วยกัน!
ท่าแรกคือ... เอิ่ม... ชื่ออะไรดีล่ะ? ระบำวายุแล้วกันเป็นพลังเวทสายเสริมพลัง!
ท่าที่สองก็คือพลังเวทสายโจมตีท่านี้!
ลมเสริมไฟ อานุภาพไฟอาศัยแรงลม!
ก่อนหน้านี้ เขาคิดว่าพลังเวทระบำวายุที่ได้จากการฝึกควบคุมกระแสลมเป็นพลังเวทที่ได้เพียงท่าเดียวแต่หลังจากติดไฟและประคองไฟในเตาหลอมได้ครบหกชั่วโมงแนวทางฝึกวิชาเวทท่านี้ก็ผุดขึ้นมาในห้วงสมองเขาทันที!
และวิชาเวทท่านี้ ก็คือวิชาเวทสังหารท่าแรกของคัมภีร์ราชาโอสถนิรันดร์โดยอาศัยวิชาระบำวายุเป็นเวทเสริมเท่านั้น และวิชาเวทท่านี้ก็ไม่ได้เรียกว่า‘เปลวไฟหลอมโอสถ’ อย่างที่ทุกคนเรียกกันด้วย
“จริงๆ วิชาเวทนี้เรียกว่า... บงกชทศทิศ”สวีหยางอี้จ้องมองมังกรเพลิงที่ลอยวนเวียนส่งเสียงซู่ซ่ารอบตัวเขากระแสความร้อนที่แผ่ซ่านออกมาเป็นที่น่าพอใจยิ่งนัก พลังเวทนี้ได้มาจากวิธีการฝึกพิเศษคือการใช้ร่างกายเหนี่ยวนำกระแสอณูปราณธรรมชาติเข้ามากักเก็บไว้ในร่างกายจากนั้นโคจรอณูปราณเหล่านี้ภายในกายและแปลงสภาพมันโดยใช้กระแสลมหมุนเร่งปฏิกิริยาจนเกิดเป็นความร้อนจากนั้นปลดปล่อยปราณที่ผ่านการแปลงสภาพออกมาในรูปแบบพลังงาน หรือพลังเวทนั่นแหละซึ่งมันเป็นหลักการเดียวกับวิชาลูกบอลเพลิงทั่วไปแต่ด้วยความสามารถการควบคุมกระแสลมที่ละเอียดและแม่นยำจากท่าระบำวายุเขาจึงสามารถปรับเปลี่ยนรูปร่างและคุณสมบัติของมันได้เร่งและผ่อนอุณหภูมิ ขยายและหดอาณาเขต ด้วยวิธีการเร่งกระแสลม โคจรกระแสลม และกักเก็บกระแสลมทำให้พลังเวทนี้มีความยืดหยุ่นด้านการใช้งานสูงและมีพลังทำลายแตกต่างกันหลายระดับ!
โดยวิชาเวทเฉพาะทางอย่างท่าบงกชเพลิงทศทิศนี้มีอานุภาพทำลายล้างรุนแรงว่าวิชาลูกบอลเพลิงเป็นยี่สิบเท่าซึ่งอานุภาพที่ว่านี้ครอบคลุมไปถึงแรงระเบิด ความทนทาน พลังทำลายยิ่งไปกว่านั้นเขายังเพิ่มคุณสมบัติพิเศษให้พลังนี้โดยเฉพาะอีกด้วย
เจอน้ำไม่ดับ เจอลมไม่มอด หากศัตรูไม่กลายเป็นเถ้าธุลี ก็จงอย่างมอดดับ!
นอกเหนือจากนี้... ภายในใจเขายังมีความคิดบางอย่างที่ยังไม่ได้ลอง
นั่นก็คือ ในเมื่อพลังเวททั้งสองท่านี้ได้มาจากการฝึกทักษะควบคุมไฟซึ่งเป็นสองพลังเวทที่อยู่ในคัมภีร์เดียวกัน จะเป็นไปได้ไหมถ้าหากประสานพลังเวททั้งสองเข้าด้วยกัน?
ที่ไม่ใช่แต่ใช้ตัวหนึ่ง เสริมพลังตัวหนึ่งแต่เป็นการกระแสธาตุทั้งสองเข้าด้วยกันในสัดส่วนที่เท่ากัน
บางทีวิธีนี้อาจดึงพลังที่แท้จริงของท่าบงกชเพลิงทศทิศนี้ออกมาก็เป็นได้
แล้วถ้าเกิด... นำมาประสานกับกระบวนท่าสังเวยชีพเข้าไปอีกล่ะ?
แน่นอนว่า เขาไม่คิดจะบอกเรื่องนี้กับใคร
เพราะเขาต้องการเก็บเป็นท่าไม้ตายประจำตัว
มุมปากเขากระดกขึ้นทันที ตั้งแต่หลังจากการต่อสู้กับฉู่เจาหนานในตอนนั้นดูเหมือนทั้งสองฝ่ายต่างยอมรับซึ่งกันและกัน ลูกกระสุนที่ทำเอาตัวเขาเกือบตายตอนนี้เขาอยากจะใช้ไฟอันนี้เผาอีกฝ่ายให้รู้แล้วรู้รอด... เขาหมายถึงเผาแค่เสื้อผ้าแล้วทิ้งไว้ลานกว้างใจกลางเมือง
หลังจากพินิจดูพลังตัวเองอย่างละเอียดมังกรเพลิงก็กลายเป็นประกายไฟเพียงเสี้ยวพริบตา ก่อนหายไปในอากาศ
เขาเหลือบมองหลี่จงหยวนเงียบๆ พลางคิดขึ้นในใจจากปีศาจกลายเป็นปีศาจสัตว์เลี้ยง ถ้าตอนนั้นสถานการณ์ไม่บีบบังคับอีกฝ่ายก็คงไม่ยอม สวีหยางอี้ในตอนนี้ สามารถฆ่าอีกฝ่ายได้ทันทีแต่ว่าดูเหมือนท่าทางของเจ้าคางคกนี่จะเปลี่ยนไปการที่มีผู้ช่วยที่เต็มใจช่วยสักคน แน่นอนว่าดีกว่าคนที่ไม่เต็มใจหลายเท่า
เขาสะกดความปลื้มปิติทั้งหมดไว้ในใจ สูดลมหายใจเข้าลึกๆ หนึ่งเฮือก ค่อยๆปรับอารมณ์เป็นปกติ หลังจากบรรลุขั้นเลี่ยนชี่ระดับกลางและบรรลุทักษะการควบคุมไฟตามคัมภีร์ราชาโอสถนิรันดร์แล้วในห้วงสมองของเขาก็มีบางอย่างผุดขึ้นมา บางอย่างที่ทำเอาหัวใจเขาสั่นระรัว
นั่นก็คือ... เขารับรู้ถึงตำแหน่งของเพลิงวิหคชาดได้อย่างเลือนราง!
มันเป็นภาพที่เกิดขึ้นวาบๆ แวมๆ แต่ฝังแน่นอยู่ในห้วงสมอง
ณ ทุ่งหญ้าโล่งกว้างไร้ขอบเขต... แห่งหนึ่ง
บนผืนหญ้าโล่งกว้างขนาดใหญ่มีสายน้ำไหลคาดผ่านอย่างนิ่งสงบไกลออกไปคือหน้าผาสีเขียวหยกเป็นแถบยาว
แต่ว่า นี่เหมือนเกมต่อภาพไม่มีผิด หลังจากบรรลุทักษะการควบคุมไฟแล้วภายในห้วงสมองเขาก็ปรากฏภาพพิกเซลขึ้นมาเต็มไปหมดจากนั้นท่าพลังระบำวายุเปรียบเสมือนมือดึงดูดภาพพิกเซลภาพหนึ่งมาและปรากฏเป็นภาพอยากที่เห็น
ซึ่งภาพที่ได้มานี้ ก็ไม่ได้บ่งบอกอะไรเป็นนัยยะสำคัญแต่สิ่งเดียวที่รับรู้จากภาพก็คือ...
สวีหยางอี้รับรู้ถึงการมีอยู่ของอีกฝ่ายได้อย่างชัดเจน...ราวกับมีพลังจิตไร้รูปทรงก่อตัวขึ้นในพื้นที่ที่อยู่ไกลออกไปหลายพันหลายหมื่นลี้ความรู้สึกเช่นนี้ตกกระทบลงบนตัวเขาอย่างชัดเจนตอนที่เขาเห็นภาพนี้!
ซึ่งอีกฝ่ายก็รับรู้ถึงเขาเช่นกัน!
นั่นเป็นพลังจิตที่ยากจะอธิบาย
แม้พลังจิตของมันดูไม่กล้าแกร่งเหมือนที่คิดไว้ และเขาก็ไม่รู้ตบะของมันที่แน่ชัดแต่สวีหยางอี้คิดว่าน่าจะไม่เกินไปกว่าขั้นจู้จี
ภายในความรู้สึกเหล่านี้เคล้าระคนด้วยกลิ่นไอโบราณอันลุ่มลึกอย่างเบาบาง
ในเวลาเดียวกัน... มวลความร้อนระอุอันยากจะอธิบายก็ได้แผ่ซ่านออกมาจากภาพๆนี้ ราวกับเป็นเจตจำนงแห่งไฟที่ต้องการแผดเผาเขาให้กลายเป็นเถ้าธุลี!
ณ ที่แห่งนี้รายล้อมด้วยหุบเขาเขียวขจีและคาดผ่านด้วยสายธารใสสะอาดแต่กลับ... ไร้ซึ่งอณูปราณธรรมชาติ!
ทุกสรรพสิ่งในที่แห่งนี้ที่มีพลังชีวิตหรืออณูปราณอยู่ในตัวล้วนกลายเป็นเชื้อเพลิงเผาไหม้ให้เพลิงศักดิ์สิทธิ์ฟ้าดินพุ่มนี้!
มัน... อยู่ที่นั่นจริงๆ ด้วย!
“ยังเหลืออีกสามบท...” สวีหยางอี้ถอนหายใจเบาแผ่ว ยังเหลือวิชาอีกสามบทที่ต้องฝึกแล้วตัวเองก็จะเริ่มเห็นภาพนี้ได้ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆและได้รู้ว่าเจ้าสิ่งนี้มันอยู่ที่ไหนกันแน่!
ในที่สุดก็จะได้เจอกับเพลิงศักดิ์สิทธิ์ที่มองดูการเปลี่ยนแปลงตลอดหลายพันปีของประเทศหวาซย่าสักที!
เขาได้แต่นึกขึ้นในใจ... พร้อมกับกวาดสายตามองไปรอบๆคิ้วย่นเข้าหากันเล็กน้อย “ทำไมเหลือนายอยู่แค่คนเดียวล่ะเฉิงเจี้ยนเฟิงกับโจวถิงถิงล่ะ?”
เมื่อหลี่จงหยวนได้ยินเช่นนั้น ก็ไอกระแอมขึ้นทันที “คุณสวีครับ...คือผมกำลังจะบอกข่าวนี้กับคุณอยู่พอดี... เป็นข่าวดีครับ...”
เขามองหน้าสวีหยางอี้“คือพวกเขาทั้งสองคนกำลังคุยเรื่องแต่งงานกันอยู่...”
สวีหยางอี้ที่กำลังควักยันต์ชะล้างออกมาหยุดกึก
นี่เป็นเรื่องน่าตกใจที่ขนหัวลุกจริงๆ ... ไม่สิ น่ายินดีต่างหาก
“ตั้งแต่เมื่อไหร่?” ยันต์ชะล้างถูกโบกหวีผ่านร่างกายหนึ่งครั้งสวีหยางอี้พลันรู้สึกสะอาดและสบายตัวขึ้นมาทันที
“คร่าวๆ ก็น่าจะประมาณช่วงสองปีนี้เห็นจะได้...”
สวีหยางอี้พยักหน้ารับรู้ “อ๋อ”
“ฉันจะเข้าฌานเพื่อเสถียรพลังและตบะของตัวเองอีกหนึ่งอาทิตย์แล้วหลังจากนั้นพวกเราจะไปที่บึงบงกชจตุทิศกัน”
“รับทราบครับ!”
และในตอนนั้นเอง อยู่ๆ เสียงแก่ชราสองโทนเสียงก็ดังมจากชั้นบน“มีใครอยู่ไหมครับ? กระผมนามว่าฉีหนานแวะมาเยี่ยมเยือนครับ”“กระผมนามว่าหวางซานซานก็เช่นกันครับ”
สวีหยางอี้ขมวดคิ้วแน่น หลี่จงหยวนรีบพูดขึ้นทันที “คุณสวีครับผมคิดว่าขึ้นไปเจอพวกเขาหน่อยก็ดีนะครับ ตอนนี้พวกเราก็ค่อนข้างขาดแคลนการที่มีเพื่อนบ้านมาเยี่ยมเยือนถามไถ่อย่างน้อยก็คงพอช่วยเหลือกันหลังจากนี้ได้บ้างอีกอย่างพวกเราเองก็ไม่รู้ว่าคุณจะฝึกตนที่อยู่ที่นี่อีกนานแค่ไหนคุณสวีถือว่าเป็นศิษย์มีสำนักจบการเรียนและได้รับการฝึกฝนมาจากเทียนเต้าที่มีระบบและแบบแผน แต่คุณรู้หรือไม่ว่า‘วาสนา’ และ ‘คำตอบของปริศนา’มากมายล้วนมาจากคำพูดไม่กี่คำของเหล่าผู้ฝึกตนไร้สำนักตามเขตชายแดนกันทั้งนั้น”
สวีหยางอี้ไม่อยากเจอใครทั้งนั้นเพราะการเข้าฌานครั้งต่อไปของเขาคือต้องการจะฝึกเพลงยาและก็ไม่รู้ว่าจะต้องฝึกอีกนานแค่ไหน อย่างน้อยคงหนึ่งปีแต่ว่าประโยคสุดท้ายของหลี่จงหยวนทำให้เขาฉุกขึ้นมาได้
ใช่แล้ว...ตอนนี้ตัวเองไม่ได้อยู่ในระบบของเทียนเต้าแล้วเอาไว้เขาหลอมยาได้แล้วค่อยกลับไปพบปะองค์กรพวกนั้น สาเหตุหลักๆ ก็คือ...
ไอ้ผู้อำนวยการสาขาย่อยของอวี้หลินเว่ยที่ชื่อเชียนเริ่นคนนั้นมันกำลังไล่ล่าตัวเขาอยู่ แล้วคนอื่นๆ ล่ะ? กำลังทำแบบเดียวกับมันอยู่รึเปล่า?
ตอนนี้สวีหยางอี้ไม่รู้ว่ามีคนตามล่าตัวเขาอยู่มากแค่ไหน ดังนั้นหากเขายังไม่มั่นใจในไพ่ตายของตัวเอง เขาจะไม่หุนหันโผล่ไปเจอหน้าองค์กรพวกนั้นอย่างเด็ดขาด