Miracle Earth พิภพปาฏิหาริย์ : ปฐมบทแห่งราชันย์

    การเดินหมากที่ยอดเยี่ยม

                ยามราตรีที่เงียบสงัด

              เมืองอัลเทร่าเป็นเมืองที่มีสีสันแม้ว่าตะวันจะลาลับขอบฟ้า ร้านรวงต่างๆยังคงเปิดอยู่เป็นประปรายในบริเวณถนนใหญ่ ส่วนบรรดาร้านค้าหรือบ้านเรือนที่อยู่ตามตรอกซอกซอยได้พากันปิดไฟลงจนบางพื้นที่ดูเงียบสงบขึ้นมาทันตา รวมถึงเคหะสถานแห่งหนึ่งที่ปกคลุมไปด้วยความมืดยามราตรีเช่นเดียวกับบ้านหรือตึกหลังอื่นๆ หากจะแตกต่างกันก็ตรงที่แห่งนี้ยังสัมผัสได้ถึงการคงอยู่ของสิ่งมีชีวิตที่ไม่ได้หลับใหลเหมือนบ้านเรือนอื่นๆทั้งที่เวลานี้เป็นช่วงเวลาที่ควรค่าแก่การพักผ่อนเป็นอย่างยิ่ง

                ภายในบ้านหลังนั้นมีห้องๆหนึ่งประกอบไปด้วยคนสามคน ความมืดรอบด้านช่วยอำพรางลักษณะใบหน้ามีเพียงแค่ส่วนสูงและรูปร่างที่พอกะเกณฑ์ได้จากสายตาภายนอกเท่านั้น เป็นชายสองคนหญิงหนึ่งคน แต่ดูเหมือนว่าคนที่เป็นผู้ชายจะมีลำดับชั้นยศสูงกว่าหรือมีศักดิ์เป็นนายสำหรับอีกสองคนที่เหลือ สังเกตได้จากการที่เขานั่งอยู่บนเก้าอี้แต่อีกสองคนกลับยืนอยู่ด้านหน้าอยู่เงียบๆ

                จนในที่สุดความเงียบที่ว่าก็ถูกพังทลายลง

                “ช่วงนี้สถานที่แห่งนั้นมีความเคลื่อนไหวอะไรหรือไม่?” ชายที่นั่งอยู่บนเก้าอี้เปรยขึ้นมา คนที่ดูจะเป็นลูกน้องอีกสองคนมองหน้ากันชั่วครู่ก่อนที่ผู้ชายอีกคนจะเป็นฝ่ายตอบ

                “ในตอนนี้ยังไม่มีความเคลื่อนไหวอะไรเป็นพิเศษนายท่าน....แต่ข้ารู้สึกได้ว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากลบางอย่าง แต่ต้องขออภัยที่ข้าไม่สามารถล่วงรู้ได้เลยว่าความผิดปกตินั้นคืออะไรกันแน่” ผู้ชายที่ยืนอยู่ก้มหัวน้อยๆรายงานด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

                “ไม่เป็นอะไร ข้าก็ไม่ได้คิดแต่แรกแล้วว่าเจ้าพวกนั้นจะไร้ฝีมือกันไปซะหมด ยังไงซะนายเหนือหัวก็มีคำสั่งลงมาตั้งแต่แรกว่าทำยังไงก็ได้ให้ภารกิจลุล่วงแต่ถ้าเป็นไปได้ก็อย่ามีการปะทะถ้าไม่จำเป็น ในตอนนี้พวกเราคงได้แค่รอคำสั่งลงมาอีกรอบเท่านั้น...” แม้จะมองไม่เห็นหน้าแต่ก็รู้ได้จากน้ำเสียงว่าชายที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ยิ้มบางๆบนริมฝีปาก ใช้มือเอื้อมไปหยิบแก้วไวน์ที่ตั้งอยู่ไม่ไกล้ไม่ไกลจิบหนึ่งครั้ง

                “แต่ข้ากลับเห็นด้วยว่านายเหนือหัวของเราหวาดระแวงกลัวไป เจ้าพวกที่มัวแต่ขลุกอยู่ปราสาทนั้นจะไปมีน้ำยาอะไรนักหนา” หญิงสาวอีกคนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เจือไปด้วยความหงุดหงิดแต่ไม่ได้แสดงอาการออกมาเท่าไหร่นัก เพราะยังมีความเกรงใจชายที่นั่งเก้าอี้อยู่บ้างไม่น้อย

                “อย่าเสียมารยาทให้มันมากนัก...” เป็นชายอีกคนที่ยืนอยู่ข้างๆหญิงสาวคอยปรามแทนที่จะเป็นชายที่นั่งเก้าอี้อยู่

                “เจ้ามันก็ดีแต่ขี้ขลาดไปวันๆ ความจริงข้อนี้พวกเราทุกคนต่างรู้ดีอยู่แก่ใจรวมถึงเจ้าด้วยมิใช่หรือ” หญิงสาวสวนกลับทันควัน และดูท่าเรื่องราวจะบานปลายไปกันใหญ่เมื่อฝ่ายชายหันไปมองหญิงสาวช้าๆ จนชายที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ยกมือปรามช้าๆ ทำให้พวกเขาทั้งสองต่างพากันก้มหัวขอโทษเล็กน้อย แม้จะมีเสียงฮึดฮัดจากฝ่ายหญิงอยู่บ้างก็ตาม

                “ข้ารู้ดีว่าพวกเจ้าคิดยังไงกับภารกิจครั้งนี้ จริงอยู่ที่ภายในรั้วกำแพงสีขาวจะมีพวกที่ไม่ได้ความอยู่บ้าง แต่พวกเจ้าคงไม่คิดว่าจะไม่มีคนที่สามารถแก้ไขสถานการณ์เมื่อเหตุการณ์คืนนั้นได้รวดเร็วเกินกว่าที่กองกำลังสบทบจะเดินทางไปถึงหรอกนะ” เขาถอนหายใจออกมาช้าๆ หวนนึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืนนั้นที่ถึงแม้จำนวนคนทั้งหมดจะเป็นสมุนระดับล่าง แต่พวกเขาก็ไม่คิดว่าสถานที่แห่งนั้นจะฟื้นตัวได้เร็วถึงขนาดนี้

                “ยังไงซะเจ้าพวกนั้นคงคาดไม่ถึงว่านายเหนือหัวจะส่งหน่วยของเรามาปูแผ้วทางก่อนหน้าเหตุการณ์นั้นไม่นาน ช่วงนี้พวกเจ้าก็อย่าแหวกหญ้าให้งูตื่น โดยเฉพาะบุคคลที่เบื้องบนกำชับมาว่าถ้าพบเจอให้หลีกเลี่ยงการปะทะจะเป็นการดีมากที่สุด” ชายผู้นั้นเอ่ยขึ้นช้าๆพร้อมยกไวน์ขึ้นมาจิบ

                “บุคคลพวกนั้น?...จากรายชื่อที่ได้รับมาข้าไม่เห็นจะรู้จักซักคน ข้าว่าพวกเบื้องบนคงได้รับข่าวสารมาผิดๆซะมากกว่า” ผู้หญิงเพียงหนึ่งเดียวในห้องเอ่ยค้าน

                “บางทีเจ้าอาจจะต้องถอนคำพูดถ้าได้ไปเจอกับคนพวกนั้น ฝีมือระดับเจ้าในตอนนี้แค่จะยืนอยู่ต่อหน้ารายชื่อที่เจ้าบอกว่าไม่รู้จักได้หนึ่งเล่มเทียนข้ายังไม่เห็นว่าจะมีหนทางที่พอเป็นไปได้ ถือซะว่านี่เป็นคำสั่ง” ชายที่นั่งเก้าอี้แย้มรอยยิ้มบางๆ วางแก้วไวน์ลงบนโต๊ะข้างๆ

                “แล้วพวกเราจะต้องคอยอยู่อย่างนี้ไปอีกนานแค่ไหนกัน?” ผู้ชายอีกคนที่ยืนอยู่ถามขึ้นมา

                “ไม่ต้องห่วง...ไม่ช้าไม่เร็วอวาลอนจะต้องได้รับความเสียหายอย่างที่ไม่เคยพบมาก่อน และเมื่อใดที่อัลเทร่าไร้สถานที่แห่งนี้คอยหนุนหลัง เมื่อนั้นไฟสงครามจะลุกลามไปทั่วแผ่นดิน...” ประโยคสุดท้ายในห้องถูกลั่นออกมาพร้อมกับแก้วไวน์ที่ตอนนี้ได้สลายหายไปราวกับไม่เคยคงอยู่มาก่อน

                ถ้าภารกิจของพวกเขาสำเร็จลุล่วง ไม่เพียงอัลเทร่าจะไร้ซึ่งข่ายมนต์คุ้มครอง

                มหานครมนตราแห่งนี้อาจจะถูกลบออกไปจากแผนที่โลกเลยก็เป็นได้

                บางที...พวกเราอาจจะต้องลงมือเองในไม่ช้านี้

     

     

               

               

                “รู้ตัวไหมว่าพวกนายทำอะไรลงไป!!”

                เสียงหวีดแหลมของเซเรน่าดังก้องไปทั่วห้องนั่งเล่น ที่ตอนนี้กลายสภาพเป็นศาลชั่วคราวโดยมีผู้พิพากษาเป็นหัวหน้าชั้นปีหนึ่งที่ล็อตตำแหน่งไว้ตั้งแต่แรก และจำเลยทั้งสองคนอันได้แก่ โนอาห์และนิกซ์ที่นั่งคุกเข่าทำหน้าเจียมเนื้อเจียมตัวอย่างน่าเวทนาในสายตาเพื่อนๆมากที่สุด

                ติดที่ว่าขืนช่วยพูดคงโดนบ่นจนหูชา

                สาเหตุของเรื่องราวทั้งหมดในตอนนี้ก็มาจากเหตุการณ์ที่สามสหายตัวดีมาเข้าเรียนวิชาเล่นแร่แปรธาตุเบื้องต้นสาย เป็นผลให้ทั้งสามคนได้การบ้านที่มากกว่าใครซึ่งน่าจะจบลงแค่นั้น แต่อาจารย์ที่สอนดันลงโทษเพิ่มโดยเห็นว่านักเรียนที่มาสายทั้งสามคนล้วนอยู่หอเดียวกันหมด เลยทำการลดคบเพลิงเวทย์บ้านซูซาคุไปถึงห้าคบเพลิงด้วยสาเหตุที่ไม่รู้จักรับผิดชอบหน้าที่

                นอกจากนี้ยังทำให้หอเซย์ริวที่มาเรียนด้วยกันในคาบนั้นหัวเราะคิกคักเป็นการใหญ่

                พวกมันทำให้เธอที่เป็นหัวหน้าชั้นปีและนักเรียนทุกคนในหอซูซาคุขายหน้า

                “ก็แหม...จะให้ทำไงได้ล่ะ จริงๆจะโทษฉันกับนิกซ์สองคนก็ไม่ถูกนะ เจ้าอารันที่ตอนนี้ชิ่งหนีไปก่อนใครเพื่อนก็มีส่วนรู้เห็นสำคัญนะเอ้อ!!” โนอาห์พยายามฝืนยิ้มเต็มที่ ไพล่โทษไปถึงสหายคนสำคัญที่เหมือนรู้อนาคตได้ว่ากลับหอไปจะโดนจับนั่งเทศนาแบบนี้เลยทำทีเป็นบอกว่าขอแวะไปที่ห้องสมุดซักเดี๋ยว ให้เขากับนิกซ์ล่วงหน้าไปก่อน

                เดี๋ยวบ้านใครมันกินเวลาไปตั้งหนึ่งชั่วโมงกันล่ะนี่

                แล้วแม่เจ้าประคุณตรงหน้าก็เหมือนจะสรรหาเรื่องมาบ่นให้พวกเขาและคนอื่นๆในห้องนั่งเล่นหูชาได้ไม่รู้จบ นี่ยังดีที่พอกลับหอมาก็พบใบติดประกาศของอาจารย์โดโรธีเรื่องการสอบเมื่อช่วงบ่ายว่าผ่านกันทุกคนไม่มีซ่อม แน่นอนว่าคนที่ดีใจจนแทบบ้าเป็นคนแรกก็คือโนอาห์ซึ่งกลับต้องมาเปลี่ยนสีหน้าเป็นบูดเบี้ยวโดนทันควันหลังจากเซเรน่ายกเรื่องเหตุทำโทษเมื่อตอนบ่ายมาพูด

                ครั้นจะเถียงกลับเหมือนอย่างเคยมันก็ไม่ใช่ที่ซักเท่าไหร่ เพราะคราวนี้พวกเขามีส่วนผิดอยู่ไม่น้อยในความคิดของโนอาห์ที่พยายามเข้าข้างตัวเองสุดขีดถึงแม้ว่าในความเป็นจริงพวกเขาทั้งสามจะผิดกันเต็มๆเลยก็ตาม อีกอย่างถ้าให้บอกเหตุผลจริงๆที่พวกเขามาเข้าเรียนสายเกรงว่าห้องโถงชั้นปีหนึ่งคงได้พังราบเป็นหน้ากลองในไม่ช้า

                “ไม่ต้องไปโทษคนอื่น!! เฮ้อ...ถ้าเป็นนายก็ว่าไปอย่าง แต่ฉันไม่นึกเลยนะว่านิกซ์จะเป็นไปกับเขาด้วย” เธอถอนหายใจด้วยความเหนื่อยอ่อนหันไปมองชายหัวส้มที่ดูจะปกติที่สุดในบรรดาสามสหายพักกินนอนอยู่ห้องเดียวกัน ไม่นึกเลยว่าจะโดนร่างแหไปกับเขาด้วย

                เธอคิดว่าเชื้อบ้าน่าจะแพร่ระบาดทางอากาศ

                “เอ่อ...คุณเซเรน่าคะ พวกเขาคงสำนึกผิดกันแล้วล่ะ...เทศนาแค่นี้ก็คงจะพอแล้วมั้งคะ” เลฟิเอ้สะกิดหลังเซเรน่าเบาๆ โนอาห์และนิกซ์พอจะเข้าใจบ้างแล้วว่าทำไมพวกผู้ชายในชั้นปีถึงเรียกเลฟิเอ้ว่านางฟ้า แต่มาคิดๆดูแล้วนางมารร้ายตรงหน้าจะเก็บเอาคำพูดของนางฟ้ามาคิดหรือเปล่าก็ว่ากันอีกเรื่อง

                “น...นั้นสิ  เห็นหน้ามันสองคนพวกฉันก็อดขำแทบไม่ได้แล้วเนอะ ใช่ไหมพวกเรา” เดรคเกาหน้าแกรกๆสนับสนุนเลฟิเอ้ด้วยน้ำเสียงอ้ำอึ้งๆ โดยไม่วายหันไปขอความช่วยเหลือจากเหล่าบรรดามิตรสหายทั้งหลายที่พากันสะดุ้งโหยงทันควันเมื่อกำลังโดนลากเข้าไปมีเอี่ยวด้วย

                “แต่มันก็...” เซเรน่านิ่งเงียบไปชั่วครู่เหมือนกำลังใช้ความคิด

                “เอางี้ไหมล่ะ ถ้าเธอยังไม่หายข้องใจล่ะก็ลองใช้อำนาจที่มีให้เป็นประโยชน์ดูสิ” เลชานที่นั่งอ่านหนังสืออยู่ที่มุมห้องเงยหน้าขึ้นมาเพื่อที่จะส่วนร่วมในบทสนทนานี้ด้วย นั้นจึงทำให้หนอนหนังสือผู้นี้กลายเป็นจุดสนใจของทุกคนได้ไม่ยากเย็น

                โนอาห์หรี่ตามองเลชานอย่างใช้ความคิด คนๆนี้ไม่ค่อยทำตัวเองให้โดดเด่นหรือพยายามมีบทบาทในห้องเรียนหรือกิจกรรมต่างๆมากนัก ถ้าไม่มีสังเกตทุกคนอาจจะคิดได้ว่าในชั้นปีไม่มีชายผู้นี้อยู่เลยด้วยซ้ำ  และถึงแม้จะอยู่ห้องเดียวกับเดรคและไอล์ แต่มันก็ไม่ได้ช่วยให้ผู้ชายคนนี้มีมนุษย์สัมพันธ์ดีขึ้นแต่อย่างใด ก็ในเมื่อเจ้าเดรคมันมาบ่นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันว่าห้องของมันเงียบเหงาเหมือนป่าช้าตายซาก อีกคนก็มัวแต่ทำหน้านิ่งไม่พูดไม่ช้า ในขณะที่อีกคนก็ดันเอาแต่อ่านหนังสืออยู่คนเดียว

                แล้วอีแบบนี้จะไปมีเพื่อนกับใครเขาไหว

                อย่างไรก็ตามถ้าเลชานมันเอ่ยออกปากเองเมื่อไหร่ ราวกับว่าเป็นเรื่องมหัศจรรย์ที่ทุกคนในชั้นปีต้องเห็นด้วยกับความคิดเห็นของมันไม่ทางตรงก็ทางอ้อม และครั้งนี้โนอาห์ก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหนอนหนังสือคนนั้นจะเสนอความคิดแผลงอะไรออกมา

                “ถ้าเธอกลัวคนทำผิดจะไม่หลาบจำ หรือกฎระเบียบของโรงเรียนมันไม่ศักดิ์สิทธิ์ อาจจะรวมไปถึงกลัวว่ามีใครซักคนจะทำตาม...ก็แค่ทำโทษคนทำผิดให้เป็นแบบอย่าง แค่นี้ต่อให้เป็นโนอาห์ก็คงจะไม่ทำอีกเป็นครั้งที่สอง” เจ้าตัวพูดเสร็จก็เดินออกจากห้องทิ้งภาระกลายๆให้เซเรน่าว่าจะตัดสินใจอย่างไร ในขณะที่นิกซ์และโนอาห์อ้าปากค้างไปแล้วเรียบร้อย

                “งั้นเอาเป็นว่าพวกนายสามคน....มาช่วยงานฉันก็แล้วกัน” เซเรน่าหันกลับมายิ้มให้จำเลยทั้งสองที่ทำหน้าไม่ค่อยเข้าใจขมวดคิ้วสงสัยว่างานของเซเรน่ามันคืออะไรกัน จนในที่สุดเป็นนิกซ์ที่โพล่งขึ้นมาเอามือทุบกำปั้น

                “งานหัวหน้าชั้นปีใช่ไหมล่ะครับ!! ไอ้เราก็นึก...ฮ๊ะ!! อะไรนะครับ!?” นิกซ์ตาเบิกโพลง ตนที่รู้กฏระเบียบภายในโรงเรียนมากกว่าชายต่างโลกที่นั่งอยู่ข้ามๆย่อมรู้ดีว่างานหัวหน้าชั้นปีมันลำบากและน่าปวดหัวแค่ไหน ไม่งั้นแล้วอารันคงบอกปัดแล้วโยนมาให้หญิงสาวตรงหน้าแบบที่เป็นอยู่ตอนนี้

                “เดี๋ยวสิ!! ใครมันจะยอมเป็นเบ๊เธอกันหา! แบบนี้สู้ให้พวกฉันไปวิ่งรอบโรงเรียนยังดีซะกว่า” ชายผมดำร้องเสียงหลงจนลืมตัวลุกขึ้นมามองหน้าเซเรน่าตรงๆอย่างเอาเรื่อง นิกซ์เองที่มองภาพเบื้องหน้าได้แต่ถอนหายใจแล้วหันไปขอความช่วยเหลือจากคนในชั้น

                พวกคุณซายากะก็ได้แต่โบกมือยิ้มๆ

                ยิ่งพวกคุณไรอันยิ่งแล้วใหญ่ ไอ้สีหน้าที่หมายความว่าขอให้โชคดีนั้นมันคืออะไรกัน

                แล้วสุดท้ายเมื่อไหร่ไอ้คุณอารันมันจะเสด็จมาซักทีเนี้ย!!!

     

     

                “ฉันสุดจะเหลือเชื่อเลยจริงๆ ไม่นึกว่าคนอย่างนายจะยอมลงให้เธอเป็นกับเขาด้วย”

              อารันยิ้มน้อยๆมองคนถูกพาดพิงที่ไม่มีเวลาแม้แต่จะไปตอบโต้อย่างเคยเนื่องจากสองมือต้องทำงานในส่วนที่เพิ่มมา ยังดีที่วิชาเล่นแร่แปรธาตุยังไม่สลับซับซ้อนเทียบเท่าวิชาคำนวณ ทำให้คนที่ไม่ค่อยรู้เรื่องที่ชาวบ้านเขารู้กันอย่างโนอาห์ทำงานได้อย่างไม่ติดขัด และยิ่งง่ายไปกว่าเดิมเมื่อมาทราบเอาวันนี้ว่านิกซ์มีความรู้ในศาสตร์ด้านนี้มากจนน่ากลัว ดังนั้นการทำงานจึงเป็นในลักษณะกึ่งทำกึ่งถามเพื่อนตัวเล็กว่าตรงจุดไหนควรจะทำยังไงเสียมากกว่า

                “ถ้านายมีเวลามานั่งฝอยแล้วล่ะก็ เอาเวลามาทำงานดีกว่าไหมฮื้อ?” โนอาห์ถามเย้าด้วยน้ำเสียงกึ่งจริงกึ่งเล่น แต่คำตอบที่ได้ถึงกับทำให้เขาเงยหน้าขึ้นมาจากงานที่กำลังทำมองอารันตาปริบๆ

                “ฉันทำมันเสร็จตั้งแต่อยู่ในห้องสมุดแล้ว ยกเว้นเสียแต่ว่านายอยากจะให้ฉันทำซ้ำอีกรอบ” อารันยักไหล่วืดพร้อมทิ้งตัวนั่งลงบนเตียง

                มันกำลังจะบอกว่าที่หายหัวไปนานสองนานก็คือแอบไปทำงานงั้นสิ

                คนๆนี้มันคงรู้อยู่แล้วว่าเซเรน่าจะต้องเทศนาพวกเขาเป็นการใหญ่

                มันเลยถือโอกาสหนีไปก่อนที่เรื่องจะเกิดขึ้นแล้วยังทิ้งพวกเขาเป็นกันชน

                “แต่ถ้านายอยากจะลอกล่ะก็ฉันไม่รังเกียจหรอกนะ” อารันพูดยิ้มมองภาพเพื่อนทั้งสองคนที่กำลังนั่งทำงานกันอย่างขะมักเขม้น เขาคิดว่าถ้ายังคงความเร็วระดับนี้อยู่ได้อีกไม่นานก็คงจะเสร็จ

                “ว่าแต่ทำไมคุณอารันถึงได้ทำหน้าสบายใจอย่างนั้นล่ะครับ รู้อยู่แล้วไม่ใช่เหรอว่าหลังจากวันนี้เราต้องไปช่วยงานของหัวหน้าชั้นปีน่ะ” นิกซ์ถามขึ้นทั้งๆที่ยังก้มหน้ามองกระดาษมือขยับดินสอยิกๆ

                จริงอยู่ว่างานหัวหน้าชั้นปีหนึ่งมันไม่หนักเทียบเท่างานอื่นๆในสภา แต่ขึ้นชื่อว่าหัวหน้าความรับผิดชอบก็ต้องมากกว่าคนทั่วไปเป็นเท่าตัว ที่สำคัญภาระงานของเซเรน่าเองที่ได้รับตำแหน่งซึ่งแต่เดิมควรจะเป็นของอารันก็ดูท่าจะหนักหนาใช่เล่น เพราะพวกเขาแทบไม่เจอเธอเลยในช่วงตอนเย็น จะมีอยู่บ้างที่มานั่งกินข้าวกับพวกเขาตอนเช้าและตอนเที่ยง

                “ไม่รู้สิ....อาจจะคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ดีก็ได้มั้ง” ชายหัวเขียวกล่าวยิ้มๆซึ่งเชิญชวนโนอาห์ที่กำลังนั่งทำงานหันมากระตุกยิ้มได้เป็นอย่างดี

                “อย่ามาทำเป็นอมภูมิตอนนี้ ฉันไม่มีเวลาแบ่งสมาธิไปอ่านใจแกเหมือนอย่างเคยโว้ย รู้อะไรก็บอกมา” เขาพูดขึ้นทั้งๆที่ยังนั่งเขียนงานไปด้วย บางทีโนอาห์อาจจะมีสมาธิมากกว่าที่เจ้าตัวแอบอ้าง

                “เซเรน่าไม่มีพวกในสภา” อารันตอบทันควัน “นายน่าจะรู้เรื่องนี้ดีที่สุดนะโนอาห์....เธอเป็นเด็กใหม่ที่ต้องเข้าไปในสภาที่เต็มไปด้วยพวกเขี้ยวลากเลือดอยู่นานกว่าเธอมาเป็นไหนๆ ถึงฉันจะไม่ค่อยมั่นใจเรื่องที่สภานักเรียนของที่นี้มีนโยบายรับน้องอะไรนั้นหรือเปล่าก็เถอะ แต่การไม่มีคนสนับสนุนเลยก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ทำเป็นนิ่งเฉยไม่ได้เหมือนกัน” ประโยคร่ายยาวที่เรียกความสนใจชายสองคนที่กำลังทำงานเงยหน้าขึ้นมาสบตากับอารันด้วยสีหน้าที่จริงจังกว่าปกติ

                “แล้วเรื่องนี้มันเกี่ยวกับอะไรพวกฉันล่ะปั๊ดโถ่ เธอจะมีพวกไม่มีพวกพวกเราก็มีข้าวกินมีที่เรียนเหมือนเดิมไม่ใช่เหรอ ไม่สิ...ถ้าหมายถึงพวกฉันว่าแค่ซายะกับยูกิก็คงเหลือเฟือแล้วมั้งนั้น ไม่จำเป็นต้องถ่อมาให้พวกเราช่วยเลยไม่ใช่เหรอไง” โนอาห์พูดกลั้วหัวเราะเช่นเดียวกับนิกซ์ที่เหมือนจะพยักหน้าเป็นทีว่าเห็นด้วยกับโนอาห์ซึ่งนานๆทีจะมีความคิดเห็นตรงกัน

                “ประโยชน์สำหรับตัวนายเอง ไม่สิ...เรียกให้ถูกก็ถือผลประโยชน์ของเราทั้งหมด พูดแค่นี้พวกนายน่าจะเข้าใจ พอมาถึงตรงนี้ก็จะรู้เองว่าทำไมซายากะหรือยูกิเองก็ทำหน้าที่ในส่วนนี้ไม่ได้” คำพูดของพ่อค้าคนสำคัญราวกับระฆังเตือนใจผู้อัญเชิญและชายจากอีกโลก ทำให้ทั้งห้องต้องตกอยู่ในห้วงแห่งความเงียบไปชั่วขณะ

                โนอาห์ทบทวนข้อมูลที่ได้รับมาทั้งหมดก่อนจะประมวลผลและกรั่นกรองอีกที สาเหตุที่เซเรน่าไม่สามารถพาเพื่อนของเธอมาเป็นตัวช่วยได้เพราะอำนาจที่มีนั้นไม่มากพอ และนั้นก็คือเหตุผลที่เธอต้องทำทีเป็นลงโทษพวกเขาเพราะนั้นสามารถให้พวกเขาทั้งสามได้รับสถานะที่จะช่วยงานเซเรน่าได้ในระดับหนึ่งตามกฏของโรงเรียน แต่ว่าขอบเขตก็มีจำกัดจนน่าใจหาย จนเขาอยากรู้จริงๆว่าเซเรน่าจะลากพวกเขามาช่วยได้ยังไง

                ในส่วนของนิกซ์กลับนึกถึงประโยคท่อนแรกก่อนเป็นใจความสำคัญ ผลประโยชน์ที่ว่าถึงจะไม่ใช่อำนาจสำหรับพวกเขาโดยตรงแต่นั้นทำให้ชั้นปีหนึ่งหอซูซาคุมีสิทธิ์มีเสียงในโรงเรียนมากยิ่งขึ้น ถึงแม้จะทำเป็นปิดตาข้างหนึ่งแต่ก็ต้องรับความจริงที่ว่าเครือข่ายอำนาจในลักษณะนี้มีอยู่ทั่วไปในสังคมแม้ว่าจะเป็นเพียงสังคมโรงเรียนก็ตาม และถึงแม้จะมีพวกรุ่นพี่จากหอซูซาคุที่ยังไงก็ต้องเป็นมิตรกับเธอแน่ๆในสภา แต่ถ้าได้พรรคพวกในรุ่นเดียวกันการทำงานจะราบรื่นยิ่งกว่า หรือบางทีบรรดารุ่นพี่อาจจะต้องรับศึกหนักจากทางฟากอื่นจนไม่มีเวลามาดูแลรุ่นน้องในหอตัวเองก็ได้ใครจะรู้

                “คุณอารันกำลังจะหมายความว่า...ทั้งหมดนี้เซเรน่าทำไปเพราะปูทางไปถึงช่วงนั้นเลยเหรอครับ?” นิกซ์เลิกคิ้วทวนถามด้วยน้ำเสียงและสีหน้าที่ดูเหมือนจะไม่ค่อยเชื่อซักเท่าไหร่ แต่โนอาห์เองนั้นค่อนข้างเป็นอย่างยิ่งผิดกันลิบลับ

                เรื่องนี้ก็ส่วนเรื่องนี้ เรื่องนั้นก็ส่วนเรื่องนั้น แต่ก็ต้องยอมรับว่าการกระทำครั้งนี้ยิงปืนนัดเดียวได้นกตั้งหลายตัว นอกจากจะให้พวกเขาไปเป็นเบ๊แล้วยังไงซะในความคิดของเจ้าหล่อนคงนึกอยากเอาคืนพวกเขาอยู่บ้างไม่น้อย แต่ในเมื่อถ้าเป็นไปตามนั้นจริงกลายเป็นว่านอกจากจะปฏิเสธในทีหลังอย่างที่คิดไว้ตอนแรกไม่ได้แล้ว ยังต้องสมยอมช่วยเหลือโดยสมัครใจเพราะเรื่องที่พวกเขากำลังพูดกันอยู่ดันเป็นเรื่องที่เพิกเฉยหรือนิ่งดูดายอยู่เฉยๆไม่ได้

                ไม่ว่าที่แห่งไหนก็ยังต้องมีเรื่องของอำนาจเข้ามาเกี่ยวข้อง

                หนีจากที่นู่นก็ยังมาเจออีกในที่นี่

                ดูท่าชีวิตนี้คนเราจะหลีกหนีเรื่องพวกนี้ได้ยากเย็นจริงๆ

                “ใช่แล้ว....ฐานเสียงสำคัญที่ว่าจะเป็นตัวช่วยชั้นเลิศเมื่อถึงช่วงนั้นเลยล่ะ” อารันพูดขึ้นมาเหมือนตั้งใจจะคุยกับนิกซ์กันสองคน โนอาห์เองที่ไม่นึกไม่ฝันว่าจะมีวันที่ตัวเองไม่เข้าใจว่าทั้งสองคนกำลังพูดถึงเรื่องอะไรก็ได้แต่ขมวดคิ้วแน่น แต่เพราะทิฐิที่มีมากกว่าเลยยังทำเป็นนิ่งเงียบไว้

                “นายเองก็เตรียมตัวไว้ให้ดีล่ะโนอาห์...บางทีความสามารถของนายอาจจะมีประโยชน์เป็นอย่างมากเมื่อถึงช่วงนั้น” พ่อค้ามากรู้หันไปมองโนอาห์ราวกับว่าอ่านความคิดของเขาออก

                “เออๆ...ฉันยอมแพ้ ไอ้ช่วงนั้นของพวกนายนี่มันช่วงไหนกันแน่ฮึ ช่วยอธิบายให้ฉันเข้าใจจะเป็นพระคุณมาก” โนอาห์ยกมือป้อยๆยกธงขาว มองหน้าอารันและนิกซ์สลับกันไปมาว่าใครจะอาสาเป็นฝ่ายพูดกันแน่

                “รู้ใช่ไหมครับว่าโรงเรียนเรามีงานๆหนึ่งที่จัดขึ้นทุกปี” นิกซ์เป็นฝ่ายตอบ โนอาห์เองก็ไม่ได้พูดอะไรส่ายหน้าไปมาเพราะไม่รู้จริงๆ

                ก็ในเมื่อไม่มีคนบอกแล้วคนอย่างเขาจะหยั่งรู้เรื่องนั้นมาจากไหน

                “เอาเป็นว่ามันคล้ายๆกับงานเทศกาลน่ะครับ ส่วนชื่อนี่...” นิกซ์นิ่งไปชั่วครู่นึกถึงส่วนที่สำคัญที่สุด

                “งานประลองเวทย์จตุรมิตร...นี้แหละชื่อของมัน” อารันเป็นฝ่ายชิงตอบในขณะที่โนอาห์ขมวดคิ้วจนแทบชนกันเนื่องจากกำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่ในหัว

                ก็แค่งานกีฬาภายในโรงเรียนธรรมดาๆไม่ใช่เหรอไงกัน

                แล้วมาทำเป็นอึกอักเหมือนน้ำท่วมปากไอ้พวกนี้!!!

                โนอาห์คิดว่ากว่าจะถึงวันนั้นตัวเขาคงได้ลิ้มรสกับคำว่าประลองเวทย์จนเกินพอ

               

               

               

     

                

    คล้ายกับเรื่องMiracle Earth พิภพปาฏิหาริย์ : ปฐมบทแห่งราชันย์ ที่คุณอ่าน