อสูรทลายสวรรค์ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 บทที่ 41 เซ่นสังเวย

            ฉับพลันนั้นเอง...

            แสงศักดิ์สิทธิ์ที่สว่างโชติช่วงสายหนึ่งแผ่พุ่งออกมาจากร่างของเย่ชิงอวี่ไม่นานแสงเหล่านั้นได้แปรเปลี่ยนเป็นวงแหวนแสงสีน้ำนมล้อมรอบร่างของนางเอาไว้

            “อ๊าาา!”

            เย่หรงส่งเสียงร้องขึ้นด้วยความเจ็บปวดมือข้างที่ยื่นออกไปสัมผัสถูกวงแหวนแสงสีน้ำนมกลับถูกพลังลึกลับที่อยู่ภายในกระแทกจนกระเด็นลอยปลิวออกมากระดูกแขนข้างที่สัมผัสล้วนแหลกละเอียด

            ปัง!

            กระบี่พลังปราณรบเล่มใหญ่ของเย่เจี้ยนฟันลงไปยังวงแหวนแสงสีน้ำนมนั้นอย่างรุนแรงแรงปะทะจากพลังทั้งสองระเบิดออกมาเป็นระลอกคลื่นพลังกระแทกขนาดใหญ่ทำเอาเหล่าผู้อาวุโสที่อยู่ในที่แห่งนี้ทั้งหมดต่างถูกกระแทกถอยหลังไปคนละหนึ่งก้าว

            “อะไร? เกิดอะไรขึ้น?”

            “มันคือพลังลึกลับอะไรกัน?”

            “สวรรค์ข้ารู้สึกว่าสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของกระแสพลังแห่งเทพ...”

            จากเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิดถึงกับทำให้เหล่าผู้อาวุโสทั้งหลายต่างตื่นตระหนกไปตามๆ กันพวกเขาที่มีพลังฝีมืออยู่ในระดับนี้เรียกได้ว่ามีเรื่องน้อยมากที่จะทำให้สีหน้าของพวกเขาเปลี่ยนแปลงได้แต่วันนี้พวกเขาทั้งหมดต่างราวกับถูกฟ้าผ่าใส่อย่างจังยืนนิ่งตกตะลึงไม่ไหวติงเลยแม้แต่น้อย

            แควก!

            เส้นเชือกผ้าที่อยู่ด้านหลังของเย่ชิงหานฉีกขาดออกจากกันร่างของเย่ชิงอวี่ที่โอบล้อมไปด้วยวงแหวนแสงสีน้ำนมค่อยๆ ลอยเคลื่อนสูงขึ้นไปบนอากาศเย่ชิงอวี่ภายใต้แสงสีน้ำนมที่สาดส่องจากเดิมที่งดงามบริสุทธิ์อยู่แล้วตอนนี้ทั่วร่างแผ่ไอพลังบริสุทธิ์สูงส่งชนิดหนึ่งออกมายิ่งงดงามเกินจะบรรยายราวกับเทพธิดาจากสวรรค์เก้าชั้นฟ้าทำให้ผู้คนไม่กล้าแม้แต่จะมองนางด้วยสายตาโดยตรง

            “ท่านพี่ รับปากข้าต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป!” เย่ชิงอวี่เอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มดวงตาเต็มไปด้วยอารมณ์อ่อนโยนราวกับจะสามารถละลายโลกได้ทั้งใบนางจ้องมองดูเย่ชิงหานที่นอนอยู่บนพื้นด้วยสายตาที่ลึกล้ำเกินจะบรรยาย

            พูดจบ นางพลันหลับตาลงพลังงานที่อัดแน่นอยู่ภายในกายเริ่มแผ่พุ่งออกมาภายนอก ในขณะนั้นเองปราศจากกระแสลมพัดใดๆ ชายกระโปรงของนางค่อยๆ ลอยเลื่อนขึ้น เส้นผมดำขลับที่อยู่ด้านหลังแต่ละเส้นปลิวไสวขึ้นแล้วเปลี่ยนไปเป็นสีขาวทั้งหมด

            “เซ่นสังเวยวิญญาณ!”

            เสียงตะโกนเบาๆ ออกมาครั้งหนึ่งเย่ชิงอวี่พลันเปิดเปลือกตาขึ้นในทันทีสองแขนโบกสะบัดแสงสีน้ำนมกลุ่มหนึ่งพุ่งตรงเข้าไปในร่างของเยชิงหานในทันทีจากนั้นวงแหวนแสงที่อยู่รอบตัวนางค่อยๆ เลือนหายไป ร่างกายค่อยๆลอยลดต่ำลงมายังพื้นเบื้องล่าง ในขณะที่ร่างลดต่ำลงมาจะถึงพื้นดินนั้นนางใช้ความพยายามครั้งสุดท้ายที่มีเปิดเปลือกตาขึ้นมองดูเย่ชิงหานเป็นครั้งสุดท้ายด้วยความปีติสุขจากนั้นดวงตาของนางจึงปิดลง จมดิ่งสู่การหลับใหล...ชั่วนิจนิรันดร์

            “ไม่...”

            สองมือของเย่ชิงหานกำหมัดแน่นร้องโหยหวนออกมาด้วยความเจ็บปวดรวดร้าวอารมณ์ของเขาในตอนนี้เศร้าเสียใจด้วยความเจ็บแค้นอย่างถึงขีดสุดแสงสีน้ำนมที่มุดเข้ามาภายในกายของเขากำลังรักษาและฟื้นฟูอาการบาดเจ็บพร้อมกับให้พลังที่แข็งแกร่งแก่เขาในระยะเวลาอันสั้นแต่เขาไม่รู้ตัวและก็ไม่ได้อยากที่จะรู้เขารู้แต่เพียงว่าอาจจะสูญเสียนางไปตลอดกาลอาจจะสูญเสียเงาร่างที่ดูอ่อนแอและบอบบางนั้นไปอย่างไม่มีวันกลับคืนมา!

            .................................

            “การเซ่นสังเวยวิญญาณ? การเซ่นสังเวยวิญญาณคืออะไร?”

            “ไม่เคยได้ยินมาก่อนเหมือนกันแล้วทำไมการเซ่นสังเวยวิญญาณมันถึงได้มีอานุภาพรุนแรงถึงเพียงนี้? ข้านึกว่ามีทวยเทพเสด็จมาเยือนเสียอีก กลิ่นอายพลังที่แผ่ซ่านออกมาน่าหวาดกลัวอย่างที่สุด...”

            “ใครรู้บ้างว่าการเซ่นสังเวยวิญญาณคืออะไร? แล้วมันใช้ทำอะไรได้บ้าง?”

            “ยังดีที่การเซ่นสังเวยวิญญาณถึงแม้จะดูมีอานุภาพรุนแรงแต่ก็ไม่ได้ทำร้ายผู้ใดนางเด็กคนนั้นตายไปแล้ว ทำเอาตกใจไปตามๆ กันเลยจริงๆ”

            เย่ชิงหานที่ร่ำร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดกลับไม่ได้ทำให้เหล่าผู้อาวุโสหันมาสนใจแม้แต่น้อยพวกเขาสนใจแค่พลังลึกลับที่ปรากฏขึ้นเพียงชั่วครู่ก่อนหน้านี้เท่านั้นพลังชนิดนี้และรูปแบบที่ปลดปล่อยพลังออกมามันอยู่เหนือความรู้ความเข้าใจของพวกเขาเป็นอย่างมากดังนั้นในตอนนี้พวกเขาต่างสอบถามซึ่งกันและกันขึ้นอย่างสงสัย

            “ข้ารู้” เย่เทียนชิงที่สงบเงียบมาตลอดเอ่ยปากพูดขึ้นสีหน้าของเขาแสดงให้เห็นถึงความเศร้าเสียใจและเสียดายทั้งยังรู้สึกถึงความอับจนด้วยปัญญา หนวดเคราบนใบหน้าคล้ายกับขาวขึ้นอีกหลายสิบปี “เด็กสาวคนนั้นมีคุณสมบัติทางร่างกายอย่างซึ่งเป็นหนึ่งในสองคุณสมบัติทางร่างกายระดับเทพของทวีป- ร่างหยกวิญญาณ พวกเราต่างเป็น...คนบาปของตระกูลเนื่องจากพวกเราตัดสินใจผิดพลาดทำให้ตระกูลสูญเสียคนที่มีคุณสมบัติทางร่างกายระดับเทพไปสูญเสียโอกาสในการบ่มเพาะยอดฝีมือระดับขั้นสูงสุดของขอบเขตปราชญ์ศักดิ์สิทธิ์ไปหลังจากเรื่องราวในครั้งนี้จบลงข้าจะขอให้ทางตระกูลลงโทษในสิ่งที่ข้าได้ทำผิดพลาดไป!”

            “ฮือฮา!”

            “ร่างหยกวิญญาณ!”

            การเซ่นสังเวยวิญญาณพวกเขาไม่รู้จักแต่ร่างหยกวิญญาณทุกคนที่อยู่ในที่แห่งนี้ล้วนรู้จักกันดี ใบหน้าของทุกคนล้วนเปลี่ยนสีไปในทันทีทั้งเศร้าเสียใจทั้งตื่นตระหนกตกใจ ทั้งเจ็บปวดแสนเสียดาย...สีหน้าต่างๆ นานาสับสนปนเปกันไป

            เย่เชียงมองไปทางเย่เจี้ยนแล้วยิ้มออกมาอย่างเย้ยหยันเรื่องราวในครั้งนี้หากให้เย่เทียนหลงทราบเข้าละก็ละก็ จุดจบของเย่เจี้ยนและเย่หรงคงไม่ค่อยน่าดูเป็นแน่

            เย่เจี้ยนหน้าตาดำคล้ำแต่ภายในใจกลับรู้สึกโชคดีที่รีบลงมือตั้งแต่เนิ่นๆไม่อย่างนั้นหากปล่อยให้เย่ชิงหานเติบโตขึ้นอีกหลายปีผลลัพธ์คงไม่อาจคาดคิดหลังจากครุ่นคิดถึงคำพูดของเย่เทียนชิงอยู่ชั่วครู่คล้ายกับคิดอะไรขึ้นมาได้ดวงตาทอประกายแสงวาบผ่านอย่างรวดเร็วในขณะเดียวกันก็ร้องตะโกนบอกเย่หรงที่อยู่ข้างๆ เย่ชิงหาน

            “อันตราย...เย่หรงรีบถอยออกมา”

            เย่หรงในตอนนี้กำลังใช้พลังปราณรบรักษาอากาบาดเจ็บกระดูกแขนที่แหลกละเอียดอยู่ส่วนดวงตานั้นจ้องมองไปที่เย่ชิงหานอย่างดุร้าย แต่เมื่อได้ยินเสียงร้องตะโกนบอกจากเย่เจี้ยนจึงรู้สึกงุนงงจึงหันหน้ากลับไปมองไม่รู้ว่าเย่เจี้ยนร้องตะโกนออกมาทำไม? แต่เมื่อมองเห็นใบหน้าที่เปลี่ยนสีของเย่เจี้ยนและถึงแม้จะไม่เข้าใจแต่ก็ยังทำตามคำเตือนที่ได้ยินใช้ฝ่ามือด้านซ้ายตบลงไปยังพื้นส่งร่างถอยหลังห่างออกไปอย่างรวดเร็วทั้งถอยหลังไปพลางมองเย่ชิงหานไปพลางด้วยความงุนงงอยากจะทำความเข้าใจว่ามันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่แต่ทว่า...เขากลับมองเห็นแสงสว่างโชติช่วงแสบตาสองสายแทน

            ฟิ้ว!

            เย่ชิงหานที่นอนกองอยู่กับพื้นในตอนนี้เริ่มขยับตัวขึ้นในทันทีเขาดีดตัวลอยสูงขึ้นไปในอากาศจากนั้นพุ่งแหวกอากาศไล่ตามเย่หรงไปดุจดั่งกระบี่ที่แหลมคมกริชสีดำที่ราวกับเคียวของเทพสังหารกรีดผ่านลำคอเย่หรงที่ยืนตะลึงงันอยู่ไปอย่างรวดเร็วและแผ่วเบา

            “เย่ชิงหานเจ้ากล้า!”

            “อย่าทำเช่นนั้น!”

            เสียงร้องเตือนของเย่เจี้ยนถือว่ารวดเร็วปฏิกิริยาความเร็วในการตอบสนองของเย่หรงก็ถือว่าไม่เลวเพียงแต่ว่าระดับความเร็วของเย่ชิงหานนั้นเหนือกว่าเพียงแค่เงาร่างวูบผ่านเย่หรงก็เอามือขึ้นมากุมลำคอด้วยความหวาดกลัวแล้วก็ล้มลงไปแม้เย่เทียนชิงกับเย่เจี้ยนจะร้องออกไปพร้อมๆ กัน แต่พวกเขากว่าจะรู้ตัวก็สายเกินไปเสียแล้วระดับความเร็วของเย่ชิงหานนั้นรวดเร็วจนเกินไป เร็วจนพวกเขาตอบสนองไม่ทันเห็นเพียงแค่เงาร่างสีดำสายหนึ่งวูบผ่านเย่หรงก็ล้มลงไปนอนกองที่พื้นเรียนร้อยแล้ว

            เย่เจี้ยนได้ยินเย่เทียนชิงพูดถึงร่างหยกวิญญาณก็รู้ว่าต้องเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นอย่างแน่นอนการเซ่นสังเวยวิญญาณเขารู้สึกคุ้นๆ ว่าเคยรู้มาจากไหนเพียงแค่นึกไม่ออกในช่วงระยะเวลาอันสั้นเท่านั้นแต่เมื่อบวกกับเรื่องร่างหยกวิญญาณที่เย่เทียนชิงพูดขึ้นเขาก็นึกขึ้นมาได้ในทันที

            เกี่ยวกับร่างหยกวิญญาณผู้คนจำนวนมากในทวีปต่างรู้จักดีรู้ว่าผู้ฝึกยุทธ์ที่มีพลังฝีมือระดับขอบเขตจ้าวนักรบเมื่อมีอะไรกันกับผู้ที่มีร่างหยกวิญญาณจะสามารถเหยียบย่างเข้าสู่ระดับขอบเขตราชาจักรพรรดิได้ในทันทีแต่คนจำนวนมากก็ไม่รู้ว่าร่างหยกวิญญาณยังมีความสามารถพิเศษอีกหนึ่งอย่างคือ “การเซ่นสังเวยวิญญาณ” การเซ่นสังเวยวิญญาณคือการที่ผู้ที่มีร่างหยกวิญญาณเผาดวงวิญญาณของตนเองเพื่อนำเอาพลังลึกลับที่แฝงอยู่ภายในร่างส่งมอบให้แก่คนอื่นสามารถทำให้บุคคลนั้นได้รับพลังที่เทียบได้กับผู้มีพลังฝีมือระดับขอบเขตราชาจักรพรรดิบวกกับเย่ชิงหานที่มีเคล็ดวิชาต่อสู้ร่างอสูรที่แหกกฎสวรรค์เช่นนี้อีกเย่หรงที่อยู่ข้างๆ จะไม่ตกอยู่ในอันตรายได้อย่างไร?

            มองดูเด็กหนุ่มที่ยืนเด่นอยู่อย่างทระนงกับเย่หรงที่มือกุมลำคอดวงตาเบิกกว้างตายตาไม่หลับทุกคนต่างพากันตกตะลึงพรึงเพริด ดวงตาเบิกกว้างอย่างไม่อยากที่จะเชื่อในสิ่งที่เห็น

            มันเกิดเรื่องอะไรขึ้น? วันนี้มันวันอะไรกันแน่? นายน้อยจอมขยะของตระกูลที่พลังฝีมือสุดจะต่ำต้อยกลับสามารถสังหารผู้อาวุโสท่านหนึ่งของตระกูลที่มีพลังฝีมือระดับขอบเขตราชาจักรพรรดิได้ในพริบตา! นี่พวกเขาตาฝาดไปใช่ไหม? หรือโลกนี้ทั้งใบเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงเพียงชั่วข้ามคืน?

            “ผู้...ผู้อาวุโสเทียนชิงนี่...นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้น?” ผู้อาวุโสท่านหนึ่งถอนหายใจออกมาอย่างหนักหน่วงครั้งหนึ่งถามคำถามที่ทุกคนไม่กล้าที่จะถามออกมา

            เย่เทียนชิงก้มหน้าลงถอนหายใจออกมาครั้งหนึ่งก่อนที่จะพูดขึ้นด้วยความเศร้าสลด “ไม่มีอะไรมากแค่เย่ชิงหานได้รับการเซ่นสังเวยวิญญาณจากเด็กผู้หญิงคนนั้นทำให้เขามีพลังฝีมือเทียบได้กับผู้มีพลังฝีมือระดับขอบเขตราชาจักรพรรดิเป็นระยะเวลาสั้นๆและโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าหากข้าคาดเดาไม่ผิดละก็ เขายังมีวิชาต่อสู้ร่างอสูรที่เป็นชนิดโจมตีทางวิญญาณอีกด้วยถ้าหากพวกเราคนใดเข้าไปใกล้เขาละก็เขาสามารถที่จะสังหารพวกเราคนใดก็ได้ในพริบตา”

            “ว่าอย่างไรนะ!”

            ใบหน้าของเหล่าผู้อาวุโสเปลี่ยนไปอีกครั้งต่างพากันรีบโคจรพลังปราณรบเหาะลอยขึ้นไปบนอากาศลอยขึ้นไปอยู่ในระดับความสูงที่คิดว่าปลอดภัยที่สุดจากนั้นเบิกตากว้างจ้องมองไปยังเด็กหนุ่มเสื้อดำอย่างไม่อยากที่จะเชื่อเด็กหนุ่มที่มีอายุเพียงแค่สิบห้าปีกลับสามารถเป็นอันตรายคุกคามต่อพวกเขาได้หรืออาจจะพูดได้ว่าสามารถสังหารพวกเขาได้ในพริบตาหากจะไม่เชื่อก็ไม่ได้เพราะร่างของเย่หรงที่นอนอยู่บนพื้นกับเลือดที่ยังอุ่นๆเป็นสิ่งที่พิสูจน์ให้เห็นได้อย่างชัดเจน ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยของชีวิตตนเองพวกเขาจึงเลือกที่จะออกให้ห่างจากเจ้าเด็กหนุ่มคนนี้

            ที่ไม่ได้ขยับเขยื้อนไปไหนมีเพียงสี่คนเท่านั้นเย่เจี้ยนคิดว่าตนเองไม่ควรจะขยับ ไม่ว่าจะเป็นฐานะ ตำแหน่งหรือความแค้นเขาจะต้องไม่เหาะลอยขึ้นไปบนอากาศโดยเด็ดขาดเย่เชียงก็ไม่ได้ขยับไปไหนเพราะเขารู้สึกได้ว่าว่าเย่ชิงหานจะไม่ทำร้ายเขาแน่เย่เทียนชิงกับเย่เทียนสิงก็ไม่ได้ขยับไปไหนเช่นกันทั้งสองคิดว่าเด็กหนุ่มคนนี้คืออนาคตของตระกูล ดังนั้นจึงคิดอยากที่จะหาทางช่วยเหลือเขาให้ได้

            เย่ชิงหานก็ไม่ได้ขยับเขยื้อนเช่นกันแม้ว่าเขาอยากจะแลกชีวิตสังหารเย่เจี้ยนให้ได้ แต่เขาขยับไม่ได้จริงๆแม้พลังลึกลับที่ได้จากการเซ่นสังเวยวิญญาณของน้องสาวจะแข็งแกร่งเป็นอย่างมากทำให้เขามีพลังฝีมือเทียบเท่ากับระดับขอบเขตราชาจักรพรรดิจนสามารถสังหารเย่หรงได้ในพริบตาแต่ว่า...พลังลึกลับชนิดนี้มาเร็วและไปเร็วด้วยเช่นกันเหมือนกับว่าตนเองใช้สังหารเย่หรงแล้วมันก็เหือดหายไปในตอนนั้นเลยพลังปราณรบภายในกายในตอนนี้หมดสิ้นไปแล้ว หากไม่ใช่ว่าเขายังทนฝืนยืนอยู่ป่านนี้คงล้มลงไปด้วยสภาพร่างกายที่อ่อนแอนานแล้ว

            ที่เขาไม่ยอมขยับ ไม่ยอมล้มลงยังคงทนฝืนยืนอยู่ก็เพราะมีเสียงลึกลับสายหนึ่งส่งผ่านเข้ามาในหัวของเขาเสียงนี้มาจากผู้อาวุโสเย่เทียนชิงแห่งหอสัตว์อสูร เนื้อหาในน้ำเสียงสั้นกะทัดรัด ยืนหยัดเอาไว้ ตอนนี้แจ้งข่าวไปยังภูเขาด้านหลังแล้ว

            เย่เทียนชิงยืนอยู่ตรงนี้ไม่ได้ขยับไปไหนก้มศีรษะลงไม่พูดไม่จาราวกับคนที่หลับไปแล้วแต่แน่นอนว่าเขาไม่ได้หลับและไม่สามารถที่จะไปแจ้งข่าวยังภูเขาด้านหลังได้ผู้ที่สามารถทำได้จะมีก็เพียงแค่เงาร่างสีแดงที่ยืนแอบมองอยู่ห่างไกลออกไป เย่ชิงอู่

            ความจริงเย่ชิงอู่มาถึงตั้งนานแล้วนางจ้องมองดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยตลอดเพียงแต่ว่าด้วยคำสั่งของเย่เจี้ยนจึงไม่กล้าที่จะเข้าไปใกล้จึงทำได้แค่เพียงแอบมองดูในที่ห่างไกลออกไปนางมองเห็นสิ่งที่ทำให้นางไม่อาจลืมเลือนไปชั่วชีวิต เงาร่างที่แข็งกร้าวและโอหัง วงแหวนแสงศักดิ์สิทธิ์และบริสุทธิ์ของเย่ชิงอวี่แสงสว่างที่โชติช่วงจนลานตาจากดวงตาของเย่ชิงหานรวมไปถึงท่าตวัดกริชที่สังหารเย่หรงอย่างน่าตกตะลึง

            นางเลื่อมใสศรัทธาเย่เตามาโดยตลอดนางคิดว่าเย่เตาคือลูกผู้ชายอย่างแท้จริงดังนั้นนางจึงคอยช่วยเหลือเย่ชิงหานเท่าที่จะทำได้เช่นเมื่อคราวเหตุการณ์ที่ห้องเรียนสัตว์อสูรที่ช่วยกำราบเย่ชิงขวงใครจะไปคาดคิดว่าเพียงไม่ถึงสองเดือนเด็กหนุ่มในความทรงจำที่ค่อนข้างเหนียมอายจะเติบโตมาถึงระดับนี้แล้ว

            นางคิดอยากจะพุ่งเข้ามาช่วยเย่ชิงหานหลายต่อหลายครั้งแต่ว่าในที่สุดเหตุผลก็ชนะอารมณ์ นางรู้ดีว่าเย่ชิงหานสังหารเย่ชิงเส เย่เป้าทำลายวรยุทธ์เย่ชิงขวง ตอนนี้ยังสังหารเย่หรงอีก คิดว่าวันนี้เขาคงไม่รอดออกไปแน่ๆแม้ว่าผู้อาวุโสสูงสุดปู่ของตนเองเย่ชิงหนิวมาเองก็ไม่แน่ว่าจะช่วยแก้ไขอะไรได้ภายในใจนางในตอนนี้ทั้งทอดถอนใจทั้งเจ็บปวดและทั้งเกิดความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างขึ้น

            จนกระทั่งนางได้รับกระแสเสียงหนึ่งที่มาจากผู้อาวุโสเย่เทียนชิงบอกให้นางแจ้งข่าวให้ปู่ตนเองทราบเรื่องราวทั้งหมดเย่เทียนชิงจะเป็นคนรับผิดชอบเองได้ยินดังนั้นนางดีใจอย่างเป็นบ้าเป็นหลัง รีบหยิบหยกสื่อสารที่ปู่ให้นางไว้ป้องกันตนเองขึ้นมาบีบทำลายจนแหลกในทันทีในขณะเดียวกันก็ออกวิ่งตรงไปยังเบื้องหน้าพร้อมกับพูดออกมาภายในใจ ‘เย่ชิงหานอดทนเอาไว้อีกไม่นานปู่ของข้าก็จะมาถึงแล้ว เรื่องราวจะต้องกลับดีขึ้นแน่ อดทนอีกนิด!’

            เย่ชิงหานก็อยากจะอดทน แต่ว่าเขาทนไม่ไหวแล้วจริงๆร่างกายของเขาในตอนนี้อ่อนแอจนเกินไป ขาข้างซ้ายสั่นอ่อนลงจนค่อยๆคุกเข่าข้างหนึ่งลงกับไปกับพื้นดินมือข้างซ้ายรีบดันลงไปที่พื้นเพื่อพยุงร่างกายไว้ไม่ให้ตนเองล้มลงไปศีรษะแม้ว่าจะยังเชิดขึ้นอยู่เช่นเดิม แต่สายตาที่เศร้าสลดกลับไม่สามารถปกปิดความอ่อนแอและไร้กำลังของเขาได้

            “เย่เจี้ยนอย่าเพิ่งลงมือ!”

            “พี่ใหญ่ รอเดี๋ยวก่อน!”

            ม่านตาที่กำลังตกลงมาของเย่เทียนชิงพลันเปล่งประกายแสงขึ้นเขาหันไปร้องใส่เย่เจี้ยนที่อยู่ด้านข้าง ส่วนเย่เชียงก็ร้องตะโกนออกมาพร้อมๆ กัน

            เพียงแต่ว่ากระบี่ขนาดใหญ่เล่มสีทองได้พุ่งออกจากร่างของเย่เจี้ยนก่อนที่ทั้งสองจะตะโกนออกมาเสียอีกมันแหวกผ่านอากาศเกิดเสียงหวีดหวิวขึ้นพร้อมกับพลังอำนาจที่แผ่ออกมาอย่างมหาศาลผ่าไปยังเย่ชิงหานที่คุกเข่าอยู่

            “ช้าไปแล้ว!”

            เย่เจี้ยนยิ้มออกมาอย่างเย็นชาจนมองเห็นไรฟันสีขาว

    คล้ายกับเรื่องอสูรทลายสวรรค์ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน